IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง, การทำสมาธิ ~ คนนี้มันเป็นอย่างนี้ นานาจิตตัง
George
โพสต์ Jun 6 2009, 12:12 AM
โพสต์ #1


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 672
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เขตปกครองตนเองพิเศษ มอดินแดง
หมายเลขสมาชิก : 3



สาธุ


--------------------
Go to the top of the page
 
+Quote Post
5 หน้า V  < 1 2 3 4 > »   
Start new topic
คำตอบ (20 - 39)
za_arnt
โพสต์ Jul 11 2009, 07:01 AM
โพสต์ #21


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 851
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-June 09
จาก : ❤4 ซ.เพชรเกษม 46/1 แยก 2 บางหว้า ภาษีเจริญ 10160
หมายเลขสมาชิก : 43





~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif


ohmy.gif อย่าทิ้งไม้เล็กแบกไม้ใหญ่ ......

ตอนยังหนุ่มๆ ครั้งแรกอยู่คนเดียวเข้าใจว่าเป็นโสดไม่สบาย หาคู่ครองเรือนมันจะสบาย
เลยหาคู่ครองมาครองเรือนให้ เอาของสองอย่างมารวมกัน มันก็กระทบกันอยู่แล้ว อยู่คนเดียวมันเงียบเกินไป ไม่สบายแล้ว
เอาคนสองคนมาอยู่ด้วยกัน มันก็กระทบกัน ก๊อกๆแก๊กๆ นั่นแหละลูกเกิดมาครั้งแรกตัวเล็กๆ
พ่อแม่ก็ตั้งใจว่า ลูกเราเมื่อมันโตขึ้นมาขนาดหนึ่งเราก็สบายหรอก ก็เลี้ยงมันไปสามคนสี่คนห้าคน นึกว่ามันโตเราจะสบาย
เมื่อมันโตมาแล้วมันยิ่งหนัก เหมือนกับแบกท่อนไม้อันหนึ่งเล็กอันหนึ่งใหญ่ ทิ้งท่อนเล็กแล้ว แบกเอาท่อนใหญ่


wink.gif นึกว่ามันจะเบาก็ยิ่งหนัก ลูกเราตอนเด็ก ๆ มันไม่กวนเท่าไรหรอกโยม
มันกวนถามกินข้าวกับกล้วย เมื่อมันโตขึ้นมานี่มันถามเอารถมอเตอร์ไซด์
มันถามเอารถเก๋ง เอาล่ะความรักลูกจะปฏิเสธไม่ได้ ก็พยายามหา มันก็เป็นทุกข์

ถ้าไม่ให้มันก็เป็นลูก บางทีพ่อแม่ทะเลาะกัน "อย่าพึ่งไปซื้อให้มันเลย รถนี่ มันยังไม่มีเงิน"
แต่ความรักลูกก็ต้องไปกู้คนอื่นมา เห็นอะไรก็อยากซื้อมากิน แต่ก็อด กลัวมันจะหมดเปลืองหลายอย่าง
ต่อมาก็มีการศึกษาเล่าเรียน ถ้ามันเรียนจบ เราก็จะสบายหรอก เรียนมัน จบไม่เป็นหรอก มันจะจบอะไร

cool.gif เรียนไม่มีจบหรอก ทางพุทธศาสนานี่เรียนจบ ศาสตร์อื่นนอกนั้น มันเรียนต่อไปเรื่อย ๆ เรียนไม่จบ
เอาไปเอามาก็เลยวุ่น เท่านั้นแหละ บ้านหนึ่งเรียน ๔ คน ๕ คน ตาย! พ่อแม่ทะเลาะกันไม่มีวันเว้นละอย่างนั้น

unsure.gif ถ้ามันทุกข์แล้ว ไม่รู้จะไปฟ้องใคร ถ้าทุกข์เกิดขึ้น จะไปแก้ตรงไหน คือ อยากแต่ว่า ไม่ให้มันทุกข์เฉย ๆ เท่านั้น อยากไม่ให้มันทุกข์ แต่ไม่รู้จักทางแก้ไขมัน แล้วก็อยู่ไป อยู่ไปจนถึงวันแก่ วันเจ็บ แล้วก็วันตาย

