IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

พระอาจารย์จี้กง
now
โพสต์ Sep 25 2009, 09:32 AM
โพสต์ #1


ท่านขุน
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 29
เป็นสมาชิกเมื่อ : 8-July 09
จาก : ท่าน้ำพรานนก
หมายเลขสมาชิก : 91




พระอาจารย์จี้กง


ไฟล์ที่แนบมา  IMG_0149_resize.jpg ( 47.82กิโลไบต์ ) จำนวนการดาวน์โหลด: 12
ไฟล์ที่แนบมา  IMG_0150_resize.jpg ( 43.63กิโลไบต์ ) จำนวนการดาวน์โหลด: 8


ไฟล์ที่แนบมา  IMG_0151_resize.jpg ( 56.22กิโลไบต์ ) จำนวนการดาวน์โหลด: 7


laugh.gif ใครหนอ คนใจดีมาใส่ภาพ พระหายาก ให้ผม ขอบพระคุณครับ laugh.gif



ผมรู้จักนับถือกันกับคุณธำรง ปัทมภาส มานานพอสมควร แต่ไม่เคยรู้ว่าคุณธำรง มีชื่อเล่นว่า มิ้งค์

"คนเข้าทรงที่มีคุณภาพที่สุดในเวลานี้คือเฮียมิ้งค์" ท่านเมี่ยง วรมันว่า

"ไม่จริ๊ง ไม่จริง" ผมเถียง "คนเข้าทรงที่ผมเห็นว่าพอจะเชื่อถือได้คือคุณธำรง"

"สู้เฮียมิ้งค์ของผมไม่ได้หรอก"ท่านเมี่ยงไม่ยอม

"เฮียมิ้ง เฮียเม้งอะไรผมไม่รู้จัก ถ้าจะต้องสู้กันเป็นอันเสร็จคุณธำรงแน่" ผมไม่ยอม

เรื่องของเรื่องก็คือ ท่านเมี่ยง วรมัน ก็ไม่เคยรู้จักว่าเฮียมิ้งค์มีชื่อจริงว่า ธำรง

ทีหลังความจริงปรากฏ ทั้งผม ทั้งท่านเมี่ยงหัวเราะเกือบตาย

คุณธำรง ปัทมภาส หรือเฮียมิ้งค์ เป็นร่างทรงของท่านอาจารย์จี้กง อยู่ที่สมาคมเผยแพร่คุณธรรม "เต็กก่า" จีจินเกาะ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่ซอยวัดทองนพคุณ ถนนสมเด็จเจ้าพระยา คลองสาน

ใครไม่รู้จักว่าอยู่ที่ไหน ให้หาโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาฯ ปากคลองสานให้เจอ ก็จะหาซอยวัดทองนพคุณได้ไม่ยาก

คุณธำรงจะเริ่มเป็นร่างทรงมาแต่ไหนไม่ทราบ คงทราบแต่ว่า แม้วิหารเซียนของอาจารย์สง่า ที่ชลบุรี ก็ได้เชิญคุณธำรงไปเข้าทรงท่านลื่อโจ๊ว และเซียนต่างๆอีกหลายองค์เป็นประจำ

ข้อที่น่าสังเกตุก็คือว่า เมื่อเวลาคุณธำรงเข้าทรงท่านอาจารย์จี้กงจะกินเหล้า ไม่เลือกว่าจะต้องเป็นเหล้าชนิดไหน แล้วแต่ลูกศิษย์จะหามาถวาย ไม่ได้กินแต่น้อยหรือแค่จิบ เรียกว่าตลอดเวลาที่เข้าทรงครั้งละหลายชั่วโมง กินเหล้าทุกระยะ กระทั่งคอแข็งๆเห็นแล้วยังต้องส่ายหน้าบอกว่า ถ้าตนกินเหล้าขนาดนั้นมีหวังหงายท้อง แต่แปลกที่เมื่อออกจากเข้าทรงแล้ว คุณธำรงดูปกติดี ไม่มีอาการเมามาย หรือได้ผ่านการกินเหล้ามาก่อนแต่อย่างใด

ท่านอาจารย์จี้กง เป็นภิกษุที่อายุอยู่เมื่อ 800 กว่าปีมาแล้ว เกิดอยู่ที่ตำบลเทียนไท้ อำเภอไตโจว จังหวัดเชอเจียง ประเทศจีน เข้าใจว่าทุกวันนี้จะเป็นเมืองหังโจวหรือเปล่าไม่ทราบ เพราะว่าวัดหลงหยิ่น ที่ท่านบวชและพำนักอยู่แต่เบื้องต้นกับวัดจิ้งฉือ ที่ท่านมรณภาพก็อยู่ในเมืงหังโจว ทั้ง 2 วัดนี้ผมเคยไปมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน เสียแต่ว่าขณะที่ไปนั้น ผมไม่รู้ว่าเป็นวัดของท่านอาจารย์จี้กง

สมัยที่ท่านอาจารย์จี้กงยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านมีชื่อเสียงระบือไกลแล้ว คนเชื่อถือว่าท่านมีความสามารถหลายแนว ทั้งเจ้าปัญญา เจ้าบทเจ้ากลอน และมีอภินิหารแบบที่ชาวสวนขลังชอบนักชอบหนา จึงเป็นที่เคารพทั่วไป แต่ว่าท่านก็เป็นคนที่มีอารมณ์ผันแปรไม่แน่นอน ใช้ชีวิตแบบอิสระเต็มที่ ไม่อยู่ในระเบียบหรือวินัย กินทั้งเนื้อสัตว์และเหล้า วันๆเดินท่อมๆพร้อมกับโบกพัดขาดๆเก่าๆ คนเขาจึงเห็นว่าท่านเป็นพระบ้า แต่เห็นเช่นนั้นแล้วก็ให้ความนับถือท่านด้วยเพราะว่า ท่านเป็นผู้มีเมตตากรุณาธิคุณไม่มีประมาณ ชอบช่วยเหลือคนทุกข์ทั้งหลาย คนยากคนจน คนเจ็บป่วย ผู้ถูกกดขี่

ตลอดชีวิตของท่านก็ทำแต่เรื่องแก้ทุกข์ให้มวลชน จนแม้ทุกวันนี้ท่านกลายเป็นเสมือนเทพอีกองค์หนึ่งที่คนยุคปัจจุบันยังเคารพกราบไหว้ ท่านยังช่วยสงเคราะห์ผู้คน โดยผ่านร่างทรงของคุณธำรงอยู่แทบทุกวัน

เพราะเหตุที่ท่านอาจารย์จี้กงชอบกินเหล้า และเจ้าบทเจ้ากลอน ดังนั้นเวลาเข้าทรงบุคลิกนี้จึงเห็นได้เด่นชัด คือลูกศิษย์ถวายเหล้าเมื่อไหร่ก็จะรับ และซดรวดเดียวหมดจอก และโต้ตอบผู้คนด้วยบทกลอน ทั้งภาษาจีนและภาษาไทย

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2544 ผมได้พบคุณธำรงที่วัดหลวง จังหวัดอุบลฯ และได้เห็นการเข้าทรงของคุณธำรงเป็นครั้งแรก ก็มีความประทับใจเกิดขึ้น คือท่านอาจารย์จี้กงได้เขียนกลอนกระทู้ผ่านร่างทรงของคุณธฎรงให้ผมโดยเฉพาะ กลอนนั้นว่าอย่างนี้

อำ นาจธรรมเข้มขลังกว่าอำนาจใด

พล กำลังอันยิ่งใหญ่จากใจหนอ

เจน จบระบบรู้ยังไม่พอ

จง ขวนขวายอย่ารีรอเร่งบำเพ็ญ

เห็น เป็นเพียงมายาภาพฉาบสมมุติ

จริง กับเท็จ คือจุดร่วมควรชัดเห็น

ทุก ทุกอย่างล้วนว่างเปล่าดังเงาเพ็ญ

สรรพ ชีวิตจึงอยู่เป็นเช่นธรรมดา

สิ่ง ทั้งหลายคล้ายหมอกควันพลันจางหาย

ทิ้ง การเกิดละการตายไร้กังขา

ผ่าน ชีวิตพึงตั้งจิตพิจารณา

ไป ให้พ้นอวิชชาพาเบิกบาน

***************
กลอนที่เห็นนี้เป็นกลอนสด ใช่จะแอบแต่งเอาไว้ก่อนก็หาไม่ เพราะถ้าจะแอบแต่งเอาไว้ล่วงหน้า เห็นจะจำกันไม่หวาดไหว เพราะว่ามากมายเหลือคณา ใครถามอะไรก็ตอบเป็นกลอนทุกคราวไป จะรู้ล่วงหน้าหรือว่าใครจะถามอะไร นี่ก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจอีกข้อหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกนับถือจริงๆ

ผมเคยถามคุณธำรงว่า เวลาเข้าทรงนั้น คุณธำรงรู้สึกอย่างไร คุณธำรงบอกว่า คล้ายๆกับเข้าสมาธิ ซึ่งผมคิดไม่ออกว่าเป็นสมาธิแบบใด คุณธำรงก็กรุณาอธิบายเรื่องการเข้าทรงให้ผมทราบพอประมาณดังนี้

การเข้าทรงมี 2 แบบ

แชกี ร่างทรงยังจะพอรู้ตัวอยู่บ้าง สามารถเคลื่อนไหวแต่บังคับตัวเองไม่ได้ แล้วแต่ว่าไม้หลิวที่ร่างทรงจับไว้ในมือจะพาไป

จุ้ยกี ร่างทรงจะเหมือนหลับไปเลย ไม่รู้ตัวว่าได้ทำอะไรไปบ้าง

การเข้าทรงของจีนนั้น จะต้องมีไม้หลิวศักดิ์สิทธิ์เป็นอุปกรณ์สำคัญ ลักษณะไม้หลิวก็เป็นง่ามจับ 2 อัน คนเข้าทรงจับด้ามหนึ่ง ผู้ช่วยจับอีกด้ามหนึ่ง ใครเคยไปร่วมงานพิธีล้างป่าช้า จะรู้จักไม้หลิว ที่ร่างทรง 2 คนวิ่งถือไม้ไปชี้จุดที่มีศพฝังเป็นอย่างดี ใครไม่รู้จักก็เห็นจะต้องหาโอกาสไปดูที่สมาคมฯจีจินเกาะด้วยตัวเองจะเข้าใจ

นอกจากไม้หลิวเป็นอุปกรณ์สำคัญแล้ว ในกรณีของคูณธำรงจะมีกระบะไม้ ที่พื้นกระบะเป็นแผ่นทองเหลือง เอาไว้สำหรับให้ไม้หลิววิ่งเป็นตัวหนังสือ สมัยก่อนใช้กระบะทราย ทุกวันนี้พัฒนามาให้สะดวกขึ้น คือกลายเป็นกระบะทองเหลือง

ท่านอาจารย์จี้กงเมื่อเข้าทรงจะไม่พูดโต้ตอบกับคนด้วยวาจา แต่จะโต้ตอบด้วยการเขียนหนังสือ ซึ่งต้องอาศัยล่าม หรือคนอ่านตัวหนังสือที่คุณธำรงเขียนคนหนึ่ง และต้องมีคนจดข้อความอีกคนหนึ่ง

นัยว่าการเข้าทรงแบบที่มีไม้หลิวนี้จะน่าศรัทธากว่าแบบอื่น

หลังจากได้พบคุณธำรงเป็นครั้งแรกแล้ว ไม่นานเดือนต่อมา ดูเหมือนจะเป็นวันที่ 19 มกราคม 2545 ก็ได้พบกับคุณธำรงอีกเป็นครั้งที่ 2 ที่วัดแก่งตอย อ.ดอนมดแดง จ.อุบลฯ การเข้าทรงที่นี่มีเรื่องแปลกซึ่งจะได้เล่ากันต่อไป

คุณธำรงกับคณะญาติธรรมของสมาคมฯจีจินเกาะ และจีตัมเกาะ (อุบลฯ) รวมทั้งชมรมศิษย์พระอรหันต์จี้กง(อุบลฯ) ก็มาร่วมกันเพื่อบริจาคทานแก่คนยากไร้ ในละแวกนั้นหลายคน ซึ่งถือว่าเป็นการบำเพ็ญบุญทานตามปกติของสมาคมที่จัดขึ้นบ่อยๆตลอดปี

ในการเข้าทรงที่วัดแก่งตอย ท่านอาจารย์จี้กงได้เล่าเรื่องวัดแก่งตอยในรูปแบบของกลอนแปดซึ่งค่อนข้างยาว ผมจึงไม่นำมาลง แต่จะจับเอาเนื้อหาใจความสำคัญ 2 - 3 แง่มาให้พิจารณาดู

อย่างแรกท่านอาจารย์จี้กงบอกว่า เดิมวัดแก่งตอยเป็นสถานที่ซึ่งกษัตริย์ขอมโบราณ ใช้เป็นที่พักทัพระหว่างเดินทาง

อย่างที่ 2 บอกว่าเคยมีเจดีย์สีทององค์หนึ่งกลางวัดแก่งตอย

อย่างที่ 3 บอกว่าในอดีตที่นี่มีมโหรีเภรีกลอง


ท่านอาจารย์เวท เจ้าอาวาสวัดแก่งตอย ในขณะนั้นรับว่าจริงทุกประการ โดยเฉพาะเรื่องเสียงกลองในวัดแก่งตอย คุณธำรงไม่น่าจะทราบว่ามี คนแก่ 80 - 90 ปีเท่านั้นจึงจะพอรู้เรื่องนี้

เสียงกลองนี่จะดังระงมเป็นประเพณี ที่เกิดจากการแข่งตีกลอง คนอีสานเรียกว่า "เส็งกลอง" เพื่อถวายเทพเทวดา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัด ที่เขาลือว่าชอบเสียงกลองเป็นพิเศษ แม้ว่าทุกวันนี้จะไม่มีเสงกลองแล้ว แต่คำเล่าขานยังพอมีให้ได้ยิน

คุณธำรงคงไม่มีเวลาแอบมาสืบสาวราวเรื่องล่วงหน้าเป็นแน่แท้ เพราะว่าแม้ผมเอง หรือชาวบ้านละแวกวัดยังหาตัวผู้รู้ได้ยากมาก

ระหว่างการเข้าทรงซึ่งใช้เวลานานชั่วโมงนั้น ท่านอาจารย์ได้ลุกออกไปนอกศาลาที่กำลังเข้าทรง เพื่อไปดูการก่อสร้างกุฏิถวายหลวงปู่คำพันธ์

ลูกศิษย์ที่อยู่ตรงบริเวณก่อสร้างก็ปรารภว่า "ร่างทรงกินเหล้าไปด้วย มันยังไงอยู่นา ไม่รู้ว่าร่างทรงอยากจะกินเหล้าเอง หรือท่านอาจารย์จี้กงกินเองก็ไม่ทราบ"

เมื่อท่านอาจารย์เวทกลับเข้ามาในศาลา คุณธำรงก็ถามท่านอาจารย์เวทเป็นบทกลอนทันที

พระ จี้กงกินเหล้าผิดศีลไหม

เวทย์ มนต์ไซร้ล้วนจากใจใช่อื่นหนอ

จง มีธรรมเพียงคืบใจเท่านั้นพอ

จำ ไว้เถิดรู้เล่นล้อกับโลกธรรม


นับว่าแปลกมากที่ท่านทำเหมือนรู้ว่าใครจะแอบนินทาเป็นไม่ได้

โปรดสังเกตุตรงบาทสี่ "จำไว้เถิดรู้เล่นล้อกับโลกธรรม" นับว่าลึกซึ้งมาก

โลกธรรมทั้ง 8 ซึ่งก็คือ มีสรรเสริญ ย่อมมีนินทารวมอยู่ด้วย

ต่อจากนั้นท่านก็เขียนกลอนให้ผมอีกเป็นครั้งที่ 2 กลอนนั้นมี 2 บทดังนี้

อำ นวยชัยให้ประสบพบวิถี

พล กำลังจงมากมีอย่าเฉไฉ

ศิษย์ ตระหนักชัดแจ้งเห็นแทงใจ

ข้า จี้กงบ้าใบ้ใช่แท้จริง

เริง รื่นไปกับความไม่เที่ยง

ร่า อารมณ์เป็นแต่เพียงเล่นสุงสิง

ใน วิถีสู่ความเห็นแจ้งจริง


ธรรม ทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้แค่ผ่านเลย

ถึงตรงนี้ผมเข้าใจในทันใดว่า ท่านอาจารย์จี้กงท่านรับผมเป็นศิษย์ หรือจะเห็นผมเป็นศิษย์อยู่แล้วนั่นเอง จึงเมตตากรุณาให้ข้อคิดทางธรรมไว้พอประมาณ

จะว่าไปแล้วผมชักอยากแต่งกลอนซะแล้วซี

มีครูเป็นอาจารย์กลอนขนาดนี้ใครบ้างจะไม่อยากหัด

เมื่อจะทึกทักเอาตัวเองเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์จี้กง ก็จะต้องพูดถึงงานชิ้นหนึ่งที่ได้ทำเอาไว้นั่นคือ รูปเหมือนท่านอาจารย์จี้กง เนื้อผงลอยองค์ ขนาดแขวนสร้อยคอได้

