IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

วาทะธรรมคณาจารย์
Ducklast
โพสต์ Sep 4 2014, 09:17 AM
โพสต์ #1


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





บุคคลผู้จะเกิดเป็นมนุษย์อีกติดกันในชาติต่อไป เป็นผู้ถึงไตรสรณคมน์เท่านั้นก็พอแล้ว
เพราะโหรเอกพระบรมศาสดาองค์ท่านทายไว้ว่า บุคคลผู้ถึง พุทธ ธรรม สงฆ์ เป็นสรณะแล้ว มีคติเป็นสอง
ไม่มนุษย์ก็เทวดา
มันเป็นของไม่ยากของผู้ทรงศรัทธา
แต่ก็ตรงกันข้ามกลายเป็นของยากผู้ที่ไม่ศรัทธา
ความดีคนดีทำได้ง่าย ความชั่วคนดีทำได้ยาก ความชั่วคนชั่วทำได้ง่าย ความดีคนชั่วทำได้ยาก
สิ่งเหล่านี้เป็นของจริงมาแต่ดึกดำบรรพ์ ไม่พูดอีกก็จริงอีก
พูดอยู่ไม่หยุดก็จริงอยู่ไม่หยุด
และก็การเกิดในศาสนาพุทธนั้น เมื่อเราถึงไตรสรณคมน์แล้ว มันก็มีพืชไว้แล้ว
ถึงแม้มีภพมีชาติอีก
มันก็ไปเกิดในมนุษย์พุทธศาสนานั่นเอง ไม่ต้องสงสัยเลยนา”


โอวาทธรรม
หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
วัดบรรพคีรี (ภูจ้อก้อ) ต.หนองสูง อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
2 หน้า V   1 2 >  
Start new topic
คำตอบ (1 - 19)
Ducklast
โพสต์ Sep 4 2014, 09:25 AM
โพสต์ #2


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





เมื่อเจริญจิต จนเข้าถึงสภาวะเดิมแท้ของมันได้ดังนี้แล้ว
"จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง"
จิตก็จะอยู่เหนือสภาวะสมมุติบัญญัติทั้งปวง
เหนือความมีความเป็นทั้งปวง

มันอยู่เหนือคำพูด และพ้นไปจากการกล่าวอ้างใดๆทั้งสิ้น
เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์และสว่าง
รวมกันเข้ากับความว่างอันบริสุทธิ์และสว่างของจักรวาลเดิมเข้าเป็นหนึ่ง
เรียกว่า "นิพพาน"


...หลวงปู่ดูลย์ อตุโล


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Sep 4 2014, 02:17 PM
โพสต์ #3


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





บทแรกของ"ตามรอยหลวงปู่ภูกุ้มข้าว"

คลิกเลย

https://scontent-a-kul.xx.fbcdn.net/hphotos...amp;oe=547C98D4


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Sep 5 2014, 12:26 PM
โพสต์ #4


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



ผู้อื่นไม่ได้ทำให้จิตของเราเศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว
เราเองเป็นผู้ทำให้จิตของตนเศร้าหมอง
ผู้อื่นช่วยไม่ได้
แม้พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้
ท่านทรงเป็นผู้บอกทางให้เท่านั้น...

หลวงปู่ขาว อนาลโย...



--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Sep 5 2014, 05:07 PM
โพสต์ #5


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





ต้นปี พ.ศ. 2492 หลังจากหลวงตาและคณะละทิ้งสำนักไปได้เจ็ดวัน หลวงพ่อได้ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ภูลังกา อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ในระหว่างนั้น การปฏิบัติสมาธิภาวนาของท่านมีอันต้องสะดุดหยุดอยู่กับที่ คล้ายกับเดินไปถึงจุดๆ หนึ่ง แล้วเดินต่อไปไม่ได้

หลวงพ่อฟื้นความหลังให้ลูกศิษย์ฟังว่า

"...ขณะนั้นคิดว่า ใครหนอจะช่วยเราได้ ก็นึกถึงอาจารย์วัง ท่านอยู่ที่ภูลังกา ก็ไม่เคยพบท่านหรอก แต่ได้คิดว่าพระองค์นี้ท่านคงจะมีดีอย่างใดอย่างหนึ่งแน่ จึงขึ้นไปอยู่บนยอดเขาอย่างนั้น"

หลวงพ่อเดินธุดงค์ขึ้นสู่ภูลังกา ได้พบท่านอาจารย์วังดังปรารถนา ท่านพำนักอยู่กับเณรน้อยสองรูป ปลูกกุฏิเล็กๆ ตามพลาญหินและเงื้อมผา มีที่หลีกเร้นเหมาะแก่การภาวนามาก คืนหนึ่งหลังเสร็จจากกิจวัตรส่วนตัว หลวงพ่อได้ขอโอกาสสนทนาและถามปัญหาธรรม ที่ตนขัดข้องต่อท่านอาจารย์วัง หลวงพ่อได้ถ่ายทอดให้ศิษย์ฟังว่า

"ที่ผมขึ้นมากราบท่านอาจารย์ครั้งนี้ เพราะผมจนปัญญาแล้ว คล้ายๆ กับว่าเราเดินไปบนสะพานที่ทอดยาวไปในแม่น้ำ เราเดินไปแล้วก็หยุดอยู่ไม่มีที่จะไปอีก พอหันเดินกลับมา บางทีก็เดินเข้าไปอีก นี่เป็นสมาธินะครับ ไปถึงตรงนั้นแล้วมันก็จบอยู่ไม่มีที่ไป เลยต้องหันกลับมาอีก กำหนดไปต่อก็ไปไม่ได้ บางทีกำหนดไปเหมือนมีอะไรมาขวางอยู่ แล้วก็ชนกึ๊กอยู่ตรงนั้น เป็นอาการอย่างนี้มานานแล้ว มันคืออะไรครับ"

ท่านอาจารย์วังตอบว่า

".... มันเป็นที่สุดแห่งสัญญาแล้ว เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ไม่ต้องไปไหน ให้ยืนอยู่ตรงนั้นแหละ ให้กำหนดอยู่ตรงนั้น มันจะแก้สัญญา มันจะเปลี่ยนเอง ไม่ต้องไปบังคับมันเลย ให้เรากำหนดรู้ว่าอันนี้มันเป็นอย่างนี้ เมื่อมีความสุขอย่างนี้แล้ว จิตมีอาการอย่างไรก็ให้รู้ว่าเป็นอย่างนั้น ให้รู้เข้ามา ถ้ารู้จักแล้ว เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน เปลี่ยนสัญญา คล้ายๆ กับว่าสัญญาของเด็กเปลี่ยนเป็นสัญญาผู้ใหญ่ อย่างเด็กมันชอบของเล่นอย่างนี้ พอโตขึ้นมาเห็นของชิ้นเก่านี้ไม่น่าเล่นเสียแล้ว ก็เลยไปเล่นอย่างอื่น นี่มันเปลี่ยนอย่างนี้"

ท่านอาจารย์วังเสริมต่ออีกว่า

"...มันเป็นได้ทุกอย่างก็แล้วกันเรื่องสมาธินี่ แต่จะเป็นอะไรก็ช่างมันเถอะ อย่าไปสงสัย เมื่อเรามีความรู้สึกอย่างนี้ เดี๋ยวมันก็ค่อยเปลี่ยนไปเอง ให้กำหนดรู้และเพ่งตรงนี้ แต่อย่าเข้าใจว่ามันหมดนะ เดี๋ยวจะมีอีก แต่ให้วางมัน รู้ไว้ในใจแล้วปล่อยวางเสมอ อย่างนี้ไม่เป็นอันตราย กำหนดอยู่อย่างนี้ให้มีรากฐาน อย่าไปวิ่งตามมัน พอเราแก้อันนี้ได้ มันก็ไปได้"

หลวงพ่อเรียนถามอีกว่า

"ทำไมบางคนไม่มีอะไรขัดข้องในการภาวนาล่ะครับ ?"