คนโบราณบางคนเขาว่า เมื่อมันเจ็บ มันไข้ จวบลมหายใจจะขาด ให้ค่อย ๆ เข้าไปกระซิบใกล้หูคนไข้ว่า พุทโธ พุทโธ พุทโธ มันจะเอาอะไร พุทโธนั่นนะ คนที่ใกล้จะนอน ในกองไฟจะรู้จัก พุทโธอะไร

smile.gif ตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม เป็นสาวอายุรุ่น ๆ ทำไมไม่เรียนพุทโธให้มันรู้ หายใจติดบ้างไม่ติดบ้าง "แม่ ๆ พุทโธ พุทโธ" ว่าให้มันเหนื่อยทำไม อย่าไปว่าเลย มันหลายเรื่อง เอาได้แค่นั้นก็สบายแล้ว

sad.gif โยมชอบเอาแต่ต้น กับปลายมัน ตรงกลางไม่เอาหรอก ชอบอย่างนั้น บริวารพวกเราทั้งหลายก็ชอบอย่างนั้น ทั้งญาติโยมทั้งพระ ทั้งเณร ชอบแต่ทำอย่างนั้น ไม่รู้จักแก้ไข ภายในจิต ของเจ้าของ ไม่รู้จักที่พึ่ง แล้วก็โกรธง่าย และ ก็อยากหลายด้วย

ทำไม คือคนที่ไม่มีที่พึ่งทางใจ อยู่เป็นฆราวาส มีอายุ ๒๐-๓๐-๔๐ ปี กำลังแรงดีอยู่ พ่อบ้านแม่บ้านทั้งหลาย ก็พอพูดกันรู้เรื่องกันหน่อย
นี่ ๕๐ ปีขึ้นไปแล้ว พูดกันไม่รู้เรื่องกันแล้ว เดี๋ยวก็นั่งหันหลังให้กันหรอก แม่บ้านพูดไป พ่อบ้านทนไม่ได้ พ่อบ้านพูดไปแม่บ้านฟังไม่ได้ เลยแยกกันหันหลังให้กัน เลยแตกกันเลย


ความหมายของคำว่า "ครอบครัว" ..... tongue.gif

.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ สนุกใช่ไหมคะ คำพูดง่าย ๆ ฟังง่ายๆ เสน่ห์ในคำสอนของหลวงพ่อจริง ๆ แต่....ใกล้จบแล้วค่ะ


--------------------

~@ WELCOME TO AMPOLJANE.COM @~
Go to the top of the page
 
+Quote Post
za_arnt
โพสต์ Jul 12 2009, 08:50 AM
โพสต์ #22


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 851
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-June 09
จาก : ❤4 ซ.เพชรเกษม 46/1 แยก 2 บางหว้า ภาษีเจริญ 10160
หมายเลขสมาชิก : 43






รอแป๊ป! นะคะ... tongue.gif


--------------------

~@ WELCOME TO AMPOLJANE.COM @~
Go to the top of the page
 
+Quote Post
za_arnt
โพสต์ Jul 12 2009, 01:07 PM
โพสต์ #23


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 851
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-June 09
จาก : ❤4 ซ.เพชรเกษม 46/1 แยก 2 บางหว้า ภาษีเจริญ 10160
หมายเลขสมาชิก : 43





~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif


ความหมายของคำว่า "ครอบครัว"

เรื่องนี้อาตมาเล่าไปหรอก ตัวเองไม่เคยมีครอบครัว ทำไมไม่มีครอบครัว คืออ่านคำว่าครอบครัว
มันก็รู้แล้ว ครอบครัว คืออะไร
ครอบมันก็คืออย่างนี้ ถ้าเรานั่งอยู่เฉย ๆ ก็เอาอะไรมาครอบลงนี้จะเป็นอย่างไร เรานั่งอยู่ไม่มีอะไร มาครอบมันก็พอทนได้ ถ้าเอาอะไรมาครอบลง ก็เรียกว่าครอบแล้ว มันเป็นอย่างไรครอบ ก็เป็นอย่างนั้น มันมีวงจำกัดแล้ว
ผู้ชายก็อยู่ในวงจำกัด ผู้หญิงก็อยู่ในวงจำกัด อาตมาไปอ่านแล้ว
ครอบครัวโอยหนัก ศัพท์ตายนี่ คำนี้ไม่ใช่ศัพท์เล่น ๆ ศัพท์ที่ว่า
ครอบ นี้ศัพท์ทุกข์ ไปไม่ได้มันมีจำกัดแล้ว ต่อไปอีก
ครัว ก็หมายถึงการก่อกวนแล้ว ทิ่มแทงแล้ว
โยมผู้หญิงเคยเข้าครัว เคยโขลกพริกคั่ว พริกแห้งไหม ไอ จาม ทั้งบ้านเลย