เรื่องของเรื่องนั้น เกิดจากคุณธำรงได้ว่าจ้างให้ผมทำขึ้นเป็นจำนวน 60 องค์ ด้วยผงสำคัญที่ได้รวบรวมมาทั่วโลก โดยเฉพาะผงธูปจากเมืองจีนในวัดของท่านอาจารย์จี้กงเอง

ไหนๆก็ไหนๆจะขอโอกาสบันทึกเอาไว้เป็นพระอีกรุ่นที่หลวงปู่คำพันธ์ โฆษปัญโญ ได้อธิฐานจิตปลุกเสกไว้อีกรุ่น ที่ใช่แต่จะเป็นของน่าสนใจในหมู่ลูกศิษย์ผู้นิยมการสะสม ก็ยังเป็นของที่ทั้งคุณธำรงและผมภูมิใจอีกด้วย

รูปท่านอาจารย์จี้กงนี้สร้างและเสกตั้งแต่ราวๆปี2540คงจะกลายเป็นของหายากไปแล้ว

เมื่อได้พูดถึงรูปเหมือนท่านอาจารย์จี้กงแล้วก็รู้สึกเหมือนตัวเองหมดภาระ โล่งใจเบาตัวบอกไม่ถก

ตบท้ายด้วยบทกลอนอำลาของท่านอาจารย์จี้กงสักบท เผื่อเอาไว้คราวหน้า จะได้กลับมาคุยเรื่องของท่านกันอีก

เต๋า คือทางย่ำย่างหว่างวิถี

จี้ มนุษย์ให้ทำดีมีกุศล

ไป สู่ทางสงบเย็นเห็นกมล

แล้ว จะพ้นวงวัฏฏ์ไปไม่กลับมา





................................................................................
.......งานเขียนของอาอำพล เจน
........จากหนังสือศักดิ์สิทธิ์ฉบับที่ 532 วันที่ 1 มีนาคม 2548
.........พิมพ์โดย...คุณพริกไท....


ปล. ไปเอามาจาก สวนขลังขอรับชอบ ๆ ชอบกลอนครับคุณอา


--------------------

"YOU'LL NEVER WALK ALONE"
Go to the top of the page
 
+Quote Post
2 หน้า V   1 2 >  
Start new topic
คำตอบ (1 - 19)
rungrong
โพสต์ Oct 7 2009, 05:26 AM
โพสต์ #2


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14




รู้สึกเคารพในองค์ท่านพระอาจารย์จี้กง และวิถีคิดพิจารณาธรรมของท่านมากค่ะ

มีคนชอบอ่านเรื่องของท่านพระอาจารย์จี้กงเช่นเดียวกับคุณ ทอพ เอ๊ย..คุณ now ไม่น้อยเลย

รวมทั้งที่กลับมาอ่านแล้วอ่านอีก ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยกันเผยแพร่งานเขียนชิ้นนี้ของคุณอำพลนะคะ ดีมาก มาก ถึงมากที่สุด

(อ่านแล้วอ่านอีก)




--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
now
โพสต์ Oct 7 2009, 11:37 AM
โพสต์ #3


ท่านขุน
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 29
เป็นสมาชิกเมื่อ : 8-July 09
จาก : ท่าน้ำพรานนก
หมายเลขสมาชิก : 91




พระวจนพระพุทธจี้กง

ไฟล์ที่แนบมา  jigong__3.jpg ( 122.5กิโลไบต์ ) จำนวนการดาวน์โหลด: 5

"สนทนาถึงความอยากที่ถูกต้อง และการบำเพ็ญกุศล"
ความอยากแบ่งเป็นความอยากที่ถูกต้อง และความอยากของมนุษย์
กุศลแบ่งเป็นกุศลชั้นสูง กุศลชั้นกลาง กุศลชั้นต่ำ
ผู้บำเพ็ญธรรมควรรู้แยกแยะดังต่อไปนี้

laugh.gif ด้านความอยากที่ถูกต้อง

1. ผู้บำเพ็ญธรรม
ต้องลดซึ่งตัณหาความอยาก
ทำจิตใจให้สงบ ไม่คิดฟุ้งซ่าน แก้ไขความชั่ว กระทำความดี
พระพุทธะได้รู้แจ้งด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้
ส่วนเวไนยไม่สามารถตัดซึ่งตัณหาความอยาก
ไม่ทำจิตให้สงบ คิดฟุ้งซ่าน
ไม่แก้ไขความชั่ว
ไม่กระทำความดี จึงถูกขนาดนามว่า "ผู้หลง"
... แท้จริงแล้วปุถุชน เหตุเพราะลุ่มหลงจึงเป็นปุถุชน หากรู้แจ้งก็คือพุทธะ
... หากใจยึดติดกับภาวะคือความทุกข์กังวล หากใจออกห่างจากภาวะคือโพธิ

แปรพิษทั้ง 3 เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา

ความโลภของกาย ... ให้ถือศีล
ความโกรธของใจ ... ให้ถือสมาธิ
ความหลงของจิต ... ให้ถือปัญญา


... กัลยาณชนอยู่เหนือความอยากของมนุษย์ ทุรชนมากด้วยความอยากของมนุษย์
... ความเห็นแก่ตัวคือฝ้าที่บดบังจิตมโนธรรม เป็นสิ่งที่บดบังใจให้ลุ่มหลง ประดุจทางสู่ประตูนรก

2. หากมนุษย์มีความอยาก
จิตใจจะคับแคบ ไร้ซึ่งความอยากจิตใจจะกว้างขวาง
... หากภายในจิตใจมีความอยากจักมีแต่ความทุกข์กังวล ไร้ความอยากก็จะสงบ
... หากภายในใจคนมีความอยากจักอันตราย ไร้ความอยากจะสงบสุข
... อารมณ์ของคนมีความอยากจักอ่อนแอ ไร้ความอยากจะเข้มแข็ง เพราะฉะนั้น


... อริยะไร้ซึ่งความอยาก (นิพพาน)
... เมธีไร้ซึ่งความอยาก (อรูปภูมิ)
... ปุถุชนมีความอยาก (รูปภูมิ)
... คนเขลาเต็มไปด้วยความอยาก (นรกภูมิ)

ผู้ที่เข้มแข็งแท้จริง คือ ผู้ที่สามารถเอาชนะ ความอยาก และความเห็นแก่ตัวของตน มิใช่การเอาชนะผู้อื่น

3. บาป คือ การที่ไม่พ้นจากการมีตัณหา ความอยาก
... ภัย คือ การที่ไม่พ้นจากการไม่รู้จักพอ
... แท้จริงพระพุทธะกับปุถุชนต่างก็มีความอยากแตกต่างกัน
เพียงความอยากที่เป็นกุศลกับความอยากของมนุษย์
... ตัวของความอยากไม่มีดีหรือเลว อยู่ที่ใจของพวกเจ้าจะใช้มันอย่างไร
ประดุจกำปั้นอาจจะทำร้ายคนได้ และอาจจะทำประโยชน์ เช่น ทุบให้หายเมื่อยได้

4. ความอยากของอริยะเมธี
... ขงจื้อกล่าวว่า "ตนต้องยืนหยัดในตน ถึงจะช่วยผู้อื่นให้ยืนหยัด ตนต้องกระทำให้สำเร็จ ถึงจะช่วยผู้อื่นให้สำเร็จ ตนต้องมีใจการุณย์ ถึงจะช่วยผู้อื่นให้มีใจการุณย์"
... เม่งจื้อกล่าวว่า "ความอยากในการทำความดี คือ ความอยากอันเป็นกุศล"

5. ความอยากขอปุถุชน
ร่ำรวย มั่งมี ลาภยศ ชื่อเสียง ... คือ ความอยากของปุถุชน

6. พุทธอริยะกับปุถุชน
ต่างก็มีความอยากแต่ปุถุชนอยากที่จะแย่งชิงผลประโยชน์ ทำร้ายผู้อื่น พุทธอริยะอยากที่จะสร้างสมความดี เห็นความดีมิอาจถอยหนี นี้คือความแตกต่างระหว่างอริยะกับปุถุชน

อันว่า
... ผู้ที่ชอบแก่งแย่ง คือ ผู้มีใจอ่อนแอ
... ผู้ที่ชอบแก่งแย่งความร่ำรวย คือ ผู้ที่มีจิตใจ ยากจน
... ผู้ที่ชอบแก่งแย่งอำนาจ คือ ผู้มีใจวุ่นวาย
... ผู้ที่ชอบทำความดี คือ ผู้ที่มีจิตใจเป็นสุขตลอดกาล

biggrin.gif ด้านการบำเพ็ญกุศล

1. ผู้บำเพ็ญธรรม
ควรละทิ้งซึ่งกรรมชั่วปฏิบัติกรรมดี อะไรคือกรรมดี?
... การทำใจตนให้เที่ยงตรง ก็คือ พื้นฐานของการทำกรรมดี
... การมีใจกตัญญูจงรักภักดี ก็คือ กรรมดีที่ควรกระทำ
... การมีใจศรัทธา สัจจะ คุณธรรม ก็คือการทำกรรมดีในการดำรงชีวิต
... การช่วยเหลือผู้อื่น ก็คือการทำกรรมดีด้านความเมตตากรุณา
... การบริจาคทานช่วยเหลือคน ก็คือ การทำกรรมดีด้านทานบารมี


