IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง, การทำสมาธิ ~ คนนี้มันเป็นอย่างนี้ นานาจิตตัง
George
โพสต์ Jun 6 2009, 12:12 AM
โพสต์ #1


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 672
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เขตปกครองตนเองพิเศษ มอดินแดง
หมายเลขสมาชิก : 3



สาธุ


--------------------
Go to the top of the page
 
+Quote Post
5 หน้า V   1 2 3 > »   
Start new topic
คำตอบ (1 - 19)
za_arnt
โพสต์ Jun 6 2009, 05:09 AM
โพสต์ #2


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 851
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-June 09
จาก : ❤4 ซ.เพชรเกษม 46/1 แยก 2 บางหว้า ภาษีเจริญ 10160
หมายเลขสมาชิก : 43




สาธุ น้ำเสียงใส แจ่มชัดดีมากค่ะ


--------------------

~@ WELCOME TO AMPOLJANE.COM @~
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Jun 6 2009, 12:48 PM
โพสต์ #3


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





หน้า ๑


หน้า ๒


หน้า ๓


หน้า ๔


หน้า ๕


หน้า ๖


หน้า ๗

หน้า ๘


หน้า ๙


หน้า ๑๐



--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Jun 6 2009, 12:48 PM
โพสต์ #4


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





หน้า ๑๑


หน้า ๑๒


หน้า ๑๓


หน้า ๑๔


หน้า ๑๕


หน้า ๑๖


หน้า ๑๗


หน้า ๑๘


หน้า ๑๙


หน้า ๒๐



--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Jun 6 2009, 12:49 PM
โพสต์ #5


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





หน้า ๒๑





--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Jun 16 2009, 01:42 AM
โพสต์ #6


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14





tongue.gif มาแบ่งกันอ่านแบบนี้ก็ดีเหมือนกันค่ะ

.......................................


คำสอนของท่าน ทันสมัยเสมอ
เพราะใช้ได้ทุกยุค ทุกสมัย

จะเกิดอีกกี่ครั้งก็ใช้ได้ตลอดไป.........





--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ღ•♥AD♥•ღ
โพสต์ Jun 19 2009, 06:36 AM
โพสต์ #7


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 1,421
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : 217 หมู่ 3 ถนนกรุงนนท์จงถนอม ตำบลนราภิรมย์ อำเภอบางเลน จ.นครปฐม 73130
หมายเลขสมาชิก : 5





--------------------





Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ Jun 19 2009, 12:21 PM
โพสต์ #8


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



---------~@ tongue.gif @~---------

---------~@ tongue.gif @~---------



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Jun 24 2009, 11:58 PM
โพสต์ #9


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14



เทศนาธรรมของหลวงพ่อชาเพื่อช่วยการปฏิบัติให้เกิดปัญญา

"ตามความเป็นจริงแล้ว เรื่องศีลก็ดี เรื่องสมาธิก็ดี เรื่องปัญญาก็ดี
เรื่องสมถกรรมฐานก็ดี หรือเรื่องวิปัสสนากรรมฐานก็ดี มันเป็นเรื่องเดียวกัน
แต่ว่าไปแยกมันออกกันเสียโดยหลงกัน (ที่จริงแล้ว)มันเป็นเรื่องเดียวกัน

อาตมาเคยเปรียบเทียบให้ฟังอยู่ง่ายๆ มันมีที่เปรียบ เรื่องสมถกรรมฐาน
เรื่องวิปัสสนากรรมฐาน เราต้องพิจารณาเปรียบสิ่งง่ายๆ

อย่างมะม่วงใบนี้ มันเป็นลูกเล็ก ต่อไปจนมันห่ามมันสุก กับมะม่วงใบเล็กๆ
มันเป็นใบเดียวกันหรือเปล่า มันเป็นช่อดอกออกมา ยังไม่เป็นลูก
มันก็เป็นมะม่วงใบนี้ มันเป็นลูกเล็กๆ ก็เป็นมะม่วง มันโตขึ้นมาก็ใบเก่า
มันห่ามก็ใบเก่า มันสุกก็ใบเก่า สักแต่ว่ามันเปลี่ยนแปลงเท่านั้น


อันนี้ก็เป็นอย่างนั้น อย่างศีล สมาธิ ปัญญา ก็ดี
ศีลพูดง่ายๆ ศีล ก็คือการละบาป ถ้าคนไม่มีศีล มันร้อน
ทำให้มันเย็น ถ้าคนละชั่ว คนละบาป มันเย็น ไม่มีโทษ
อาการที่ไม่มีโทษ อานิสงส์ที่มันเกิดขึ้นมานี้ มันจิตสงบ
มันเป็นสมาธิ


เมื่อสมาธินั้นมันใสสะอาด มันจะมองเห็นอะไรหลายๆ อย่าง

อย่างน้ำที่มันไม่กระเพื่อม ไปมองดู ไม่ใช่มองเห็นแต่หน้าเรา เห็นไปถึงหลังคาโน่น
นกบินผ่านมามันก็เห็น มันเป็นเรื่องอันเดียวกันทั้งนั้น เหมือนกับเรื่องมะม่วงใบเดียว
ลูกเล็กๆมันก็ใบนั้น มันโตขึ้นมาก็ใบนั้นแหละ ห่ามก็ใบนั้น สุกก็ใบนั้น
อันเดียวกัน สีมันจะเขียวจะเหลือง ก็อันเดียวกันทั้งนั้น สักแต่ว่ามันเปลี่ยน
เท่านั้น

พอเข้าใจง่ายๆ อย่างนี้ มันก็สบายขึ้น ความสงสัยมันก็น้อยเข้า
ถ้าเราไปขยายให้กว้างๆ ไม่ทนจะค้นตำรา ไม่รู้ว่าอะไรต่ออะไร
มันวุ่นไปหมด


ฉะนั้น ต้องตามดูจิตของเรา
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงตามรักษาจิตของตน
คนตามรักษาจิตของตน คนนั้นจะพ้นจากบ่วงของมาร