ศัพท์ครอบครัวมันวุ่น ไม่น่าอยู่หรอก อาตมาอาศัยสองศัพท์นี่แหละจึงบวชไม่สึก

ครอบครัวนี่น่ากลัว ขังไว้จะไปไหนก็ไม่ได้ ลำบากเรื่องลูกบ้าง เรื่องเงินเรื่องทองบ้าง
สารพัดอย่างอยู่ในนั้น ไม่รู้จะไปที่ไหน มันผูกไว้แล้ว ลูกผู้หญิงก็มี ลูกผู้ชายก็มี
มันวุ่นวายเถียงกันอยู่นั่นแหละ จนตายไม่ต้องไปไหนกันละ
เจ็บใจขนาดไหนก็ไม่ว่า น้ำตามันไหลออกก็ไหลอยู่นั่นแหละ

เออ น้ำตามันไม่หมดนะโยมครอบครัวนี่นะ
ถ้าไม่มีครอบครัวน้ำตามันหมดเป็น ถ้ามีครอบครัว น้ำตามันหมดยาก
huh.gif หมดไม่ได้ โยมเห็นไหม มันบีบออกเหมือนบีบอ้อย
ตาแห้ง ๆ ก็บีบออกให้เป็นน้ำไหลออกมา
ไม่รู้มันมาจากไหน มันเจ็บใจแค้นใจสารพัดอย่าง มันทุกข์ เลยรวมทุกข์ บีบออกมาเป็น น้ำทุกข์

อันนี้ให้โยมทั้งหลายเข้าใจ ถ้ายังไม่ผ่านมัน จะผ่านอยู่ข้างหน้า
บางคนอาจจะผ่านมาบ้างแล้วเล็ก ๆ น้อย ๆ
บางคนก็เต็มที่แล้ว จะอยู่ หรือจะไปหนอ โยมผู้หญิงเคยมาหาหลวงพ่อ

"หลวงพ่อ แหม ถ้าดิฉันไม่มีบุตร ดิฉันจะไปแล้ว"
"เออ อยู่นั่นแหละ เรียนให้จบเสียก่อน เรียนตรงนั้น อยากจะไปก็อยากจะไป ไม่อยากจะอยู่ ถึงขนาดนั้นก็ยังหนีไม่ได้"

วัดป่าพงสร้างกุฏิเล็กๆไว้ตั้ง ๗๐-๘๐ หลัง บางทีจะมีพระเณรมาอยู่บรรจุเต็ม
บางทีก็มีเหลือ ๒-๓ หลัง .... อาตมาถามว่า

"กุฏิยังเหลือว่างไหม"
พวกชีบอก "มีบ้าง ๒-๓ หลัง"
"เออ เก็บเอาไว้เถอะ บางทีพ่อบ้านแม่บ้านเขาทะเลาะกัน เอาไว้ให้เขามานอนสักหน่อย"

แน่ะ มาแล้ว โยมผู้หญิง สะพายของมาแล้ว
ถามว่า "โยมมาจากไหน"
"มากราบหลวงพ่อ ดิฉันเบื่อโลก"
"โอย! อย่าว่าเลย อาตมากลัวเหลือเกิน"

พอผู้ชายมาบ้าง ก็เบื่ออีกแล้ว นั่นมาอยู่ ๒-๓ วัน ก็หายเบื่อไปแล้ว
โยมผู้หญิงมาก็เบื่อ โกหกเจ้าของ โยมผู้ชายมาก็เบื่อ โกหกเจ้าของ
ไปนั่งอยู่กุฏิเล็กๆ เงียบๆ คิดแล้ว "เมื่อไหร่หนอแม่บ้านจะมาเรียกเรากลับ" "เมื่อไหร่หนอพ่อบ้านจะมาเรียกเรากลับ"

