IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

หลวงปู่ไดโนเสาร์, ดาวน์โหลดหนังสือตามรอยหลวงปู่ภูกุ้มข้าว(ฟรี)
Ducklast
โพสต์ Mar 6 2014, 03:11 PM
โพสต์ #1


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





เป็นบันทึกธรรมคำสอนของ พระญาณวิสาลเถร (หา สุภโร) เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน (ภูกุ้มข้าว)
ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) พระเถราจารย์ผู้ค้นพบวิญญาณไดโนเสาร์ สัตว์โลกล้านปี
จนเป็นที่มาของฉายานาม “หลวงปู่ไดโนเสาร์”

คลิกโหลดโลด
หลวงปู่รูปนี้มีดีเยอะ
คำสอนของท่านน่าฟังจริงๆ

http://www.ebooks.in.th/ebook/21234/%E0%B8...8%9A%E0%B8%97)/


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
 
Start new topic
คำตอบ (1 - 14)
Dech
โพสต์ Mar 6 2014, 08:02 PM
โพสต์ #2


คุณพระ
***

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 127
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-May 12
จาก : ยโสธร
หมายเลขสมาชิก : 892



เมื่อสมัยอายุ 22 ปี ผมได้ไปบวชกับหลวงปู่ ท่านมีเมตตามาก แต่พอจะลาสึกขา ท่านจะไม่พูดไม่ถาม ถือขันลาอยู่ 3
2 ครั้ง พอครั้งที่ 3 ได้พาพ่อกับแม่ไปด้วย ท่านจึงมารับขัน
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Jul 26 2014, 08:06 AM
โพสต์ #3


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



หลวงปู่ไดโนเสาร์

(ตัดตอนจากปุจฉา-วิสัชชนาหลังเพล 18กค.2557)

มียักษ์ตนหนึงหนามีตา2ข้าง
ตาหนึ่งสว่างตาหนึ่งริบหรี่ มีปากอยู่12ปาก
มีฟันไม่มากปากละ30ซี่ กลืนสัตว์ทั่วปฐพี

ยักษ์ตนนี้คือใคร

ท่านตรัสอยู่แค่นี้ก็หยุดไม่ตรัสอีกต่อไป

ความหมายของธรรมะ

ยักษ์ท่านหมายเอาเป็นกาลเวลา กาลเวลาเป็นยักษ์

ตา2ข้างคือเดือนข้างขึันข้่างแรม ข้างขึ้นก็สว่างข้างแรมก็มืด
มีปากอยู่12ปาก ปีหนึ่งมี12เดือนแต่ละปากมีฟันอยู่30ซี่ เดือนหนึ่งมี30วัน
มันกลืนสัตว์อื่นทั่วปฐพีมันไม่เคี้ยวมันกลืนเอาเลย
ในขณะที่สัตว์อื่นเค้ียวอาหาร

ยักษ์ตัวนี้คือกาลและเวลา เวลามันกินกลืนคนและสัตว์
ถ้าไม่ทำการทำงานเที่ยวเล่นเที่ยวเร่ร่อนอยู่
กลืนไปๆ คิดแล้วก็ถูกของท่าน

วันหนึ่งๆพระพุทธเจ้าทำงาน5อย่าง
1. ตอนเช้า เสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์และทรงแสดงธรรมโปรดสัตว์โลกเหล่านั้น เพื่อให้ดวงตาเห็นธรรม ไม่ประพฤติผิดมัวเมาอยู่ในความชั่ว
2. ตอนบ่าย ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพุทธศาสนิกชนที่มาเข้าเฝ้า
3. ตอนเย็น ทรงแสดงโอวาทโปรดพระภิกษุทั้งหลาย
4. ตอนเที่ยงคืน ทรงตอบปัญหาธรรมให้แก่เทพเทวดาทั้งหลายที่มาเข้าเฝ้า

5. ตอนเช้ามืดจนสว่าง ทรงพิจารณาความเป็นไปของสัตว์โลกว่า ใครเป็นผุ้ที่พระองค์สมควรเสด็จไปโปรด ต้องไปแสดงธรรม ใกล้ไกลก็ต้องไป ไปคนเดียวท่านก็ไป เมื่อแสดงธรรมแล้วสำเร็จทุกคน

ตั้งแต่พระองค์ได้ตรัสรู้มาทำงานทุกวันตลอด45ปีไม่ได้หยุดสักวัน หยุดเวลาเที่ยงวันเพียงชม.เดียว. ด้วยความสงสารสัตว์โลกทั้งหลายเพราะท่านดำรงตนอยู่เพียง80พรรษาเท่่านั้น

คิดถึงกาลและเวลาว่ามันจะกลืนสัตว์กลืนเอาชีวิต
ชีวิตเปรียบเสมือนสตรีทอหูก..มีอุปมา7ประการ สั้นข้างหน้า ยาวข้างหลัง ทุกวันๆประเดี๋ยวหูกนั้นเสร็จก็สำเร็จ แสดงว่าหมดเท่านั้น..อายุ

ประการทีี1
ชีวิตเปรียบเหมือนต่อมน้ำที่ค้างบนใบหญ้าเวลาถูกแดดก็หายวับ
ชีวิตเปรียบเหมือนฟองน้ำไหลไปตามน้ำไม่มีวันกลับคืนมา
ชีวิตเปรียบเหมือนพยับแดด เวลาแดดกล้าๆมันเกิดดับๆๆๆชีวิตเท่านั้นมันไม่ยาว
ชีวิตเปรียบเหมือนต้นไม้ใกล้ตลิ่งมีตั้งแต่โค่นลงไป นับวันได้
ชีวิตเปรียบเหมือนสุนัขไล่เนื้อ มันกลัวตายมันก็วิ่งเมื่อมันทันมันก็กัดเอา
ชีวิตเปรียบเหมือนโคที่เขาจะจูงไปฆ่าให้ตายไม่มีเวลาจะกลับอย่างเดียว มีแต่ตายอย่างเดียว

ท่านอุปมาชีวิตเป็นอย่างนี้

ชีวิตมีแค้นี้ ให้พิจารณาระลึกถึงมรณานุสติเป็นอารมณ์ คนไม่อยากภาวนาควรนึกถึงข้อนีี้ คนทั้งหลาย และนักปฏิบัติหลายคนมักข้ามข้อนี้ไปไประลึกถึงพุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติ ข้ามมรณานุสติ จริงๆไม่ควรข้ามพิจารณาความตาย ควรระลึกถึงความตายบ่อยๆ เมื่อระลึกถึงความตายแล้วก็ให้ระลึกถึงความดีของเรา
ความตายนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว ให้ระึกถึงว่ามันคุ้มกัน ถ้าไม่ระลึกถึงความตายก็จะเพลิน เพลินอยู่ในอารมณ์ เพลินอยู่ทุกวันๆจนความตายมันตามมาทัน
เจ้ามัจจุราชนั้นตามมาทุกเวลา ตามชีวิตของคน ชีวิตของสัตว์ มันไม่รอคอยเลย
มันคอยจ้องมองจับเราอยู่เมื่อไล่ทันตัวเราเมื่อไหร่มันก็เอาเลย เรามองไม่เห็นตัวมัน มัจจุราชต้องพยายามสู้ ต่อสู้กัน

พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนีั



--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Jul 28 2014, 11:00 AM
โพสต์ #4


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



หลวงปู่ไดโนเสาร์มีลายลิขิตสั้นๆเชิงบันทึก

ว่าเป็นวาทะของหลวงปู่ขาว อนาลโย ...