"อันนี้เป็นบุพกรรมของเรา ต้องต่อสู้กันในเวลานี้ ตอนจิตมันรวมนี่แหละ สิ่งที่เกิดขึ้นมาไม่ใช่ของร้ายอย่างเดียวนะ ของดีของน่ารักก็มี แต่เป็นอันตรายทั้งนั้น อย่าไปหมายมันเลย" ท่านอาจารย์วังตอบ

เหมือนบอกทางแก่คนหลงทาง หลังจากสนทนาธรรมกับท่านอาจารย์วัง หลวงพ่อเกิดความเข้าใจในความละเอียดลึกซึ้งของธรรมปฏิบัติมากขึ้น ครั้นพูดคุยเรื่องต่างๆ กันพอสมควร หลวงพ่อก็กราบลาท่านอาจารย์วังกลับที่พัก

ในขณะพักอยู่บนภูลังกา หลวงพ่อได้เร่งความเพียรอย่างหนัก พักผ่อนเพียงเล็กน้อย ไม่คำนึงถึงเวลาว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน คงยืนหยัดปฏิบัติไปอย่างต่อเนื่อง จิตพิจารณาเรื่องธาตุและสมมุติบัญญัติอยู่ตลอดเวลา หลวงพ่อพักอยู่ที่ภูลังกาได้สามวัน ก็กราบลาท่านอาจารย์วัง เดินลงมาถึงวัดแห่งหนึ่งตั้งอยู่เชิงเขา พอดีฝนตกจึงหลบเข้าไปนั่งสมาธิที่ใต้ถุนศาลา

ทันใดนั้น จิตเกิดความตั้งมั่นขึ้น แล้วมีความรู้เห็นตามมาเหมือนอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ดูอะไรเปลี่ยนไปหมด กาน้ำวางอยู่ข้างๆ ก็ดูเหมือนไม่ใช่กาน้ำ บาตรก็ดูเหมือนไม่ใช่บาตร ทุกๆ อย่างเปลี่ยนสภาพไปหมด ต่างกันราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธาตุ เป็นของสมมุติขึ้นทั้งนั้น แล้วน้อมเข้ามาดูตัวเอง ดูทุกสิ่งในร่างกายก็เห็นว่าไม่ใช่ของเรา ล้วนแต่เป็นของสมมุติทั้งหมด

การได้พบกับอาจารย์วังครั้งนั้น หลวงพ่อได้ความกระจ่างในทางธรรมปฏิบัติยิ่งขึ้น ท่านจึงให้อุทาหรณ์แก่บรรดาศิษย์ว่า

"...คนเราจะไปภาวนาคนเดียวมันก็ได้อยู่หรอก แต่บางคนอาจจะวกวนไปมาจนช้า ถ้ามีใครชี้บอกทางให้มันไปเร็ว และมีลู่ทางที่จะพิจารณามากกว่า..."

จากภูลังกา หลวงพ่อมุ่งหน้าสู่วัดป่าหนองฮี เพื่อกราบเยี่ยมหลวงปู่กินรี การพบกันในครั้งนี้ หลวงปู่ให้คำแนะนำสั้นๆ ตามอัธยาศัยของท่านว่า

"ท่านชา การเที่ยวธุดงค์ของท่านก็พอสมควรแล้ว ควรไปหาที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งในที่ ราบๆ บ้างนะ"

หลวงพ่อกราบเรียนหลวงปู่ว่า

"กระผมตั้งใจจะธุดงค์กลับไปทางบ้านที่อุบลครับ"

"...จะกลับบ้านเพราะคิดถึงใครหรือเปล่า...? ถ้าคิดถึงผู้ใด ผู้นั้นจะให้โทษแก่เรา..." หลวงปู่กล่าวทิ้งท้ายด้วยคำอมตะ

เมื่อหลวงพ่อมาอยู่วัดหนองป่าพงแล้ว ได้นิมนต์ให้หลวงปู่กินรีมาพำนักด้วย เพื่อจะได้ปฏิบัติ อาจริยวัตร อุปัฏฐากรับใช้ท่าน แต่หลวงปู่ก็เพียงมาเยี่ยมเยือนเป็นครั้งคราวเท่านั้น ต่อมาหลวงพ่อได้ส่งพระเณรไปอุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่กินรี จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

ใต้ร่มโพธิญาณ
พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)

ชีวประวัติหลวงพ่อชา สุภทฺโท
วัดหนองป่าพง
ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี



--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Sep 6 2014, 12:48 PM
โพสต์ #6


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





"..รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แลธรรมารมณ์ทั้งหลาย ทั้งภายนอกแลภายใน
เห็นเป็นอนิจจังของไม่เที่ยงจีรังถาวรยั่งยืน
เกิดมาแล้วก็แปรปรวน
ผลที่สุดก็ดับสูญหายไปตามสภาพของมัน
สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้น รองรับเอาสิ่งที่ไม่เที่ยงนั้น
จึงต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ตลอดเวลา

สิ่งทั้งปวงไม่ว่ารูปธรรม แลนามธรรม
เกิดขึ้นมาแล้วย่อมเป็นไปตามสภาพของมัน
ใครจะห้ามปรามอย่างไรๆ ย่อมไม่อยู่ในอำนาจของใครทั้งหมด
มิใช่ของไม่มี ของมีอยู่
แต่ห้ามมันไม่ได้จึงเรียกว่า อนัตตา.."

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี



--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Sep 6 2014, 12:51 PM
โพสต์ #7


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





ทุกวันนี้ไม่มีใครเจริญวิปัสสนาเพราะว่า รู้แล้ว
รู้ได้อย่างไร
รู้จากตำรา
อยากรู้อะไรก็ไปอ่านเอา
เพราะฉะนั้นจึงมีแต่ความรู้ ความรู้เอาไปละกิเลสไม่ได้
คนเราไปเอาตำรามาพูดกันก็ถูกแต่เป็นปริยัติ
รู้ตามปริยัติ การปฏิบัติจึงไม่ก้าวหน้า

หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Sep 6 2014, 12:53 PM
โพสต์ #8


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





"วิชาไสยเวทวิทยาคมนี้เป็นเพียงโลกียวิชาเท่านั้น
ไม่ใช่วิชาประเสริฐ
ธรรมดาพระเณรที่บำเพ็ญเพียรด้านกรรมฐานจนบรรลุธรรมแก่กล้า ได้ฌาณสมาบัติ ได้วิโมกข์ ได้อภิญญาจิต ข้อใดข้อหนึ่งแล้ว
ถ้าคิดจะสงเคราะห์ชาวบ้านเมื่อไร ไม่จำเป็นต้องใช้เวทมนตร์คาถาเลย
เพียงแต่นึกอธิษฐานจิตขอบารมีพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ให้ช่วยขจัดปัดเป่าปัญหานั้น ๆ ก็จะสำเร็จประโยชน์ในพริบตา"

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Sep 7 2014, 08:14 PM
โพสต์ #9


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



ร่างกายนี้ คือ ศูนย์รวมแห่งความทุกข์
ถ้าไม่มีความพอใจในร่างกาย...จิตใจ ไม่ยึดติด
จะรู้สึกได้ถึงความเป็นอิสระที่แท้จริง

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม



--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Sep 7 2014, 10:09 PM
โพสต์ #10


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



"..อีแร้งบินสูงๆ แต่เวลาหิว ก็โฉบลงมากินหมาเน่า
เหมือนคนมีการศึกษาสูง แต่พอตัณหาเกิด
ก็ทำอะไรต่ำๆ เหมือนคนไม่มีการศึกษาเลย..."

