IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

กินเจ, ทัศนะในเรื่องการกินเจของอาจารย์สง่า วิหารเซียน
ปู่เป็ด
โพสต์ Oct 10 2010, 11:04 AM
โพสต์ #1


คุณพระ
***

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 196
เป็นสมาชิกเมื่อ : 27-July 09
หมายเลขสมาชิก : 105



เคยสงสัยเรื่องการกินเจมานานแล้ว

ทุกวันนี้ก็ยังคาใจ ยังไม่หายสงสัย

เคยถามผู้ที่เชื่อว่ารู้จริงเรื่องกินเจมาไม่น้อย

คำตอบที่ได้รับไม่ค่อยจะเป็นที่เข้าใจหรือเป็นที่พอใจ

คือได้ตอบคล้ายๆกันแทบทุกรายว่ากินเจแล้วได้บุญ

การกินเพื่อบรรเทาหิว เพื่อยังชีพ กลับเป็นการสร้างบุญ ?

----

มีคำตอบอีกแนวหนึ่งว่า ..กินเจแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย

เรียกว่าดีต่อสุขภาพ

คำตอบนี้น่าฟัง

แต่ต้องคุยกันให้ชัดเจนก่อนว่า ดีต่อสุขภาพร่างกายของผู้กินจริงหรือ ?

----

โดยส่วนตัวไม่ได้ให้ความสำคัญหรือสนใจจะกินเจจริงจังแต่อย่างใด

เมื่อถึงเทศกาลกินเจก็อดดีใจไม่ได้ว่า ได้เวลาที่จะได้กินของแปลกๆกันแล้ว

เหมือนมีเทศกาลอาหารอะไรสักอย่าง

สนุกอยากสนุกกิน

---

ทุกวันนี้การกินเจได้รับความนิยมจนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติกันทั่วไปทุกปี

----

เมื่อเอ่ยชื่อ อ. สง่า กุลกอบเกียรติ วิหารเซียน ชลบุรี

ร้อยทั้งร้อยยอมนึกว่าท่านผู้นี้กินเจ

ผมก็นึกเช่นนั้นมาก่อนเหมือนกัน

ครั้นได้ทราบทัศนะในเรื่องการกินเจของท่านอาจารย์สง่าแล้วก็แปลกใจ

----


ทัศนะในการกินเจของอาจารย์สง่านี้ ตัดออกมาจากบทสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารพลอยแกมเพชร ฉ.201 (15 มิย.43) เฉพาะในส่วนที่กล่าวถึงเรื่องกินเจเท่านั้น

เชิญอ่าน

----------------------------



อาจารย์รินน้ำร้อนจากกาน้ำใส่ถ้วยน้ำชาอีกครั้ง ก่อนหันมาตอบคำถามข้อต่อไปของเราว่า
แล้วทำไมคนเราต้องกินเจด้วย

"อาจารย์ตื่นเช้าก็กินข้าว3มื้อเหมือนทุกคน
ก็ยังเป็นคนอยู่
กิน2มื้อทำไม
กิน3มื้อ

บางทียังต้องเติมอะไรอีกเลย

เราเป็นคนธรรมดา ต้องใช้แรงงาน ใช้กำลัง ก็ต้องกินให้เพียงพอ
ร่างกายจะได้มีแรงทำงานหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว

อาจารย์กินทุกอย่าง
มีเนื้อคนไม่กินอย่างเดียว
นอกนั้น หมู หมา อะไรๆก็กินได้ทั้งนั้น
ชอบที่สุดหูฉลาม
ไปไหนต้องกิน เขากินได้ เรากินได้ กินทุกอย่าง

หน้าหนาวไปเมืองจีน ไปไหนก็มีเนื้อหมา ก็ต้องกิน
ไม่ว่าจะธรรมะหรืออะไรมันอยู่ที่ใจ
ไม่น่าไปหลงเชื่ออะไรมาก

สมมุติเปรียบเทียบเดี๋ยวนี้ก็สบาย ไปไหนก็มีทุกอย่าง
สมัยเมื่อ30ปีก่อนถ้าไปอีสานแล้วจะไปกินอะไร
ไปถามธรรมะซิว่าจะทนได้สักกี่วัน มันก็ตายแหงสิ ก็เรียกว่าโง่

ธรรมะไม่ได้อยู่ที่ปาก อยู่ที่ใจ
ถ้าหากเราไปไหนเขากินอะไรแล้วเราบอกว่า โน่นฉันกินไม่ได้ นี่ก็กินไม่ได้
สมมุติว่าเขาเชิญไปแล้วเราเป็นอย่างนี้จะสนุกไหม
ก็เหมือนกับว่าไปรังเกียจที่เขาเชิญเราไป
ไม่ได้
มันไม่จำเป็น
คนเราต้องคิด บางอย่างซับซ้อน

อย่างคนจีนที่นับถือพระหรือเจ้าแม่กวนอิม
บอกว่าเนื้อวัวกินไม่ได้
แต่เท่าที่อาจารย์รู้นะ พระส่วนมากก็ฉันเนื้อ มีเนื้อเปื่อยอย่างดี นี่ตักเลย
แล้วทำไมพระฉันได้ แต่เรากินไม่ได้
นี่ก็เรียกว่าโง่

คนที่สอนเราอย่างนั้นคือเขาไม่ชอบ แล้วมาสอนเราว่ากินเนื้อไม่ได้ ก็ถูกเขาหลอกไปเฉยๆ"

อาจารย์สง่ายกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่งมาเล่าให้ฟัง

"20กว่าปีก่อน เกือบ30ปี อาจารย์ไปเมืองจีนเที่ยวหนึ่ง
แล้วเจอพวกกินเจ ไปกัน8คน กินไม่กินอะไรไม่รู้
ไปถึงโรงแรมกินข้าว เป็นโรงแรมใหญ่
ไปบอกว่าจะกินอาหารเจ เขาก็ฟังไม่รู้เรื่อง
เขามีให้กินก็ดีแล้ว
ถามเขาว่าเจๆๆ
เขาก็ฟังไม่รู้เรื่อง
ก็โวยวายว่าทำไมไม่มีกิน

อาจารย์ก็ว่ากินไปเถอะ เราก็ขอได้ ไหว้เจ้าแม่กวนอิม ขอเจ้าแม่กวนอิมว่าเรามาอย่างนี้20วัน ก็ขอเว้น20วัน แล้วกลับไปออก ไม่กินซะ20วัน ก็ต้องแนะทางอย่างนี้
เขาหมดทางแล้วก็ต้องกิน
พอกินไปหลายวันแล้ว ถามเขาว่าเป็นยังไง
เขาบอกว่าอร่อย..(หัวเราะ)

คือธรรมะกับเรื่องกินนี้ไม่เกี่ยวกัน
ชาวจีนนี้นักศึกษาก็นับถือขงจื้อ ก็มีคนถามว่า ขงจื๊อว่าไม่ฆ่าสัตว์ก็ไม่มีบาป แล้วไม่กินเนื้อจะกินอะไร

ขอจื๊อตอบว่า สวรรค์ให้คนมาเกิด สัตว์ต่างๆก็เกิดมาให้คนกิน เป็นสิ่งจำเป็น คนไม่มีอะไรกินก็อยู่ไม่ได้ สัตว์เกิดมาให้คนกิน คนนี่ฉลาดที่สุด

..หนูมีความรู้มั๊ย?"


เมื่อทุกคนพยักหน้า อาจารย์จึงอธิบายต่อว่า

"มีใครกินขี้มั๊ย โลกนีั้ไม่มีใครกินขี้ คนไหนกินขี้ก็เสียสติแล้ว ไม่ใช่คน
อันนี้ไม่ต้องสอน ไม่ต้องห้าม ไม่กินกันเอง คนเราฉลาดที่สุด กินอะไรของเราก็กินได้

ธรรมะอยู่ที่ผู้สอนด้วย ใจเขาคิดยังไง สมมุติหนูถามอาจารย์ว่า
ทุกคนนี่ต้อง3วันไม่กินข้าว แล้วจะมีดีอะไร
อยู่ที่คำสอนจริงๆ

อาจารย์เนื้อก็กิน ชอบด้วยซ้ำ
แล้วถ้ามีโทษ 40กว่าปีก็ตายเป็นผีไปนานแล้ว
ก็ไม่เห็นจะมีโทษอะไร
ก็ยังมีปัญญามาสร้างวิหาร
แล้วคิดว่าถูกหรือผิด ผู้สร้าง ผู้คิด ผู้ทำ ก็กินเนื้อหมา เนื้อสัตว์ เนื้องู กินทั้งนั้น
ในใจสะอาดอย่างเดียวก็ใช้ได้
สัตว์ต่างๆก็เกิดมาให้คนกินเป็นประโยชน์"

เรื่องกินเจยังไม่จบ
อาจารย์สง่าเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้ฟังต่อ

"เนื้อวัวนี่ ชาวจีนไม่กินก็เพราะใช้วัวไถนา
แล้วบางทีชาวบ้านกี่ร้อยครอบครัวก็อาจจะใช้วัวไม่กี่ตัว
จ้างกัน
ก็เบาแรงหน่อย

ทีนี้พอวัวแก่ไปไถนาไม่ได้แล้ว ก็เอามาขาย คนก็กินไม่ลง
เพราะเคยกินข้าวที่วัวตัวนี้เคยทำงานให้เราใช่ไหม แล้วทีนี้เขาตายแล้วเราจะไปกินเนื้อเขา
มันไม่อยาก