ตามรูปที่ลงให้ดูนะครับ

ทำให้นึกปรู๊ดปร๊าดไปถึงหลวงปู่สรวงทันใด

หลายคนนึกว่าหลวงปู่สรวงเป็นพระผีบ้า
แต่ลูกศิษย์ใกล้ชิดกินนอนอยู่กับท่านไปไหนไปกันนั้นบอกว่า

เมื่ออยู่ตามลำพังสองคนแล้ว

หลวงปู่สรวงพูดจาเป็นปกติ

---------------------------------------------------------



พยากรณ์หลวงปู่สรวง

บางท่านอาจเคยอ่านผ่านตามาแล้ว

-----------------------------------------

สำหรับท่านที่ไม่เคยอ่านนะครับ

"เรื่องเล่ากล่าวถึงภัยพิบัติของ หลวงปู่สรวง"

http://mblog.manager.co.th/padthungsong/th-116774/
-----------------------------------------------------












--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Jul 28 2014, 12:55 PM
โพสต์ #5


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





พญานาค

โยม ; หลวงปู่เจ้าขา บนยอดภูกุ้มข้าว เขาเขียนไว้ว่า รูพญานาค โยมเลยสงสัยว่าพญานาคมีจริงหรือไม่เจ้าค่ะ ช่วงนี้ก็มีข่าวเกี่ยวกับพญานาคออกบ่อยๆ หนูเลยอยากมากราบขอโชคขอลาภกับพญานาคท่านหน่ะค่ะ

หลวงปู่ ; มีสิคุณ พญานาคมีจริงๆนะ

โยม ; หลวงปู่ทราบได้ยังไงว่ามีเจ้าค่ะ

หลวงปู่ ; (หลวงปู่ยกขวดนมเปรี้ยวชนิดหนึ่งขึ้น) ในนี้มีอะไรคุณ

โยม ; แลคโตบาซิลลัส เจ้าค่ะ

หลวงปู่ ; ไอ้ ลัดๆ นี่มันคืออะไร

โยม ; ภาษาเค้าเจ้าค่ะ คือเบคทีเรีย เป็นสัตว์ตัวเล็กๆเจ้าค่ะ

หลวงปู่ ; ทำไมคุณรู้ว่ามีหล่ะ

โยม ; ก็นักวิทยาศาสตร์เขาใช้กล้องส่องดูเจ้าค่ะ ดูด้วยตาเปล่าๆ ไม่เห็น

หลวงปู่ ; เออ การดูของแบบนี้ต้องใช้อุปกรณ์ดู ดูพญานาคก็ต้องใช้อุปกรณ์ดู นาคเป็นสัตว์ในโลกทิพย์ ก็ต้องใช้ตาทิพย์ดู ไม่มีตาทิพย์ก็ไม่เห็นของทิพย์ ไม่มีหูทิพย์ก็ไม่ได้ยินเสียงทิพย์ ไม่มีกายทิพย์ก็ไม่ได้ไปโลกทิพย์ เราไม่เห็นก็ไม่ได้แสดงว่าไม่มี

โยม ; อย่างนั้นโยมก็ไปกราบไหว้ ขอโชคขอลาภได้สิเจ้าค่ะ

หลวงปู่ ; เหอ ผิดไปกันใหญ่แล้ว รอแต่ไปขอคนอื่น มัวแต่ไปขอคนอื่นไม่ทำเอง เราจะได้รึเปล่า พญานาคเขาก็เป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมวัฏฏะสงสาร เคารพกัน อยู่ด้วยกันตามอัตภาพ ไม่ใช่ไปกราบไปไหว้ เป็นของนอกเหนือคำสอนพระพุทธเจ้า ยิ่งกราบยิ่งไหว้ยิ่งหนีไกลจากปัญญา หนีไกลจากพระธรรม การกราบการไหว้พญานาคไม่ใช่คำสอนของพระองค์ท่าน อย่าพากันทำเกินคำสั่งคำสอน โชคก็ดี ลาภก็ดีมัวแต่ไปแบมือขอคนนั้นคนนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ คุณก็ไม่ต่างจากขอทาน ไม่ต่างจากลูกนกมัวแต่รอเหยื่อที่พ่อแม่เอามาป้อน แขนเราก็มีขาเราก็มีทำไมไม่ทำเอา มัวแต่ขอเขา ขอเขา สุดท้ายเราก็เป็นไอ้ขี้ขอ อยากได้อะไรก็ขอ ก็ขอ เป็นพวกขอทานผู้ดี ขอทานปัญญาชน เรียนมามากศึกษามาสูงกลับมาทำตัวเป็นขอทาน หมูหมาก็เป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมวัฏฏะสงสารทำไมไม่ไปขอ พวกนั้นก็สัตว์ในโลกเหมือนกัน

โยม ; ก็ต่างกันนี่ค่ะหลวงปู่ หมูหมาบันดาลโชคลาภให้หนูไม่ได้

หลวงปู่ ; ก็นั้นสิ แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่า พญานาคเขาดลบันดาลให้คุณได้

โยม ;..............................