หลวงพ่อชา สุภทฺโท




--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Sep 16 2014, 08:04 AM
โพสต์ #11


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





"อานิสงส์การรักษาศีลก็ได้แก่สำรวมกายวาจาใจของเราให้เรียบร้อย
เราไม่ทำโทษน้อยใหญ่ทั้งกายทั้งใจเราแล้ว
เราเกิดในชาติใดภพใดเราก็เป็นคนมีร่างกายสมบูรณ์ เป็นคนสวยคนงาม ไม่มีโรคไม่มีภัย ไม่มีความชั่วช้าลามก
เพราะเราสำรวมระวัง กายของเราเรียบร้อย วาจาของเราเรียบร้อย
โทษน้อยโทษใหญ่ไม่มีแล้ว
เราก็เป็นคนสมบูรณ์
ไปไหนก็ไม่มีภัยไม่มีเวร ไม่มีความชั่วทั้งหลาย
เมื่อเป็นฆราวาสศีลประจำตัวของเราคือศีลห้า
เราเกิดจากครรภ์มารดาก็ได้ศีลห้ามาพร้อม
คืออันใด
คือขาเราทั้งสองนี้หละ
แขนเราทั้งสองนี้หละ รวมกันก็เป็นสี่แล้ว
ศีรษะอีกอันหนึ่งก็เป็นห้า
นี่มีมาพร้อมหมดเมื่อเราเกิด
คือตัวศีลห้า
เมื่อเรามีศีลห้านี่แล้วเราก็ละเว้นโทษห้า"

...หลวงปู่ฝั้น อาจาโร


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Sep 25 2014, 07:56 AM
โพสต์ #12


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





คุณงดการฆ่าได้ เป็นเรื่องน่าอนุโมทนา คุณไม่กินเนื้อได้ ก็น่าอนุโมทนาเพราะคุณลดการเบียดเบียนทางปาก

แต่การที่ส่งใจไปคิดไม่ดีกับคนอื่น การนินทาว่าร้าย การเห็นว่าเขาเลวนั้นก็การเบียดเบียนคนอื่นเขาด้วย

คุณกินเจด้วยใจ เป็นบุญเป็นกุศล นั้นยอดความดี แต่เมื่อกินแล้ว กลับไปกล่าวร้ายว่าร้ายคนอื่น คุณก็ยังเบียดเบียนคนอื่นอยู่ดีนั้นหล่ะ

ปากหน่ะเป็นบ่อเกิดบุญก็ได้ เป็นบ่อเกิดบาปก็ได้ เราทำดีนั่นเป็นส่วนดีของเรา แต่อย่าเที่ยวไปว่าคนอื่นเขา

ศีลมีไว้พัฒนาตนเองไม่ใช่มีไว้จับผิดคนอื่น

คนที่กินผักกินเจ แล้วเที่ยวไปว่าคนอื่น ก็หนีไม่พ้นการเบียดเบียนอยู่ดี จงทำตนให้ดี แต่อย่าไปเที่ยวว่าใคร เห็นว่าตนดีกว่าเขา คุณก็ทุกข์เท่าความดีที่คุณมีนั้นหล่ะ

ทำความดีหน่ะมันดี แต่หลงในความดี หรือหลงในสิ่งที่ตนคิดว่าดี ความดีนั่นกำลังทำร้ายเรานะ

ทำดีแทนที่จะมีสุข กลับทุกข์เพราะความดีที่ตนทำ จำไว้ความดีความบริสุทธิ์เป็นเรื่องส่วนบุคคลอย่าเอาตนเป็นบรรทัดฐาน

กินเจกินผัก ต้องเว้นการเบียนเบียนทางกาย ทางวาจา ทางใจด้วย ถ้ากินเจแล้วเที่ยวไปจับผิดคนอื่น อย่ากินเลยจะดีกว่า เข้าใจนะ


โอวาทธรรม หลวงปู่ไดโนเสาร์


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Sep 28 2014, 06:42 AM
โพสต์ #13


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





ที่จริงพระอรหันต์ทั้งหลายท่านไม่รู้อะไรมากมายเลย
เพียงแต่เจริญจิตให้รู้แจ้งในขันธ์ ๕
แทงตลอดในปฏิจจสมุปบาท
หยุดปรุงแต่ง หยุดการแสวงหา หยุดกิริยาจิต
มันก็จบแค่นี้ เหลือแต่บริสุทธิ์ สะอาด สว่าง ว่าง
มหาสุญญตา ว่างมหาศาล

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Sep 28 2014, 09:06 AM
โพสต์ #14


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





"..ถ้าคุณคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหา มันก็เป็นปัญหา
ปัญหา มันจะใหญ่ หรือ เล็ก
มันขึ้นอยู่กับว่า เราให้ความสำคัญมันแค่ไหน
ถ้าคุณไม่ไปหมกมุ่น ไม่เอาใจไปฝักใฝ่กับมันมาก
ตั้งสติขึ้นมา คุณจะเห็นทางออกของปัญหา
ขณะที่คุณประสบกับปัญหาอยู่ คุณก็เห็นว่ามันใหญ่
แต่ถ้าคุณผ่านมันไปแล้ว คุณก็จะเห็นว่าเล็กนิดเดียว

คุณต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ปัญหามันจะเข้ามาหาคุณเรื่อยๆ
ยิ่งโตขึ้น ปัญหามันก็เพิ่มมากขึ้น ยิ่งยากมากขึ้น
ถ้าคุณแก้ปัญหายากๆ ผ่านพ้นไปได้
ก็แสดงว่า คุณกำลังโตขึ้นไปอีก

อย่าให้ผงเล็กที่เข้าตาแล้ว มันบังตา จนเห็นว่ามันใหญ่
ที่จริงมันใหญ่ เพราะคุณเอาออกเองไม่ได้
ให้วางใจในปัญหานะ ตั้งสติขึ้นนะ
อย่าไปคิดว่ามันไม่มีทางออก
เตรียมใจ ไว้รับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเถอะ
เมื่อคุณพบมัน ก็จงบอกตัวเองว่า มันเล็กนิดเดียว..."


หลวงปู่หา สุภโร


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Oct 16 2014, 10:39 PM
โพสต์ #15


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





หลวงปู่สอนคนหลายใจ

ด้วยเรื่องการปฏิบัติธรรมของเมืองไทยมีอยู่หลายสำนัก หลายวัด ทำให้ผู้คนเริ่มสับสนไม่รู้ว่าควร ปฏิบัติตามแนวทางใด สำนักใดจึงจะถูกต้อง วันนี้ก็เช่นกัน หลังฉันเช้าเสร็จก็มีโยมเข้ามากราบและเรียนถามปัญหาคาใจกับหลวงปู่

โยม ; หลวงปู่เจ้าขา โยมเป็นคนชอบปฏิบัติธรรม ชอบกราบชอบไหว้ครูบาอาจารย์ เจ้าค่ะ

หลวงปู่ ; อนุโมทนานะคุณนะ

โยม ; โยมไปปฏิบัติมาหลายสำนัก แต่งงที่ยังไม่ก้าวหน้ามาหลังเลยเจ้าค่ะ เวลาภาวนาพุทโธ บางที่พอง-ยุบก็เข้ามาแทรก ครั้นพอเอาสติมาจับพอง-ยุบ สัมมาอรหังก็โผล่มา ไม่รู้โยมจะทำอย่างไร จับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ว ไม่ทราบว่าสายไหนดี สายไหนไม่ดีเจ้าค่ะ