แต่เดี๋ยวนี้วัวดีกว่าเราอีก เขาเลี้ยงให้มีเหล้ากิน มีเพลงฟังด้วย เพราะฉนั้นไม่กินก็โง่

คนเราหลงเชื่อง่าย แล้วก็คิดว่าคนไหนเรียกเป็นครูบาอาจารย์แล้ว เขาก็เก่ง อย่าไปถืออย่างนั้น อย่าไปคิด

เขาเก่งของเขา เราเก่งของเรา เราต้องมาพิสูจน์ว่าเขาเก่งทางไหน แล้วทางนั้นมีประโยชน์ไหม ถึงจะเรียกว่าถูกต้อง
ถ้าหากว่าไป ถึงเขาว่าอย่างนั้นก็เชื่อ ว่าอย่างนี้ก็เชื่อ"


การเชื่อโดยขาดสติที่ยับยั้งชั่งใจนั้นถือเป็นอันตรายอย่างหนึ่ง

"อย่างเวลานี้มีพวกเจ้าแม่กวนอิมที่เข้ามาเผยแพร่ คนเชื่อกันมาก
อาจารย์ก็ไม่ใช่ไม่เชื่อนะ แต่ก็หัวเราะว่าพวกนี้โง่จริงๆ
เพราะเรายังไม่เข้าใจว่าเขามาทำไม
ทำไมไปไหว้ ทำไมไปขอเป็นลูกศิษย์
เขาจะต้องมีคำสาบานลึกลับ
เมื่อผู้ชายสาบานก็ให้ลูกรู้ไม่ได้
ผู้หญิงสาบานก็ให้ผัวรู้ไม่ได้
เรื่องลึกลับสาบาน
หนู่ว่าถูกไหม?

สิง่ศักดิ์สิทธิ์เราเรียกว่าคำเผยแพร่ ทำไมมีลึกลับ
อันนี้ไม่ต้องไปหาครูบาอาจารย์แล้ว มันซับซ้อนอยู่

เหมือนที่นี่เราทำก็จะได้เผยแพร่วัฒนธรรม เผยแพร่ให้คนมีการนับถือ ให้เขาบังคับจิตใจเขาเอง
ไม่ใช่มาบอกว่ามาเป็นลูกศิษย์ต้องสาบาน
ต่อไปจะจูงจมูกก็ง่าย

อย่างนั้นอาจารย์ก็ไม่ใช่อาจารย์แล้ว
เป็นล่อลวง
คนก็ยังเชื่อกันมาก
แล้วจะพูดว่าอาจารย์พูดแบบนี้แล้วไม่เชื่อเจ้าแม่กวนอิม
ไม่ใช่แล้ว

เจ้าแม่กวนอิมที่วิหารเซียนมี30องค์ ใหญ่และเล็ก
ก็เรียกว่าอาจารย์ก็นับถือที่สุด
แต่ไม่เคยมีคำสอนให้ใครกินเจหรือกินอะไร"








Go to the top of the page
 
+Quote Post
 
Start new topic
คำตอบ (1 - 8)
ღ•♥AD♥•ღ
โพสต์ Oct 11 2010, 08:26 AM
โพสต์ #2


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 1,423
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : 217 หมู่ 3 ถนนกรุงนนท์จงถนอม ตำบลนราภิรมย์ อำเภอบางเลน จ.นครปฐม 73130
หมายเลขสมาชิก : 5



เป็นความเชื่อของดิฉันเท่านั้นจริง ๆ

ตัวเองไม่เคยกินเจ ไม่เคยอวดอ้างเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี มีบุญล้นฟ้า ((( )))
เพราะใจมันค้าน กับการกินเจเพื่อไม่เบียดเบียนสัตว์ใหญ่
เหอ เหอ แต่สัตว์ที่ใหญ่กว่านั้น มีสติกว่า มีชีวิตที่ปรุงแต่งกว่าสัตว์เดรัจฉานนั้น ๆ.........
คือมนุษย์บางคน
ที่ถือว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ ลุกขึ้นมา ทำตลก แต่งขาว เที่ยวประกาศตนว่ากินเจ(เป็นผู้ศีลบริสุทธิ์)

๑. การถือศีลกินเจ ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ดี หากทำได้จริง ทั้งกาย วาจา ใจ และ สติ
๒. การถือศีลกินเจ ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ดี หากทำกินเอง เแบบคนเก่า ๆ ไม่เปลืองตัง
๓. การถือศีลกินเจ ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ดี หากตัดกิเลสได้จริงคงไม่ต้องมี "โปรตีนเกษตร" มาช่วยปรุงแต่งเป็นเนื้อหมู เป็ด+ไก่ ฯลฯ
๔. การถือศีลกินเจ ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ดี หากลด ละเลิกการนินทา ให้ร้าย ด่าทอ อิจฉาริษยากัน

ยังนึกไม่ออกว่า มีอะไรอีก

เป็นหนึ่งในล้าน ล้านที่ไม่กินเจ
ถึงเทศกาลเพื่อน ๆจะถามว่า กินเจ หรือเปล่า
ได้แต่บอกเพื่อน ๆว่า การกระทำที่พระโพธิ์สัตว์ ต้องการให้มนุษย์ปฏิบัตินั้น ......
คือ ทำความดี คิดดี ๆ พูดดีดี มีสติดีดี


ก็จะตอบเพื่อนที่กินเจว่า
ไม่ต้องแสดงออกขนาดนั้น อาหารเจก็แพงขึ้นทุกวัน
พระโพธิสัตว์ ท่านปรารถนาให้คนปฏิบัติที่สุดคือข้อ ๑ และข้อ ๔

ประชากรแถบที่กินเจกันมาก ๆ
อาจเป็นเพราะเนื้อสัตว์ในประเทศเขาแพงๆ
(ดูหนังซีรีย์นั้นมาก สงสัยว่าทำไมคนจน ๆในหนังไม่มีเงินซื้อหาเนื้อทานกัน )

คิดดี ทำดี วาจาดี ปฏิบัติดี และข้อสำคัญ จิตดีสติมั่น กันดีกว่านะคะ

วันนี้แกงอ่อมมะระปลาดุก + ไข่ต้มค่ะ


ภาพจากกูเกิ้ล


เสร็จแล้วค่ะ สีน้ำแกงไม่แดงมากเพราะใส่น้ำพริกแกง(ตำเอง) เขียวหวานผสมลงไปค่ะ.


--------------------





Go to the top of the page
 
+Quote Post
เปียกปูน
โพสต์ Oct 12 2010, 03:21 PM
โพสต์ #3


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 761
เป็นสมาชิกเมื่อ : 5-June 09
หมายเลขสมาชิก : 58



เทศกาลกินเจ (จีน: 九皇爺;
อังกฤษ: Nine Emperor Gods Festival) หรือบางแห่งเรียกว่า ประเพณีถือศีลกินผัก
เป็นประเพณีแบบลัทธิเต๋ารวม 9 วัน
กำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือ เริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี
มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนมานานแล้ว โดยมีตำนานเล่าขานกันหลายตำนาน
ปัจจุบัน เทศกาลกินเจจัดขึ้นในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย
ตลอดจนหมู่เกาะรีออในอินโดนีเซีย
ซึ่งการกินเจในเดือน 9 นี้ เชื่อกันว่าน่าจะเกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2170 ตรงกับสมัยอาณาจักรอยุธยา

ตำนาน

ตำนานที่ 1

กล่าวกันว่า การกินเจเริ่มขึ้นเพื่อรำลึกถึงนักรบ "หงี่หั่วท้วง"
ซึ่งเป็นทหารชาวบ้านของจีนที่ต่อสู้ต้านทานกองทัพแมนจูอย่างกล้าหาญ
ฝ่ายแมนจูมีปืนไฟของชาวตะวันตกที่ฝ่ายจีนไม่มี
นักรบหงี่หั่วท้วงเหล่านี้จะประกอบพิธีกรรมนุ่งขาวห่มขาว
ไม่กินเนื้อสัตว์และผักที่มีกลิ่นฉุน และท่องบริกรรมคาถาตามความเชื่อของจีน
เชื่อกันว่าจะสามารถป้องกันปืนไฟได้ แต่ก็ไม่ประสบผล
ครั้นจีนพ่ายแพ้แมนจู ชายชาวจีนถูกบังคับให้ไว้ผมอย่างชาวแมนจู ซึ่งสร้างความคับแค้นให้แก่ชาวจีนอย่างมาก
ชาวจีนจึงรำลึกถึงนักรบหงี่หั่วท้วงเหล่านี้ด้วยสำนักในบุญคุณ

ตำนานที่ 2

เพื่อเป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 พระองค์
และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ด้วยกัน
หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า “ดาวนพเคราะห์” ทั้ง 9
ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ
ในพิธีกรรมบูชานี้สาธุชนในพระพุทธศาสนา สละเวลาทางโลกมาบำเพ็ญศีลงดเว้นเนื้อสัตว์และแต่งกายด้วยชุดขาว

ตำนานที่ 3

ผู้ถือศีลกินเจในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาของชาวจีนในประเทศไทย
เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีลกาล 7 พระองค์
ดังมีในพระสูตร ปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง
กล่าวไว้คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ
พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธะ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ
พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ
พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ
และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ คือพระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์และพระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ รวมเป็น 9 พระองค์(หรือ “เก้าอ๊อง”)
ทรงตั้งปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงได้แบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า 9 พระองค์ด้วยกันคือ
ไต้อวยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไทแชกุน ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งงวนแชกุน ไต้กวนจิงหยิ้งลุกช้งเจงแชกุน ไต้ฮั่งเฮี่ยงเม้งม่งเคียกนิวแชกุน ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยบเจงกังแชกุน ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เอียกกี่แชกุน ไต้เพียวเทียนกวนพัวกุงกวนแชกุน ไต้ตั่งเม้งงั่วคูแชกุน ฮุ้ยกวงไตเพียกแชกุน
เทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์บริหารธาติดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ทั่วทุกพิภพน้อยใหญ่สารทิศ