2. ความร่ำรวยที่แท้จริง
คือ การเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมภายใน
... ความสูงศักดิ์ที่แท้จริง คือ การบำเพ็ญกุศล เสียสละด้วยความยินดี
หากเป็นได้เช่นนี้ ไม่เพียงแต่ให้ประโยชน์แก่ผู้อื่น ยังเป็นผลดีต่อตนเองด้วย
อันว่า การแบ่งปันช่วยเหลือ ตนแบ่งปันให้ผู้อื่นมากเท่าไหร่ ตนก็ยิ่งได้รับมากเท่านั้น

(จุดมุ่งหมายในภายภาคหน้า)
ต่อจากนี้ไปจะต้องฝึกจิต บำเพ็ญใจ รักษาใจ หล่อเลี้ยงธรรมญาณ

การฝึกฝนบำเพ็ญใจ
... อดทนต่อความทุกข์
... อนทนต่อการถูกเหยียบหยาม
... อนทนต่อการโมโหโกรธา
... อนทนต่อการแข็งข้อ
... อนทนต่อการถูกประณาม

การรักษาใจหล่อเลี้ยงจิต
... อดทนต่อความลำบาก
... อดทนต่อการถูกอาฆาต
... อดทนในเรื่องการงาน
... อดทนในเรื่องของบุคคล
... อดทนต่อความยุ่งยาก

การตอบแทนบุญคุณเบื้องบนที่ดีที่สุด คือ การช่วยเหลือคน ช่วยเหลือสังคม
การตอบแทนบุญคุณอาจารย์ที่ดีที่สุด คือ การได้อบรมสั่งสอนคนรุ่นหลัง

ผมไปหยิบของคุณ marty ~ board.palungjit.com มาครับ


--------------------

"YOU'LL NEVER WALK ALONE"
Go to the top of the page
 
+Quote Post
now
โพสต์ Oct 9 2009, 07:34 PM
โพสต์ #4


ท่านขุน
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 29
เป็นสมาชิกเมื่อ : 8-July 09
จาก : ท่าน้ำพรานนก
หมายเลขสมาชิก : 91





พระจี้กง ถูกจัดเป็น อรหันต์ (罗汉)
แต่เป็นพระอรหันต์ที่แปลกประหลาดเสียจนผู้คนงุนงง
จนผู้คนให้ฉายานามว่า พระบ้า หรือ
พระเพี้ยน (疯和尚)
สาเหตุก็ คือ จี้กงเป็นพระที่รับประทานเนื้อสัตว์ ดื่มสุราอยู่เป็นนิจ
นอกจากนี้ยังลักษณะท่าทางยังปราศซึ่งความสำรวม ผิดแผกกับ พระสงฆ์ทั่วไปโดยสิ้นเชิง


อย่างไรก็ตาม 'เปลือกนอก' กับ 'เนื้อใน' หรือ [b]'สิ่งที่เห็น' กับ 'สิ่งที่เป็น' นั้น
บางครั้งก็มิใช่เรื่องเดียวกันเสียหมด อรหันต์จี้กง ก็ถือเป็นหนึ่งในข้อยกเว้นนั้น[/b]


จี้กง (济公) หรือ จี้เตียน (济颠) มีตัวตนอยู่จริงในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ปกครองประเทศจีน
โดยใช้ชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.1148-1209 เดิมแซ่หลี่ นามซินหย่วน (李心远)

นอกจากนี้ยังมีนามอื่นๆ อีก เช่น หูหยิ่น (湖隐) และ ฟังหยวนโส่ว (方圆叟)
เกิดที่ หมู่บ้านหย่งหนิง ตำบลเทียนไถ มณฑลเจ้อเจียง ในตระกูลของผู้มีอันจะกิน*


อย่างไรก็ตามหลังจาก บิดา-มารดา เสียชีวิต จี้กงก็ตัดสินใจละทางโลก สละเพศฆราวาส
ออกบวชที่
วัดหลิงอิ่น (灵隐寺) แห่งเมืองหางโจว โดยได้ฉายานามว่า เต้าจี้ (道济)
ทั้งนี้เต้าจี้ได้รับการอุปสมบทโดยมีพระสงฆ์ผู้มีชื่อเสียงในเวลานั้น คือ พระอาจารย์ฮุ้ยหย่วน


--------------------

"YOU'LL NEVER WALK ALONE"
Go to the top of the page
 
+Quote Post
now
โพสต์ Oct 9 2009, 07:36 PM
โพสต์ #5


ท่านขุน
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 29
เป็นสมาชิกเมื่อ : 8-July 09
จาก : ท่าน้ำพรานนก
หมายเลขสมาชิก : 91





[color="#006400"]
หลังจากจี้กงออกบวช และ ต่อมาก็ออกลายมีพฤติกรรมพิเรนทร์ผิดกับพระทั่วไป
จนเป็นที่ติฉินนินทาของพระสงฆ์รูปอื่นๆ แต่ด้าน พระอาจารย์ กลับทราบดีว่า
แม้ภายนอกจี้กงจะมีกิริยาไม่สำรวม ผิดกับพระทั่วไป ทั้งผิดศีล เล่นซุกซนกับเด็กๆ
ประพฤติ-พูดจาไม่สำรวม ดื่มสุรา บริโภคเนื้อสัตว์
แต่ลึกลงไปภายใน จี้กงกลับเป็น - - - บุคคลที่ตื่นแล้ว!

นอกจากนี้ด้วยการกระทำหลายๆ ประการของจี้กง
แม้จะเป็นการกระทำที่ดูเหมือนจะผิดศีลธรรม ผิดประเพณีดั้งเดิม
แต่เมื่อพิจารณาจาก เนื้อแท้ จุดมุ่งหมายและผลลัพธ์แล้ว
การกระทำเหล่านั้นของจี้กงกลับเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และ ก่อคุณประโยชน์
วัดหลิงอิ่น (灵隐寺) แปลความหมายเป็นไทยได้ว่า "วัดซ่อนใจ"
มีประวัติย้อนไปได้ถึงปี ค.ศ.326 เมื่อพระอินเดียรูปหนึ่ง
[ธุดงค์มาถึงทิวเขาด้านตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบซีหู
และพบหุบเขาที่สามด้านล้อมรอบด้วยป่างาม
เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนา ท่านจึงสร้าง วัดซ่อนใจ แห่งนี้ขึ้น**

ขณะที่พระอินเดียรูปดังกล่าวเดินสำรวจพื้นที่
ก็พบเข้ากับภูเขาหินขนาดมหึมาที่ดูแล้ว ลักษณะโดดออกจากภูมิประเทศโดยรอบ
ท่านจึงพรรณาขึ้นว่า "มิทราบว่าเขายอดนี้บินมาจากหนใด"
และนี่เองจึงเป็นที่มาของชื่อ ยอดเขาบิน ณ วัดหลิงอิ่น (灵隐-飞来峰)


ทั้งนี้ในเวลาต่อมาด้วยความศรัทธาต่อ พระจี้กง
ชาวบ้านหางโจวจึงโยงใยที่มาของยอดเขาบิน
ที่วัดหลิงอิ่นเข้าเกี่ยวพันเป็นหนึ่งในตำนานอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของ พระจี้กง
แต่งเป็นนิทานขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง
โดยนิทานพื้นเมืองของชาวหางโจวเรื่องนั้นระบุเอาไว้ว่า

เดิมยอดเขาประหลาดดังกล่าว
ตั้งอยู่ในบริเวณดินแดนแถบตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวน
.... เช้าวันหนึ่งเมื่อพระจี้กง มีญาณบอกล่วงหน้าว่า ....
ราวเที่ยงวันยอดเขาดังกล่าวจะบินมาตกทับหมู่บ้านข้างวัดหลิงอิ่น
และจะทำให้มีผู้คนเสียชีวิตมากมาย ด้วยเหตุนี้พระจี้กงจึงตัดสินใจ
วิ่งเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อบอกมหันตภัยดังกล่าว
ให้กับชาวบ้านได้รับทราบ เพื่อที่จะได้พากันอพยพไปยังที่ปลอดภัย ....