แน่ะ ไม่รู้อะไร มันเบื่ออะไรกัน มันโกรธแล้ว มันก็เบื่อแล้วก็กลับอีก
เมื่ออยู่ในบ้านผิดทั้งนั้นล่ะ พ่อบ้านผิดทั้งนั้น แม่บ้านผิดทั้งนั้น
มานั่งภาวนาได้ ๓ วัน
"เออ! แม่บ้านเขาถูกเว้ย เรามันผิด" "พ่อบ้านเขาถูก เราซิผิด"
มันจะกลับ มันเปลี่ยนเอาเอง ของมันอย่างนั้น ก็กลับไปเลยทั้งนั้นแหละ

นี้ความจริงมันเป็นอย่างนั้นนะโลกนี้
อาตมาจึงไม่วุ่นวายอะไรกันมาก
รู้ต้นรู้ปลายมันแล้ว ฉะนั้น จึงมาบวชอยู่อย่างนี้ tongue.gif



-------------------------------------
.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ


--------------------

~@ WELCOME TO AMPOLJANE.COM @~
Go to the top of the page
 
+Quote Post
za_arnt
โพสต์ Jul 15 2009, 07:02 AM
โพสต์ #24


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 851
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-June 09
จาก : ❤4 ซ.เพชรเกษม 46/1 แยก 2 บางหว้า ภาษีเจริญ 10160
หมายเลขสมาชิก : 43





~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

ธรรมดาๆ
ตามความเป็นจริงแล้ว
โลกที่เราอยู่นี้ ไม่มีอะไร ทำไมใครเลย
ไม่มีอะไร จะเป็นที่วิตก วิจารณ์เลย
ไม่มีอะไร ที่น่าจะร้องไห้ หรือหัวเราะ
เพราะมันเป็นเรื่องอย่างนั้น ธรรมดาๆ
แต่เราพูดธรรมดาได้
แต่มองไม่เห็นธรรมดา
แต่ถ้าเรารู้ธรรมะสม่ำเสมอ
ไม่มีอะไรเป็นอะไรแล้ว
มันเกิดมันดับของมันอยู่อย่างนั้น
เราก็สงบ


การปฏิบัติคืออำนาจ
พระพุทธศาสนา ไม่มีอำนาจอะไรเลย
แม้นก้อนทองคำ ก็ไม่มีราคา
ถ้าเราไม่มารวมกัน ว่ามันเป็นโลหะที่ดี มีราคา
ทองคำมันก็ถูกทิ้ง เหมือนก้อนตะกั่วเท่านั้นแหละ
พระพุทธศาสนาตั้งไว้ มีอยู่
แต่ถ้าเราไม่ประพฤติ ปฏิบัติ
จะไปมีอำนาจอะไรเล่า
อย่างธรรมะเรื่องขันติ มีอยู่
แต่เราไม่อดทนกัน
มันจะมีอำนาจอะไรไหม?


ชนะตนเอง
ถ้าเราเอาชนะตัวเอง
มันก็จะชนะทั้งตัวเอง ชนะทั้งคนอื่น
ชนะทั้งอารมณ์ ชนะทั้งรูป ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น
ทั้งรส ทั้งโผฎัฐพพะ
เป็นอันว่าชนะทั้งหมด


สุขทุกข์
คนที่ไม่รู้จักสุข ไม่รู้จักทุกข์นั้น
ก็จะเห็นว่า สุขกับทุกข์นั้น
มันคนละระดับ
มันคนละราคากัน
ถ้าผู้รู้ทั้งหลายแล้ว
ท่าน จะเห็นว่า
สุขเวทนา กับ ทุกขเวทนา
มันมีราคาเท่าๆกัน


เกิดตาย
เมื่อเราเกิดมาแล้วโยม ก็คือเราตายแล้วนั่นเอง
ความแก่ กับความตาย มันก็คืออันเดียวกันนั่นแหละ
เหมือนกับต้นไม้ อันหนึ่งต้น อันหนึ่งปลาย
เมื่อมีโคน มันก็มีปลาย
เมื่อมีปลาย มันก็มีโคน
ไม่มีโคนปลายก็ไม่มี
มีปลายก็ต้องมีโคน