ตำนานที่ 4

กินเจเพื่อเป็นการบูชากษัตริย์เป๊ง “กษัตริย์เป๊ง”
เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ้องซึ่งสิ้นพระชนม์โดยทรงทำอัตวินิบาตกรรม (การฆ่าตัวตาย)
ในขณะที่เสด็จไต้หวันโดยทางเรือ เมื่อมีพระชนนมายุได้ 9 พรรษา
พิธีบูชาเพื่อระลึกถึงราชวงศ์ซ้องนี้ มีแต่เฉพาะในมณฑลฮกเกี้ยนซึ่งเป็นดินแดนผืนสุดท้ายของราชวงศ์ซ้องเท่านั้น
โดยชาวฮกเกี้ยนได้จัดทำพิธีดังกล่าวนี้ขึ้นด้วยการอาศัยศาสนาบังหน้าการเมือง
การที่เผยแผ่มาสู่เมืองไทยได้นั้นเพราะชาวจีนแต้จิ๋วที่อพยพจากฮกเกี้ยนนำมาเผยแผ่อี
กทอดหนึ่ง

ตำนานที่ 5

1500 ปีมาแล้ว มณฑลกังไสเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองมาก
ฮ่องเต้เมืองนี้มีพระราชโอรส 9 พระองค์ซึ่งเป็นเลิศทั้งบุ๋นและบู๊ จึงทำให้หัวเมืองต่างๆ ยอมสวามิภักดิ์
ยกเว้นแคว้นก่งเลี้ยดที่มีอำนาจเข้มแข็งและมีกองกำลังทหารที่เหนือกว่า
ทั้งสองแคว้นทำศึกกันมาถึงครั้งที่ 4 แคว้นก่งเลี้ยดชนะโดยการทุ่มกองกำลังทหารที่มีทั้งหมดที่มากกว่าหลายเท่าตัว โอบล้อมกองทัพพระราชโอรสทั้งเก้าไว้ทุกด้าน แต่กองทัพก่งเลี้ยดไม่สามารถบุกเข้าเมืองได้จึงถอยทัพกลับ

จนวันหนึ่งชาวกังไสเกิดความแตกสามัคคีและเอาเปรียบกัน
เทพยดาทราบว่าอีกไม่นานกังไสจะเกิดภัยพิบัติ จึงหาผู้อาสาช่วยแต่ชาวบ้านจะพ้นภัยได้ก็ต่อเมื่อได้สร้างผลบุญของตนเอง
ดวงวิญญาณพระราชโอรสองค์โตรับอาสา และเพ่งญาณเห็นว่าควรเริ่มที่บ้านเศรษฐีใจบุญ ลีฮั้วก่าย

คืนวันหนึ่งคนรับใช้แจ้งเศรษฐีลีฮั้วก่ายว่ามีขอทานโรคเรื้อนมาขอพบ
เศรษฐีจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าเดินทาง
แต่ขอทานไม่ไปและประกาศให้ชาวเมืองถือศีลกินเจเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน
ผู้ใดทำตามภัยพิบัติจะหายไป
เศรษฐีนำมาปฏิบัติก่อนและผู้อื่นจึงปฏิบัติตาม จนมีการจัดให้มีอุปรากรเป็นมหรสพในช่วงกินเจด้วย

เล่าเอี๋ยเกิดศรัทธาประเพณีกินเจของมณฑลกังไส จึงได้ศึกษาตำราการกินเจของเศรษฐีลีฮั้วก่ายที่บันทึกไว้
แต่ได้ดัดแปลงพิธีกรรมบางอย่างให้รัดกุมยิ่งขึ้นและให้มีพิธียกอ๋องส่องเต้ (พิธีเชิญพระอิศวรมาเป็นประธานในการกินเจ)

ตำนานที่ 6

ชายขี้เมานามว่า เล่าเซ็ง เข้าใจผิดคิดว่าแม่ตนตายไปเพราะเป็นโรคขาดสารอาหาร
จนคืนหนึ่งแม่ได้มาเข้าฝันบอกว่า แม่ตายไปได้รับความสุขมากเพราะแม่กินแต่อาหารเจ
และตอนนี้แม่อยู่บนเขาโพถ้อซัว ตั้งอยู่บนเกาะน่ำไฮ้ ในมณฑลจิ๊ดเจียง
ถ้าลูกอยากพบแม่ให้ไปที่นั่น

ครั้นถึงเทศกาลไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมที่เขาโพถ้อซัว
เล่าเซ็งอยากไปแต่ไปไม่ถูก จึงตามเพื่อนบ้านที่จะไปไหว้พระโพธิสัตว์ เพื่อนบ้านเห็นเล่าเซ็งสัญญาว่าจะไม่กินเหล้าและเนื้อสัตว์จึงให้ไปด้วย
ระหว่างทางเดินสวนกับคนขายเนื้อ เล่าเซ็งลืมสัญญาที่ให้ไว้เพื่อนบ้านก็หนีไป
โชคดีที่มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินผ่านมา และต้องการไปไหว้พระโพธิสัตว์เล่าเซ็งจึงขอตามนางไป

เมื่อถึงเขาโพถ้อซัวขณะที่เล่าเซ็งก้มลงกราบไหว้พระโพธิสัตว์นั้น
เขาเห็นแม่ลอยอยู่เหนือกระถางธูปที่คนอื่นมองไม่เห็น ขณะเดินทางกลับเขาได้แยกทางกับหญิงสาว
และได้พบเด็กชายคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่ จึงเข้าไปถามไถ่ได้ความว่าเป็นลูกของเขากับภรรยาที่เลิกกันไปนานแล้ว เขาจึงพาไปอยู่ด้วย
แล้ววันหนึ่งหญิงสาวที่นำทางไปเขาโพถ้อซัวมาขออาศัยอยู่ด้วย ทั้งสามอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

หญิงสาวผู้นั้นเป็นสาวบริสุทธิ์ประพฤติตนเป็นคนดี อยู่ในศีลธรรมและถือศีลกินเจอยู่เนืองนิตย์
นางรู้ว่าใกล้ถึงวันตายของนางแล้วจึงบอกเล่าเซ็ง
เมื่อถึงวันนั้นนางอาบน้ำแต่งตัวด้วยอาภรณ์ที่ขาวสะอาดแล้วนั่งสักครู่ก็สิ้นลม
เล่าเซ็งเห็นการจากไปด้วยดีของนางคล้ายกับแม่ จึงเกิดศรัทธายกสมบัติให้ลูกชาย แล้วประพฤติตนใหม่
เมื่อตายไปจะได้บังเกิดผลเช่นเดียวกับแม่และหญิงสาวและประเพณีกินเจจึงเริ่มขึ้น


--------------------
ในอนาคตภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกายไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา
ภิกษุเถระก็จักเป็นผู้มักมาก มีความประพฤติย่อหย่อน เป็นหัวหน้าในความล่วงละเมิด ทอดธุระในความสงัด
จักไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ
ประชาชนรุ่นหลังก็จักถือเอาภิกษุเหล่านี้เป็นเยียงอย่าง เพราะเหตุดังนี้แล
การลบล้างวินัยย่อมมีการลบล้างธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภัยในอนาคตข้อที่5 นี้ซึ่งยังไม่บังเกิดในกาลบัดนี้
แต่จักบังเกิดในการต่อไป ภัยข้ออันนี้เธอทั้งหลายพึงรู้ไว้ ครั้นแล้วพึงพยายาม เพื่อละภัยนั้น
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Oct 12 2010, 04:03 PM
โพสต์ #4


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



ความหมายของ เจ
บทความนี้หรือส่วนนี้ อาจเป็นงานค้นคว้าต้นฉบับ งานวิจัย หรือมีข้อมูลที่พิสูจน์ยืนยันไม่ได้

ธงที่ใช้ประดับหน้าร้านอาหารเจต้องมีตัวอักษรจีนสีแดงด้วย 齋

คำว่า เจ ในภาษาจีนทางพุทธศาสนานิกายมหายานมีความหมายเดียวกับคำว่า อุโบสถ
ดังนั้นการกินเจก็คือการรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน เหมือนกับที่ชาวพุทธในประเทศไทยที่ถืออุโบสถศีล หรือรักษาศีล 8
โดยไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว
แต่เนื่องจากการถืออุโบสถศีลของชาวพุทธนิกายมหายานที่ไม่กินเนื้อสัตว์
จึงนิยมนำการไม่กินเนื้อสัตว์ไปรวมกันเข้ากับคำว่ากินเจ กลายเป็นการถือศีลกินเจ
ในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง 3 มื้อแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่ากินเจ
ฉะนั้นความหมายก็คือคนกินเจมิใช่เพียงแต่ไม่กินเนื้อสัตว์
แต่ยังต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์ สะอาด ทั้งกาย วาจา ใจ