หลวงปู่ ; คนฉลาดหมูหมาก็บันดาลโชคให้ได้ บางคนเลี้ยงหมูเลี้ยงหมาแล้วขาย เขาก็มีโชคมีลาภ โชคลาภจากการทำงานไม่ใช่แบมือขอ เขาพวกนั้นไม่ใช่ขอทานปัญญาชน ไม่ใช่ขอทานที่การศึกษาสูงนะ พญานาคเรารู้ว่ามี ก็มี แต่ไม่ใช่ไปเคารพกราบไหว้ ขอโชคขอลาภ เข้าใจนะ

โยม ; แล้วบั้งไฟพญานาคมีจริงไหมเจ้าค่ะ

หลวงปู่ ; เคยเห็นไหมหล่ะ

โยม ; เคยเห็นแต่ในทีวีเจ้าค่ะ

หลวงปู่ ; มีหรือไม่มี จะไปถามหาทำไม ถามแล้วได้อะไร

โยม ; บางคนเขาก็ว่าหลอกลวง

หลวงปู่ ; อย่าไปอยากรู้เลยว่าหลอกหรือไม่หลอก อย่าน้อยๆ บั้งไฟพญานาคก็ทำให้คนแถวนั้นมีรายได้วันออกพรรษา นั้นคนมีปัญญาขอโชคขอลาภกับพญานาค เรารู้จักทำมาหากิน ไม่ใช่แบมือขอ

โยม ; อย่างนั้นออกพรรษานี้ โยมควรไปดูไหมเจ้าค่ะ

หลวงปู่ ; อยากไปไหมหล่ะ

โยม ; อยากเจ้าค่ะ

หลวงปู่ ; คุณมีรถไหมหล่ะ

โยม ; มี เจ้าค่ะ

หลวงปู่ ; มี ก็ไปสิ

โยม ; .............................................


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Nov 10 2014, 07:49 AM
โพสต์ #6


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



เรื่อง ทำความดีแล้วโดนนินทา

ให้คุณทำใจให้เหมือนพระอาทิตย์ ใครจะว่าหรือชม ก็ยังทำหน้าที่ของตนเสมอไม่หยุดหย่อน

โยม: หลวงปู่ครับ เวลาผมทำความดีแล้วทำไมทุกข์ ไหนว่าทำบุญแล้วสุขล่ะครับผม

หลวงปู่: แล้วทำไม คุณถึงทุกข์ล่ะ

โยม: เวลาผมทำบุญ หรือทำความดีแล้ว ผมก็สบายใจดีอยู่หรอกครับ แต่เวลาโดนเขานินทาเรื่องที่ผมทำทีไร ก็อดทุกข์ไม่ได้

หลวงปู่: คุณ..มีใครบ้างไม่โดนนินทา

โยม: ไม่มีครับผม

หลวงปู่: คนทำดีหรือทำชั่ว เขาถูกนินทาไหม

โยม: ถูกเหมือนกันครับผม

หลวงปู่: เราจะทำดีหรือทำชั่ว ก็โดนนินทาทั้งนั้น ขนาดผมยังโดนเลย เขาไม่นินทาเรื่องดี ก็นินทาเรื่องไม่ดี แสดงว่าเราล้วนโดนทั้งหมด ให้ทำใจเหมือน
พระอาทิตย์ พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันออก โคจรข้ามขอบฟ้าไปตกทางตะวันตกทุกวัน บางคนชอบ บางคนไม่ชอบ คนตากผ้าชอบ คนทำงานกลางแดดไม่ชอบ เวลาฝนตกคนทำนาชอบ คนตากผ้าไม่ชอบ พระอาทิตย์ก็ยังโคจรไปตรงตามหน้าที่ ไม่เห็นพระอาทิตย์หมดกำลัง แล้วเลิกโคจรไป คุณทำความดีน่ะ
มันดีแล้ว เป็นเรื่องน่าอนุโมทนา แต่ให้คุณทำใจให้เหมือนพระอาทิตย์ ใครจะว่าหรือชม ก็ยังทำหน้าที่ของตนเสมอ ไม่หยุดหย่อน เข้าใจนะ

...พระญาณวิสาลเถร (หา สุภโร) หลวงปู่ไดโนเสาร์...


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Dec 26 2014, 11:44 AM
โพสต์ #7


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





โยม : หลวงปู่เจ้าขา ทำไมศาสนาพุทธถึงมีแต่ให้ทาน เดี๋ยวก็ถวาย เดี๋ยวก็ถวาย นี่อย่างวันนี้ก็ถวายเทียน ถวายผ้าอาบน้ำ ถวายผ้าป่า กฐิน มีแต่ถวายเต็มไปหมดแสดงว่าจะได้บุญมาต้องเสียเงินเสียทองสิเจ้าค่ะ

หลวงปู่ : อือ บุญเป็นชื่อของความสุข ทำแล้วทุกข์อย่าทำ

โยม : โยมก็ไม่ได้ทุกข์ แค่สงสัยว่าทำไม ศาสนามีแต่การให้ทาน

หลวงปู่ : การทำบุญในพระศาสนาหน่ะมีหลายแบบ
มีหลายระดับ ระดับทาน ระดับศีล ระดับภาวนา
คนใจยังไม่สูงก็มัววุ่นอยู่กับทานอย่างเดียว
คนใจสูงมาอีกหน่อยก็ทำบุญเรื่องศีล
เมื่อใจถึงระดับแล้วเขาจะทำบุญด้วยการภาวนา
เพราะทานกำจัดกิเลสอย่างหยาบ ศีลกำจัดกิเลสอย่างกลาง ภาวนากำจัดกิเลสอย่างละเอียด
บางคนทำบุญแล้วไม่รู้เรื่องบุญก็มัวแต่หาว่ามีแต่ทานแต่ทาน คนบ้าทานก็ทำทานเอาหน้า
ทำทานเอาตรา ทำทานเพื่อโฆษณา
แท้จริงแล้วจุดประสงค์เพื่อละตัวเรา เพื่อละของเรา
อาศัยสิ่งของเพื่อละความเห็นแก่ตัว ละความถือตัวถือตน บางคนทำบุญทำทานไม่เป็นให้แล้วยังถือว่าเป็นเราเป็นของเรา บางคนทานแล้วประสงค์นั่น อธิษฐานนี่ วุ่นวายไปหมด อันนี้ให้ทานเอาตัณหา ให้ทานเอาโลก ให้ทานเอากิเลส
ทานที่แท้จริงต้องทานเพื่อละเพื่อทิ้ง เอาของมาทานให้หลวงปู่แล้วมาให้หลวงปู่เสกนั้นเป่านี่ อธิษฐานเอานั้นเอานี่ เหมือนหลวงปู่จะบันดาลให้ได้ คนที่เอาเอาข้าวให้หมากินเขายังได้อานิสงค์มากว่าคนพวกนี้ เพราะเขาให้ทานเพื่อละ ให้ทานเพื่ออนุเคราะห์สัตว์ตกยาก เขาให้ทานโดยไม่ความเป็นตัวเป็นตน ไม่อธิฐานเอานั้นเอานี่จากหมา ไม่ต้องบอกหมาว่า ต้องฉันของโยม ของหนู ของฉัน นั้นคนพวกนั้นเขาทานเพื่อละเพื่อวาง
คนที่วางตัววางตน ก็ไม่มีตัวไม่มีตน
คนไม่มีตัวไม่มีตนมันจะทุกข์มาจากไหน
เพราะมีตัว อะไรก็ของตัว ได้ตัวก็ได้ เสียตัวก็เสีย
กระทบอะไรตัวก็กระทบ มันจึงทุกข์จึงยาก
แต่ละตัวละตนเสียแล้วจะทุกข์กับอะไร
ถ้าคุณเข้าใจอย่างนี้หลวงปู่เรียกคนเหล่านั้นว่าเขาทำทานเพื่อพึ่งพา ให้ทานเพื่อละ เพื่อวาง เขาจะไม่ทุกข์กับการให้ทาน เขาเป็นนักทานที่แท้จริง เข้าใจนะ