มีแต่ปลายโคนไม่มีก็ไม่ได้
มันเป็นอย่างนั้น


งูเห่า
อารมณ์นี้ ก็เหมือนกับ งูเห่าที่มีพิษร้ายนั้น
อารมณ์ที่พอใจ ก็มีพิษมาก
อารมณ์ที่ไม่พอใจ ก็มีพิษมาก
มันทำให้จิตใจของเรา ไม่เป็นเสรี

ทำให้จิตใจไขว้เขว
จากหลักธรรมของพระพุทธเจ้า


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ


--------------------

~@ WELCOME TO AMPOLJANE.COM @~
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ Jul 16 2009, 08:40 AM
โพสต์ #25


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25





~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

ของจริง
ธรรมของจริงของแท้ ที่ทำให้บุคคลเป็นอริยะได้
มิใช่เพียงศึกษาตามตำรา
และนึกคิดคาดคะเนเอาเท่านั้น
แต่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้นจริงๆ
ของจริงจึงจะเป็นของจริงขึ้นมาได้


ได้เสีย
ทุกอย่างที่เรามีอยู่ เป็นอยู่นั้น
มันเป็นสักแต่ว่า อาศัย เท่านั้น
ถ้ารู้ได้เช่นนี้ ท่านว่ารู้เท่าตามสังขาร
ที่นี้แม้นจะมีอะไรอยู่ก็เหมือนไม่มี
ได้ก็เหมือนเสีย
เสียก็เหมือนได้


พิการ
เด็กทั้ง ๒ พิการ เดินทางได้
จะเข้ารกเข้าป่าก็รู้
แต่เราพิการใจ (ใจมีกิเลส)
จะพาเข้ารก เข้าป่าหรือเปล่า

คนพิการกายอย่างเด็กนี้ มิได้เป็นพิษเป็นภัยกับใคร
แต่ถ้าคนพิการใจมาก ๆ
ย่อมสร้างความวุ่นวายยุ่งยากแก่มนุษย์ และสัตว์
ให้ได้รับความเดือดร้อนมากทีเดียว


คนดีอยู่ไหน
คนดีอยู่ที่เรานี่แหละ
ถ้าเราไม่ดีแล้ว
เราจะอยู่ที่ไหนกับใคร
มันก็ไม่ดีทั้งนั้น


ชีวิต
เมื่อเราทอดอาลัยในชีวิต
วางมันเสีย ไม่เสียดาย
ไม่กลัวตาย
ทำให้เราเกิดความสบาย และเบาใจจริงๆ


นั่งที่ไหนดี
จะนั่งหัวแถวหรือหางแถวก็ไม่แปลก
เหมือนเพชรนิลจินดา
จะวางไว้ที่ไหน ก็มีราคาเท่าเดิม
และจะได้เป็นการลดทิฐิมานะ ให้น้อยลงไปด้วย


ไม่กลัวตาย
กลัวอะไร?
กลัวตาย
ความตายมันอยู่ที่ไหน?
อยู่ที่ตัวเราเอง
จะหนีพ้นมันได้ไหม?
ไม่พ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
ในที่ มืด หรือในที่แจ้ง ก็ตายทั้งนั้น หนีไม่พ้นเลย
จะกลัวหรือไม่กลัวก็ไม่มีทางพ้น
เมื่อรู้อย่างนี้
ความกลัวไม่รู้หายไปไหน
เลยหยุดกลัว
เหมือนกับที่เราออกจากที่มืด มาสู่ที่สว่างนั่นแหละ



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ Jul 17 2009, 08:36 AM
โพสต์ #26


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25





~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~
สอนคนอย่างไร
ทำตนให้ตั้งอยู่ในคุณอันสมควรเสียก่อนแล้ว
จึงสอนคนอื่นทีหลัง
จึงจักไม่เป็นบัณฑิตสกปรก