ในภาษาจีนมี(กลุ่ม)คำหรือวลีที่ใช้อักษรแจ(เจ, 齋 / 斋 )เป็นตัวประกอบร่วมด้วยหลายคำ
แต่คำว่าโป๊ยกวนแจไก่ (八關齋戒 ) ซึ่งเป็นศัพท์ของทางพุทธศาสนา
ดูจะเป็นคำที่นิยมหยิบยกมาใช้อธิบายความหมายของอักษรแจเสมอมา

โป๊ยกวนแจไก่ (八關齋戒 ) แปลว่า ศีลบริสุทธิ์แปดประการ ซึ่งก็คือ “ศีลแปด”ที่เรารูจักกันดี

คนไทยในรุ่นปู่ย่าตายายที่เคร่งในศีลวัตร จะไปอาราธนาศีลแปดจากพระสงฆ์ในวันธรรมสวนะภายในพระอุโบสถ ศีลแปดจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ อุโบสถศีล ”

ผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องกินเจที่ไม่เข้าใจภาษาและที่มาของคำจ ึงแปลอักษรแจผิดว่า “อุโบสถ”
ซึ่งคำแปลนี้ก็ฮิตติดตลาดและถูกคัดลอกไปใช้บ่อยอย่างน่ารำคาญใจ
เพราะหากจะเอาตามความในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานแล้ว

อุโบสถ เป็นคำนาม หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ประชุมกันทำสังฆกรรมต่างๆ เรียกย่อว่า โบสถ์

การแปลและเข้าใจคลาดเคลื่อนดังกล่าว ยังถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในการอธิบายวัตรปฏิบัติของการกินเจผิดตามไปด้วยว่า
“การกินเจต้องถือศีลข้อวิกาลโภชน์”
หรือการงดกินของขบเคี้ยวหลังเที่ยงวันไปแล้ว ซึ่งเป็นศีลข้อหนึ่งในศีลแปด
ทั้งๆที่โรงครัวของศาลเจ้าหรือโรงเจที่เปิดเลี้ยงผู้คนในช่วงเทศกาลกินเจ ล้วนแต่มีอาหารมื้อเย็นให้กับผู้เข้าไปกิน
ยิ่งวันที่มีการประกอบพิธีกรรมในตอนค่ำ ยังมีอาหารมื้อค่ำบริการเสริมให้เป็นพิเศษด้วย
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในช่วงเทศกาลกินเจนั้นเขาถือเพียงศีลห้าที่เป็นนิจศีล
ไม่ได้ครองศีลแปดอย่างที่หลายคนเข้าใจ (เว้นแต่ผู้ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะครองศีลแปดเป็นการส่วนตัวเท่านั้น)

ในทางอักษรศาสตร์จีน อักษรตัว “แจ”
มีพัฒนาการมาจาก ตัวอักษร ฉี “ 齊 ” ซึ่งแปลว่าบริบูรณ์ , เรียบร้อย
อักษรแจเกิดจากการเพิ่มเส้นตั้งและสองจุด ( 小 ) เข้าไปกลางอักษรฉี ทำให้เกิดตัว ซื ( 示 )
ซึ่งแปลว่าการสักการะ อยู่ในแก่นกลางของตัวฉี


แจ( 齋 ) จึงมีความหมายว่า การรักษาความบริสุทธิ์(ทั้งกายและใจ)
เพื่อการสักการะ หรือ การปฏิบัติบูชาถวายเทพยดา


ซึ่งการอธิบายในแนวทางนี้จะสอดคล้องกับ คำว่า “ 齋醮 ” ในลัทธิเต๋า
ซึ่งย่อมาจากคำว่า 供齋醮神
ที่แปลว่าการบำเพ็ญกายใจให้บริสุทธิ์เพื่อเป็นสักการะบูชาเทพยดา

ความหมายของแจในศาสนาอิสลาม

ศัพท์คำว่า ศีลแจ / 齋戒 ในภาษาจีน นอกจากใช้ในลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธแล้ว
ยังหมายถึง “ศีลอด” ที่ถือปฏิบัติในเดือนถือศีลอดของชาวจีนอิสลาม
สาระของศีลก็คือ การห้ามรับประทานอาหารใดๆ ในระหว่างเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นจวบจนลับขอบฟ้า ตลอดเดือนถือศีลอด

แจในวัฒนธรรมดั่งเดิมของจีน

ศัพท์ แจ พบในเอกสารจีนเก่าที่มีอายุกว่าสองพันปีหลายฉบับ เช่น 禮記 , 周易 , 易經 , 孟子 , 逸周書 (เอกสารที่อ้างนี้ปัจจุบันถือว่าเป็นคัมภีร์ในลัทธิหยู)
เอกสารเหล่านั้นยังใช้อักษรตัวฉี(齊 )แต่เวลาอ่านออกเสียงกลับต้องอ่านออกเสียงว่า ไจ
เช่น คำว่า ไจเจี๋ย / 齊潔 หรือ ไจเจี้ย / 齊戒 ซึ่งก็คือการออกเสียงแจในสำเนียงแต้จิ๋วนั่นเอง
อักษรฉีในเอกสารนั้นนักอักษรศาสตร์ตีความว่าแท้จริงแล้วก็คืออักษรตัวแจ หรือใช้แทนตัวแจ
แจที่ว่านี้หาได้หมายถึงการงดกินของสดคาว หรือ การงดรับประทานอาหารหลังเที่ยง
หากหมายถึงการชำระล้างร่างกาย สงบจิตใจ และสวมใส่เสื้อผ้าใหม่สะอาด
เป็นการเตรียมกายและใจให้บริสุทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรมสักการะบูชา ขอพร หรือแสดงความขอบคุณต่อเทพยดาแห่งสรวงสวรรค์

แจเพื่อการจำแนกความเคร่งครัดของภิกษุฝ่ายมหายาน

ศีลของภิกษุฝ่ายมหายาน ในส่วนเกี่ยวกับการฉันของภิกษ ุแตกต่างจากฝ่ายเถรวาท ทั้งมีการจำแนกเป็นสองลักษณะตามสำนักศึกษาได้แก่

1.เหล่าที่ถือมั่นในศีลวิกาลโภชน์และฉันอาหารเจ จะไม่ฉันอาหารหลังอาทิตย์เที่ยงวัน เรียก ถี่แจ /持齋

2.เหล่าที่ถือมั่นแต่การฉันอาหารเจ เรียกถี่สู่ /持素

เจียะแจ

ความหมาย

เจียะแจ (食齋 ) เป็นการออกเสียงตามสำเนียงถิ่นแต้จิ๋ว
ศัพท์คำนี้ใช้และเป็นที่เข้าใจแต่ทางตอนใต้ของจีน
โดยเฉพาะแถบลุ่มอารยะธรรมหลิ่งหนาน (領南)ในมณฑลกวางตุ้ง
อันเป็นแหล่งอาศัยดั่งเดิมของคนแคะ แต้จิ๋ว กวางตุ้งและไหหนำ
ซึ่งเป็นชาวจีนกลุ่มใหญ่ในประเทศไทย
เจียะแจตรงกับคำว่า ชือซู ( 吃素 )ในภาษาจีนกลาง (สำเนียงปักกิ่ง)

เจียะ ( 食 ) ในภาษาถิ่นใต้ หากใช้ในความหมายของคำกิริยา แปลว่า กิน

แจ ( 齋 ) แปลว่า บริสุทธิ์ ( 清淨 ) ( อ้างตามปทานุกรมพุทธศาสนาฉบับ วัดฝอกวงซัน ,ไต้หวัน )

เจียะแจ หรือ ตรงกับคำไทยที่นิยมใช้กันว่า กินเจ จึงแปลว่า การกินอาหารที่บริสุทธิ์ตามความเชื่อ(ในลัทธิกินเจ)
ซึ่งหมายความถึงอาหารที่ไม่คาวหรือไม่เจือปนซากผลิตภัณฑ์ของสัตว์ รวมทั้งไม่ปรุงใส่พืชผักต้องห้าม

คำว่าเจียะแจนี้ชาวจีนฮกเกี้ยนทางปักษ์ใต้แถบจังหวัดภูเก็ตเรียกต่างออกไปว่า เจียะไฉ่ (食菜)
ที่แปลตามตัวอักษรได้ว่า “กินผัก”
แต่มีนิยามหรือความหมายตรงกับคำว่าเจียะแจที่กล่าวข้างต้น

จุดประสงค์ของการกินเจ

ผู้ที่กินเจอาจจะมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันไป
แต่จุดประสงค์หลักสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทดังนี้
กินเพื่อสุขภาพ อาหารเจเป็นอาหารประเภทชีวจิต
เมื่อกินติดต่อกันไปช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล
สามารถขับพิษของเสียต่างๆ ออกจากร่างกายได้
ปรับระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินอาหารให้มีเสถียรภาพ
กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากอาหารที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์
ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรมและมีจิตสำนึกอันดีงาม ย่อมไม่อาจกินเลือดเนื้อของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีเลือดเนื้อ จิตใจ
และที่สำคัญมีความรักตัวกลัวตายเช่นเดียวกับคนเรา
กินเพื่อเว้นกรรม ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมตระหนักว่า
การกินซึ่งอาศัยการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเราเป็นการสร้างกรรม
แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม
การซื้อจากผู้อื่นก็เหมือนกับการจ้างฆ่า เพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย
กรรมที่สร้างนี้จะติดตามสนองเราในไม่ช้าทำให้สุขภาพร่างกายอายุขัยของเราสั้นลง
เป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ
เมื่อผู้หยั่งรู้เรื่องกฎแห่งกรรมนี้จึงหยุดกินหยุดฆ่า หันมารับประทานอาหารเจ
ซึ่งทำให้ร่างกายเติบโตได้เหมือนกัน
โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น