ทั้งมารทั้งบ่วง นั่งพิจารณาให้มากขึ้น ดูตรงนั้น มันจะเป็นอะไรไหม"
ท่านพูดย่อๆ ขนาดนี้



(ยังมีต่อ ในโพสต์ถัดไป)



--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Jun 25 2009, 12:54 AM
โพสต์ #10


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14



(ต่อจากโพสต์ที่แล้ว)

เทศนาธรรมของหลวงพ่อชาเพื่อช่วยการปฏิบัติให้เกิดปัญญา

วิธีอาตมาก็แปลกนะ บวชมาปฏิบัติมา สงสัยมาก
แต่ไม่เคยไปถามใครให้มาก

ตลอดจนอาจารย์มั่น อาตมาก็ไม่เข้าไปถามท่าน อยากถามอยู่ แต่ไม่ถาม
นั่งฟังท่านเทศน์ให้ฟัง สงสัยอยู่แต่ไม่ถาม
จะไปถามคนอื่น คล้ายๆไปยืมมีดคนอื่นไปปาดเสีย
เราไม่เคยมีมีด ความรู้สึกมันเป็นอย่างนั้น ไม่เคยถามใคร

ไปอยู่กับครูบาอาจารย์ปีสองปี ก็นั่งฟังธรรมท่านอยู่ แก้เอง แก้เอง
หาเอง ไปในทำนองนี้ แปลกจากสาวกองค์อื่น แต่มันแยบคายดีนะ

สบาย แล้วพิจารณาให้มันเห็นขึ้น เห็นขึ้น ตามสัจธรรม มันดี
มันไม่ลืม ไม่สงสัย มันไม่ลืม

อาตมาว่าอย่าไปสงสัยให้มันมาก ปล่อยมันไป ถ้ามีอะไรให้พิจารณา
เรื่องที่มันเป็นเรื่องของสังขารร่างกาย อย่าไปติดมัน
เท่านี้แหละ นั่งสมาธิมันเมื่อย มันเหนื่อยก็พลิกมัน อย่าให้มันมาก

ป่านนี้แล้ว ทำสติมันให้มาก พอเดินให้มาก
ทำสติให้มันมากที่สุด ให้มันรู้ทั่วถึงพอ
สำหรับคนแก่ป่านนี้



ให้เอาคำอาตมาไปพิจารณาดูเถิด เรานั่งสมาธิก็ดี เราจะเดินจงกรมก็ดี
อะไรมันเกิดขึ้นมา อารมณ์อะไรที่มันเกิดขึ้นมา ข้างนอกก็ดี ข้างในก็ดี
ให้เรามีความรู้สึกเกิดขึ้นว่า อันนั้นเรียกว่าอารมณ์ ผู้รับนั่นก็เรียกว่าผู้รับอารมณ์
ผู้รู้อารมณ์ ที่เรียกว่าจิตก็เรียก อันหนึ่งเป็นอารมณ์ อันหนึ่งเป็นผู้รับอารมณ์

ตาเราเห็นรูป ไม่ใช่ตามันเป็นรูป ไม่ใช่รูปมันเป็นตา หูก็เป็นหู เสียงก็เป็นเสียง
เมื่อมันมากระทบกันเข้าก็เกิดเป็นเรื่อง ของ ๒ อย่างมากระทบกันขึ้นให้เกิดความรู้ขึ้น
เกิดความพอใจขึ้น เกิดความไม่พอใจขึ้น สารพัดอย่างมันจะเกิดขึ้น
เราเรียกว่าอารมณ์อะไรก็ช่างมันเถอะ อารมณ์ที่มันเกิดขึ้นมานั้น ให้เราคิดในใจเสมอว่า
อันนี้มันไม่แน่


อันนี้ คนไม่ค่อยจะเอาไปพิจารณา อันนี้มันไม่แน่ ตัวนี้แหละตัวสำคัญ
ที่จะทำให้เกิดปัญญา ตัวนี้ตัวสำคัญ

ที่เราไม่ก้าวไปก้าวมา อยู่กับที่ บอกว่าอันนี้มันไม่แน่ บางทีมันเสียดายจนน้ำตา
มันจะไหลออก ก็บอกอันนี้มันไม่แน่ ไอ้ความโลภ ความโกรธ ทุกอย่างมากระทบ ก็เห็น


บอกคำเดียวเท่านั้นแหละ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน อันนี้มันไม่แน่กระซิบมัน
ให้ได้เลย เอาทุกที ทุกที ลองๆดูก็ได้ ไม่เอามากหรอก เอาแค่นี้



อันนี้เป็นเรื่องให้เกิดปัญญา เรื่องอาตมาให้ภาวนานี่ไม่มาก ก็เรื่องเท่านี้แหละ
เรื่องที่สุดมันจนมุมมันเอาเท่านี้ มันไม่แน่ ทุกอย่างมันจะรวมอยู่จุดนี้หมด

ขณะจิตที่มันเกิดขึ้น อย่าไปนับมันเลย มันไม่ควรนับหรอก
อาการของจิตเมื่อนั่ง มันจะรู้อันนั้น มันจะรู้อันนี้ บางทีมันเป็นอย่างนั้น เท่านี้

ทั้งหลายเหล่านี้ไม่คณนา อย่าไปตามมันมาก บอกแค่ว่า อันนี้มันไม่แน่ก็พอแล้ว ง่ายๆ
แล้วก็หยุดอยู่ แล้วมันจะเกิดความรู้ขึ้นมา


อย่าไปวิ่งตามให้มันมาก เรื่องที่จะพิจารณาจริงๆ มันไม่ได้คิด
พอแค่ตา หู จมูก ลิ้น กาย พอมันกระทบ มันออกไปเอง
ไม่ต้องเอาอะไรมายกขึ้นให้มันมาก มันยกเองของมัน วิตกคืออะไร มันเริ่มยกขึ้นมาแล้ว
วิจารคืออะไร เริ่มพิจารณาแล้ว ได้ภูมิธรรมที่มันเกิดขึ้นมา"






--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rachata
โพสต์ Jun 25 2009, 04:13 PM
โพสต์ #11