--------------------

"YOU'LL NEVER WALK ALONE"
Go to the top of the page
 
+Quote Post
now
โพสต์ Oct 9 2009, 07:39 PM
โพสต์ #6


ท่านขุน
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 29
เป็นสมาชิกเมื่อ : 8-July 09
จาก : ท่าน้ำพรานนก
หมายเลขสมาชิก : 91




"เที่ยงวันจะมีภูเขาหล่นลงมาทับหมู่บ้าน ทุกคนรีบเก็บข้าวของเร็ว ไม่งั้นก็ไม่ทันแล้ว"

จี้กงกระหืดกระหอบ มาตะโกนบอกชาวบ้านโดยทั่ว
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ชาวบ้านมองว่า จี้กง เป็นเพียงพระบ้ารูปหนึ่งที่กล่าวอะไรไร้สาระไปวันๆ
ทุกคนจึงส่ายหัว พร้อมกับด่าทอว่า "พระบ้าเอ้ย! จะหาเรื่องอะไรมาเล่นสนุกอีกละ ภูเขาบินมีที่ไหนกันเล่า!"

ตะวันยิ่งลอยยิ่งสูง .... ใกล้ถึงเวลาเที่ยงวันที่ยอดเขาจะตกลงมายังหมู่บ้านเข้าไปทุกที
พอดีในวันนั้นมีการจัดงานมงคลสมรส จึงมีเสียงของงานรื่นเริงดังขึ้นที่มุมหนึ่งของหมู่บ้าน
เมื่อจี้กงเห็น ว่าไม่มีใครยอมเชื่อสิ่งที่ตนเองกล่าวเตือน
จี้กงจึงตัดสินใจแอบลอดตัวเข้าไปในงาน หลบหลีกผู้คนอุ้มเจ้าสาวหนีออกจากงานเสีย

จี้กงอุ้มเจ้าสาว และวิ่งอย่างว่องไวออกไปนอกหมู่บ้าน
ขณะที่ชาวบ้านที่มาร่วมงานต่างก็วิ่งไล่จับ พร้อมกับตะโกนป่าวร้อง
ให้ทุกคนช่วยกันคว้าตัว 'พระบ้าขโมยเจ้าสาว' อย่างไรก็ตามด้วยอิทธิฤทธิ์
จี้กงก็มีฝีเท้าเร็วพอที่จะไม่ถูกใครไล่ตามจับได้ทัน

จี้กงกวดฝีเท้าออกมา ๆ พร้อมกับผู้คนทั้งหมู่บ้านที่วิ่งไล่ตามออกมาไกลสิบกว่าลี้
จนกระทั่งเลยรัศมีของยอดภูเขามหันตภัย เห็นดังนั้นจี้กงจึงวางเจ้าสาวลง
เมื่อหยิบพัดใบลานขึ้นมาโบกคลายร้อน ก็บังเกิดเสียงดังลั่นสนั่นพสุธา!!! ....

ยอดเขาตกลงมาทับหมู่บ้านอย่างที่คาดไว้
ชาวบ้านที่วิ่งตามมา เมื่อหันกลับไปมองสภาพภูเขายักษ์หล่นมาทับหมู่บ้านของตนเสียแบนก็ทราบว่า
สิ่งที่จี้กงกล่าวเตือนนั้นเป็นความจริง ส่วนการที่จี้กงอุ้มเจ้าสาวหนีออกมาจากงานมงคลนั้น
ก็เพื่อช่วยชีวิตชาวบ้าน ทั้งมวลนั่นเอง แต่ทั้งนี้หลังจากเห็นบ้านช่อง ทรัพย์สมบัติถูกทับแบนอยู่ใต้ภูเขา
ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยก็เกิดความเสียดาย และเศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้ ตีอกชกเท้ากันเป็นพัลวัน

ด้วยสภาพดังกล่าว จี้กงจึงหันไปกล่าวกับชาวบ้านเหล่านั้นว่า
"ร้องไห้ไปทำไม พวกเจ้าที่ดินที่มัวแต่เสียดายสมบัติต่างก็ถูกทับจมอยู่ใต้ภูเขาไปแล้ว จากนี้ต่อไปทุกคนก็กลับไปทำไรทำนาของตัวเอง ทำเท่าไหร่ได้เท่านั้น ชีวิตก็ยังมี จะยังกลัวสร้างเรือนใหม่ไม่ได้ไปใย"

ชาวบ้านพอได้ยินก็ สำนึกได้ว่าท่ามกลางความทุกข์ก็ยังพอมีประกายแสงแห่งความสุขเรืองรองอยู่บ้าง
ท่ามกลางความสูญเสียอย่างน้อยที่สุดพวกตนก็ยังรักษาชีวิตให้รอดอยู่ได้

เมื่อเห็นชาวบ้านพอจะคลายทุกข์ลงได้แล้ว จี้กงก็รั้งเหล่าชาวบ้านเอาไว้ และกล่าวต่อว่า
"อย่างเพิ่งไป ทุกคนฟังอาตมากล่าวก่อน ยอดเขาก้อนนี้เดิมลอยไปลอยมา จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง หลังทับทลายหมู่บ้านของพวกเราแล้วก็อาจจะบินไปทับหมู่บ้านอื่น อาจทำให้คนเสียชีวิตอีกมากมาย อาตมาขอร้องให้พวกเราช่วยกันสลักพระอรหันต์ 500 องค์ไว้บนภูเขาลูกนี้ เพื่อที่จะทำให้ภูเขาลูกนี้ไม่บินไปสร้างอันตรายให้กับผู้อื่นอีก"



ชาวบ้านได้ยินดังนั้นจึงรีบกลับไปช่วยกันสลักพระอรหันต์ 500 องค์ไว้บนยอดเขาบินกันคนละไม้ละมือ
...... โดยนับจากนั้น ยอดเขาดังกล่าวก็ไม่บินไปสร้างอันตรายให้ใครอีก
และถูกเรียกขานกันต่อๆ มาว่า ยอดเขาบิน ณ วัดหลิงอิ่น



--------------------

"YOU'LL NEVER WALK ALONE"
Go to the top of the page
 
+Quote Post
now
โพสต์ Oct 9 2009, 07:42 PM
โพสต์ #7


ท่านขุน
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 29
เป็นสมาชิกเมื่อ : 8-July 09
จาก : ท่าน้ำพรานนก
หมายเลขสมาชิก : 91





รูปหินสลักพระพุทธรูป ส่วนหนึ่งของยอดเขาบิน
โดยเพียงสังเกตจากสีของหินได้ว่า ลักษณะโดยธรรมชาติโดยถ้ำหินสลักภาคใต้นี้
จะสลักบนหินปูน ซึ่งจะแตกต่างจากถ้ำหินสลักภาคเหนือ
ที่สลักบนหินแกรนิต อย่างเห็นได้ชัด

ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวก็ยังคงสามารถเข้าชม ยอดเขาบิน และพระพุทธรูปสลัก 500 อรหันต์ได้
ทั้งนี้พระพุทธรูปสลักที่ยอดเขาดังกล่างนี้
ถูกจัดว่าอยู่ในส่วนของ วัฒนธรรมถ้ำหินสลัก (石窟文化)

โดยถ้ำหินสลัก ที่นี่แม้จะไม่ถูกจัดให้เป็น 3 สุดยอดแห่งถ้ำหินสลักแห่งแผ่นดินจีน
เหมือนกับ ถ้ำหินสลักโม่เกา (莫高石窟) แห่งตุนหวง
ถ้ำหินสลักหลงเหมิน (龙门石窟) แห่งลั่วหยาง หรือ
ถ้ำหินสลักหยุนกัง (云冈石窟) แห่งต้าถง (大同) มณฑลซานซี

แต่ถ้ำหินสลักที่นี่ก็ยังมีดีไม่น้อย
เนื่องจากนับว่าเป็นตัวแทนหนึ่งของ วัฒนธรรมถ้ำหินสลักของจีนภาคใต้
แถบลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง
ที่สืบเสาะประวัติศาสตร์ย้อนรอยกลับไปได้นานกว่า 1,000 ปี



china.exteen.com
www.vithi.com/


--------------------

"YOU'LL NEVER WALK ALONE"
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Oct 10 2009, 08:34 AM
โพสต์ #8


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



QUOTE(now @ Oct 9 2009, 07:42 PM) *


รูปหินสลักพระพุทธรูป ส่วนหนึ่งของยอดเขาบิน
โดยเพียงสังเกตจากสีของหินได้ว่า ลักษณะโดยธรรมชาติโดยถ้ำหินสลักภาคใต้นี้
จะสลักบนหินปูน ซึ่งจะแตกต่างจากถ้ำหินสลักภาคเหนือ
ที่สลักบนหินแกรนิต อย่างเห็นได้ชัด

ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวก็ยังคงสามารถเข้าชม ยอดเขาบิน และพระพุทธรูปสลัก 500 อรหันต์ได้
ทั้งนี้พระพุทธรูปสลักที่ยอดเขาดังกล่างนี้
ถูกจัดว่าอยู่ในส่วนของ วัฒนธรรมถ้ำหินสลัก (石窟文化)

โดยถ้ำหินสลัก ที่นี่แม้จะไม่ถูกจัดให้เป็น 3 สุดยอดแห่งถ้ำหินสลักแห่งแผ่นดินจีน
เหมือนกับ ถ้ำหินสลักโม่เกา (莫高石窟) แห่งตุนหวง
ถ้ำหินสลักหลงเหมิน (龙门石窟) แห่งลั่วหยาง หรือ
ถ้ำหินสลักหยุนกัง (云冈石窟) แห่งต้าถง (大同) มณฑลซานซี

แต่ถ้ำหินสลักที่นี่ก็ยังมีดีไม่น้อย
เนื่องจากนับว่าเป็นตัวแทนหนึ่งของ วัฒนธรรมถ้ำหินสลักของจีนภาคใต้
แถบลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง
ที่สืบเสาะประวัติศาสตร์ย้อนรอยกลับไปได้นานกว่า 1,000 ปี



china.exteen.com
www.vithi.com/


รูปพระอาจารย์จี้กงรูปนี้ ช่างเหมือนเทวดาเดินดินองค์ที่prigtaiกำลังเปิดประเด็นในกระทู้"เรื่องของเทวดา"


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
now
โพสต์ Oct 11 2009, 01:43 PM
โพสต์ #9


ท่านขุน
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 29
เป็นสมาชิกเมื่อ : 8-July 09
จาก : ท่าน้ำพรานนก
หมายเลขสมาชิก : 91




รูปปั้น และภาพวาดท่านจี้กงนี้ อยู่ที่วัดหลิงอิ่น (灵隐寺) ประเทศจีนครับ
smile.gif ผมก็อยากมีเทวดารักษาอย่างที่พี่พริกไทเล่าขอรับ


บทความคุณอาเรื่องต่อไปนี้
บังเอิญมีบทกลอนท่านจี้กง อยู่ด้วยผมจึงนำมาต่อเรื่องด้วย น่าจะได้นะครับ
รื้อค้นมาจากที่ไหน ก็จำไม่ได้อีกแล้วครับ แต่ตอนนี้หากผมไปได้เรื่องดี ๆมาก็จะเก็บลิ้งค์ไว้ด้วยแล้วครับ wink.gif
********************************************************

ผ้ายันต์สึนามิ

เมื่อท่านอาจารย์จี้กงนั้นเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน ก็ย่อมจะมีอารมณ์อ่อนไหวเป็นพิเศษ
คราวสึนามิถล่มภาคใต้ ท่านอาจารย์จี้กงได้แสดงความรันทดผ่านบทกลอนออกมาอย่างน่าสนใจ

“ศพนับหมื่นกองพะเนินเกินกว่าคิด
แต่ละศพแต่ละชีวิตแต่ละหน
มาตายหมู่ไม่รู้ตัวไม่รู้ตน
ความเป็นคนจะหาได้อย่างไรกัน
เภทภัยมาหาชอกช้ำย่ำยีใจ
แต่นี้ไปให้ครวญคิดอย่าหุนหัน
ใจตั้งมั่นอย่าหวั่นหวาดอย่าขลาดกลัว
เร่งบำเพ็ญคุณธรรมนำชีวิต
ตั้งดวงจิตให้สว่างไม่หม่นสลัว
เดินทางตรงด้นทางธรรมไม่ขลาดกลัว
ความหม่นมัวจะมลายกลายกลับดี
ยามล้มลุกคลุกคลานผ่านวิกฤต
ต้องตั้งจิตให้มั่นไม่ผลามผลี
ทั้งสติสัมปชัญญะให้มากมี
นำวิถีทางที่ไปให้มั่นคง
แปรความเศร้าให้เป็นพลังใจ
ให้ก้าวใหม่ในวันพรุ่งมุ่งสถล
อย่าให้ผู้ที่ตายไปเป็นหมื่นคน
ต้องตายเปล่าจงแจ้งกมลจงจดจำ”

กลอนนี้เขียนในวันที่ 30 ธ.ค. 47 หลังคลื่นยักษ์ถล่มไปแล้วไม่กี่วัน

หลังจากนั้นไม่นาน ทางมูลนิธิเผยแพร่คุณธรรม “เต็กก่า” จีจินเกาะ ได้ระดมสมาชิกจำนวนมากลงไปในพื้นที่ประสบภัย ร่วมกับหลาย ๆ ฝ่าย เพื่อช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้าย รวมทั้งช่วยค้นหาศพผู้ตายที่หายสาบสูญไปด้วย
พื้นที่ปฏิบัติการอยู่บริเวณบ้านน้ำเค็ม จังหวัดพังงา เป็นพื้นที่ซึ่งเสียหายอย่างรุนแรงไม่น้อยกว่าที่อื่น บางทีจะมากกว่าที่อื่น ๆ ด้วยซ้ำ
คุณธำรง ปัทมภาส หรือ คุณมิ้งค์ เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีบทบาทร่วมกับชาวจีจินเกาะ ในการออกไปบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ผู้ประสบภัยตลอดเวลาหลาย ๆ วัน จนซึมซับได้ทั้งความสลดหดหู่ และสังเวชใจ อย่างที่ต้องบอกว่า ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน

“คลื่นโหดร้ายรุนแรงเกินกว่าคิด
รถทัวร์พลิกรถยนต์หงายตายไม่เหลือ
ห่างทะเลสามกิโลไกลเหลือเฟือ
คลื่นยักษ์ใหญ่ใยไม่เผื่อเหลือสักคน
ในหนองน้ำคนตายหลายร้อยศพ
กว่าจะพบผ่านหลายวันยังหมองหม่น
สูบน้ำทิ้งจึงพบศพที่จมจน
ช่างน่าเศร้าทุกข์ตรอมตรมพ้นบรรยาย”


ระหว่างที่กำลังอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการณ์นั้น คุณธำรงได้คุยโทรศัพท์กับผม โดยมีน้ำเสียงสลดหดหู่ และได้ถามผมว่ามีครูบาอาจารย์รูปไหนบ้าง ที่ได้กล่าวถึงเรื่องภัยพิบัตินี้ ก่อนที่มัจะเกิดขึ้น ผมก็ตอบไปว่า ไม่ทราบ เพราะว่าในตอนนั้นยังไม่ทราบจริง ๆ
จนเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 48 ที่ผ่านมา ได้ไปกราบ หลวงปู่จาม มหาปุญโญ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ซึ่งเวลานี้ชราภาพมากแล้วมีชันษาอายุได้ 96 ปี หูไม่ได้ยิน ทั้ง 2 ข้าง ต้องสือสารด้วยการเขียนตัวหนังสือ แต่ก็ยังเมตตาให้ผู้ไปกราบได้เข้าพบโดยสะดวก

ด้วยเหตุที่ได้มากราบหลวงปู่จาม จึงทำให้ได้ทราบจากโยมแม่ออกที่ดูแลโรงครัวของวัดว่า ในคืนวันที่ 25 ธ.ค. 48 หลวงปู่ได้มีนิมิตว่า มีเทวดา 4 องค์มาบอกท่านว่า น้ำจะท่วม
“ท่วมได้ไง ฝนก็ไม่มีสักหยด” หลวงปู่เถียง
“น้ำจะท่วมแล้วคอยดูไว้” เทวดายังยืนกราน
รุ่งเช้าวันที่ 26 ธ.ค. 48 ระหว่างฉันภัตตาหาร เวลาประมาณ 7.30 น.ท่านได้เล่าเรื่องนิมิตในเทวดาทั้ง 4 เกี่ยวกับน้ำจะท่วมลูกหลาน ญาติโยมฟัง

ต่อมาอีกไม่กี่ชั่วโมงคลื่นลูกแรกก็ถล่มภาคใต้จนเสียหายยับเยินอย่างฉับพลัน
แม้ว่าการหยั่งรู้ของท่านจะจริงเพียงใด ก็ยังคงไม่อาจช่วยเหลือป้องกันอะไรได้
คลื่นก็ยังโถมเข้าทำลาย
คนก็ยังคงจะต้องตายหลายหมื่นคน
บ้านเรือนยังคงจะฉิบหายอีกนับไม่ถ้วน
ในความวิบัติฉิบหายอย่างน่ากลัวครั้งนี้ ก็ยังมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นเหมือนกัน
คุณธำรง บอกว่ามีบ้านหลังหนึ่งรอดจากคลื่นสำนามิอย่างน่าแปลกใจ
ที่ว่าแปลกใจนั้นแปลกอย่างนี้
บริเวณด้านหน้าของบ้านหลังนี้พังราบเป็นหน้ากลอง บริเวณด้านซ้าย และขวาของบ้านหลังนี้ก็พังราบเป็นหน้ากลอง และบริเวณด้านหลังของบ้านหลังนี้ก็พังราบเป็นหน้ากลอง
แปลกที่เหลือบ้านหลังนี้ ตั้งโด่เด่เป็นสง่าอยู่กลางซากปรักพัง เพียงหลังเดียว