อาหารเจ

อาหารเจเป็นอาหารที่ปรุงขึ้นโดยไม่มีเนื้อสัตว์
ส่วนประกอบที่มาจากสัตว์ทุกประเภทและไม่ปรุงด้วยผักฉุนทั้ง 5 ชนิด
ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุ้ยช่าย และใบยาสูบ
(บ้างเชื่อว่าผักเหล่านี้เพิ่มความกำหนัดหรือมาจากเลือดของสัตว์ตามตำนานจีน)
ทำให้อาหารเจไม่มีกลิ่นคาว
เนื่องจากการงดเนื้อสัตว์ ทำให้ผู้ที่กินเจหันมาบริโภคธัญพืชในธรรมชาติเพื่อให้ได้มาซึ่งโปรตีน
ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง
โดยในประเทศจีน พบว่ามีภัตตาคารบางแห่งซึ่งบริการ "ปรุงอาหารตามใบสั่งแพทย์"
(กล่าวคือ ผู้ที่เข้ามารับประทานจะต้องได้รับใบสั่งอาหารของแพทย์เสียก่อน)
โดยลูกค้าของภัตตาคารดังกล่าวเป็นคนไข้ที่กำลังเข้ารับ "การบำบัดโรคด้วยอาหารตามหลักเวชศาสร์โบราณ"
หลังเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์แล้ว

ประโยชน์

การกินอาหารเจ นอกจากจะเป็นการถือศีลและรักษาประเพณีแล้ว ยังให้ประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้
ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียออกได้หมดทำให้ไม่มีสารพิษตกค้างอยู่ภายใน
สารอาหารที่มีคุณค่าในพืชผักและผลไม้จะช่วยให้ระบบขับถ่ายและระบบย่อยอาหารเป็นปกติ
เมื่อรับประทานเป็นประจำโลหิตจะถูกฟอกให้สะอาดขึ้นเรื่อยๆ
เซลล์ต่างๆ ของร่างกายเสื่อมสลายช้าลง
ทำให้อายุยืนยาวมีผิวพรรณสดชื่นผ่องใส
นัยน์ตาแจ่มใสไม่พร่ามัวร่างกายแข็งแรงรู้สึกเบาสบายไม่อึดอัด
มีสุขภาพพลานามัยดี
อวัยวะหลักสำคัญภายใน ได้แก่ หัวใจ ไต ม้าม ตับ ปอด
และอวัยวะประกอบคือ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ กระเพาอาหาร ถุงน้ำดี แข็งแรงทำงานได้เป็นปกติสมบูรณ์
ร่างกายสามารถต้านทานต่อสารพิษต่างๆ ได้แก่
สารเคมี ยากำจัดศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง สารดีดีที
มลภาวะและก๊าซพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ในอุตสาหกรรม
ไอเสียจากเครื่องจักร เครื่องยนต์ซึ่งแพร่กระจายปะปนไปในอากาศที่เราหายใจอยู่เป็นประจำ และยังพบว่ามีปะปนอยู่ในแหล่งน้ำดื่มด้วย
กัมมันตภาพรังสีที่เกิดจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ และในการทำสงคราม
สารอาหารในพืชผักช่วยให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายสามารถทนต่อการทำลายจากรังสีต่างๆ
ร่างกายสามารถต้านทานต่อสารพิษต่างๆ ได้สูงกว่าคนปกติธรรมดา สารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ
ในบรรดาผู้ที่กินอาหารเจ อาหารพืชผักและผลไม้เป็นประจำความเจ็บไข้ได้ป่วยมักไม่มีปรากฏ
โดยเฉพาะโรคที่รุนแรงหรือเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ
ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคไต ไขข้ออักเสบ โรคเก๊าส์ โรคเบาหวานฯลฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกี่ยวกับระบบขับถ่าย ย่อยอาหารและทางเดินอาหาร
เช่น โรคริดสีดวงทวาร มะเร็งในกระเพาะและลำไส้ โรคกระเพาะ อาหารไม่ย่อย
โรคเหล่านี้จะไม่พบเลยในกลุ่มคนผู้ที่รับประทานอาหารเจ อาหารพืชผักและผลไม้เป็นประจำ
การลดอาหารพวกเนื้อสัตว์และไขมันสัตว์ ทำให้ร่างกายได้รับสารต้านออกซิเดชั่น สารพฤกษเคมีจากพืชผัก
ช่วยลดปัญหาโรคหัวใจ เบาหวาน เก๊าท์ และอื่น ๆ

หลักธรรมในการกินเจ

ในทัศนะของคนกินเจ การกินที่ทำให้ชีวิตผู้อื่นต้องเดือดร้อนล้มตายนั้น “มันมากเกินไป”
ทั้งๆ ที่มนุษย์กินแต่อาหารพืชผักก็สามรถมีชีวิตอยู่ได้

การกินเจตั้งมั่นอยู่บนหลักธรรมสำคัญ 2 ประการคือ
ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนตนเอง และดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
กล่าวคือ
ไม่เอาชีวิตของสัตว์ทั้งหลายมาต่อเติมบำรุงเลี้ยงชีวิตของตน
ไม่เอาเลือดของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเลือดของตน
ไม่เอาเนื้อของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเนื้อของตน

การรับประทานสิ่งใดก็ตามที่ทำลายสุขภาพร่างกายของตนให้ทรุดโทรม คือ การเบียดเบียนตนเอง ปัจจุบันวิทยาการเจริญก้าวหน้าได้พิสูจน์ยืนยันว่าเลือดและเนื้อของสัตว์ที่ถูกฆ่าตา
ยเต็มไปด้วยพิษภัยมากมาย

ดังนั้นการกินเจจึงไม่ใช่เพื่อให้เกิดผลดีต่อจิตใจเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการมีสุขภาพพลานามัยที่ดีอีกด้วย
ร่างกายและจิตใจเป็นของคู่กันมีความสัมพันธ์ส่งผลถึงกัน
คนเราย่อมไม่อาจจะรู้สึกเบิกบานสดชื่นร่าเริงได้
ในขณะที่ร่างกายเจ็บป่วยทรุดโทรมย่ำแย่

การปฏิบัติตนในช่วงกินเจ

ในช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน 9 คืน ผู้ที่ต้องการกินเจอย่างครบถ้วยสมบูรณ์ตามประเพณีการกินเจ จะต้องปฏิบัติดังนี้
รับประทาน "อาหารเจ"
งดอาหารรสจัด ซึ่งหมายถึงอาหารเผ็ด หวานมาก เปรี้ยวมาก เค็มมาก
รักษาศีลห้า
รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์
ทำบุญทำทาน
นุ่งขาวห่มขาว

สำหรับผู้ที่เคร่งครัดเพื่อการกินเจให้เป็นไปอย่างบริสุทธ์โดยแท้
จะเพิ่มการปฏิบัติโดยการกินอาหารเฉพาะที่คนกินเจด้วยกันเป็นผู้ปรุงเท่านั้น
รวมถึงจะล้างหม้อไหจนสะอาดเอี่ยม แยกภาชนะสำหรับการปรุงอาหารเจไว้โดยเฉพาะ
นอกจากนี้ยังจุดตะเกียงไว้ 9 ดวงตลอดช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน โดยไม่ปล่อยให้ดับ
เพื่อเป็นพุทธบูชาและรำลึกถึงบุญคุณของพ่อแม่ญาติพี่น้อง ตลอดจนผู้ที่มีบุญคุณต่อผืนแผ่นดินเกิด

เจ็ดวันอันควรงดเว้นจากการกินเนื้อสัตว์

แม้ว่าจะมีผู้คนจำนวนมากที่ยังคงเข่นฆ่ากินเลือดกินเนื้อสัตว์ทุกวัน
แต่อย่างน้อยที่สุดควรหยุดคิดสักนิดให้เห็นถึงความสำคัญของวันทั้ง 7 ที่ควรงดเว้นเนื้อสัตว์
เพื่อเป็นมงคลชีวิตสู่ความสำเร็จของตนเองและครอบครัว
ถือเป็นมหากุศลและเมตตาธรรมสูงสุด

กินเจในวันเกิดของตนเอง

วันที่เราได้เกิดมามีชีวิตไม่ควรทำลายผู้อื่น
สัตว์ทั้งหลายเมื่อถือกำเนิดมาบนโลกต่างก็อยากมีชีวิตอยู่ยืนยาว
เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่ไปฆ่าผู้อื่น แล้วกินเลือดกินเนื้อเขาเพื่อฉลองวันเกิดของตนเอง
ซึ่งเป็นการตัดทอนอายุขัยของผู้อื่นให้สั้นลง
แล้วจะหวังให้ตนเองมีอายุยืนยาวได้อย่างไร

กินเจในวันเกิดของลูกหลาน

ในวันเกิดของลูกหลาน วันที่ชีวิตใหม่ถือกำเนิดผู้เป็นพ่อแม่ต่างชื่นชมยินดีเป็นที่สุด
ลูกของเราเรารักดังแก้วตาดวงใจ ยามลูกนอนก็คอยปัดเป่าพัดวีแม้แต่ยุง เหลือบ ริ้น ไร มิยอมให้ขบกัด
สัตว์ทุกตัวก็รักลูกของเขาเช่นเดียวกับมนุษย์
ดวงใจของผู้เป็นพ่อแม่ ไม่มีแบ่งแยกว่าเป็นมนุษย์หรือสัตว์
ลูกของใครใครก็รัก
เพราะฉะนั้นวันที่เราได้ลูกต่างสุดแสนดีใจ แล้วทำไมจึงต้องทำให้ผู้อื่นเสียใจที่ลูกต้องตายจากไป