พระญาณวิสาลเถร (หลวงปู่หา สุภโร)


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Dec 27 2014, 08:23 PM
โพสต์ #8


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23









--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Dec 27 2014, 08:31 PM
โพสต์ #9


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



กาลามสูตร

เช้านี้มีอาจารย์ท่านหนึ่งเดินทางมาจากต่างจังหวัด เพื่อนำนักเรียนมาชมพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์สิรินธร
แล้วจึงพานักเรียนขึ้นมาวัดเพื่อมากราบหลวงพ่อบันดาล(พระพุทธบันดาลฤทธิผล) พระพุทธรูปโบราณคู่วัดสักกะวัน
และเมื่อเห็นหลวงปู่นั่งอยู่จึงเข้ามาแวะกราบ สนทนากันได้ระยะหนึ่งจึงเอ่ยถามหลวงปู่ว่า

อาจารย์ ; หลวงปู่ครับ พระพุทธเจ้าทรงตรัสในกาลามสูตร ในสิ่งไม่ควรเชื่อ ๑๐ อย่าง
ท่านให้พิสูจน์ทดลองก่อน จึงเชื่อผมไม่เห็นด้วย ถ้าอย่างนั้นเราอยากรู้ว่า ตายแล้วไปไหน
ไม่ต้องพิสูจน์ ด้วยการตายก่อนหรือครับถึงจะทราบ

หลวงปู่ ; คุณมาจากไหน

อาจารย์ ; ร้อยเอ็ด ครับผม

หลวงปู่ ; ถ้าคนกาฬสินธุ์ เขามีพิธีกรรมบางอย่าง ที่คนร้อยเอ็ดไม่มี ไม่ทำ คุณว่าคนกาฬสินธุ์ของงมงาย เขาทำถูกหรือทำผิด

อาจารย์ ; ไม่งมงายไม่ผิดครับผมหลวงปู่ เพราะคนกาฬสินธุ์ก็คือคนกาฬสินธุ์ จะเอาคนความคิดคนร้อยเอ็ดมาตัดสินคนกาฬสินไม่ได้ครับผม

หลวงปู่ ; เออ ตอบคำถามสมกับเป็นครูคน ก็ในเมื่อเอาคนร้อยเอ็ดมาตัดสินความเป็นคนกาฬสินธุ์ไม่ได้ ก็เอาคนกาลามะมาตัดสินคนไทยไม่ได้
เหมือนกัน คนที่ศึกษาแต่ข้อความทั้ง๑๐ แล้วไม่ได้ดูที่ไปที่มาของเรื่องเลย จะสรุปว่าข้อความทั้ง๑๐ คือทั้งหมดไม่ได้ คนกาลามะเป็นคนหัวอ่อนเชื่อง่าย ใครสอนอะไร บอกอะไรเชื่อหมด ไม่ไตร่ตรองเสียก่อน พระองค์ท่านจึงให้ข้อตัดสินความเชื่อไว้อย่างนั้น ก็ในเมื่อเราไม่ได้มีจริตนิสัยเป็นอย่างนั้นเราจะเอามาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้ ศาสนธรรมคำสอนพระองค์เจ้า มี๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ คุณอย่าเอามาใช้ทั้งหมด สมัยก่อนพระองค์เทศน์สอนใคร เทศน์เรื่องเดียว อย่างเดียวคนนั้นก็บรรลุธรรม คนทุกวันนี้ชอบแบกคัมภีร์แบกธรรม แบกจนหนักโดยไม่รู้ตัว มัววุ่นอยู่แต่กับหนังสือกับข้อความ รับมาก ฟังมาก แบกมาก หนักมาก เลยเอาหนังสือ เอาคัมภีร์มาข้องมาคา มาติดมาขัด ไปไหนก็ไม่ได้ มันติดคัมภีร์ มันติดความรู้ ความรู้ที่รู้เพื่อหนักสมอง รกสมอง ใช้ประโยชน์ไม่ได้ สังเกตไหมว่า คนในสมัยพระพุทธเจ้า เขาปฏิบัติอย่างเดียว เอาธรรมตัวเดียว สิงคาลมาณพ เอาทิศ ๖ หลวงพ่อโมคคัลลา เอาความง่วง หลวงพ่อพาหิยะ ฟังธรรมสั้นๆ หลวงพ่อ นาลกะ เอาโมเนยยะ ท่านเหล่านี้ไม่ต้องแบกคัมภีร์ ไม่ต้องแบกความรู้ที่รกสมอง

พระองค์เจ้าเป็นสัพพัญญูเป็นผู้รู้แจ้งนะ สัพพัญญูไม่ได้แปลว่ารู้ทุกเรื่อง เรื่องไม่เป็นประโยชน์ ท่านก็ไม่รู้ บางเรื่องรู้แล้วมันทุกข์ อย่ารู้เสียดีกว่า
ทุกวันนี้มันมีแต่ประเภท " รู้ไปหมด แต่มันอดไม่ได้ รู้ไปทั่ว แต่เอาตัวไม่รอด" เลือกเอาธรรมที่เป็นตัวเรา เข้าจริต นิสัยเรามาปฏิบัติ ไม่ใช่มีแต่แบกแต่ขน ขนไปหมดจนไม่รู้จะใช้ได้หรือไม่ อย่าเอาคนอื่นมาเป็นมาวัดกับเรานะ เรากับเขามันคนละคน การปฏิบัติตามธรรมเป็นเรื่องส่วนตัว ของใครของมัน อย่าเอามาอวดมาอ้างกัน อย่าเอาเขามาทำให้เราทุกข์ เหมือนคุณที่ทุกข์กับคนกาลามะ ส่วนการพิสูจน์ชีวิตหลังความตายนั้น โลกคนตายเป็นโลกทิพย์ อยากเห็นโลกทิพย์ต้องมีตาทิพย์ อยากได้ยินเสียงทิพย์ต้องมีหูทิพย์ อยากไปโลกทิพย์ต้องมีกายทิพย์ การมีกายทิพย์ เกิดจากการปฏิบัติ พากเพียรภาวนาและการตาย มันมีวิธีอื่นนอกจากการตาย แล้วแต่คุณจะเลือกหรอก