สอนคนด้วยการ ทำให้ดู
ทำเหมือนพูด
พูดเหมือนทำ

rolleyes.gif มนุษยศาสตร์
มนุษยศาสตร์ทั้งหลาย
มีแต่ศาสตร์ที่ไม่มีคมทั้งนั้น
ไม่สามารจะตัดทุกข์ได้
มีแต่ก่อให้เกิดทุกข์
ศาสตร์เหล่านั้น ถ้าไม่มาขึ้นกับพุทธศาสตร์แล้ว
มันจะไปไม่รอดทั้งนั้น


wink.gif หลับ-ไม่หลับ
ถ้าหลับมันก็ไม่รู้
ถ้ารู้มันก็ไม่หลับ


[b cool.gif ]มรรคผล[/b]
มรรคผลยังไม่พ้นสมัย
คนโง่เท่านั้นที่ปฏิเสธว่า
ในพื้นดินไม่มีน้ำแล้วไม่ยอมขุดบ่อ


ไม้คดคนงอ
ต้นไม้เถาวัลย์ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร
คนคด คนงอนั้น ร้ายนัก
เป็นพิษเป็นภัยทั้งอยู่บ้านและอยู่วัด


ohmy.gif หลง
คนหลงโลกคือ คนหลงอารมณ์
คนหลงอารมณ์คือ คนหลงโลก


นักปฏิบัติ
กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย คือนักปฏิบัติ
กินมาก นอนมาก พูดมาก คือ คนโง่


huh.gif แสดงอาการ
การหัวเราะเป็นอาการของคนบ้า
การร้องไห้เป็นอาการของทารก
ฉะนั้นท่านผู้ถึงความสงบ
จะไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้


biggrin.gif สอนอย่างไร
ทำตนให้ตั้งอยู่ในคุณอันสมควรเสียก่อน
แล้วจึงสอนคนอื่นทีหลัง
จึงจักไม่เป็นบัณฑิตสกปรก



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ Jul 18 2009, 05:27 PM
โพสต์ #27


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25





~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

ความอาย
เมืองนี้ยังไม่เคยมีพระบิณฑบาตเลย
เพราะเขามีความอายกันเป็นส่วนมาก
แต่ตรงกันข้ามกับเรา
เราเห็นว่า
คำที่ว่าอายนี้
เราเห็นว่า อายต่อบาป
อายต่อความผิด เท่านั้น

เมืองนอก
เราได้เดินทางไปเมืองนอก
และเมืองในนอก
และเมืองในใน
และเมืองนอกนอก
รวมสี่เมืองด้วยกัน

ที่รวมสมาธิ
เมื่อนั่งหลับตาให้ยกความรู้สึกขึ้น เฉพาะลมหายใจ
เอาลมหายใจเป็นประธาน

น้อมความรู้สึกตามลมหายใจ
เราจึงจะรู้ว่าสติมันรวมอยู่ตรงนี้
ความรู้มันจะมารวมอยู่ตรงนี้

เกาะสีชัง
เรามาอาศัยอยู่ที่เกาะนี้ คือที่พึ่งทางใน
ซึ่งเป็นที่อันน้ำคือกิเลสตัณหาท่วมไม่ถึง
แม้นเราจะอยู่บนเกาะสีชัง
แต่ก็ยังค้นหาเกาะภายในอีกต่อไป
ผู้ที่ท่านได้พบ และอาศัยเกาะอยู่ได้นั้น
ท่านย่อมอยู่เป็นสุข
ต่างจากคนที่ลอยคออยู่ในทะเล
คือความทุกข์

กินแบบไหน
ฉันอาหารไม่พิจารณา
จะเป็นเหมือนปลากินเหยื่อ
ย่อมติดเบ็ด

บริขาร
บริขารทั้งปวงเป็นเครื่องประดับขันธ์ห้าเท่านั้น
การไม่รู้จักประมาณในการบริโภคบริขาร
มีความกังวลในการจัดหา
ย่อมเป็นการยุ่งยาก
ขาดการปฏิบัติธรรม

ย่อมไม่ได้รับผลอันตนพึงปรารนา

อยู่กับใคร
การคลุกคลีอยู่กับผู้มีปฏิปทาไม่เสมอกัน
ทำให้เกิดความลำบาก
ความรู้สึกจะมารวมอยู่ตรงนี้
อารมณ์เราเป็นอย่างนี้
เราจึงจะรู้จักที่รวมแห่งสมาธิ