กินเจในวันแต่งงานหรือวันมงคลสมรส

วันแต่งงานหรือวันมงคลสมรส เป็นวันที่มีความหมายอย่างยิ่งในชีวิต
ในชั่วชีวิตของแต่ละคนจะมีงานมงคลนี้เพียงครั้งเดียว
ทุกคนเมื่อแต่งงานกันแล้วต่างก็อยากมีชีวิตที่ยั่งยืนได้ครองรักกันไปจนแก่เฒ่า
คู่รักของใครต่างก็รักและหวงแหนไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำอันตราย
สัตว์ก็มีคู่ชีวิตรู้จักรักและหวงแหนเช่นกัน
หากวันที่เราได้คู่ชีวิตมาเคียงข้างกลับเป็นวันที่เราพรากชีวิตคู่ของผู้อื่นมานั้น
มันช่างไม่ยุติธรรมเลย
ดังนั้นวันที่เราแต่งงานได้คู่ครองจึงไม่ควรพราดชีวิตสัตว์อื่น

กินเจในวันงานเลี้ยงเพื่อนฝูงญาติมิตร

ในโอกาสจัดงานเลี้ยงสังสรรค์รับรองเพื่อนฝูงญาติมิตรทุกคน ที่มาร่วมชุมนุมต่างปลื้มปีติที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง
โอกาสที่น่ายินดีเช่นนี้เราไม่ควรใช้ชีวิตเลือดเนื้อของผู้อื่น มาเลี้ยงฉลองเพราะขณะที่เราดีใจที่ฉลองด้วยเลือดเนื้อผู้อื่น
แต่สัตว์ทั้งหลายต่างโศกเศร้าเสียใจที่ต้องตายจากกันไป
หากจัดเลี้ยงเพื่อนฝูงด้วยอาหารพืชผักและผลไม้
ถือได้ว่าเป็นบุญกุศลยิ่งใหญ่ที่บังเกิดขึ้นแก่เพื่อนฝูงผู้มาร่วมงาน ซึ่งถือว่าเป็นความปีติยินดีให้แก่ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

กินเจในวันเซ่นไหว้บรรพบุรุษ

ผู้ที่มีความกตัญญูที่แท้จริงไม่พึงกระทำอย่างยิ่ง ในงานบำเพ็ญกุศลอุทิศให้แก่ผู้ที่เราเคารพรัก
ทุกคนรู้สึกโศกเศร้าเสียใจที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป
ฉะนั้นในงานศพจึงไม่ควรทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องตายตามไปด้วย
ดวงวิญญาณของคนที่เขาเคารพรักเหล่านั้น ย่อมจะจากไปโดยไม่มีความสงบสุขแน่
หากรู้ว่างานศพของตนเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้อื่นต้องล้มตายลงอย่างมากมาย

กินเจในงานทำบุญสร้างกุศลทุกโอกาส

คนเรามีโอกาสประสบสิ่งดีๆในชีวิต มีโอกาสที่ได้สร้างบุญกุศลอยู่เสมอ เช่น วันขึ้นปีใหม่หรือวันทำบุญอื่นๆ
การจัดงานทำบุญในวันเหล่านี้ ทุกคนต่างก็มุ่งหวังให้ตนมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ายิ่ง ให้มีชีวิตที่ดีได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป
ฉะนั้นในงานสร้างบุญกุศลทุกงานจึงไม่สมควรเลี้ยงพระ เณร แขกเหรื่อ และเพื่อนฝูงด้วยชีวิตและความตายของสัตว์
เพราะเหตุนี้นโอกาศงานงานกุศล ที่เราปรารถนาแต่ความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าอยู่เย็นเป็นสุข จึงไม่ควรสร้างบาปซึ่งเป็นเหตุให้ชีวิตผู้อื่นต้องตาย

กินเจในโอกาสขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ในโอกาสที่ไปกราบไหว้สักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าพระองค์ใดก็ตาม ทุกคนควรชำระล้างปาก ลิ้น ให้สะอาดด้วยการกินเจ
กระทำตนให้สะอาดทั้งกายวาจาและจิตใจ
เมื่อนั้นก็จะบังเกิดความสุขความเจริญเป็นสิริมงคลแก่ตัวเราเอง
การถวายเครื่องสักการะอื่นใดแม้จะมีราคาแพงสักเท่าไร มันก็เป็นเพียงวัตถุสิ่งของเท่านั้น
ขอให้ทุกคนจงนำเอา “จิตใจอันดีงาม” ซึ่งมีอยู่แล้วในตัวของทุกๆ คนออกมาถวายเป็นเครื่องสักการะต่อสิ่งศักดิ์สิทธ์เบื้องบน
จิตใจที่มีแต่ความบริสุทธิ์ดีงามของมนุษย์นี่แหละเป็นเครื่องสักการะอันล้ำค่าที่สุด

เทศกาลถือศีลกินผัก จังหวัดภูเก็ต

จังหวัดภูเก็ตไม่มีประเพณีกินเจเหมือนที่อื่น แต่จะเรียกว่า "ประเพณีถือศีลกินผัก" ตามภาษาจีนฮกเกี้ยนที่ว่า "เจี๊ยะฉ่าย" (食菜)
ตามตำนานกล่าวว่า ในอดีตเคยมีคณะงิ้วจากจีนมาเปิดการแสดงที่อำเภอกะทู้นานเป็นแรมปี
แล้วบังเอิญช่วงนั้นเกิดโรคระบาดขึ้น คณะงิ้วจึงจัดให้มีพิธีกินผักและสร้างศาลเจ้าขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์
หลังจากนั้นโรคภัยไข้เจ็บก็หายสิ้น
ชาวกะทู้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงปฏิบัติตาม
หลังจากนั้นได้มีผู้ศรัทธามากขึ้นเรื่อย ๆ
ประกอบกับอยากได้พิธีกินผักที่สมบูรณ์ตามแบบประเพณีมณฑลกังไส จึงได้ส่งตัวแทนไปนำควันธูป (เหี่ยวเอี้ยน)
ในการเดินทางกลับจะต้องคอยจุดธูปต่อกันมิให้ดับมอด
ศาลเจ้ากะทู้จึงได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับของพิธีกินผักในปัจจุบัน

สี

สีในเทศกาลกินเจ:

สีแดง เป็นสีที่ชาวจีนเชื่อว่าเป็นสีศิริมงคล ดังจะเห็นได้ว่าในงานมงคลต่างๆ ของคนจีนไม่ว่าจะเป็นงานแต่ง วันตรุษจีน

สีเหลือง เป็นสีสำหรับใช้ในราชวงศ์ซึ่งอนุญาตให้ใช้ได้เพียงคนสองกลุ่มเท่านั้น
กลุ่มแรกคือกษัตริย์ซึ่งเห็นได้จากหนังจีน
เครื่องแต่งกายและภาชนะต่างๆ เป็นสีเหลืองหรือทองซึ่งคนสามัญห้ามใช้เด็ดขาด
กลุ่มที่สองคืออาจารย์ปราบผี ถ้าท่านสังเกตในหนังผีจีนจะเห็นว่าเขาแต่งกายและมียันต์สีเหลือง

สีขาว ตามธรรมเนียมจีนสีขาวคือสีสำหรับการไว้ทุกข์
สีดำที่เราเห็นกันอยู่ในขณะนี้เป็นการรับวัฒนธรรมตะวันตก
ถ้าท่านสังเกตในพิธีงานศพของจีนจะเห็นลูกหลานแต่งชุดสีขาวอยู่

สีซึ่งกล่าวมาทั้งหมดนี้สามารถนำไปเชื่อมโยงในตำนานข้างต้นที่กล่าวมาได้ทั้งหมด

(จากwikipedia)


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ปู่เป็ด
โพสต์ Oct 15 2010, 09:14 AM
โพสต์ #5


คุณพระ
***

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 196
เป็นสมาชิกเมื่อ : 27-July 09
หมายเลขสมาชิก : 105





เรื่องกินนั้นสำคัญไฉน

ภิกษุกลุ่มหนึ่งมากราบนมัสการหลวงปู่ดูลย ์และภิกษุรูปหนึ่งได้ปรารภเชิงถามเพื่อขอความเห็นจากหลวงปู่ดูลย์
"กระผมปฏิบัติจิตมานาน พอจะมีความสงบบ้าง แต่ว่ามีปัญหาเรื่องอาหาร
คือแค่นึกเห็นก็นึกเวทนาไปถึงเจ้าของเนื้อ ว่าเขาต้องสูญเสียชีวิตเพื่อเราผู้บริโภค
จึงรู้สึกว่าเราผู้ปฏิบัติอยู่นี้ ออกจะขาดเมตตาไปมาก เมื่อเกิดความกังวลแล้วก็ทำความสงบใจยาก..
."