หลวงปู่ ; เหอะ เหอะ คุณรู้จักเป็ดไหม

โยม ; รู้จักเจ้าค่ะ ทำไมเจ้าค่ะ

หลวงปู่ ; เออ เป็ดหน่ะ มันบินเป็น ว่ายน้ำเป็น เดินก็เป็น มุดน้ำก็เป็น แต่มันเป็นแบบไม่เก่ง ไม่สวย เดินมันก็เดินไม่สวยเหมือนไก่ ว่ายน้ำมันก็ว่ายเป็นแต่ไม่เก่งเหมือนปลา บินมันก็บินเป็นแต่ไม่เก่งเหมือนนก สำนักปฏิบัติธรรมมีมากมายหลายหลาก ต่างแบบก็ต่างทำ ต่างวิธีการ ล้วนแต่ทำตามความถนัด ทำตามจริตของตนเอง ของครูบาอาจารย์ แต่ทุกสำนักทุกสายก็รวมลงที่ความสงบ รวมลงที่ปัญญา รวมลงที่การรู้ธรรมเห็นธรรม ตามแบบตามแผนที่ครูบาอาจารย์ท่านสั่งท่านสอน ถนนทุกสายล้วนมุ่งสู่เมืองหลวง หัวใจทุกดวงก็ล้วนมุ่งสู่พระนิพพาน ให้เดินถนนสายเดียวนะ จะเข้ากรุงเทพ ออกไปจากการสินธุ์ ไปถึงขอนแก่นก็เปลี่ยนใจวิ่งไปทางเมืองเลย ไปถึงเมืองเลยก็วิ่งเข้าพิษณุโลก ออกจากพิษณุโลกก็เปลี่ยนใจไปกาญจนบุรี แล้วเมื่อไหร่จะถึงกรุงเทพ ทั้งๆที่ถนนทุกสายก็มุ่งสู่กรุงเทพ ก็เพราะเปลี่ยนใจ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หาถนนเส้นนั้น เปลี่ยนถนนเส้นนี้ ก็เนิ่นช้าเท่านั้น คุณเอ้ย ถ้ากรรมฐานยังจัดเข้าใน สมถะ ๔๐ วิปัสนา ๒ อย่างอยู่ กรรมฐานนั้น การปฏิบัติของสำนักนั้นก็ถือว่าถูกต้อง อย่าเลือกว่าสายใดแบบไหน อย่ามีสาย อย่าไปสังกัดสายนั้นสายนี้ ให้มันเป็นอัตตา ให้มันมีตัวมีตน เราปฏิบัติเพื่อทิ้งตัวทิ้งตน มีสายก็มีตน มีตนก็มีเรา มีเราก็มีพวกเขาพวกเรา เห็นว่าเราดีกว่าเขา เขาเลวกว่าเรา ถ้าคุณภาวนาพุทโธแล้วเที่ยวไปเหยียดหยาม พองหนอ - ยุบหนอ ไปเหยียดหยามสัมมาอรหัง ไปเหยียดหยามนะมะพะธะ ว่าเป็นของเลวเป็นของไม่ดี ในเมื่อคุณยังไม่เคยปฏิบัติคุณรู้หรือว่าไม่ดี คุณไม่รู้จักดี ไม่รู้อย่างลึกซึ้ง ไปยังไม่ถึงที่สุด จะเป็นการไม่ให้ความเป็นธรรมแก่สำนักเหล่านั้นหรือ ธรรมมะของพระบรมครูตรัสไว้มากมาย ตรัสให้คนต่างคน ต่างโอกาสฟัง คุณไม่ต้องทำตามเสียทุกอย่างนี่ เลือกเอาที่ตรงใจเรา ตรงจริตเรา เหมาะสมกับเราแล้วปฏิบัติ เดินทางเดียวอย่าเดินหลายทาง มันช้า เข้าใจนะ

โยม ; เจ้าค่ะ แต่โยมจะแก้อาการที่พบอยู่อย่างไรเจ้าคะ

หลวงปู่ ; ตั้งผู้รู้ขึ้นนะ ตั้งสตินะ รู้กับเดี๋ยวนี้ รู้กับขณะนี้ แล้วดูความเปลี่ยนแปลงในใจ ดูคำบริกรรม อย่าทิ้งบริกรรม ตั้งสติดูคำบริกรรม เมื่อมันขาดสติไปหาคำอื่นๆตั้งสติแล้วดึงกลับมา เลิกเป็นกรรมฐานเป็ด เลิกเป็นกรรมลอย ลอยไปหาคำนั้น ลอยไปหาวิธีนี้ ให้มั่นใจในเส้นทางที่ครูบาอาจารย์นำพาพวกเราเดิน เข้าใจนะ อย่าเป็นกรรมฐานเป็ดนะ


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Oct 16 2014, 10:42 PM
โพสต์ #16


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





พระธาตุ

เรื่องเกศาองค์หลวงปู่ ปกติเมื่อมีการปลงออกมาจะม้วนกันเป็นก้อนกลม บางก้อนจะปรากฏเป็นผลึกแก้วใสปนอยู่ข้างใน บางก้อนเส้นเกศาจะใสและสะท้อนแสง ส่วนตัวของผู้เขียน เคยได้รับเล็บเท้าท่านมาใส่ผอบไว้บูชา ปรากฏว่า เศษเล็บขององค์ท่านค่อยๆเปลี่ยนจากเล็บ เป็นการรวมกันเป็นก้อนกลมๆ และบางชิ้นก็จับกันเป็นแพ มีผลึกแก้วใสๆปนรวมอยู่ เล็บบางชิ้นก็เริ่มใสขึ้นเรื่อยๆ อีกอีกอย่างที่แปลกคือ เมื่อสมัยท่านเข้ารักษาอาการอาพาธที่กรุงเทพ ได้ขอเจาะเลือดท่านไว้ตรวจ เมื่อตรวจเสร็จส่วนที่เหลือคุณขวัญเรือน อุปฐากท่านขอหมอเก็บรักษาไว้ เป็นเวลากว่า ๒ ปี ปรากฏว่าเลือดนั้นไม่เน่าไม่เสีย ไม่จับเป็นก้อน กลับยังเป็นน้ำเลือดที่ยังไหลและเป็นสีเลือดอยู่
เหตุนี้จึงมีคนมาขอเกศา ขอเล็บท่านบ่อยๆ วันนี้ก็เช่นกัน มีครูบาท่านหนึ่งมากราบองค์หลวงปู่พร้อมผอบใบใหญ่

ครูบา ; ขอโอกาสองค์หลวงปู่ครับผม เกล้าอยากได้เกศาองค์หลวงปู่ไปบูชา ไม่ทราบว่าตั้งแต่วันโกนยังมีเหลืออยู่หรือไม่ครับผม