กลุ่ม : Members
โพสต์ : 9
เป็นสมาชิกเมื่อ : 20-June 09
จาก : Narathivas rd.
หมายเลขสมาชิก : 79



สาะธุครับ smile.gif
ท่านยิ้มสดใสดี


--------------------
มองอะไรผ่านตาตัวเอง อย่าไปไล่ตามคนอื่น มันไม่มีประโยชน์ :: เฮอ จิน โฮ ::
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ Jun 26 2009, 10:14 AM
โพสต์ #12


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25





--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
za_arnt
โพสต์ Jun 29 2009, 12:37 PM
โพสต์ #13


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 851
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-June 09
จาก : ❤4 ซ.เพชรเกษม 46/1 แยก 2 บางหว้า ภาษีเจริญ 10160
หมายเลขสมาชิก : 43





tongue.gif พระโพธิญาณเถร หลวงพ่อชา สุภทฺโท wub.gif




--------------------

~@ WELCOME TO AMPOLJANE.COM @~
Go to the top of the page
 
+Quote Post
za_arnt
โพสต์ Jul 2 2009, 06:59 PM
โพสต์ #14


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 851
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-June 09
จาก : ❤4 ซ.เพชรเกษม 46/1 แยก 2 บางหว้า ภาษีเจริญ 10160
หมายเลขสมาชิก : 43




wub.gif wub.gif
ผู้เกลียดชังพระสงฆ์ 1
tongue.gif
ผู้เกลียดชังพระสงฆ์ 2

อธุวํ ชีวิตํ -............. ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน
ธุวํ มรณํ -............. ความตายเป็นของยั่งยืน
อวสฺ มยา มริตพฺพํ -............. เราจะต้องตายแน่แท้
อปฺปมาทรตา โหถ -............. ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดีในความไม่ประมาทเถิด

~@ อำพล เจน @~


--------------------

~@ WELCOME TO AMPOLJANE.COM @~
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ Jul 4 2009, 12:40 PM
โพสต์ #15


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



คำสอนหลวงพ่อชา
คัดลอกจาก : http://http://www.geocities.com/Tokyo/Ginz...ajarn_cha1.html
หลายปีมาแล้ว tongue.gif แต่ตอนนี้ลิ้งค์นี้yahooเก็บไปแล้ว เลยขออนุญาิตมาไว้ที่นี่นะคะ
--------------------~@~-------------------


เราเกิดมาทำไม มีสติ พบปัญญา จักพาให้คลายทุกข์
--------------------------
อยู่เพื่ออะไร
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส
พุทธํ ธมมํ สงฆํ นมสฺสามิ
อิโต ปรํ สกฺกจฺจํ ธมํโมโสตพฺโพติ


ขอให้ตั้งอยู่ในความสงบ รับโอวาทพอสมควร วันนี้มีทั้งคฤหัสถ์ และ บรรพชิต
มาถวายดอกไม้ตามกาลเวลา เรื่องสักการะ เรื่องคารวะ การเคารพต่อผู้ใหญ่
เป็นมงคลอันเลิศ พรรษานี้อาตมาไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง ไม่สบาย สุขภาพไม่แข็งแรง
จึงหลบมาอยู่บนภูเขานี้ ก็ได้รับอากาศบริสุทธิ์สักพรรษาหนึ่ง
ญาติโยมสานุศิษย์ทั้งหลายไปเยี่ยมก็ไม่ได้สนองศรัทธาอย่างเต็มที่
เพราะว่าเสียงมันจะหมดแล้ว ลมมันก็จะหมดแล้ว นับว่าเป็นบุญ
ที่เป็นตัวเป็นตน มานั่งให้ญาติโยมเห็นอยู่ นี่นับว่าดีแล้ว
ต่อไปก็จะไม่ได้เห็น ลมมันก็จะหมด เสียงมันก็จะหมด
เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของสังขาร
sad.gif ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ท่านสอนไว้ ขะยะวัยยัง คือ ความสิ้นไปเสื่อมไปของสังขาร
ความเสื่อมไปแห่งสังขาร


~@อัฐิหลวงพ่ออชา (๐_๐) ภาพโดยคุณอำพล เจน @~

เสื่อมไปอย่างไร เปรียบเหมือนก้อนน้ำแข็ง แต่ก่อนมันเป็นน้ำ เขาเอามาทำให้เป็นก้อน
แต่มันก็อยู่ไม่นาน หรอกมันก็เสื่อมไป เอาก้อนน้ำแข็งใหญ่ ๆ เท่าเทปนี้ไปวางไว้กลางแจ้ง
จะดูความเสื่อมของก้อนน้ำแข็ง ก็เหมือนสังขารนี้ มันจะเสื่อมทีละน้อยทีละน้อย
ไม่กี่นาที ไม่กี่ชั่วโมง ก้อนน้ำแข็งก็จะหมด ละลายเป็นน้ำไป


นี่เรียกว่าเป็น ขะยะวัยยัง ความสิ้นไป ความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย เป็นมานานแล้ว
ตั้งแต่มีโลกขึ้นมา เราเกิดมา เราเก็บเอาสิ่งเหล่านี้มาด้วย ไม่ใช่ว่าเราทิ้งไปไหน
พอเกิดเราเก็บเอาความเจ็บ ความแก่ ความตายมาพร้อมกัน


ดังนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงตรัสไว้ว่า ขะยะ-วัยยัง
ความสิ้นไปเสื่อมไปของสังขารทั้งหลาย เรานั่งอยู่บนศาลานี้
ทั้งอุบาสก อุบาสิกา ทั้งพระ ทั้งเณร ทั้งหมดนี้
มีแต่ก้อนเสื่อมทั้งนั้นนี่ที่ก้อนมันแข็ง เปรียบเช่นก้อนน้ำแข็ง
แต่ก่อนเป็นน้ำ มันเป็นก้อนน้ำแข็งแล้วก็เสื่อมไป