ปล่อยลม-ได้สมาธิ-ปัญญา
เรากำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว
เราปล่อยลมให้เป็นธรรมชาติ
อย่าไปบังคับลมให้มันยาว
อย่าไปบังคับลมให้มันสั้น
ปล่อยสภาพลมให้พอดี
แล้วดูลมหายใจเข้าออก
เมื่อปล่อยอารมณ์ได้
เสียงอะไรก็ไม่ได้ยิน

ถ้าจิตเราวุ่นวายกับสิ่งต่างๆ
ไม่ยอมรวมเข้ามา
ก็ต้องสูดลมเข้าไปให้มากที่สุด
จนกว่าจะไม่มีที่เก็บ
แล้วก็ปล่อยลมออกไปให้มากที่สุด
จนกว่าลมจะหมดในท้องสัก ๓ ครั้ง
ถ้าเรามีสติอย่างนี้
อย่างวันนี้ เข้าสมาธิสัก ๓๐ นาที หรือ ๑ ชั่วโมง
จิตใจของเรา จะมีความเยือกเย็น ไปตั้งหลายวัน

แล้วจิตจะสะอาด
เห็นอะไรจะรับพิจารณาทั้งนั้น
นี้เรียกว่าผลเกิดจากสมาธิ
สมาธิมีหน้าที่ทำให้สงบ
เมื่อจิตเราสงบแล้ว
จะมีการสังวร สำรวมด้วยปัญญา
เมื่อสำรวมเข้า ละเอียดเข้า
มันจะเป็นกำลังช่วยศีลให้บริสุทธิ์ขึ้นมาก
แล้วสมาธิก็จะเกิดขึ้นมาก
เมื่อสมาธิเต็มที่ก็จะเกิดปัญญา

ปลดทุกข์
ทุกข์มีเพราะยึด
ทุกข์ยึดเพราะอยาก
ทุกข์มากเพราะพลอย
ทุกข์น้อยเพราะหยุด
ทุกข์หลุดเพราะปล่อย




.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ Jul 19 2009, 08:05 AM
โพสต์ #28


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25





~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~
เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ
มีผู้สงสัยถามไถ่หลวงพ่อว่า
"เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์ เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ"
"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้" ท่านตอบ
(แมงกุดจี่ - แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า
"เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้จริงไหมครับ"
"ถามไกลเกินตัวไป มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า" ท่านกล่าว

ขอของดีไปสู้กระสุน
ทหารคนหนึ่งไปกราบขอพระเครื่องกันกระสุน
จากหลวงพ่อ ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า
"เอาองค์นั้นดีกว่า เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"
ท่านชี้ไปที่พระประธาน

เอ๊า
มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวนหลวงพ่อซื้อ
เพื่อปล่อยนกในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง
"นกอะไร เอามาจากไหน"
"ผมจับมาเอง"
"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า

ปวดเหมือนกัน
โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขามาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้
"ดิฉันปวดขา พลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ"
"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ อาตมาก็ปวดเหมือนกัน" ท่านตอบ

อาย
ครั้งหนึ่งหลวงพ่อรับนิมนต์เข้าวัง ขณะลงจากรถ
มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่งเข้ามาทักว่า
"คุณชา สะพายบาตรเข้าวัง ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"
"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง" ท่านย้อน

อาจารย์ที่แท้จริง
ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่งไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง
เมื่อมีโอกาสหลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม
"เป็นไงบ้าง ชาคโร ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก
"เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ" ท่านชาคโรตอบ
"เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ"
"เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกลครูบาอาจารย์เกินไป"
"มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอาจารย์ ทั้งหกอาจารย์
ฟังให้ดี ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา

อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง
สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก
บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง
แต่สอนตนเองไม่ได้
เพราะว่าสอนด้วยสัญญา
(ความจำได้หมายรู้)
จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที
หลวงพ่อเคยแสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า
"เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว ไม่ใช่เรื่องบอกกัน
ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา
ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา ก็เรียกว่า
จะต้องเอามาภาวนาให้มันเกิดชัด กับเจ้าของอีกครั้งหนึ่ง
ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจแล้วมันจะหมดกิเลส
ไม่ใช่อย่างนั้น
ได้ความเข้าใจแล้ว ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีกให้มันแน่นอน
เป็นปัจจัตตังจริงๆ
(ปัจจัตตัง = รู้เห็นได้ด้วยตนเอง,รู้อยู่เฉพาะตน)