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Dec 27 2014, 08:44 PM
โพสต์ #10


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



คนละหน้าที่
--------------
โยม ; กราบนมัสการหลวงปู่ครับผม คือพวกผมเดินทางมากราบถวายคารวะครูบาอาจารย์ในเทศกาลเข้าพรรษา ไปหลายวัดหลายจังหวัด ชอบเที่ยวกราบไหว้ช่วยเหลือวัดที่ขาดแคลนครับผม

หลวงปู่ ; อือ อนุโมทนานะคุณนะ คิดอย่างนี่ดีแล้ว คนดูแลช่วยเหลือผู้ขาดแคลน ให้ในสิ่งที่เขากำลังขาดกำลังต้องการ ย่อมมีอานิสงค์ คือลาภผลอันไม่คาดไม่ฝัน เวลาเราตกทุกข์ได้ยากย่อมมีคนช่วยเหลือ
...
โยม ; สาธุ ครับหลวงปู่ แต่ลูกทุกข์เหลือเกิน ลำพังกำลังลูกไม่สามารถทำงานอย่างนี้ได้ครับผมหลวงปู่ ต้องไปบอกบุญคนอื่นเขา แต่เวลาที่เราไปบอกบุญ บางคนก็ทำ บางคนก็ไม่ทำ บางคนหาว่าเราหลอกลวงต้มตุ๋น เพื่อนผมบางคนเคยไล่เหมือนหมูเหมือนหมาก็มี

หลวงปู่ ; เอ้า กินแม่นปาก ยากแม่นท้อง เที่ยวขี้แม่นขา หล่ะน้อบาดนี่.... มันคนละหน้าที่นะคุณ หน้าที่เราคือบอกบุญ ทำไม่ทำ ร่วมไม่ร่วม ไม่ใช่หน้าที่เรา อย่าเอาหน้าที่เขามาทุกข์สิ เราบอกบุญเราก็ทำหน้าที่ของเรา เอาบุญไปฝากเขา อย่าไปคาดหวังว่าเขาจะทำหรือไม่ทำ มันทุกข์ ทำหน้าที่ให้มันสบายใจ ให้มันสุขใจ หน้าที่ใครหน้าที่มัน หน้าที่กินเป็นของปาก ปากกินแล้วอร่อย ปากกินแล้วก็ไม่อึดอัดไม่แน่นไม่ปวด ปากไม่ทุกข์ แต่คนที่อึดอัดคนที่ปวดคือท้อง ท้องถึงจะอึดอัดถึงจะแน่นก็ไม่เหมื่อย เพราะหน้าที่เหมื่อยเป็นของขา เที่ยวเข้าเที่ยวออกห้องน้ำ คุณเอ้ยเห็นไหม ในตัวเรามันยังทำกันคนละหน้าที่ ไม่ก้าวก่ายงานของกันและกัน มันถึงอยู่กันได้ คนก็เหมือนกัน อย่าเอาความทุกข์ของเขามาเป็นทุกข์ของเรา มันคนละหน้าที่ เข้าใจนะ


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Dec 27 2014, 08:52 PM
โพสต์ #11


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



ปล่อยวาง ปล่อยวาง จงปล่อยวาง

โยม ; หลวงปู่ครับ ทำไมไปที่ไหนๆ พระท่านก็สอนแต่ให้ปล่อยวาง ปล่อยวาง ถ้าทุกคนปล่อยวางหมด ถ้าอะไร อะไรก็ปล่อยวาง แล้วประเทศชาติจะพัฒนาเหรอครับ

หลวงปู่ ; หือ คุณเข้าใจคำว่าปล่อยวางแค่ไหน

โยม ; ก็.... ผมคิดว่าการปล่อยวาง คือการละทิ้งทุกอย่าง ไม่สนใจอะไรเลย ไม่ยึดไม่ติด เอาตัวเองรอดอย่างเดียว

หลวงปู่ ; นั้นคุณกำลังยึดติด

โยม ; อ้าว ผมยึดติดยังไงครับหลวงปู่ ก็ในเมื่อผมวางทุกอย่าง ไม่สนใจอะไร ไม่สนใจใคร

หลวงปู่ ; นั้นหล่ะยึดติด ยึดติดในความคิดของคุณไง ยึดติดในความเห็นผิดไง การปล่อยวางแบบที่คุณว่าเป็นการปล่อยปละละเลย ไม่ใช่การปล่อยวาง บ้านสกปรก คุณไม่กวาดคุณก็บอกว่าปล่อยวาง ลูกทำตัวไม่ดีคุณก็ไม่ยอมบอกเตือน ไม่ยอมสอน คุณบอกว่าปล่อยวาง หนักๆเข้า อะไรมากระทบกายกระทบใจก็ปล่อยไป ปัญหาเข้ามาสุมหัวมากมาย ก็ไม่แก้ไข เพราะคุณปล่อยวาง แบบนี้ไม่เรียกปล่อยวาง เรียกว่าปล่อยปละละเลย ปล่อยวางอย่างนี้หลวงปู่ยังไม่เชื่อว่าคุณปล่อยวาง คุณขี้เกียจกวาดบ้านก็บอกว่าปล่อยวาง จะให้หลวงปู่เชื่อคุณต้องมานอนกลางลานดินอันนี้หลวงปู่ถึงจะเชื่อ แต่การปล่อยแบบคุณ มันจะมีแต่ปัญหา หลวงปู่จึงเรียกว่าการยึดติด ติดกับความคิดที่ผิดของคุณ เข้าใจนะ

โยม ; ครับผมหลวงปู่ แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี คำว่าปล่อยวางกับปล่อยปละละเลยที่หลวงปู่ว่ามันต่างกันยังไง