หลวงปู่ดูลย์มีความเห็นตอบให้ภิกษุรูปนั้นกลุ่มนั้นว่า
"ภิกษุจะบริโภคปัจจัยสี่ ต้องพิจารณาเสียก่อน เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าการกินเนื้อสัตว์ คล้ายเป็นการเบียดเบียน
และขาดเมตตาต่อวัตว์ ก็ให้งดเว้นการฉันเนื้อเสีย พากันฉันเจต่อไป
"

หลังจากนั้นประมาณ๔เดือน ภิกษุกลุ่มนั้นกลับมากราบเรียนหลวงปู่ดูลย์ว่า
"พวกกระผมฉันเจมาตลอดพรรษาด้วยความลำบากยิ่ง ญาติโยมแถวบ้านโคกกลาง อำเภอปราสาท ไม่มีใครรู้เรื่องเจ
ลำบากด้วยการแสวงหา ลำบากแก่ญาติโยมผู้อุปัฏฐาก พระบางรูปถึงกับสุขภาพไม่ดี พระบางรูปเกือบจะอยู่ไม่พ้นพรรษา
การปฏิบัติทำเพียรไม่เต็มท
ี่"

หลวงปู่ดูลย์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
"ภิกษุจะบริโภคปัจจัยสี่ ต้องพิจารณาเสียก่อน เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าอาหารที่ตั้งอยู่เฉพาะหน้าเรานี้
แม้จะมีผักบ้าง เนื้อบ้าง ปลาบ้าง ข้าวสุกบ้าง แต่เป็นของบริสุทธิ์โดยส่วนสาม
คือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน และเขาไม่ได้ฆ่าเพื่อเจาะจงเรา
และเราแสวงหามาได้โดยชอบธรรม ญาติโยมถวายมาโดยศรัทธาแล้ว
พึงบริโภคอาหารนั้นไป
ครูบาอาจารย์ของเรา ท่านก็ปฏิบัติอย่างนี้มาแล้วเช่นกัน
"

อีกคราวหนึ่ง
เมื่อวันแรม๒ค่ำ เดือน๓ ปี๒๕๒๒ หลวงปู่ดูลย์พำนักอยู่วัดป่าประโคนชัย
พระธุดงค์กลุ่มหนึ่งธุดงค์ผ่านมา ประมาณเวลา ๒ ทุ่ม
พระธุดงค์นั้นกล่าวกับหลวงปู่ดูลย์ว่า
"ผู้บริโภคเนื้อสัตว์คือผู้สนับสนุนการฆ่าสัตว์ ผู้บริโภคผักคือผู้มีจิตเมตตาสูง
สามารถพิสูจน์ได้ว่า เมื่อบริโภคผักแล้ว จิตใจสงบเยือกเย็นขึ้น
"

หลวงปู่ดูลย์ได้มีทัศนะแสดงตอบว่า
"ดีทีเดียว ท่านใดสามารถฉันมังสวิรัติ ขออนุโมทนา
ส่วนท่านที่ยังฉันมังส(เนื้อสัตว์)อยู่
หากว่ามังสะนั้นเป็นของบริสุทธิ์โดยส่วนสาม
คือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน และเขาไม่ได้ฆ่าเพื่อเจาะจงเรา
และเราแสวงหามาได้โดยชอบธรรม ญาติโยมถวายมาโดยศรัทธาแล้ว
ก็ไม่ผิดธรรมวินัย
ที่กล่าวว่าจิตใจสงบเยือกเย็นดีนัก ก็เป็นผลจากการประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระวินัย
ไม่เกี่ยวกับอาหารใหม่อาหารเก่าที่อยู่ในท้องเลย
"

เรื่องกินนี้ยังจะสำคัญฉนั้นฤา

การเลือกแนวทางในการกินของแต่คนแต่ละกลุ่ม
ถือเป็นสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกเชื่อเลือกปฏิบัติ

ข้อสำคัญคือเมื่อปฏิบัติแล้ว อย่าได้นึกเห็นว่าสิ่งที่ตนเองปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งพิเศษกว่าคนอื่น และยังตนเองให้อยู่ในสถานะสูงส่งกว่าผู้อื่น
เพราะนั่นคืออันตรายที่จะเป็นช่องทางให้เกิดความสำคัญผิด
จนเห็นผู้อื่นเป็นคนต่ำช้าสามานย์
จนเห็นว่าตนเองเลิศเลอเหนือกว่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ในที่สุดก็ก้าวร้าวล่วงเกินผู้อื่นด้วยใจ(มโนกรรม)ด้วยวาจา(วจีกรรม)

เรื่องนี้ได้เห็นได้ยินว่ายังมีอยู่และยังจะเกิดขึ้นอีกอยู่เสมอ


เรื่องกินนั้นสำคัญฉนี้แล


--------------------
อย่าได้ไว้ใจในศัตรูหรือแม้กระทั่งมิตร
หากมิตรโกรธขึ้นมาเมื่อใด
ย่อมเปิดเผยความลับและโทษของท่านทั้งหมด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
เปียกปูน
โพสต์ Oct 15 2010, 03:16 PM
โพสต์ #6


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 761
เป็นสมาชิกเมื่อ : 5-June 09
หมายเลขสมาชิก : 58



ความเชื่อกับความใช่
กินมังสวิรัติได้บุญจริงหรือ


คำถามจากทางบ้าน:
มีความเชื่อว่า คนกินมังสวิรัติจะมีอายุยืน และได้บุญมากจริงไหมคะ และการทำเช่นนี้จะส่งผลไปในภพชาติหน้าอย่างไรคะ


* บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ คือ
๑. ให้ทาน ๒. รักษาศีล
๓. เจริญสมาธิภาวนา ๔. ประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน
๕. ขวนขวายในกิจที่ชอบ ๖. ให้ส่วนบุญ
๗. อนุโมทนาบุญ ๘. ฟังธรรม
๙. แสดงธรรม ๑๐. ปรับความเห็นให้ถูกต้อง

ที่นี่มีคำตอบ:
คนเราที่มีอายุยืน อายุสั้น ขึ้นอยู่กับว่า มีกรรมปาณาติบาตในอดีตมาหรือไม่ อย่างคนกินเหล้า บางคนก็อายุยืน บางคนก็อายุสั้น โดยสรุปถ้ามีกรรมปาณาติบาตมา จะกินหรือไม่กินมังสวิรัติ อายุก็สั้น แต่ถ้าไม่มีกรรมปาณาติบาต จะกินหรือไม่กินมังสวิรัติ อายุก็ยืน คนเราจะอายุยืนหรืออายุสั้น ขึ้นอยู่กับบาปกรรมปาณาติบาต ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องอาหาร


ส่วนจะได้บุญมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับว่า แม้จะกินมังสวิรัติหรือไม่กินมังสวิรัติก็ตาม หากกินแล้วได้ทำบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ* มากหรือน้อยเพียงใด ถ้าทำมาก ก็ได้บุญมาก ถ้าทำน้อยก็ได้บุญน้อย ภพชาติต่อไปจึงขึ้นอยู่กับทำบุญดังกล่าวมากหรือน้อย

เรื่องกินมังสวิรัติกับไม่มังสวิรัติ เป็นข้อถกเถียงกันมาตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล แต่ความเห็นส่วนตัวของครูไม่ใหญ่ จะกินหรือไม่กินก็แล้วแต่ ทำอย่างไรก็ได้ให้เราหมดกิเลสก็แล้วกัน ถ้ากินแล้วมีกำลัง ก็เอากำลังนั้นไปทำความเพียร ให้หมดกิเลสก็ดี หรือหากไม่กินมังสวิรัติ แต่ก็พยายามทำให้หมดกิเลส ก็ใช้ได้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็วางเป็นกลางๆ ไว้ เนื่องจากห้ามคนฆ่าสัตว์มันยาก คือ ถ้าห้ามได้ก็ดี แต่ความจริงมันห้ามได้ยาก เพราะคนฆ่าก็อยากจะฆ่า เพราะความโลภอยากได้เงิน รวมกับวิบากกรรมปาณาติบาตของสัตว์ตัวนั้น จึงต้องมาถูกเขาฆ่า มันเป็นเรื่องโลกแตก และอีกอย่าง เวลาในโลกมนุษย์มันสั้น ถ้ามัวแต่ห้ามกันเรื่องนี้ ก็หมดเวลา ไม่ต้องสอนเรื่องอื่นกัน เพราะมัวแต่จะเถียงกันไม่จบ

เพราะฉะนั้น ในเมื่อเราห้ามเขาฆ่าไม่ได้ ให้เลือกรับประทานเนื้อตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ คือ ไม่ได้เห็นเขาฆ่าเพื่อเรา ไม่ได้ยินว่าเขาฆ่าเพื่อเรา หรือสงสัยว่าเขาฆ่าเพื่อเรา เพราะฉะนั้น อย่าไปสงสัยซะก็หมดเรื่อง เสียทรัพย์ แต่อย่าเสียศีล เพราะเขาฆ่ามาแล้ว มันเป็นวิบากกรรมกันมา

อย่างครูไม่ใหญ่ เป็นสองอย่างเลย ตอนเป็นหนุ่ม ยังแข็งแรง ใครเอาอะไรมา ก็ฉันทั้งนั้น เอาผักมา ก็ฉันผัก เอาเนื้อมา ก็ฉันเนื้อ เอาแค่พอมีกำลัง แต่พออายุมากขึ้น ตอนนี้กินเจ แต่เจเขี่ย คือ เขาทำอาหารมา ก็จะมีทั้งผักทั้งเนื้อผสมกัน แต่ครูไม่ใหญ่จะเขี่ยเนื้อออก แล้วฉันแต่ผักกับน้ำ เพราะว่าระบบย่อยไม่ค่อยดีเหมือนตอนหนุ่มๆ กินเพื่อสุขภาพ ดังนั้น ครูไม่ใหญ่เป็นทั้งมังสวิรัติด้วย แล้วก็ไม่ใช่มังสวิรัติด้วย แต่ว่ามังสวิรัติไม่สมบูรณ์ ฉันแล้วมีกำลัง เราก็ทำความเพียรกันไป เพราะฉะนั้น เอาว่าอะไรก็ได้ที่มันถูกกับขันธ์ ธาตุ อายตนะของเรา แล้วทำให้การปฏิบัติธรรมได้ผลดี เราก็เอาอย่างนั้น