หลวงปู่ ; หือ จะเอาไปทำไมหล่ะเส้นผมนั้น

ครูบา ; เอาไปเป็นสังฆานุสติ ไปน้อมระลึกถึงองค์หลวงปู่ครับผม

หลวงปู่ ; เหอะ เหอะ ตัวท่านไม่ใช่สังฆาเหรอ จึงต้องไปเที่ยวพึ่งสังฆาอื่น เอาเส้นผมไปบูชา เอาของทิ้งไปบูชา อย่าเอาของนอกแถวนอกแนวคำสอนพระบรมครูนะ พระองค์ให้พึ่งตนเอง ให้ทำเอง คุณก็มีมือมีเท้า ทำไมไม่ทำเอง เขาว่าเส้นผมของผมเป็นพระธาตุ ผมก็ไม่เคยไปขอดูกับคนที่เขาเก็บไว้ มีแต่คนเขาว่า ถ้ามันเป็นพระธาตุจริง ไม่ก็ไม่แปลกดอกคุณเอ้ย ผมก็คน คุณก็คน ถ้าคุณอยากได้คุณก็ต้องทำเอง ดีกว่าไปขอคนอื่นเขา เที่ยวขอคนนั้นคนนี้ องค์นั้นองค์นี้ ขอมาไว้ทำไม ขอมาสะสมเอากิเลส มัวแต่ไปหลงพระธาตุจนลืมพระธรรม พระธาตุยังศรัทธาให้เกิดได้เท่านี้ แต่พระธรรมนั้นยังปัญญาให้เกิด เป็นประโยชน์โสตถิผลต่อเราทั้งในชาตินี้และชาติหน้า พระธาตุที่คุณสะสมไว้ เอาออกมาดูดีใจภูมิใจว่าเป็นของคนนั้นคนนี้ องค์นั้นองค์นี้ แต่แล้วก็พอกพูนกิเลสตนเอาไว้ ตามจิตตัวเองไม่ทัน สำคัญว่า เส้นผม เล็บเท้า เล็บมือ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ สำคัญว่ากระดูกเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ก็พยายามเก็บสะสมให้มากๆ เอาไปเอามา น้ำเยี่ยว น้ำหมากก็พลอยกลายเป็นพระธาตุไปด้วย ของคุณไม่มีหรืออย่างไร กระดูกหน่ะ เส้นผมหน่ะ เล็บหน่ะ แบกสังขารไม่หนักบ้างเหรอกระดูกตัวเองก็ไม่พอเหรอ หลวงปู่นั้นพอแล้วแบกมานานแล้วหนักแล้วเหนื่อยแล้ว คุณเอ้ย กระดูกเราก็หนักพออยู่แล้ว อย่าไปเที่ยวเอากระดูกใครมาแบกนะ มันหนักเพิ่ม ภาราทานัง ทุกขัง โลเก การแบกถือของหนักเป็นความทุกข์ในโลกเด้อ ให้พากันจำไว้ ให้เอาเวลาไปทำความพากความเพียร เอาเวลาไปภาวนา ดีกว่ามาเที่ยวหาเส้นผม เศษเล็บ เศษกระดูกคนอื่นไปบูชา อยากได้ก็ให้พากันทำเอานะ อย่าไปอาศัยแรง อาศัยกำลังคนอื่นทำเข้าใจนะ


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Nov 5 2014, 08:23 AM
โพสต์ #17


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





“คนเฒ่าคนนี้สำคัญมากนะ””

โดยปกติแล้วเพิ่นครูอาจารย์มั่น เพิ่นอยู่ไหนนานๆ นั้น เพิ่นต้องอยู่ด้วยการรู้เห็นอุปนิสสัยของบุคคลผู้ที่จะได้รับประโยชน์ ตลอดจนได้มรรคได้ผล

วัดหนองน่องบ้านห้วยทรายนี้ก็เหมือนกัน มีหลวงตาทุม รูปนี้ล่ะที่เป็นผู้ได้คุณธรรมชั้นสูง

เพิ่นครูอาจารย์มั่นเอาพ่อผ้าขาวทุมขึ้นไปบวชแล้ว พวกหมู่พ่อออกก็ขึ้นไปรับลงมาอยู่จำพรรษาวัดหนองน่อง ก่อนลงมาเพิ่นครูอาจารย์มั่นให้โอวาทกำกับคนเฒ่าหลวงพ่อทุมว่า

““หลวงพ่อเฒ่าให้คุณตั้งใจภาวนา อิหยังจะเกิดก็ตามในขณะภาวนา อย่าได้ทิ้งผู้รู้อย่างเด็ดขาด ตั้งผู้รู้ให้ได้””

ก่อนลงมาก็ทำขมาคารวะกรรมเข้าพรรษา แล้วก็ลงมา
ลงมาแล้วหลวงตาเฒ่าก็ทำกิจวัตร ข้อวัตร ของตนมิได้ขาด รักษาธรรมวินัย มิได้บกพร่อง ตั้งใจของตนเรื่อยมา

หลังจากนั้นที่เพิ่นครูอาจารย์มั่นอยู่จำพรรษาทางเหนือเที่ยวธุดงค์แถบจังหวัดเลย อุดร หนองคาย หนองบัวลำภู นครพนม แล้วก็ลงมาอยู่จำพรรษาอยู่วัดหนองน่อง เอาคุณแม่จันทร์โยมแม่ออกของเพิ่นครูอาจารย์มั่นลงมาด้วย

มาถึงแล้วก็ถามหลวงตาทุมว่า “เป็นแนวได๋หลวงตาผู้เฒ่าคุณฟังเทศน์ได้ความดีบ่”

“โดยข้าน้อย ฟังได้ธรรมะอยู่ครับ” จากนั้นหลวงตาทุมก็ได้แจกแจงลำดับหัวข้อเทศนาของเพิ่นครูอาจารย์มั่นว่า วันนั้นๆ เดือนนั้นปีนั้น อัญญาท่านได้แสดงเรื่องนั้น ว่าอย่างนั้น อยู่ที่นั้น”

เพิ่นครูอาจารย์มั่นก็นั่งฟังคนเฒ่าลำดับสาธยายอยู่

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่ฉงนใจ อัศจรรย์ใจของหมู่พระเณรผู้ติดตาม
เพิ่นครูอาจารย์มั่นว่า ก็คนเฒ่าหลวงตาเฒ่าคนนี้อยู่ประจำวัดนี้อยู่ที่นี่จะได้ยินครูอาจารย์เพิ่นเทศน์ได้อ
ย่างไร เป็นที่สงสัยของหมู่พระเณรอย่างมาก เพราะหลวงตาเฒ่าอยู่ทางนี้กลับฟังเทศน์ธรรมได้ดีกว่าพวกตนเป็นนักเป็นหนา

เพิ่นครูอาจารย์มั่นกลัวว่าพระเณรจะปรามาสหลวงตาเฒ่าให้เป็นบาปเป็นกรรมได้ เพิ่นจึงได้แก้ไขความสงสัยว่า

“คนเราผู้ตั้งใจไว้ดีแล้วนั้น การฟังจะฟังใกล้ จะฟังไกล ก็ฟังได้ความทุกถ้อยกระทงธรรม ผู้อยู่ใกล้กับมดส้ม มดแดงเฝ้าผลหมากม่วงก็มีถมไป””

ก็ในพรรษานี้เองที่หลวงตาทุมได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน เทียบเคียงขออุบายธรรม เพื่อแก้ไขขัดเกลาจิตใจของท่านกับเพิ่นครูอาจารย์มั่น

หลวงตาทุมเองก็ปฏิบัติตนเป็นที่น่าเลื่อมใส ตั้งอยู่ในสมณวินัยมิได้มีการถือตนลำพองใจแต่อย่างใด ยังปฏิบัติตนตามอายุพรรษาพระนวกะปฏิบัติครูบาอาจารย์ รับใช้ช่วยเหลือการงานของพระเณรเท่าที่เพิ่นจะทำได้ แม้พระเณรจะห้ามมิให้ทำก็ตามหลวงตาเฒ่าก็ขอโอกาสทำตามกำลังของตนจะอำนวย””

“วันนั้นตั้งแต่เช้าตื่นนอนมา ลูกหลานนำจังหันมาส่งได้ให้พรและฉันจังหัน ก็ทำข้อวัตรภาคเช้า มาพักผ่อนเอาเที่ยงกว่า พักไปได้หน่อยเดียวก็ลุกขึ้นมา มีความคิดที่อยากจะภาวนาก็เลยทำข้อวัตรในช่วงบ่าย มีการปัดกวาดใบไม้ดูแลเสนาสนะเสร็จแล้ว ก็อาบน้ำชำระกาย จากนั้นก็เข้ากุฏิปิดงับหน้าต่างประตูให้มิดชิดแล้วก็นั่งเข้าที่ภาวนานั่งนึกพุทโธจ
นอารมณ์เป็นเอกัคคตารมณ์แล้ว ปรากฏว่า