คุณธำรงเห็นแปลกจึงเข้าไปพูดคุยสอบถามก็ได้ทราบว่า นอกจากบ้านจะรอดพ้นแล้ว ทุกคนในบ้านก็ปลอดภัยทั้งหมด รวมทั้งเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ ที่วิ่งหนีเข้ามาลี้ภัยในบ้านหลังนี้ก็รอดตายทุกคน
เจ้าของบ้านหลังนี้ชื่อว่าคุณจำเริญ ศรีสวัสดิ์ บ้านหลังที่ประสบภัย แต่ไม่มีอันตราย คือบ้านเลขที่ 41/163 หมู่ 2 ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ซึ่งก็คือบ้านน้ำเค็ม นั่นเอง
พื้นฐานของเจ้าของบ้านก็เป็นคนชอบทำบุญสุนทานและปฏิบัติธรรม แต่ก็ไม่ใช่เป็นคนจะสนใจเรื่องวัตถุมงคลของขลังอะไรเลย ทั้งบ้านจึงไม่มีวัตถุมงคลอย่างใดทั้งสิ้น นอกจากผ้ายันต์อยู่ผืนเดียวที่แปะไว้ตรงหน้าบ้าน
คุณจำเริญบอกว่า เพื่อนบ้านไปร่วมงานบุญผูกพัทธสีมาวัดศิลาล้อน ได้รับผ้ายันต์มา 2 ผืน ก็แบ่งให้ติดหน้าบ้าน 1 ผืนเท่านั้น
ผ้ายันต์ผืนนี้เป็นของ หลวงพ่อบุญมาก เรียกว่า “ผ้ายันต์มหาโชค มหาลาภ ผู้ใดมีไว้บูชาย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองลาภผลพูนทวี ทำมาค้าขึ้นป้องกันสารพัดภัยทั้งปวง ได้ประเสริฐนักแล” ทั้งยังเป็นผ้ายันต์ใหม่ ๆ เพิ่มทำขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 11 กรกฎาคม 2547 นั่งเอง โดยทำเป็นที่ระลึกในงานผูกพัทธสีมาวัดศิลาล้อน (ท้ายโนต) ต.แหลม อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช

ผมรับว่าไม่เคยรู้จักเรื่องผ้ายันต์นี้มาก่อน ทั้งไม่เคยรู้จักหลวงพ่อบุญมากอีกด้วย และไม่รู้ว่าตนเองจะมีโอกาสได้ไปรู้จักกราบไหว้หลวงพ่อบุญมากเมื่อไร เพราะว่าอยู่ไกลกันคนละภาคขนาดนั้น ใครมีโอกาสวาสนาดีก็ไปเสียเถิด รู้จักท่านแล้วเป็นอย่างไรกรุณาเล่าให้ผมฟังด้วย
ถ้าผ้ายันต์นี้มีปาฏิหาริย์จริง ๆ แล้ว ผมเชื่อว่าปฏิหาริย์นี้จะต้องปรากฏชัดยิ่งขึ้นในวันข้างหน้า
อย่างที่เคยพูดไว้นานแล้วแหละครับ
ปาฎิหาริย์เกิดขึ้นได้ทุกวัน
อย่าได้นึกดูหมิ่นในปาฏิหาริย์เชียวหนา
แล้วก็โปรดอย่าถามว่าจะมีหนทางใดถึงจะได้รับผ้ายันต์ เพราะว่าผมเองก็ยังไม่รู้ว่าตนเองจะมีโอกาสได้รับผ้ายันต์กับเขาสักผืนหรือไม่เหมือน
กัน



ปล.หากคุณอาต้องการให้แยกไปอีกกระทู้ บอกผมได้เลยนะครับ tongue.gif


--------------------

"YOU'LL NEVER WALK ALONE"
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Oct 11 2009, 02:34 PM
โพสต์ #10


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



อยู่ตรงนี้ดีแล้วขะรับ


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
now
โพสต์ Oct 13 2009, 01:49 PM
โพสต์ #11


ท่านขุน
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 29
เป็นสมาชิกเมื่อ : 8-July 09
จาก : ท่าน้ำพรานนก
หมายเลขสมาชิก : 91



QUOTE(Ducklast @ Oct 11 2009, 02:34 PM) *
อยู่ตรงนี้ดีแล้วขะรับ


ขอบคุณครับ


รูปปั้นท่านจี้กงนี้ อยู่ที่ด้านหลังพระปรทานวัดหลิงอิ่น (灵隐寺)

biggrin.gif พระโอวาทของท่านอรหันต์จี้กง

ชีวิตย่อมเป็นไปตามลิขิต (ละชั่วทำดี)... วอนขออะไร

วันนี้ไม่รู้เหตุการณ์ในวันพรุ่งนี้............ กลุ้มเรื่องอะไร

ไม่เคารพพ่อแม่แต่เคารพพระพุทธองค์.. เคารพทำไม

พี่น้องคือผู้ที่เกิดตามกันมา............... ทะเลาะกันทำไม

ลูกหลานทุกคนล้วนมีบุญตามลิขิต...... ห่วงใยทำไม

ชีวิตย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จ.... ร้อนใจทำไม

ชีวิตใช่จะพบเห็นรอยยิ้มกันได้ง่าย...... ทุกข์ใจทำไม

ผ้าขาดปะแล้วกันหนาวได้............... อวดโก้ทำไม

อาหารผ่านลิ้นแล้วกลายเป็นอะไร....... อร่อยไปใย

ตายแล้วบาทเดียวก็เอาไปไม่ได้......... ขี้เหนียวทำไม

ที่ดินคือสิ่งที่สืบทอดแก่คนรุ่นหลัง....... โกงกันทำไม

โอกาสจะได้กลายเป็นเสีย............... โลภมากทำไม

สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เหนือศีรษะเพียง 3 ฟุต.. ข่มเหงกันทำไม

ลาภยศเหมือนดอกไม้ที่บานอยู่ไม่นาน.. หยิ่งผยองทำไม

ทุกคนย่อมมีลาภยศตามวาสนาที่ลิขิต... อิจฉากันทำไม

ชีวิตลำเค็ญเพราะชาติก่อนไม่บำเพ็ญ.... แค้นใจทำไม (บำเพ็ญไวไว)

นักเล่นการพนันล้วนตกต่ำ............... เล่นการพนันทำไม

ครองเรือนด้วยความประหยัดดีกว่าไปขอพึ่งผู้อื่น ... สุรุ่ยสุร่ายทำไม

จองเวรจองกรรมเมื่อไรจะจบสิ้น......... อาฆาตทำไม

ชีวิตเหมือนเกมหมากรุก................. คิดลึกทำไม

ฉลาดมากเกินจึงเสียรู้................... รู้มากทำไม

พูดเท็จทอนบุญจนบุญหมด............. โกหกทำไม

ดีชั่วย่อมรู้กันทั่วไปในที่สุด............. โต้เถียงกันทำไม

ใครจะป้องกันมิให้มีเรื่องเกิดขึ้นได้ตลอด....... หัวเราะเยาะกันทำไม

ฮวงซุ้ยที่ดีอยู่ในจิตไม่ใช่อยู่ที่ภูเขา..... แสวงหาทำไม

ข่มเหงผู้อื่นคือทุกข์ รู้ให้อภัยคือบุญ.... ถามโหรเรื่องอะไร

ทุกสิ่งจบสิ้นลงด้วยความตาย........... วุ่นวายทำไม


smile.gif พระ สมณะเต้าจี้ หรือ ที่ชนทั่วไปเรียกขานว่า "จี้กง-พระพุทธ ที่ยังอยู่"
มีสมณฉายาว่า "เต้าจี้" ท่านมีอุบายวิธีในการสอนธรรมโปรดสัตว์
โดยแสร้งทำตัวแผกเพี้ยน เหตุนี้ จึงได้รับขนานนามว่า "พระเพี้ยนเต้าจี้"


tongue.gif ระหว่าง ที่จำพรรษาอยู่ ณ อารามจิ้งฉือซื่อ ได้เกิดอัคคีภัยวัดถูกไฟเผาผลาญมอดไหม้ ท่านจี้กง จึงออกเรี่ยไร หาไม้มาปฏิสังขรณ์
เดินทางถึงเมืองเหยียนหลิง ได้แสดงปาฏิหารย์เสกจีวรห่มคลุมภูเขา ได้ไม้เป็นจำนวนมาก จึงนำซุงล่องแม่น้ำ สู่เมืองหางโจว เพื่อฉลองศรัทธาสาธุชน ยังบังเกิดปาฏิหารย์ให้ไม้ผุดขึ้นจากบ่อน้ำในอาราม เป็นความอัศจรรย์เล่าขานสืบทอดเป็นตำนานตราบจนถึงปัจจุบัน

sad.gif ท่านจี้กงมรณภาพในปีรัชการเจียติง (ประมาณปี พ.ศ. 1752)
โดยนั่งเข้าฌานสมาบัติละสังขาร หลังจากถวายเพลิงศพแล้ว
บรรจุอัฐิไว้ ณ เจดีย์ หูเผ่าเฉวียน ก่อนดับขันธ์ ท่านได้แต่ง โศลกธรรมไว้ว่า


หกสิบปี เปะปะไปตามทาง
ออกสู่ตก ก้าวย่างหว่างทิศา
วันนี้จึง จัดแจงคืนกลับมา
สายน้ำไหล คืนสู่ฟ้าธาราเดิม.