หลวงปู่ ; คุณเคยเห็นว่าวไหม ว่าวมันลอยอยู่บนฟ้าลอยไป ลอยมาอย่างอิสระ จะขึ้นจะลงก็อิสระ ที่ว่าวมันลอยอยู่ได้เพราะมีเชือกดึง ถ้าไม่มีเชือกว่าก็ลอยขึ้นฟ้าไม่ได้ เมื่อว่าวมันลอยขึ้นไปแล้วมันก็อาศัยเชือกยึดมันไว้ให้ลอยอยู่บนฟ้าได้ ถ้าว่าวขาดเชือก มันก็จะหลุดลอยตกลงมาบนพื้นดิน การปล่อยวางของคุณให้ทำให้ได้อย่างว่าว เอาความถูกต้องยึด ไม่ใช่ปล่อยไปตามความถูกใจ เอาความเหมาะสมยึดไม่ใช่ปล่อยไปตามความเหลวไหล เอาทางสายหลาย ความพอดียึด ไม่ใช่เอามิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดยึด เอาศีลเอาธรรมยึด ยึดไว้แล้วปฏิบัติกายปฏิบัติใจดูแลรักษาสิ่งนั้นๆให้พอดี อย่าเอาใจไปเกาะจนทุกข์แต่อย่าละเลยจนขี้เกียจ อย่าเอาธรรมไปเข้าข้างตนเองในเมื่อตนขี้เกียจ ขี้เกียจกับปล่อยวางต่างกันฟ้ากับดิน ไม่ใช่ขี้เกียจแล้วอะไร อะไร ก็ปล่อยวางไปหมด เหมือนว่าวขาดเชือก สุดท้ายมันก็หล่นลงดิน ปล่อยวางได้แต่ต้องดูความเหมาะสมด้วย การเข้าใจการปล่อยวาง จะรักษากายของคุณให้ปลอดภัย รักษาใจของคุณให้เป็นสุข แต่ถ้าทำแล้วมันเกิดทุกข์ มันไม่ใช่การปล่อยวาง เข้าใจนะ


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Feb 6 2015, 02:40 PM
โพสต์ #12


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





โยม : หลวงปู่ครับผมได้ยิน พระบางรูปหรืออาจารย์บางท่าน สอนว่าพุทโธพาเราไปได้แค่พรหมไม่สามารถพาเราไปนิพพานได้นี่ถูกต้องไหมครับ

หลวงปู่ : คุณดูนั้น (ท่านชี้มือไปที่ต้นสะเดาข้างอุโบสถ) คุณว่าต้นมะขามที่ขึ้นอยู่ข้างต้นสะเดา มันจะกลายเป็นต้นสะเดาได้ไหมหล่ะ

โยม : ไม่ได้ครับหลวงปู่

หลวงปู่ : หือ ไม่ได้หรอ เอาใหม่นะ ถ้าต้นมะขามออกใบ ออกดอก ออกผล แล้วร่วงหล่นลงมาที่โคนของต้นสะเดา ย่อยสลายกลายเป็นธาตุอาหารในดิน รากของต้นสะเดาก็ดูดเอา ปุ๋ยนั้นไปหล่อเลี้ยงลำต้น ออกเป็นใบสะเดา ดอกสะเดา ผลสะเดา ผลสะเดาก็ตกลงมาเป็นต้นสะเดาเล็กๆ หลวงปู่ถามคุณอีกครั้งว่า มะขามกลายเป็นสะเดาได้ไหม

โยม : ได้ครับผมหลวงปู่

หลวงปู่ : เออ พุทโธ ที่คุณว่า ไม่พาคุณไปนิพพานหรอ แต่คุณต้องอาศัยพุทโธพาคุณไปนิพพาน นิพพานหน่ะประตูไม่กว้างนะและก็ไม่แคบ พอดีตัวคุณเลยหล่ะ คุณจะเอาอย่างอื่นเข้าไปด้วยไม่ได้ บุญก็เข้าไม่ได้ บาปก็เข้าไม่ได้ ศีลก็เข้าไม่ได้ ธรรมก็เข้าไม่ได้ พุทโธก็เข้าไม่ได้ คุณต้องทิ้งหมด ทั้งดีทั้งชั่ว เข้าไปแค่ตัวคุณคนเดียว

พุทโธ เป็นบาทเป็นฐาน เป็นสมถะที่เข้าสู่วิปัสสนา วิปัสสนาตัวปัญญานั้นถึงจะพาคุณตัดกิเลสได้ แต่วิปัสนาของคุณต้องอาศัยพุทโธ อาศัยสมถะ วิปัสนาเป็นรถ สมถะเป็นน้ำมัน รถที่ขาดน้ำมัน มันจะวิ่งไหมหล่ะ พองหนอ ยุบหนอก็ดี นะ มะ พะ ธะ ก็ดี สัมมาอรหังก็ดี ล้วนแต่เป็นปุ๋ยให้พระนิพพานเหมือนกันหมด เหมือนต้นมะขามที่กลายเป็นสะเดานั้นไง เข้าใจนะ

โอวาทธรรม : หลวงปู่หา สุภโร (หลวงปู่ไดโนเสาร์) วัดสักกวัน ต.โนนบุรี อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Feb 10 2015, 08:52 PM
โพสต์ #13


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





อย่าไปร่วมตกนรกกับคนอื่นเขา

โยม:หลวงปู่เจ้าขาโยมรู้สึกเสื่อมศรัทธากับพระสงฆ์ทุกวันนี้จังเลยเจ้าค่ะ

หลวงปู่: ทำไมหล่ะ

โยม: ก็มีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับพระออกมาบ่อยจังเลย ทั้งมั่วสุมทั้งเรื่องสีกา พระตุ๊ดเณร
แต๋ว ล่าสุดมีข่าวพระมีเครื่องบินอีก

หลวงปู่: เขาเอาอะไรทำพระหล่ะ

โยม: ไม่เข้าใจเจ้าค่ะ

หลวงปู่: พระพุทธรูปเขาเอาอิฐ หิน ปูนทราย ทองคำ เงิน ทำ พระเหล่านั้น
ไม่มีข่าวเรื่องนี้เลยใช่ไหม

โยม: เจ้าค่ะ

หลวงปู่: แต่พระอย่างหลวงปู่เขาเอาคนทำ พระสงฆ์อื่นๆเขาก็เอาคนทำจึงมีเรื่องแบบนี้ แต่คุณต้องเข้าใจนะเรื่องการปฏิบัติเรื่องการพระศาสนาเป็นเรื่อง
ส่วนบุคคล ใครทำดีผลดีย่อมสนอง ใครทำชั่วผลชั่วย่อมติดตาม คุณความคิดหน่ะเป็นกรรมที่ไม่มีวิบากนะแต่การพูด การกระทำ เมื่อพูดเมื่อทำออกไปแล้วย่อมมีวิบากไม่ดีก็เสีย การที่เขาทำชั่วมันเป็นเรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา
ถ้าเราไปวิจารณ์ ไปแสดงออกแล้วเราย่อมมีส่วนในกรรมนั้นเพราะเราเอาใจส่งไปหาเขา แทนที่เขาจะตกนรกคนเดียวเรากับไปสมัครตกนรกกับเขาด้วย
เหมือนที่โยมรู้สึกอยู่ตอนนี้