“ร่างกายแยกออกเป็น ๒ ภาค ส่วนหนึ่งกระเด็นไปฟากฟ้าด้านตะวันออก อีกส่วนหนึ่งกระเด็นไปฟากฟ้าตะวันตก ร่างกายหายไประยะชั่วอึดใจ จากนั้นก็มีรูปร่างใหม่รู้ตัวใหม่ว่ามีรูปกาย มีรูปใจ ตั้งใจรวมสมาธิใหม่พอจิตเป็นเอกัคคตารมณ์แล้ว ร่างกายก็แตกดับใหม่อีก แยกออกเป็น ๒ ภาคเหมือนเดิม ส่วนหนึ่งตกไปทิศเหนือห่างจากตัวพอมองเห็นชัด อีกส่วนหนึ่งตกไปทิศใต้ห่างจากตนพอมองเห็นชัด จากนั้นก็เกิดเป็นอสุภะตามลำดับจนส่วนของร่างกายนั้นหายไปเป็นดิน

ขณะท่านเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า อะไรจะเกิดขึ้นหนอ ก็มีเสียงธรรม
มาเตือนว่า “อย่าไปสนใจอะไรทั้งหมดให้ตั้งผู้รู้ให้ได้ อะไรจะเกิดขึ้นก็ให้มีผู้รู้อยู่กับตัว””

จากนั้นท่านก็กำหนดตั้งใจระลึกในผู้รู้ได้ จิตใจสงบแนบแน่นขึ้นจนจิตเคลื่อนจากอาการนั้นอยู่ต่อไปอีก

จิตก็เที่ยวไปในภูมิต่ำมีนรกหลุมต่างๆ จากหลุมใหญ่สุดแล้วก็เที่ยวไปในหลุมบริวารต่างๆ พอพ้นจากนรกภูมิต่ำแล้วก็ลำดับพิภพของสัตว์เดรัจฉานน้อยใหญ่ ดูในภูมิของมนุษย์ ดูในภูมิของสวรรค์ ลำดับชั้นสวรรค์จนครบก็ขึ้นชั้นพรหมาปริสัชชาเทวา

เลยมีเสียงบอกว่า ยังไม่ถึงกาลเวลาขอพระคุณเจ้าจงลงไปก่อน”จิตของท่านเลยถอยจากสมาธิ รู้สึกตัว กายกับใจเคลื่อนเข้าหากันลุกออกจากการทำสมาธิภาวนา แต่นิมิตที่เห็นนั้นจำได้จนหมด ท่านก็ไม่ใส่ใจเรื่องของมันต้องเป็นอย่างนั้นเกิดแล้วก็ดับไป

ท่านมาใส่ใจการทำภาวนาให้มากขึ้นกว่าเดิม นิมิตต่างๆ เกิดขึ้นก็เรื่องของมัน เกิดมาก็เป็นอย่างนั้น ท่านย้อนมาดูกายจนแจ้งชัดกายมาดูเวทนามาดูจิต มาดูธรรม จนเกิดผลอัศจรรย์เฉพาะตัวเป็นชั้นๆ ขั้นๆ ไป

ท่านบอกว่าระยะเวลานิมิตท่องเที่ยวภูมิต่างๆ นั้น ใช้เวลาตั้งแต่ประมาณบ่าย ๓ โมงจนแปดนาฬิกาอีกวัน จากนั้นก็เกิดเป็นผลอัศจรรย์เรื่อยมาโดยอาศัยเทศน์ธรรมะของเพิ่นครูอาจารย์มั่น ที่ท่านเทศน์ในที่ต่างๆ ทางทิศเหนือทางอุดร หนองคาย”

“สมัยอายุ ๘ - ๙ ปี วันไหนได้ไปส่งจังหันถ้าวันนั้นจะเป็นวันที่หลวงปู่มั่นเทศน์ ท่านก็จะเตือนผู้คนเด็กผู้ใหญ่ว่า อย่าใช้เสียง อย่าเสียงดัง ข้าฯ จะฟังเทศน์ญาท่าน”

จากนั้นท่านก็ห่มผ้า เฉวียงบ่า กราบไหว้ไปในทิศที่หลวงปู่มั่นกำลังจะเทศน์อยู่ จากนั้นก็นั่งฟังจนจบเทศนา ท่านจึงลุกคุกเข่ากราบไหว้แล้วไปทำข้อวัตรต่างๆ ต่อไป สมัยนั้นเราก็เป็นเด็กอยู่เลยมิได้สังเกตอะไรมาก แต่อาศัยจดจำจากคำของคนใหญ่”

นอกจากหูฟังได้ไกล ใจแก้ไขได้ถูกต้องแล้ว หลวงตาทุมยังกำหนดวันละสังขารรูปกายของตนได้

เดือน ๑๑ เก็บข้าวกล้านาบุ้งยุ้งฉางของแล้วหมด ลมเปลี่ยนทิศ วันนั้นล่ะลูกหลานเอย ผู้ข้าจะต้องไป - ไปตามกรรมของตน เหลือแต่ชั้นของสูเจ้า ญาท่านได้บอกสอนไว้หมดแล้วให้ใส่ใจตนของตนอัตตาหิ อัตโน นาโถ ให้ชัดเจน”

เมื่อวันเวลาดังกล่าวมาถึงก็จริงดังกำหนดเอาไว้
แต่เช้าวันนั้นลมกลับทิศหลวงตาผู้เฒ่าก็มีอาการไข้และเหนื่อยเล็กน้อย ลูกหลานญาติโยมจึงมาเฝ้าแต่เช้า

ตัวท่านเองหลังจากฉันจังหัน ก็ทำสรีระกิจ ปัดกวาดกุฏิโดยมีเด็กอยู่วัดคอยช่วยเหลือเสร็จจากนั้นท่านก็ไหว้พระภาวนาแล้วจึงจำวั
ดประมาณ ๔๕ นาที จึงลุกมานั่งชานนอกกุฏิ ญาติโยมก็ตำหมากถวายแต่ท่านปฏิเสธ แต่ฉันน้ำสักพักก็กลับเข้าห้องภาวนาบอกห้ามเสียงรบกวนท่านภาวนาจากบ่ายคล้อยจนบ่าย ๕ โมงเย็น ก็ออกมาสรงน้ำ สรงน้ำเสร็จท่านก็กลับเข้าห้องภาวนาต่อ

ลูกหลานก็คอยค่อย ๆ ย่องเข้าไปใต้ถุนกุฏิท่านก็บอกออกมาจากกุฏิว่า ยังข้ายังอยู่

ลูกหลานญาติโยมทำอยู่หลายครั้ง ท่านก็บอกออกมาทุกครั้ง
จนได้เวลาประมาณตี ๔ ตี ๕ ครั้งสุดท้ายที่ย่องเข้าไปเสียงที่ท่านเคยตอบกลับเงียบ เมื่อขึ้นไปดูบนกุฏิปรากฏว่าท่านละสังขารไปแล้ว อยู่ในท่าภาวนานั่งค้อมไปข้างหน้าเล็กน้อย แต่อยู่ในท่าสมาธิภาวนา

เช้าวันใหม่ลูกหลานจึงจัดการสังสการศพ ในสมัยนั้นทำกันง่ายๆ ไม่ยุ่งยากวุ่นวายเหมือนสมัยนี้ เหลือแต่อัฐิ อังคาร ก็ไม่มีใครสนใจอยากได้ หลงงมงายเหมือนสมัยนี้ เผาเสร็จแล้วก็ขุดหลุมฝังอัฐิอังคารรวมลงไปอัดดินถมดินให้แน่นก็เสร็จแล้วสมบูรณ์””

ธรรมะประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญโญ


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Nov 20 2014, 10:10 PM
โพสต์ #18


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





ขอให้ท่านทั้งหลายจงสำรวจดูความสุข ว่าตรงไหนที่ตนเห็นว่ามันสุขที่สุดในชีวิต
ครั้นสำรวจดูแล้วมันก็แค่นั้นแหละ
แค่ที่เราเคยรู้เคยพบมาแล้วนั่นเอง
ทำไมจึงไม่มากกว่านั้น มากกว่านั้นไม่มี
โลกนี้มีอยู่แค่นั้นเอง
แล้วก็ซ้ำๆ ซากๆ อยู่แค่นั้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ร่ำไป
มันจึงน่าจะมีความสุขชนิดพิเศษกว่า ประเสริฐกว่านั้น ปลอดภัยกว่านั้น

พระอริยะเจ้าทั้งหลาย ท่านจึงสละสุขส่วนน้อยนั้นเสีย
เพื่อแสวงหาสุขอันเกิดจากความสงบกาย สงบจิต สงบกิเลส
เป็นความสุขที่ปลอดภัยหาสิ่งใดเปรียบมิได้เลย..