เห็นความเสื่อมมันไหม ดูอาการที่มันเสื่อมซี ร่างกายของเรานี่ทุกส่วนมันเสื่อม
ผมมันก็เสื่อมไป ขนมันก็เสื่อมไป เล็บมันก็เสื่อมไป
หน้ามันก็เสื่อมไป อะไรทุกอย่างมันเสื่อมไปทั้งนั้น
ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ


.................... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน สัญญาว่าจะมาอีกนะคะ smile.gif


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
za_arnt
โพสต์ Jul 5 2009, 07:31 AM
โพสต์ #16


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 851
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-June 09
จาก : ❤4 ซ.เพชรเกษม 46/1 แยก 2 บางหว้า ภาษีเจริญ 10160
หมายเลขสมาชิก : 43



~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif

ญาติโยมทุกคนเมื่อครั้งแรกคงจะไม่เป็นอย่างนี้นะ คงจะมีตัวเล็กกว่านี้
นี่มันโตขึ้นมา เจริญขึ้นมา ต่อไปนี้มันก็จะเสื่อม เสื่อมไปตามธรรมชาติของมัน
เสื่อมไปเหมือนก้อนน้ำแข็ง เดี๋ยวก็หมด ก้อนน้ำแข็งมันก็กลายเป็นน้ำ
เรานี่ก็เหมือนกันทุกคน มีดิน มีน้ำ มีไฟ มีลม

เมื่อมีตัวตนประกอบกันอยู่ ธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ตั้งขึ้นเรียกว่า คน แต่เดิมไม่รู้ว่าเป็นอะไรหรอก เรียกว่าคน
เราก็ดีอกดีใจเป็นคนผู้ชาย เป็นคนผู้หญิง สมมติชื่อให้นายนั่น นางนี่ตามเรื่อง
เพื่อเรียกตามภาษาให้จำง่าย ใช้การงานง่าย
แต่ความเป็นจริงก็ไม่มีอะไรมีน้ำหนึ่ง ดินหนึ่ง ลมหนึ่ง ไฟหนึ่ง
มาปรุงกันเข้ากลายเป็นรูป เรียกว่า
คน

โยมอย่าเพิ่งดีใจนะ ดูไปดูมาก็ไม่มีคนหรอก
ที่มันเข้มแข็งพวกเนื้อพวกหนัง พวกกระดูกทั้งหลายเหล่านี้เป็น ดิน
อาการที่มันเหลว ๆตามสภาพร่างกายนั้น เราเรียกว่า น้ำ
อาการที่มันอบอุ่นอยู่ในร่างกายเรา เรียกว่า ไฟ
อาการที่มันพัดไปมา อยู่ในร่างกายของเรานี้ ลมพัดขึ้นเบื้องบน พัดลงเบื้องต่ำนี้ เรียกว่า ลม

ทั้งสี่ประการนี้มาปรุงกันเข้าเรียกว่า คน
ก็ยังเป็นผู้หญิง ผู้ชายอีก
จึงมีเครื่องหมายตามสมมติของเรา

ทุกคนนอนอยู่กับโครงกระดูก .................


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ


--------------------

~@ WELCOME TO AMPOLJANE.COM @~
Go to the top of the page
 
+Quote Post
za_arnt
โพสต์ Jul 6 2009, 06:07 AM
โพสต์ #17


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 851
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-June 09
จาก : ❤4 ซ.เพชรเกษม 46/1 แยก 2 บางหว้า ภาษีเจริญ 10160
หมายเลขสมาชิก : 43



~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif

ทุกคนนอนอยู่กับโครงกระดูก .................
แต่อยู่ที่วัดป่าพง ที่ไม่เป็นผู้หญิงไม่เป็นผู้ชายก็มี เป็นนะปุง-สักลิงค์ ไม่ใช่อิตถีลิงค์ ไม่ใช่ปุงลิงค์
คือ ซากศพที่เขาเอาเนื้อเอาหนังออกหมดแล้ว เหลือแต่โครงกระดูกเท่านั้น
เป็นซากโครงกระดูกเขาแขวนไว้ ไปดูก็ไม่เห็นว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
ใครไปถามว่านี่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็ได้แต่มองหน้ากัน เพราะมันมีแต่โครงกระดูกเท่านั้น
เนื้อหนังออกหมดแล้ว พวกเราทั้งหลายก็ไม่รู้ ทุกคนไปวัดป่าพง
เข้าไปในศาลาก็ไปดูโครงกระดูก บางคนดูไม่ได้ วิ่งออกจากศาลาเลย กลัว... กลัวเจ้าของ
อย่างนั้นเข้าใจว่าไม่เคยเห็นตัวเราเองสักที ไปกลัวกระดูก
ไม่นึกถึงคุณค่าของกระดูก เราเดินมาจากบ้านนั่งรถมาจากบ้าน
ถ้าไม่มีกระดูก จะเป็นอย่างไร จะเดินไปมาได้ไหม เกิดมาพร้อมกันไม่เคยเห็นกัน


นอนเบาะอันเดียวกันไม่เคยเห็นกัน นี่แสดงว่าเราบุญมากที่มาเห็น
แก่แล้ว ๕๐ ปี ๖๐ ปี ๗๐ ปี ไปวัดป่าพงเห็นโครงกระดูกกลัว
นี่อะไรไม่รู้ แสดงว่าเราไม่คุ้นเคยเลยไม่รู้จักตัวเรา
กลับไปบ้านก็ยังนอนไม่หลับอยู่สามสี่วัน แต่ก็นอนกับโครงกระดูกนั่นแหละ
ไม่ใช่นอนที่อื่นหรอก ห่มผ้าผืนเดียวกัน อะไรๆด้วยกัน นั่งบริโภคข้าวด้วยกัน
แต่เราก็กลัว นี่แสดงว่าเราห่างเหินจากตัวเรามากที่สุด น่าสงสาร

ไปดูแต่อย่างอื่น ไปดูต้นไม้ ไปดูวัตถุอื่นๆ ว่าอันนั้นโต อันนี้เล็ก อันนั้นสั้น อันนั้นยาว
นี่ไปดูแต่วัตถุของอื่นนอกจากตัวเรา ไม่เคยมองดูตัวเราเลย
ถ้าพูดตรงๆแล้วก็น่าสงสารมนุษย์เหมือนกัน ดังนั้นคนเราจึงขาดที่พึ่ง
เห็นร่างกายตามความเป็นจริง