โยม: ยังไงเจ้าค่ะ

หลวงปู่: ก็โยมไม่รู้สึกทุกข์กับข่าวที่ได้รับหรือ

โยม: ทุกข์เจ้าค่ะ แต่ทุกข์ เพราะห่วงศาสนานะเจ้าค่ะ

หลวงปู่: ทุกข์ไหมหล่ะ ทุกข์นั้นหล่ะนรกทางใจ อย่างที่อาตมาว่า
ส่งจิตออกไปหาเขามันก็ทุกข์มันก็ตกนรก คุณจำไว้นะทุกคนล้วนเดิน
เข้าหาพระนิพพานเหมือนกันหมด ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับกำลังบุญ คือความพยายามทำความดีพัฒนาตนเองไปเรื่อยๆเหมือนรถที่วิ่งไปกรุงเทพนั้นหล่ะ
จุดหมายคือกรุงเทพจะเอารถอะไรไปมันก็ถึงกรุงเทพคุณอาจจะมีบุญมากหน่อย
ถึงมีรถเก๋งขี่ไปแต่คนอื่นเขาอาจเดินไปแต่มันก็ถึงกรุงเทพเหมือนกัน ช้าหรือเร็วเท่านั้นเองสำคัญคือคุณต้องบังคับพวงมาลัยรถเราอย่าไปออกคำสั่งรถคันอื่น ขับอย่างนี้ ขี่อย่างนั้น ต่างคนต่างตั้งหน้าขับไปสักวันต้องถึงกรุงเทพ อย่ามัวแต่ไปวิจารณ์เขาพระก็ดีโยมก็ดี การปฏิบัติเป็นเรื่องของบุคคล เขาทำชั่วเขาตกนรก โยมอย่าส่งใจไปร่วมกับเขา อย่าไปร่วมตกนรกกับเขาตั้งใจปฏิบัติตามหน้าที่ของเรา
เจริญพร

พระญาณวิสาลเถร หลวงปู่ไดโนเสาร์
วัดสักกะวัน(ภูกุ้มข้าว)


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Apr 28 2015, 11:24 PM
โพสต์ #14


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม

โยม : หลวงปู่ครับ ทำไมผมยิ่งทำบุญ ยิ่งปฏิบัติธรรม ยิ่งทำสมาธิก็เหมือน ยิ่งทุกข์เหลือเกินครับ ทั้งปัญหาครอบครัว ปัญหาสุขภาพ ปัญหาการเงิน ไม่รู้อะไรประดังประเดเข้ามาตลอดครับผมหลวงปู่

หลวงปู่ : เวลาคุณทำบุญ เวลาคุณปฏิบัติ มันกระทบกับเงินทองหรือเวลาปกติของคุณหรือเปล่า

โยม : เปล่าครับผม เวลาผมทำบุญผมก็ไม่ได้ลำบาก เงินทองก็เป็นส่วนเหลือจากการเก็บการดูแลครอบครัวแล้ว การปฏิบัติของผมก็กระทำโดยไม่กระทบกระเทือนใคร พ่อแม่ พี่น้อง ลูกเมียก็อนุโมทนา แต่มันก็มีปัญหาเรื่องอื่นๆเข้ามาไม่ขาด

หลวงปู่ : คุณ เวลาคุณปฏิบัติคุณก็ต้องการพระนิพพานใช่หรือเปล่า นิพพานก็ต้องหนีโลก ต้องเบื่อโลก ถ้ามันไม่มีปัญหาเข้ามาคุณจะหนีโลกได้อย่างไร ถ้าคุณยังหวังสุขในโลกนี้ นิพพานของคุณก็เป็นนิพพานหลอกตัวเองหล่ะสิ โลกเป็นโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุด ปัญหาที่เข้ามาคือบทเรียน มารทั้งหลายคือครูของเรา เมื่อคุณปฏิบัติสูงๆขึ้นไป ปัญหามันก็จะสูงขึ้นไปด้วย ปัญญาคุณแค่อนุบาลปัญหามันก็อนุบาล บทเรียนก็อนุบาล ครูก็ครูสอนอนุบาล แต่เมื่อคุณเรียนปริญญา ปัญญาระดับปริญญา ปัญหามันก็ต้องปริญญา บทเรียนก็บทเรียนปริญญา ครูก็ครูสอนปริญญา คุณเรียนปริญาจะเอาข้อสอบเด็กน้อยอนุบาลมาสอบคุณ มันจะสมกับภูมิปัญญาคุณหรือปฏิบัติเพื่อแสวงหาปัญญา เมื่อปัญญาเราสูงขึ้น ปัญหามันก็สูงขึ้น บทเรียนมันก็ยากขึ้น มารมันก็เก่งขึ้น คุณสอบตกจะหาว่าครูออกข้อสอบยากหรือ หรือจะโทษว่าตนเองเตรียมตัวสอบไม่ดี คุณเอ้ยโลกมันสอนเรา บางทีก็สนุกสำราญ บางทีก็เศร้าโศก บางทีก็ทารุณโหดร้าย คุณต้องได้เรียนทุกบท คุณจะบอกว่าไม่ชอบวิชานี้ไม่เรียนมันไม่ได้ เราชอบสุขเราเกลียดทุกข์ แต่เราก็ต้องเรียนทั้งสองอย่าง เมื่อคุณผ่านการสอบหนึ่งครั้ง คุณก็จะพัฒนาไปอีกขั้นบทเรียนบางบทมันอาจจะแพงไปสักหน่อยต้องแลกมาด้วยเงินทอง อวัยวะหรือแม้แต่ชีวิต แต่คุณอย่าลืมนะวิชาดีราคามันต้องแพง โลกสอนให้คุณรู้จักโลกในทุกรูปแบบทุกรสชาติ คุณจะได้เบื่อโลกหน่ายโลกอย่างแท้จริง นิพพานของคุณก็จะเป็นนิพพานจริงๆ อย่าพึ่งลาออกจากโรงเรียนกลางคันก็แล้วกัน คุณเชื่อเถอะว่าถนนเส้นนี้ผู้ปฏิบัติล้วนผ่านมาแล้วทุกคน ท่านเหล่านั้นก็เคยทุกข์อย่างคุณท่านยังผ่านไปได้ ให้เชื่อมั่นในคุณพระพุทธเจ้าพระธรรมคำสั่งสอนและพระอริยะสงฆ์ที่ท่านผ่านไปก่อน ให้เชื่อว่าท่านเหล่านั้นไม่หลอกเราแน่ เข้าใจนะ