แต่ก็ให้ยึดหลักที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านวางเอาไว้ คือ ถ้าเป็นพระ จะฉันเนื้อ ให้เว้นเนื้อ ๑๐ อย่าง คือ เนื้อมนุษย์ เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้อสุนัข เนื้องู เนื้อราชสีห์ เนื้อเสือโคร่ง เนื้อเสือเหลือง เนื้อเสือดาว และเนื้อหมี ซึ่งล้วนแต่เป็นเนื้อสัตว์ร้ายๆ ทั้งนั้น ซึ่งเราไม่ค่อยจะเจอเท่าไร ส่วนใครที่รับประทานมังสวิรัติ ก็อย่าไปคิดว่า เราดีกว่าคนอื่น หรือเราไม่ได้รับประทาน เราก็อย่าไปคิดว่า เราด้อยกว่าคนอื่น มันจะเป็นเหตุให้ทะเลาะกัน จนกระทั่งหมดเวลาในเมืองมนุษย์ เอาเป็นว่าทำอย่างไรก็ได้ให้กำจัดกิเลสอาสวะให้หมดไปก็แล้วกัน

โดย คุณครูไม่ใหญ่
(ที่มา http://www.dmc.tv/pages/Answers_law_kamma/...นี่มีคำตอบ.html )


--------------------
ในอนาคตภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกายไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา
ภิกษุเถระก็จักเป็นผู้มักมาก มีความประพฤติย่อหย่อน เป็นหัวหน้าในความล่วงละเมิด ทอดธุระในความสงัด
จักไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ
ประชาชนรุ่นหลังก็จักถือเอาภิกษุเหล่านี้เป็นเยียงอย่าง เพราะเหตุดังนี้แล
การลบล้างวินัยย่อมมีการลบล้างธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภัยในอนาคตข้อที่5 นี้ซึ่งยังไม่บังเกิดในกาลบัดนี้
แต่จักบังเกิดในการต่อไป ภัยข้ออันนี้เธอทั้งหลายพึงรู้ไว้ ครั้นแล้วพึงพยายาม เพื่อละภัยนั้น
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ Oct 16 2010, 05:36 AM
โพสต์ #7


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



ถูกใจจริง ๆ และมากๆ

เพราะเวลาบอกใคร ๆว่าไม่กินเจออกจะรำคาญสายตา ที่เหมือนตำหนิเรายังไงไม่รู้
แต่หลวงพ่อชา ช่วยไว้ทุกทีเมื่อนึกถึงอีตาดั๊กลาส เล่าให้ฟังเรื่องทานเนื้อวัว
ทุกวันนี้ก็ยังไม่เลิกทานเนื้อ ออกจะชอบเอามากๆ
ที่โปรดที่สุดเนื้อเค็มสี่แยกบ้านแขก(กิโลละ300ยังไม่ทอด)
เบอร์เกอร์เนื้อ wub.gif ของโชคชัยซาเต็ก ใครผ่านซื้อมาฝากด้วย
ว่าแล้ววันนี้ไปหม่ำ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัดดงฯ ระลึกถึงซะหน่อย
เมื่อวานทาน ก๋วยเตี๋ยวเนื้อแถวนี้ ไม่แซบเลย sad.gif


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
superlight
โพสต์ Oct 16 2010, 06:57 AM
โพสต์ #8


คุณหลวง
**

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 89
เป็นสมาชิกเมื่อ : 6-July 09
หมายเลขสมาชิก : 88



ความเชื่อและประเภทของนักมังสวิรัติ
ความเชื่อเบื้องหลังการกินอาหารมังสวิรัติมีต่างๆกัน และทำให้การกินมังสวิรัติแตกต่างกันออกไปหลายพวก

ความเชื่อเบื้องหลังในการกินอาหารมังสวิรัติในปัจจุบัน

คนที่กินอาหารมังสวิรัติแต่เดิมนั้น มักเป็นความเชื่อที่มาจากลัทธิหรือศาสนาที่มองว่า
คนและสัตว์เป็นเพื่อนร่วมโลกกัน ไม่ควรเบียดเบียนกัน
การเอาสัตว์มาฆ่าและกินเนื้อเป็นสิ่งที่เลวทราม ผิดบาป
เพราะสัตว์ทุกตัวก็รักชีวิตตนเองทั้งสิ้น
จึงควรอยู่ร่วมโลกกันอย่างสันติ
ช่วยเหลือเกื้อกูลกันดีกว่าเบียดเบียนกัน

อาหารมังสวิรัติ ก็ต้องเป็นอาหารที่งดเว้นจากเนื้อสัตว์ทั้งหมดทุกชนิด
แม้สิ่งที่ทำมาจากเนื้อสัตว์หรือมาจากสัตว์ก็ไม่กิน
เช่น ไข่ของสัตว์ก็กินไม่ได้เพราะเป็นลูกของสัตว์ เป็นชีวิตๆ หนึ่งเช่นกัน
ด้วยการตีความว่าเป็นชีวิตนั่นเอง

แต่ในปัจจุบัน การกินอาหารมังสวิรัติได้มีความเชื่อแตกต่างกันไป
การตีความคำว่า “เนื้อสัตว์” ก็แตกต่างออกไป
เพราะมาจากความเชื่อที่ต่างกันนั่นเอง

ประเภทต่างๆของนักมังสวิรัติ

คนที่กินมังสวิรัติมีอยู่หลายประเภท แต่สรุปได้ก็มีสองพวกเท่านั้นคือ

1. กินมังสวิรัติเพราะกลัวผู้อื่นตาย

2. กินมังสวิรัติเพราะกลัวตัวเองตาย


พวกที่กินมังสวิรัติเพราะกลัวผู้อื่นตาย ได้แก่ พวกที่นับถือศาสนาหรือความเชื่อดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
หรือเป็นพวกที่รักสัตว์ เป็นพวกที่เห็นชีวิตอื่นมีค่าเท่ากับชีวิตตนเอง
พวกนี้กินแต่พืชผักเท่านั้น ไม่กินไข่หรือผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์
หรือสิ่งใดที่ทำมาจากสัตว์ซึ่งทำให้สัตว์ตาย
แต่ก็มีคนบางพวกตะแบงว่า ไข่ที่ไม่มีเชื้อของตัวผู้กินได้ ไม่บาป
เพราะไม่มีชีวิต ฟักไม่เป็นตัว หรือที่เรียกว่า ไข่ลม
โดยตีความคำว่าชีวิตแบบเข้าข้างตัวเอง

พวกที่กินมังสวิรัติเพราะกลัวตัวเองตาย คือ พวกที่รักสุขภาพของตนเอง
ต้องการความแข็งแรงของร่างกาย ความมีสุขภาพพลานามัยดีของตนเอง
ไม่สนใจความเป็นความตายของสัตว์อื่นแต่อย่างใด
กินเพราะเชื่อว่าเนื้อสัตว์มีพิษ เป็นสิ่งไม่ดี ทำให้แก่เร็ว อายุสั้น โรคภัยเบียดเบียน
หรือบางพวกก็กินเพราะถูกห้ามเนื่องจากเนื้อสัตว์จะทำให้โรคที่เป็นอยู่กำเริบ เช่น พวกที่เป็นมะเร็ง เป็นต้น

คนพวกนี้มักจะยังกินไข่ เพราะไม่ถือว่าไข่คือ เนื้อสัตว์และมีคุณค่าทางอาหารมาก
และยังกินผลิตภัณฑ์บางอย่างที่ทำมาจากสัตว์อยู่
นอกจากบางพวกยังกินไข่อยู่บ้างแล้ว ก็ยังมีความเชื่อแปลกๆ มาอีกประเภทหนึ่งว่า
กินสัตว์เนื้อขาว เช่น ปลาหรือปลาหมึกได้
ยิ่งบ้าบอผิดเพี้ยนไปกันใหญ่

แต่ถ้าจะแบ่งให้ครบครัน
นักมังสวิรัติในโลกนี้จึงแบ่งได้เป็นพวกๆ ตามความเชื่อ ตามความต้องการของการกิน และการตีความได้ดังนี้

1. พวกกินแต่พืชผัก ไม่กินผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำปลา กะปิ น้ำมันหอย ฯลฯ ไม่กินไข่ ไม่กินนม

2. พวกกินพืชผักเหมือนพวกแรกและยังกินนมอยู่ แต่ไม่กินไข่

3. พวกที่กินพืชผักและกินไข่ กินนมด้วย

4. พวกที่กินพืชผัก กินไข่ กินนม และยังกินผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำมาจากสัตว์ เช่น น้ำมันหอย กะปิ น้ำปลา
โดยมากเป็นผู้เริ่มต้นกินมังสวิรัติหรือผู้ที่ไม่เคร่งครัดนัก หรือที่เรียกกันว่า เจเขี่ยนั่นเอง

http://www.nemita.com/index.php?option=com...&Itemid=102
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Oct 5 2011, 04:59 AM
โพสต์ #9


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



คำเตือน

ก่อนดู..ถามตัวเองเสียก่อนว่าใจแข็งพอหรือไม่
(คนที่แค่กินเจตามแฟชั่น อาจตัดสินใจกินเจตลอดชาติเพราะคลิปนี้)




--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



RSS ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 26th January 2020 - 10:11 PM