ต่อมาภายหลังมีพระธุดงค์รูปหนึ่งเดินทางผ่านไปทางเจดีย์ลิ่วเหอถา ได้พบบทนิพนธ์จารึกไว้มีโศลกหนึ่งกล่าวว่า

นึกอดีตเห็นเบื้องหน้าดุจศรพุ่ง
วันนี้จึ่งประหนึ่งหนาวเหน็บอัฐิขน
หน้าตาเราใครเล่าจำคราได้ยล
จึงดั้นด้นคืนเทียนไถอีกครั้งครา.


littlecatzhome.net
marty ~ board.palungjit.com
china.exteen.com


--------------------

"YOU'LL NEVER WALK ALONE"
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Oct 14 2009, 10:59 PM
โพสต์ #12


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



พระอาจารย์จี๊กงนี่ต้องถือว่าท่านเป็นพระที่มีความพิสดารเป็นพิเศษ
เฒ่าอำพลว่าจะมอบรูปเหมือนพระอาจารย์จี๊กงให้คุณnow แต่ว่าหาที่อยู่จัดส่งไม่เจอ
บอกใบ้หน่อยว่าโพสต์ไว้ที่ไหน


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
now
โพสต์ Oct 15 2009, 11:20 AM
โพสต์ #13


ท่านขุน
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 29
เป็นสมาชิกเมื่อ : 8-July 09
จาก : ท่าน้ำพรานนก
หมายเลขสมาชิก : 91



QUOTE(Ducklast @ Oct 14 2009, 10:59 PM) *
พระอาจารย์จี๊กงนี่ต้องถือว่าท่านเป็นพระที่มีความพิสดารเป็นพิเศษ
เฒ่าอำพลว่าจะมอบรูปเหมือนพระอาจารย์จี๊กงให้คุณnow แต่ว่าหาที่อยู่จัดส่งไม่เจอ
บอกใบ้หน่อยว่าโพสต์ไว้ที่ไหน



tongue.gif ขอบพระคุณท่านอามากขอรับที่เมตตากระผม
เหมือนท่านจี้กงมาประทานพรเลยครับ smile.gif
หวังสูงไปหรือเปล่าครับ แต่เป็นองค์นี้ได้ไหมครับ
(ส่งภาพไปที่คุณอา Ducklast)แล้วขอรับ
ให้คุณอาดูแล้วว่าที่ผมอยากได้ คงจะไม่โดนดุนะครับ
ผมละกลัวจริงๆ
blink.gif


ขอบพระคุณมากครับ คุณอา
ส่งที่อยู่ให้แล้วนะครับ

แก้ไขโดยกระผมนายnow ครับ 12.30 น.


--------------------

"YOU'LL NEVER WALK ALONE"
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Oct 15 2009, 11:30 AM
โพสต์ #14


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



ที่อยู่ล่ะ


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
now
โพสต์ Oct 17 2009, 02:45 PM
โพสต์ #15


ท่านขุน
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 29
เป็นสมาชิกเมื่อ : 8-July 09
จาก : ท่าน้ำพรานนก
หมายเลขสมาชิก : 91



3 วันแล้วขอรับที่กระผมตั้งท่าไปวัดจีจินเกาะ คลองสาน
ว่าจะพาเพื่อนๆ ในบอร์ดไปเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยา สักกะหน่อย
คงไม่เป็นเอามะพร้าว มาขายสวนนะครับ biggrin.gif



ฝนกระหน่ำ ฟ้าก็ฉ่ำทุกวัน อิ อิ ท่านจี้กงเมตตาลูกด้วยคร้าบ
ขอฟ้าแจ่ม ๆแบบไม่มีฝน จะได้ถ่ายภาพสวยๆ มาให้เพื่อนๆดูกัน .....เมตตาผมหน่อยคร้าบ

งั้นตอนว่างๆ นี่เราไป @@@ วัดจี้กง @@@ ที่ อ.พาน จังหวัดเชียงรายก่อนแล้วกันนะครับ



คลิกที่ภาพท่านจี้กงเลยขอรับ


--------------------

"YOU'LL NEVER WALK ALONE"
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Oct 18 2009, 09:02 AM
โพสต์ #16


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14




ยอดเยี่ยมไปเลย รอชมค่ะ




--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Oct 24 2009, 03:50 AM
โพสต์ #17


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14



QUOTE(Ducklast @ Oct 10 2009, 08:34 AM) *
รูปพระอาจารย์จี้กงรูปนี้ ช่างเหมือนเทวดาเดินดินองค์ที่prigtaiกำลังเปิดประเด็นในกระทู้"เรื่องของเทวดา"


ถามค่ะ แบบนี้ใช่ไหมคะ? คุณDucklast

biggrin.gif


น่ามหัศจรรย์จริงๆ ด้วยนะคะ เพราะทั้ง 2 องค์ ต่างก็เป็น "ผู้วิเศษ" และเป็นที่เคารพรักของพวกเรามาก มาก เช่นกัน

และก็แปลกที่คุณnow นำเรื่องพระอาจารย์จี้กง มาให้เราได้ชื่นชมบารมีทางธรรมของท่าน
พร้อมๆ กับเวลาที่คุณพริกไทก็มาเล่าเรื่องเทวดาและการสร้างรูปเหมือนหลวงปู่สรวง"ผู้วิเศษ อมตะต่างยุคที่ช่างคล้ายกันที่สุด"

แปลกจริงๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ในเวลานี้ ในเว็บนี้


และรอคุณ now ว่าง มาต่อเรื่องพระอาจารย์จี้กงด้วยค่ะ


--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ยาหอม
โพสต์ Feb 1 2010, 03:09 PM
โพสต์ #18





กลุ่ม : Members
โพสต์ : 3
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-February 10
หมายเลขสมาชิก : 262



พระเครื่องที่เป็นรูปท่านอาจารย์จี้กงที่คุณอำพลสร้างยังมีหรือไม่ครับ บูชาได้ที่ไหนครับ และมีแบบฝังปถวีธาตุหลวงปู่คำพันไหมครับ ขอบคุณครับ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
prigtai
โพสต์ Feb 2 2010, 12:37 AM
โพสต์ #19


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,524
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : NO HORISON
หมายเลขสมาชิก : 6



QUOTE(ยาหอม @ Feb 1 2010, 03:09 PM) *
พระเครื่องที่เป็นรูปท่านอาจารย์จี้กงที่คุณอำพลสร้างยังมีหรือไม่ครับ บูชาได้ที่ไหนครับ และมีแบบฝังปถวีธาตุหลวงปู่คำพันไหมครับ ขอบคุณครับ


ยังมีอยู่ครับ

มีสามแบบ แบบปั๊ม

และแบบลอยองค์ แบบลอยองค์นี้มีสองรุ่น


# 0896937767 ป้าริซ่าครับ

ลองโทรฯคุยดูนะครับ


................................................ด้วยรัก...


--------------------
เราเกิดเป็นมนุษย์มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ
มนุษย์ของเราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก
เวลาตกนรกจะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย อย่าพากันทำ


หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล


Go to the top of the page
 
+Quote Post
ยาหอม
โพสต์ Feb 8 2010, 09:58 AM
โพสต์ #20





กลุ่ม : Members
โพสต์ : 3
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-February 10
หมายเลขสมาชิก : 262



ขอบคุณครับคุณพริกไทย ช่วยลงรูปให้ชมได้ไหมครับ ขอบคุณครับ ปัจจุบันมีการประทับทรงของท่านที่ไหนครับ วันและเวลาด้วยครับ ขอบคุณครับ
Go to the top of the page
 
+Quote Post

2 หน้า V   1 2 >
Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



RSS ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 14th November 2019 - 02:51 AM