อาตมาเคยบวชนาคมาหลายองค์ เกษา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ
นาคที่เคยเป็นนักศึกษาคงนึกหัวเราะว่า ท่านอาจารย์เอาอะไรมาสอน
นี่ เอาผมที่มันมีอยู่นานแล้วมาสอน ไม่ต้องสอนแล้ว
รู้จักแล้วเอาของที่รู้จักแล้วมาสอนทำไม นี่คนที่มันมืดมากมันก็เป็นอย่างนี้

คิดว่าเราเห็นผม อาตมาบอกว่าคำที่ว่าเห็นผมนั้น คือ .......
เห็นตามความเป็นจริง เห็นขนก็เห็นตามความเป็นจริง เห็นเล็บ เห็นหนัง เห็นฟัน ก็เห็นตามความเป็นจริง
จึงเรียกว่าเห็น ไม่ใช่ว่าเห็นอย่างผิวเผิน เห็นตามความเป็นจริง

อย่างไรๆ เราคงจะไม่หมกมุ่นอยู่ในโลกอย่างนี้ถ้าเห็นตามความจริง
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นอย่างไร ตามความเป็นจริง
เป็นของสวยไหม เป็นของสะอาดไหม เป็นของมีแก่นสารไหมเป็นของเที่ยงไหม
เปล่า...มันไม่มีอะไรหรอก ของไม่สวยแต่เราไปสำคัญว่ามันสวย ของไม่จริงไปสำคัญว่ามันจริง
ร่างกายเป็นที่รวมของสิ่งโสโครก


อย่าง เกษา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง คนเราไปติดอยู่นี่
พระพุทธองค์ท่านยกมาทั้งห้าประการนี้ เป็นมูลกรรมฐาน

สอนให้รู้จักกรรมฐานทั้งห้านี้ เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา เราเกิดขึ้นมา ก็หลงมันซึ่งเป็นของโสโครก
ดูซิ... คนเราไม่อาบน้ำสักสองวันสิ เข้าใกล้กันได้ไหม มันเหม็นเหงื่อออกมากๆ
ไปนั่งทำงานรวมกันอย่างนี้ เหม็นทั้งนั้นแหละ กลับไปบ้านอาบน้ำ
ถูสบู่ออกหายเหม็นไปนิดหนึ่งก็หอมสบู่ขึ้นมา ได้ถูสบู่มันก็หอม
ไอ้ตัวเหม็นก็อยู่อย่างเดิมนั่นแหละ มันยังไม่ปรากฏเท่านั้น
กลิ่นสบู่มันข่มไว้ เมื่อหมดสบู่มันก็เหม็นตามเคย
จงรู้จักพึ่งตัวเอง


เรามักจะเห็น รูปที่นั่งอยู่นี่ นึกว่ามันสวย มันงาม มันแน่น มันหนา มันตรึงตรา มันไม่แก่ มันไม่เจ็บ มันไม่ตาย หลงเพลิดเพลินอยู่ในสากลโลกนี้ จึงไม่รู้จักพึ่งตนเอง ตัวที่พึ่งของเรา คือใจ ใจของเราเป็นที่พึ่งจริงๆ

ศาลาหลังนี้มันใหญ่ก็ไม่ใช่ที่พึ่ง
มันเป็นที่อาศัยชั่วคราว นกพิราบมันก็มาอาศัยอยู่ ตุ๊กแกมันก็มาอาศัยอยู่
จิ้งเหลนนี้มันก็มาอาศัยอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างมาอาศัยอยู่ได้
เราก็นึกว่าของเรา มันไม่ใช่ของเราหรอก มันอยู่ด้วยกัน หนูมันก็มาอยู่ สารพัดอย่าง
นี่เรียกว่าที่อาศัยชั่วคราว เดี๋ยวก็หนีไปจากไป

เราก็นึกว่าอันนี้เป็นที่พึ่งของเรา คนมีบ้านหลังเล็กๆ ก็เป็นทุกข์เพราะบ้านมันเล็ก
มีบ้านหลังใหญ่ๆ ก็เป็นทุกข์เพราะกวาดไม่ไหว ตอนเช้าก็บ่น ตอนเย็นก็บ่น
จับอะไรวางตรงไหนก็ไม่ค่อยได้เก็บ คุณหญิงคุณนายนี่ จึงเป็นโรคประสาทกันเป็นทุกข์กัน
อย่าแต่งกาย จงแต่งใจกันเถิด



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ


--------------------

~@ WELCOME TO AMPOLJANE.COM @~
Go to the top of the page
 
+Quote Post
za_arnt
โพสต์ Jul 8 2009, 09:12 PM
โพสต์ #18


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 851
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-June 09
จาก : ❤4 ซ.เพชรเกษม 46/1 แยก 2 บางหว้า ภาษีเจริญ 10160
หมายเลขสมาชิก : 43



~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif

อย่าแต่งกาย จงแต่งใจกันเถิด ......... [/color]
ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงให้หาที่พึ่ง คือ หาใจของเรา ใจของเราเป็นสิ่งที่สำคัญ
โดยมากคนเราไม่ค่อยมองดูในสิ่งที่สำคัญ ไปมองดูที่อื่นที่ไม่สำคัญ
เป็นต้นว่า กวาดบ้าน ล้างจาน ก็มุ่งความสะอาด ล้างถ้วยล้างจานให้มันสะอาด
ทุกสิ่งทุกอย่างมุ่งความสะอาด แต่ใจเจ้าของไม่เคยมุ่งมองเลย ใจของเรามันเน่า
บางทีก็โกรธหน้าบูดหน้าเบี้ยวเท่านั้นแหละ ก็ไปมุ่งแต่จานให้จานมันสะอาด
ใจของเราไม่สะอาดเท่าไรก็ไม่มองดู นี่เราขาดที่พึ่ง เอาแต่ที่อาศัย แต่งบ้านแต่งช่อง
แต่งอะไรสารพัดอย่าง แต่ใจของเราไม่ค่อยจะแต่งกัน ทุกข์ไม่ค่อยจะมองดู
ใจนี่แหละเป็นสิ่งสำคัญ พระพุทธองค์ท่านจึงพูดว่าให้หาที่พึ่งทางใจ

อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ใครจะเป็นที่พึ่งได้ ที่เป็นที่พึ่งที่แน่นอนก็คือใจของเรานี่เอง
ไม่ใช่สิ่งอื่น พึ่งสิ่งอื่นก็พึ่งได้ แต่ไม่ใช่ของที่แน่นอนเราจะพึ่งสิ่งอื่นได้ก็เพราะเราพึ่งตัวของเรา
เราต้องมีที่พึ่งก่อน จะพึ่งอาจารย์ พึ่งญาติมิตรสหายทั้งหลาย จะพึ่งได้ดีนั้นเราต้องทำตัวของเราเป็นที่พึ่งให้ได้เสียก่อน
ให้ถามตัวเองว่าเราเกิดมาทำไม

วันนี้ที่มากราบนมัสการทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิต
ขอให้รับโอวาทนี้ไปพินิจพิจารณา เราทุกคนให้นึกเสมอว่า เราคืออะไร เราเกิดมาทำไม
นี่ถามปัญหาเจ้าของอยู่เสมอว่า เราเกิดมาทำไม ให้ถามเสมอบางคนไม่รู้นะ ........
แต่อยากได้ความสุขใจ มันทุกข์ไม่หาย รวยก็ทุกข์ จนก็ทุกข์ เป็นเด็กเป็นคนโตก็ทุกข์ ทุกข์หมดทุกอย่าง เพราะอะไร
เพราะว่ามันขาดปัญญา เป็นคนจนก็ทุกข์เพราะมันจน เป็นคนรวยก็ทุกข์เพราะมันรวยมาก ของมากๆรักษาคนเดียว

ในสมัยก่อนอาตมาเคยเป็นสามเณร เคยเทศน์ให้โยมฟัง ครูบาอาจารย์ท่านให้เทศน์
พูดถึงความร่ำรวยในการมีทาส ให้มีทาสสักร้อย ผู้หญิงก็ให้ได้สักร้อยหนึ่ง ผู้ชายก็ร้อยหนึ่ง
มีช้างก็ร้อยหนึ่งมีวัวก็ร้อยหนึ่ง มีควายก็ร้อยหนึ่ง มีแต่สิ่งละร้อยทั้งนั้น ญาติโยมได้ฟังแล้วก็สบายใจ
ให้โยมไปเลี้ยงควายสักร้อยหนึ่งเอาไหม เอาควายร้อยหนึ่ง เอาวัวร้อยหนึ่ง มีทาสผู้หญิงผู้ชายอย่างละร้อย
ให้โยมรักษาคนเดียว มันจะดีไหม นี่ไม่คิดดู แต่ความอยากมีวัว มีควาย มีช้างมีม้า มีทาสสิ่งละร้อยละร้อย น่าฟัง


อุ๊ย! อิ่มใจเหลือเกิน มันสบายนะแต่อาตมาเห็นว่าได้สักห้าสักสิบตัวก็พอแล้ว
แค่ฟั่นเชือกเท่านั้นก็เต็มทีแล้ว อันนี้โยมไม่คิด คิดแต่ได้ ไม่คิดถึงว่ามันจะยากจะลำบาก
ไม่มีปัญญา จักพาให้เป็นทุกข์

สิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในตัวเรานี้ ถ้าเราไม่มีปัญญา จะทำให้เราทุกข์นะ
ถ้าเรามีปัญญา นำออกจากทุกข์ได้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตาไม่ใช่ของดีนะ
ถ้าเราใจไม่ดี ไปมองคนบางคน ไปเกลียดเขาอีกแล้ว มานอนเป็นทุกข์อีกแล้ว
ไปมองดูคนบางคน รักเขาอีกแล้ว รักเป็นทุกข์อีกแล้ว มันไม่ได้ก็เป็นทุกข์
เกลียดก็เป็นทุกข์ รักก็เป็นทุกข์เพราะมันอยากได้ อยากได้ก็เป็นทุกข์ ไม่อยากได้ก็เป็นทุกข์
ของที่ไม่ชอบใจอยากทิ้งมันไป อยากได้ของที่ชอบใจ ของที่ไม่ชอบใจได้มามันก็ทุกข์
ของที่ชอบใจได้มาแล้วกลัวมันจะหายอีกแล้ว มันเป็นทุกข์ทั้งนั้น ไม่รู้ว่าจะอยู่อย่างไร

บ้านหลังใหญ่ๆขนาดนี้ ก็นึกว่าจะให้มันสบายขึ้น เก็บความสบาย เก็บความดีไว้ในนี้ ถ้าคิดไม่ดีมันก็ไปไม่ได้ทั้งนั้นแหละ


ญาติโยมทั้งหลายจงมองดูตัวของเรา ว่าเราเกิดมาทำไม เราเคยได้อะไรไว้ไหม
อาตมาเคยรวมคนแก่ เอาคนแก่อายุเลย ๘๐ ปีขึ้นไปมาอยู่รวมกัน อาชีพทำนา
ตามบ้านนอกของเรา ทำนามาตั้งแต่โน้น เกิดมาได้ ๑๗-๑๘ ปี ก็รีบแต่งงาน กลัวจะไม่รวย
ทำงานตั้งแต่เล็กๆให้มันรวย ทำนาจน ๗๐ ปีก็มี ๘๐ ปีก็มี ๙๐ ปีก็มี ที่มานั่งรวมกันฟังธรรม
"โยม" อาตมาถาม
"โยมจะเอาอะไรไปไหมนี่เกิดมาก็ทำอยู่จนเดี๋ยวนี้แหละ ผลที่สุดจะไป...จะได้อะไรไปไหม"