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Dec 1 2014, 09:37 PM
โพสต์ #19


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





ภัยของผู้หญิง

“ไปซื้อเครื่องบวช อยู่ตลาดบ้านผือ เราก็ไปถามหาของร้านนั้นร้านนี้ เขาก็ชี้บอกให้ไปถามดูร้านอียายบางว่าจะมีไหม ก็ไปถามนั่นนี่ต่อรองราคากับพ่อของอียายบาง
พออียายบาง(นางสาวบาง) มาเห็นเราเท่านั้นแหละ ยืนตะลึงงงงันอยู่นั่น เราก็เงอะงะทำอะไรไม่ถูก อียายบางก็บอกให้พ่อไปขายของให้คนอื่น แล้วก็เข้ามาพูดถามเราว่าไปไหนมาไหนอยู่ที่ไหน ต้องการอะไร
เราก็บอกไปตามจริงว่า อยากได้มีดโกนกาตา ๓ ตา อยากได้มีดพับกาหัวหมาและของอย่างอื่นอีกเล็กน้อย จะเอาไปเป็นเครื่องบวช สาวก็ถามว่า จะเอาไปบวชใคร ? “จะบวชเอง” เราตอบ
สาวก็นิ่งเฉยอยู่ทำท่าน้ำตาจะไหล น้ำตาไต่ขอบ เราก็นึกในใจอะไรอีกบาปกรรมอะไรของกูอีกหนอนี่ แล้วสาวก็เล่าความฝันให้ฟังว่าเมื่อคืนนี้ฝันเห็นพี่นาคมาหาก่อนแล้ว ไม่ผิดเลยกับความฝันแล้วเขาก็ว่า “ขอเถอะพี่นาคอย่าฟ่าวบวช มาอยู่ค้าขายด้วยกันนี้ก็พอจะเป็นไปได้อยู่ ทุนรอนก็มี กำไรค้าขายก็พอมี พ่อแม่ก็คงจะไม่ว่าอะไร คืนนี้จะปรึกษากับพ่อแม่ดูให้ไปเอาพี่นาคมาอยู่ด้วยค้าขายด้วยกัน ขอให้ได้ลูกเสียก่อนจะไปบวชก็แล้วจั่งไปนะอ้ายนาคนะ””
เราก็ไม่รับปากเขา จะถามซื้อ ถามหาของ เขาก็ว่า ของขาดร้านไป จะสั่งด่วนมาให้อีก ๓ วัน ให้มาเอาได้แต่อย่าลืมนะ”
สาวก็หอบของอยู่ของกิน ของใช้ให้ ฝากเอามาให้แม่ออกด้วยกลับไปเราก็ไปเล่าสู่แม่ออกฟัง
แม่ออกก็ว่า โต๋รักเขาไหม ?”
“ “โอ.... คุณแม่ผมมาบวชมิได้มาเสาะหาสาว หรือคุณแม่จะเอาลูกสะไภ้ก็เอา”
“ จิตใจเป็นยังไง ?”
“ ก็ไม่เป็นยังไงล่ะ เห็นหน้าเขาก็ตะลึงเหมือนกับคนคุ้นเคย เคยอยู่ เคยกิน มาด้วยกันนานแสนนาน จะว่ารักก็มิใช่แต่มันเหมือนกับรู้จักกันมานานแล้ว”
ได้วันที่ ๓ เราก็ไปเอามีดโกนที่สั่งเอาไว้ ทีนี้ไปถึงร้านก็มีแต่อียายบาง(นางสาวบาง)อยู่คนเดียว สาวก็บอกว่า พ่อไปซื้อของแต่เมืองอุดรตั้งแต่เช้ามืดได้แน่นอน ขอให้รอเอาอาจจะบ่ายๆ หรือค่ำๆ ก็จะมาถึงแล้ว”
ตัวเราก็อยากได้ของเครื่องบวชจึงได้รอเอา มีคนมาซื้อเขาก็ลุกไปขายให้ แล้วก็มานั่งคุยเรานั่นนี้ สุดท้ายจับมือเราดึงเข้าข้างใน เราก็ตามไป ให้ดูนั่นนี่สมบัติข้าวของภายในบ้าน เอาเข้าพอๆ จะดึงเราเข้าห้องนอน
พี่นาคเข้านอนด้วยกันเถ๊อะ”
เราก็ว่า น้องเอ๊ย พี่นี้ตั้งใจบวชได้มาพบปะกับน้องเท่านี้ก็นับว่ามีบุญแล้ว ชาตินี้คงจะเข้าห้องเข้าหอกับใครมิได้หรอก ขอให้พี่ได้บวชถวายบูชาต่อศาสนาเสียเถ๊อะ ชาติหน้าต่อไปหากบุญสิมาเกี่ยวก้อยร้อยกันสู่สวรรค์ชั้นวิมานเองดอกน้องเอ๊ย”
เขาก็ปล่อยเรา ไม่ว่าอะไร นั่งซึมน้ำตาไหล สาวเองก็คงตั้งใจอยู่นาน พอดีกับมีคนมาขอซื้อของ เขาจึงออกมา ขอบตาแดงร้องไห้แต่ล้างหน้าแล้ว
ขายของแล้ว สาวก็มานั่งพูดคุยว่า จะบวชเมื่อใด ?”
จะบวชที่ไหน ?”
จะบวชนานไหม ?”
บวชแล้วจะอยู่ที่ใด ?”
เราก็บอกไปตามจริง
สาวก็เลยเอาเงินเอาของอย่างอื่นจัดใส่ลังไว้ให้ เงินถวายพระเณรวันไปบวชข้าวของอย่างอื่นอีกหลายสิ่งหลายอันก็เป็นของอียายบาง(นางสาว
บาง)หมด แต่เขาก็ไม่ยอมแค่นั้น ยังตามไปรังควานอยู่วัดบ้านโคกคอนอีกไปกับพ่อแม่ของเขา เขาว่าจะตามไปบวชด้วย แล้วเขาก็ไปว่ากับหมู่แม่ออก
แต่ก่อนว่าจะเข้าบวชเณรกับบวชพระพร้อมกันเลย เพราะมีพระมาจากวัดโพธิสมภรณ์ กลับมาเยี่ยมบ้านได้ไปเรียนให้ท่านเจ้าคุณฯพระอุปัชฌาย์ รู้ล่วงหน้าแล้ว
ทีนี้พอยายบางมาวุ่นวาย อาจารย์พัน (กนฺตสีโล) แม่ออก ย่าแก้ว ก็เกรงว่าจะสู้ยายบางไม่ได้ ก็เลยให้บวชเณรก่อนอยู่วัดบ้านโคกคอน
พอดีท่านอาจารย์โชติ (กาญฺจโน) ลงมาแต่หล่มสักมาเยี่ยมบ้าน อาจารย์พันก็ขอให้เพิ่นเป็นพระอุปัชฌาย์บวชเณรให้
บวชเณร แรม ๙ ค่ำเดือน ๓ ปี(๒๔) ๘๑ วัดบ้านโคกคอน ท่าบ่อ หนองคาย เป็นเณรเฒ่าเณรโขล่ง
บวชเณรแล้วอียายบางก็ยังมาสู่มาหาอยู่ จนบวชพระแล้วเราก็แยกตัวหนีจากอาจารย์พันและหมู่คณะ ปลีกตัวออกไปเพื่อให้พ้นจากภัยของผู้หญิง”
“อียายบาง(นางสาวบาง) อำเภอผือ คนนี้ เคยเป็นคู่ผัวเมียกันมาหลายภพหลายชาติ ภพชาติที่ได้เป็นพระเจ้าจักพรรดิ์เขาก็เคยเป็นเมียมาได้ ๑๐๐ ชีวิต เป็นอย่างอื่นอีกเป็นเมียมาหลายครั้ง จึงเป็นธรรมดาการเกิด การตาย จึงได้เกาะเกี่ยวกันมาเป็นธรรมดา เราก็รักเขาอย่างเก่า แต่มิใช่รักอย่างใหม่ คือ ดับการเกี่ยวข้องกันไปได้””


ธรรมะประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญโญ



--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Dec 4 2014, 08:22 PM
โพสต์ #20


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





"อย่าใช้มนต์ไล่ผี"

วิชาอาคมทางไสยศาสตร์ เช่น บทกันผี มนต์ไล่ผี มันไม่มี ความหมายอะไรสำหรับภูตผีปีศาจ เช่นอย่างภูตผีปีศาจที่มันเข้ามาสิงคน พวกเป็นผีเข้ามาสิงคนนี่มันเรียนมนต์ไสยศาสตร์จบมาแล้ว มนต์ไล่ผี มนต์ขับผี มันไม่กลัว มนต์ป้องกันมันก็ไม่กลัว มันกลัวแต่ คนผู้ทำความดี บทสวดมนต์ พุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ เมตตา พรหมวิหาร เป็นจุดยืนของการทำความดี เราสวดไปแล้วผีมันไม่กลัว แต่พอได้ยินคำว่า สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ พอมันได้ยิน มันก็นึกว่า อ้อ.. ท่านผู้นี้มาดี ไม่ได้มาร้าย เราไม่ควรเบียดเบียนท่านผู้นี้ แล้วมันก็ไม่เบียดเบียนเรา

ตัวอย่างที่เคยมีประสบการณ์มา บางทีมีผีเข้าสิงคน เขาเอามาให้หลวงพ่อไล่ พอมาถึงก็

"หลวงพ่อ ไล่ผีให้หน่อย"
"เอ้า! เกิดมาไม่เคยเห็นผีสักที จะให้ไปไล่มันอย่างไร"
เขาบอกว่า "มันเข้าสิงคนน่ะ"
"อ้าวถ้ามันเข้าสิงคน ไปหาหลวงตาอยู่หลังวัดไป"

เขาก็พาไปหาหลวงตาองค์นั้น พอไปถึง หลวงตาก็เริ่มต้น สวดคาถาขับไล่ผี พอขึ้นต้น มันสวดจบไปก่อนหมดทุกบท จนกระทั่ง หลวงตาไม่มีมนต์ที่จะท่องแข่งกับมัน มันก็เลยชี้หน้าด่าเอา “หมดภูมิแล้วหรือ มีอะไรจะมาท่องแข่งกันอีก” ลงผลสุดท้ายมันก็ด่าเอา “บวชเป็นพระต้องเรียนธรรมวินัย ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ บวชเป็นพระแล้วมาเรียนมนต์ไสยศาสตร์นี่ ตายไปเป็นผีใหญ่นะ” มันว่า

“เช่นอย่างข้าพเจ้านี่เคยบวชเรียนเขียนอ่านมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย อาจารย์สอนให้ท่องแต่มนต์ เวลาภาวนาก็ให้ท่องแต่มนต์ จิตมันก็สงบสว่างไปได้เหมือนกัน รู้กระทั่งวันเวลาที่ตัวจะ ตาย พอรู้ว่าตัวจะตาย รีบท่องมนต์เข้าสมาธิ จิตมันสว่างๆๆ ไป พอวิญญาณออกจากร่างแล้วมันมืดมิด มองหาทางไปไม่มี มารู้ตัวเอาต่อเมื่อมาเกิดเป็นผี จึงได้มารู้ว่า อ้อ... ที่เราได้มา เกิดเป็นผีนี่ เพราะโทษที่เรียนมนต์ไสยศาสตร์ มีลูกบอกลูก มีหลานบอกหลาน เมื่อบวชเข้ามาแล้วให้มันเรียนธรรมวินัย ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อย่าไปเรียนเวทมนต์คาถา ถ้าใครขืน ไปยึดมนต์คาถาเป็นสรณะที่พึ่ง ตายไปเกิดเป็นผีใหญ่หมด ที่มานี่ไม่ได้มาร้าย จะมาขออาศัยร่างไปกราบหลวงปู่พุธ สมัยเป็นคนได้เคยขโมยของท่าน จะไปให้ท่านอโหสิกรรมให้” มันว่า

ทีนี้หลังจากที่หลวงตาไล่มันไม่ออก เขาก็พามันย้อนกลับไป หาหลวงพ่อที่กุฏิ พอไปมันก็ไปนอนพังพาบอยู่ต่อหน้า หลวงพ่อก็เทศน์ให้มันฟัง “เจ้าเป็นวิญญาณภูตผีปีศาจร้าย เข้ามาสิงกายมนุษย์ ทำให้จิตใจเขาไม่เป็นปกติ ไม่เป็นอันทำมาหาเลี้ยงชีพ เจ้ากำลังสร้างบาป จะลงนรกนะ เจ้าเป็นผีใหญ่มันก็ทุกข์ทรมานพอแรงแล้ว ยังอุตส่าห์จะมาสร้างบาปสร้างกรรมลงนรกอีก มันก็ยิ่งจะหนักเข้าไปอีก หรือว่าเจ้าทำผิดอะไรต่อข้า ข้าอโหสิกรรมให้หมด ไม่ให้เจ้าเป็นบาปเป็นกรรม บุญกุศลสิ่งใดที่ข้าบำเพ็ญมาด้วยกาย วาจา จิต ตั้งแต่เล็กจนแก่ ข้าขอประมวลมาอุทิศให้เจ้าเป็นผู้มีส่วน เจ้าจงอนุโมทนาบุญกับข้า แล้วไปเกิดดีถึงสุขเสีย”

ขาดคำ ผีออกทันที พอผีออก เจ้านั่นก็ลุกปุ๊ปปั๊บเดินหนีไป เลย ไอ้เราก็อดที่จะนึกตามหลังไม่ได้ว่า อ้อ! มิน่า มันไม่รู้จักกราบพระกราบเจ้า ดังนั้น ผีจึงได้เข้าสิงมัน

อันนี้เป็นประสบการณ์ที่ได้ประสบมา เพราะฉะนั้น ใครเอา มนต์มาให้ ว่ามนต์นี้กันผีกันปอบอะไร อย่าไปสนใจ บทอิติปิโส สวากขาโต สุปฏิปันโน พรหมวิหาร นี่แหละ เป็นคาถากันผีกันปอบได้อย่างดี ถ้าเรายึดมั่นในบทสวดมนต์นี้อย่างแน่วแน่ เวลามีผีเข้าสิงคน เราไปเทศน์ให้มันฟังอย่างที่หลวงพ่อเทศน์ให้ผีมันฟัง แล้วมันก็จะออก แต่ว่าอย่าลืมให้ส่วนบุญส่วนกุศลเขา

...โดยหลวงพ่อพุธ ฐานิโย...


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post

2 หน้า V   1 2 >
Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



RSS ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 18th September 2019 - 02:35 PM