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ May 21 2015, 08:48 AM
โพสต์ #15


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



เมื่อหลายปีก่อน มีโทรศัพท์มาหาครูอุปัฏฐากว่า มีคนโดนผีเข้า ร้องรำทำเพลงด้วยทำนองอีสานมาสามวันแล้ว เชิญหมอผีหลายคนมาปราบก็ไม่ยอมออก และยังรำอยู่ กราบนิมนต์หลวงปู่เมตตาไปปราบให้ที เมื่อทราบดังนั้น ครูอุปัฏฐากจึงกราบเรียนหลวงปู่ ท่านจึงสั่งให้โทรหาโยมตี้เจ้าของรถตู้เพื่อยืมรถไปโปรดโยม เมื่อเดินทางมาถึงบ้านเกิดเหตุ ขณะนั้นก็เย็นมากแล้ว ปรากฏเห็นสตรีสูงอายุท่านหนึ่ง กำลังร้องรำทำเพลงอยู่คนเดียวกลางบ้านไม่ได้สนใจใครเลย เมื่อท่านไต่ถาม ทราบความว่า เขาเป็นผีฟ้าที่มีเชื้อสายมาทางแม่ (ทางอีสานเรียกผีชนิดนี้ว่า ผีเชื้อ) หลวงปู่ก็สั่งให้ตั้งพระพุทธรูป และนำคณะสงฆ์ และอุบาสก อุบาสิกาทำวัตรเย็นโดยไม่สนใจคนที่โดนผีเข้าเลย ทำวัตรอยู่เกือบชั่วโมง ท่านจึงนำแผ่เมตตาแล้วกราบพระ ขณะนั้นเอง คนที่โดนผีเข้าก็เหมือนจะเพิ่งเห็นองค์หลวงปู่ จึงหันมาอุทานว่า "ญาครูมา อายเด้" (พระมา อายจัง) เท่านั้นแกก็มีอาการหงายหลัง เหมือนผีออกจากร่าง เคราะห์ดีที่ญาติๆมาประคองไว้ทัน

หลวงปู่ : พวกเจ้าทำไมมาพากันถือ ผีฟ้า ผีแถนเล่า

โยม : ก็เมื่อพวกข้า (พวกกระผม) ป่วย ผู้ข้าไข้ ก็อาศัยผีฟ้ามาบำบัดรักษา พวกผู้ข้าเห็นว่าการเป็นลูกผึ้ง ลูกเทียน (ร่างทรง หรือศิษย์) ผีฟ้าแล้ว บันดาลความสุขให้เกิดขึ้นได้

หลวงปู่ : ความสุขนั้นมี 2 อย่าง ความสุขที่อาศัยข้าวของเงินทอง ลูกหลานหรือสัตว์เลี้ยง กับความสุขทางใจ ที่ไม่ต้องอาศัยข้าวของ เงินทอง ลูกหลานหรือสัตว์เลี้ยง กับความสุขทางใจ ที่ไม่ต้องอาศัยข้าวของ เงินทอง ลูกหลานหรือสัตว์เลี้ยง แล้วผีฟ้าให้ความสุขพวกคุณแบบไหนล่ะ

โยม : เอ่อ...ก็ทั้ง 2 อย่างนั้นล่ะครับ

หลวงปู่ : ก็เงินทอง พวกคุณก็หามา ข้างของก็ได้มาจากน้ำพักน้ำแรง สุขทางใจก็เกิดจากการพักผ่อนหย่อนใจ การทำดี คิดดี พูดดี การไม่เจ็บไม่ไข้ ก็ไปหาหมอให้เขารักษา แล้วคุณว่า ผีฟ้าดลบันดาลสิ่งใดให้คุณล่ะ

โยม : ก็พวกผมทำเองนั้นล่ะครับ แล้วญาครูว่า ญาครูไม่อาศัยผีฟ้าแล้วญาครูอาศัยอะไร

หลวงปู่ : เอ้า อาตมาก็อาศัยตัวเองสิ

โยม : หา ญาครูไม่มีอิทธิฤทธิ์อะไร ญาครูจะอาศัยตัวเองได้ยังไง

หลวงปู่ : โอ้ย...สูเอ้ย...ปวดขี้อาตมาก็ไปขี้เอง หิวอาตมาก็กินเอง ป่วยอาตมาก็ไปหาหมอเอง ไม่มีใครดลบันดาลให้อาตมาไปดอก ก็อาตมาไม่มีอิทธิฤทธิ์อันใดน่ะสิ อาตมาจึงต้องพึ่งตัวเอง

ความสุขทางกาย ร้อนอาตมาก็เข้าร่ม ไม่มีใครที่ไหนมาดลบันดาลให้อาตมาเข้าร่ม หนาวอาตมาก็ห่มผ้า ไม่มีใครดลบันดาลให้ผ้ามาห่ม ปวดแขนปวดขาก็บีบก็นวด ไม่มีใครดลบันดาลให้ความเจ็บความปวดมันหายไป

สุขทางใจ อาตมาไม่ไปลัก ไปปล้น ไปหลอก ไปลวงใคร แสวงหาความสุขทางใจ คือความสงบเย็นอยู่ในใจ ความสงบอาตมาก็หาเอง ไม่ได้มีผู้มาดลบันดาลให้อาตมาต้องพึ่งใครอีก ให้พวกคุณพากันพึ่งเจ้าของ ให้พึ่งตนเอง อย่ามัวหวังสิ่งที่มองไม่เห็น ขนาดตัวมันยังไม่มี มันจะมาช่วยพวกคุณได้ยังไง ไม่มีใครเป็นที่พึ่งอาศัยได้ นอกจากตัวเราเอง ไปรอให้แต่ผีแต่สางมาช่วย เมื่อไหร่มันจะพึ่งตัวเองได้ ชีวิตที่ยังรอคอยให้คนอื่นช่วย มันก็เป็นคนอ่อนแอ หากเขาไม่มาช่วย เราก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ให้พากันพึ่งตนเอง มีตนเองเป็นที่พึ่ง อย่าหวังรอลมๆ แล้งๆ เข้าใจนะ

หลวงปู่หา สุภโร (ภูกุ้มข้าว)


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



RSS ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 19th September 2019 - 09:04 AM