ไม่รู้จัก ตอบได้แต่ว่า "จังว่า จังว่า จังว่า"* นี่ตามภาษาเขาว่ากินลูกหว้า เพลินกับลูกหว้า มันจะเสียเวลา
เพราะจังว่านี่แหละ จะไปก็ไม่ไป จะอยู่ก็ไม่อยู่ มันอยู่ที่จังว่า นั่งอยู่ก้างๆอยู่ง่า นั่งอยู่คาคบนั่นแล้ว มีแต่จังว่าๆ

อย่าทิ้งไม้เล็ก แบกไม้ใหญ่


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ


--------------------

~@ WELCOME TO AMPOLJANE.COM @~
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ Jul 9 2009, 07:04 AM
โพสต์ #19


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif

อย่าทิ้งไม้เล็กแบกไม้ใหญ่ -----------------

ตอนยังหนุ่มๆ ครั้งแรกอยู่คนเดียวเข้าใจว่าเป็นโสดไม่สบาย หาคู่ครองเรือนมันจะสบาย
เลยหาคู่ครองมาครองเรือนให้ เอาของสองอย่างมารวมกัน มันก็กระทบกันอยู่แล้ว
อยู่คนเดียวมันเงียบเกินไป ไม่สบายแล้ว เอาคนสองคนมาอยู่ด้วยกัน
มันก็กระทบกัน ก๊อกๆแก๊กๆ นั่นแหละลูกเกิดมาครั้งแรกตัวเล็กๆ
พ่อแม่ก็ตั้งใจว่า ลูกเราเมื่อมันโตขึ้นมาขนาดหนึ่งเราก็สบายหรอก
ก็เลี้ยงมันไปสามคนสี่คนห้าคน นึกว่ามันโตเราจะสบาย เมื่อมันโตมาแล้วมันยิ่งหนัก
เหมือนกับ แบกท่อนไม้อันหนึ่งเล็กอันหนึ่งใหญ่ ทิ้งท่อนเล็กแล้ว แบกเอาท่อนใหญ่

นึกว่ามันจะเบาก็ยิ่งหนัก ลูกเราตอนเด็ก ๆ มันไม่กวนเท่าไรหรอกโยม
มันกวนถามกินข้าวกับกล้วย เมื่อมันโตขึ้นมานี่มันถามเอารถมอเตอร์ไซด์
มันถามเอารถเก๋ง เอาล่ะความรักลูกจะปฏิเสธไม่ได้ ก็พยายามหา มันก็เป็นทุกข์
ถ้าไม่ให้มันก็เป็นลูก บางทีพ่อแม่ทะเลาะกัน "อย่าพึ่งไปซื้อให้มันเลย รถนี่ มันยังไม่มีเงิน"
แต่ความรักลูกก็ต้องไปกู้คนอื่นมา เห็นอะไรก็อยากซื้อมากิน
แต่ก็อด กลัวมันจะหมดเปลืองหลายอย่าง
ต่อมาก็มีการศึกษาเล่าเรียน
ถ้ามันเรียนจบ เราก็จะสบายหรอก เรียนมัน จบไม่เป็นหรอก มันจะจบอะไร


เรียนไม่มีจบหรอก ทางพุทธศาสนานี่เรียนจบ ศาสตร์อื่นนอกนั้น มันเรียนต่อไปเรื่อย ๆ
เรียนไม่จบ เอาไปเอามาก็เลยวุ่น เท่านั้นแหละ บ้านหนึ่งเรียน ๔ คน ๕ คน ตาย!
พ่อแม่ทะเลาะกันไม่มีวันเว้นละอย่างนั้น
----------------~@~-----------------
เราถูกระดูกอยู่ทุกวัน

ความทุกข์มันเกิดมาภายหลังเราไม่เห็น นึกว่ามันจะไม่เป็นอย่างนี้
เมื่อมันมาถึงเข้าแล้วจึงรู้ว่า โอ! มันเป็นทุกข์ ทุกข์อย่างนั้นจึงมองเห็นยาก
ทุกข์ในตัวของเรานะโยม พูดตามประสาบ้านนอกเราเรื่องฟันของเรานะโยม
ตอนไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ขี้ถ่านไฟก็ยังเอามาถูฟันให้มันขาว
ไปถึงบ้านก็ไปยิงฟันใส่กระจก นึกว่ามันขาวถูฟันแล้วนี่ ไปชอบกระดูก wub.gif
ของเจ้าของไม่รู้เรื่อง พออายุถึง ๕๐-๖๐ ปี ฟันมันโยก เออ! เอาซิฟันโยก
มันจะร้องไห้ กินข้าวน้ำตามันก็ไหล เหมือนกับถูกศอก ถูกเข่าเขาอยู่ทุกเวลา
ฟันมันเจ็บมันปวด มันทุกข์มันยากมันลำบากนี่


อาตมาผ่านมาแล้วเรื่องนี้ tongue.gif
ถอนออกหมดเลย ในปากนี้เป็นฟันปลอมทั้งนั้น มันโยกไม่สลายอยู่ ๑๖ ซี่
ถอนทีเดียวหมดเลย เจ็บใจมัน หมอไม่กล้าถอนแน่ะตั้ง ๑๖ ซี่ blink.gif
"หมอ ถอนมันเถอะ เป็นตาย อาตมาจะรับเอาหรอก"
ถอนมันออกทีเดียวพร้อมกัน๑๖ ซี่ ที่มันยังแน่นๆ ตั้งหลายซี่ ตั้ง ๕ ซี่
ถอนออกเลย แต่ว่าเต็มทีนะ ถอนออกหมดแล้วไม่ได้ฉันข้าวอยู่ ๒-๓ วัน นี่เป็นเรื่องทุกข์

----------------~@~-----------------
จะเก็บจะตาย สังขารไหลเรื่อยไป ........



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
za_arnt
โพสต์ Jul 10 2009, 06:25 AM
โพสต์ #20


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 851
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-June 09
จาก : ❤4 ซ.เพชรเกษม 46/1 แยก 2 บางหว้า ภาษีเจริญ 10160
หมายเลขสมาชิก : 43




~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif

จะเก็บจะตาย สังขารไหลเรื่อยไป.......

อาตมาคิดแต่ก่อนนะ ตอนไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย เอาถ่านไฟมาถูให้มันขาว
รักมันมากเหลือเกิน นึกว่ามันเป็นของดี ผลที่สุดมันจะหนีจากเรา จึงเกือบตาย
เจ็บฟันนี้มันตั้งหลายเดือน ตั้งหลายปี บางทีมันบวมทั้งข้างล่างข้างบน
หมดท่าเลยโยม อันนี้คงจะเจอกันทุกคนหรอก
พวกที่ฟันไม่โยก เอาแปรงไปแปรงให้มันสะอาดสวยงามอยู่นั่นแหละ
ระวังนะ ระวังมันจะเล่นงานเราเมื่อสุดท้าย
ซี่ยาวซี่สั้นมันสลับกันอยู่อย่างนี้ ทุกข์มากโยม อันนี้ทุกข์มากจริงๆ

อันนี้บอกไว้หรอก บางทีจะไปเจอเอาทุกข์ เพราะความทุกข์ในตัวของเรานี้
จะหาที่พึ่งอะไรมันไม่มี มันค่อยยังชั่วเมื่อเรายังหนุ่ม
พอแก่เข้าก็เริ่มพัง มันช่วยกันพัง สังขารมันเป็นไปตามเรื่องของมัน

เราจะร้องไห้มันก็อยู่อย่างนี้ จะดีใจมันก็อยู่อย่างนี้ เราจะเป็นอะไรมันก็อยู่ของมันอย่างนี้ เราจะเจ็บจะปวด จะเป็นจะตายมันก็อยู่อย่างนั้นเพราะมันเป็นอย่างนั้น


นี่มันหมดความรู้ หมดวิชา เอาหมอฟันมาดูฟัน ถึงแก้ไขแล้วยังไง ก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น
ต่อไปหมอฟันเอง ก็เป็นเหมือนเราอีก ไปไม่ไหวอีกแล้ว ทุกอย่างมันก็พัง ไปด้วยกันทั้งหมด

นี้เป็นความจำเป็น ที่เราจะต้องรีบพิจารณา
เมื่อมีกำลังเรี่ยวแรง
ก็รีบทำ จะทำบุญ สุนทาน จะทำอะไร ก็รีบจัดทำกัน

แต่ว่าคนเราก็มักจะไป มอบให้แต่คนแก่ จะเข้าวัดศึกษาธรรมะ รอให้แก่เสียก่อน
โยมผู้หญิงก็เหมือนกัน โยมผู้ชายก็เหมือนกัน ให้แก่เสียก่อนเถอะ
ไม่รู้ว่าอะไรกัน คนแก่นี่มันกำลังดีไหม ลองไปวิ่งแข่งกับคนหนุ่มดูซิ
ทำไมจะต้องไปมอบให้คนแก่ เหมือนไม่รู้จักตาย
พอแก่มาสัก ๕๐ ปี ๖๐ ปี จวนเข้าวัดอยู่แล้ว หูตึงเสียแล้ว ความจำก็ไม่ดีเสียแล้ว นั่งก็ไม่ทน
"ยายไปวัดเถอะ"
"โอย หูฉันไม่ดีแล้ว"

นั่นเห็นไหม ตอนหูดีเอาไปฟังอะไรอยู่ จังว่า... จังว่า
มันคาแต่ลูกหว้าอยู่นั่นแหละ จนหูมันหนวกเสียแล้วจึงไปวัด
มันก็ไปได้นั่งฟังท่านเทศน์ เทศน์อะไรไม่รู้เรื่อง มันหมดแล้วจึงมาทำกัน
----------------~@~-----------------
ยามหนุ่มสังขารแบกเรา ยามแก่เราแบกสังขาร

วันนี้คงจะได้ประโยชน์ กับ บุคคลที่สนใจเป็นบางสิ่งบางอย่าง ที่ควรเก็บไว้ในใจของเรา
สิ่งทั้งหลายนี่ เป็นมรดกของเราทั้งนั้น มันจะรวมมา รวมมาให้เราแบกทั้งนั้นแหละ
ขานี่เป็นสิ่งที่วิ่งได้มาแต่ก่อน อย่างขาอาตมานี่จะเดินมันก็หนัก สกลร่างกายจะต้องแบกมัน
แต่ก่อนนั้นมันแบกเรา บัดนี้เราแบกมัน tongue.gif

สมัยเป็นเด็กเห็นคนแก่ ๆ ลุกขึ้นก็ "โอ๊ย" นั่งลงก็ "โอ๊ย"
มันทุกข์ถึงขนาดนั้น เรายังไม่เห็นโทษมัน เมื่อจะหนีจากมันเราไม่รู้จัก
ที่ทำเจ็บทำปวดขึ้นมานี่
เรียกว่าสังขารมันเป็นไปตามเรื่องของมัน มันเป็นประดง ประดงไฟ ประดงข้อ ประดงงอ ประดงจิปาถะ หมอเอายามาใส่ก็ไม่ถูก ผลที่สุดก็พังไปทั้งหมดอีก คือ สังขารมันเสื่อม มันเป็นไปตามสภาพของมัน sad.gif

มันจะเป็นของมันอยู่ อย่างนั้น อันนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ฉะนั้นให้ญาติพี่น้อง ให้พากันเห็น
ถ้าเห็นแล้วก็จะไม่เป็นอะไร
อย่างงูอสรพิษตัวร้าย ๆ มันเลื้อยมา เราเห็น เราเห็นมันก่อนก็หนี มันไม่ได้กัดเราหรอก เพราะเรา ได้ระวังมัน
ถ้าเราไม่เห็นมัน
เดิน ๆ ไปไม่เห็นก็ไปเหยียบมัน เดี๋ยวมันก็กัดเลย

ไม่อยากทุกข์ ต้องรู้จักทางแก้ไข............




.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ


--------------------

~@ WELCOME TO AMPOLJANE.COM @~
Go to the top of the page
 
+Quote Post

5 หน้า V   1 2 3 > » 
Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



RSS ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 20th July 2019 - 06:02 AM