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
now
โพสต์ Jul 19 2009, 08:21 PM
โพสต์ #29


ท่านขุน
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 29
เป็นสมาชิกเมื่อ : 8-July 09
จาก : ท่าน้ำพรานนก
หมายเลขสมาชิก : 91



QUOTE(zhant~ @ Jul 16 2009, 08:40 AM) *


พิการ
เด็กทั้ง ๒ พิการ เดินทางได้
จะเข้ารกเข้าป่าก็รู้
แต่เราพิการใจ (ใจมีกิเลส)
จะพาเข้ารก เข้าป่าหรือเปล่า

คนพิการกายอย่างเด็กนี้ มิได้เป็นพิษเป็นภัยกับใคร
แต่ถ้าคนพิการใจมาก ๆ
ย่อมสร้างความวุ่นวายยุ่งยากแก่มนุษย์ และสัตว์
ให้ได้รับความเดือดร้อนมากทีเดียว


คนดีอยู่ไหน
คนดีอยู่ที่เรานี่แหละ
ถ้าเราไม่ดีแล้ว
เราจะอยู่ที่ไหนกับใคร
มันก็ไม่ดีทั้งนั้น


ชีวิต
เมื่อเราทอดอาลัยในชีวิต
วางมันเสีย ไม่เสียดาย
ไม่กลัวตาย
ทำให้เราเกิดความสบาย และเบาใจจริงๆ


นั่งที่ไหนดี
จะนั่งหัวแถวหรือหางแถวก็ไม่แปลก
เหมือนเพชรนิลจินดา
จะวางไว้ที่ไหน ก็มีราคาเท่าเดิม
และจะได้เป็นการลดทิฐิมานะ ให้น้อยลงไปด้วย


ไม่กลัวตาย
กลัวอะไร?
กลัวตาย
ความตายมันอยู่ที่ไหน?
อยู่ที่ตัวเราเอง
จะหนีพ้นมันได้ไหม?
ไม่พ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
ในที่ มืด หรือในที่แจ้ง ก็ตายทั้งนั้น หนีไม่พ้นเลย
จะกลัวหรือไม่กลัวก็ไม่มีทางพ้น
เมื่อรู้อย่างนี้
ความกลัวไม่รู้หายไปไหน
เลยหยุดกลัว
เหมือนกับที่เราออกจากที่มืด มาสู่ที่สว่างนั่นแหละ

QUOTE(zhant~ @ Jul 19 2009, 08:05 AM) *

ขอของดีไปสู้กระสุน
ทหารคนหนึ่งไปกราบขอพระเครื่องกันกระสุน
จากหลวงพ่อ ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า
"เอาองค์นั้นดีกว่า เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"
ท่านชี้ไปที่พระประธาน

ปวดเหมือนกัน
โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขามาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้
"ดิฉันปวดขา พลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ"
"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ อาตมาก็ปวดเหมือนกัน" ท่านตอบ


อ่านแล้วสบายใจดีครับ เป็นสัจจธรรม อ่านง่าย เข้าใจง่าย แม้บางอันต้องคิดตาม ตีความบ้างและไม่ตกยุคอีกต่างหาก แล้วท่านยังติดอารมณ์ขันให้เราได้ฮาดีครับ น่าจะตั้งชื่อกระทู้ว่า อารมณ์ขันหลวงปู่ชา ผมคงต้องเรียก หลวงปู่ชานะครับ ขอบคุณและจะพยายามเข้ามาติดตามครับ บางครั้งไม่ได้โพสท์ก็ไม่ว่ากันนะครับ


--------------------

"YOU'LL NEVER WALK ALONE"
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Heineken
โพสต์ Jul 20 2009, 11:38 AM
โพสต์ #30


ท่านขุน
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 36
เป็นสมาชิกเมื่อ : 7-June 09
จาก : 1989
หมายเลขสมาชิก : 65



ท่านให้คติสอนใจง่ายๆ ดีครับผมชอบ
คนดีอยู่ไหน
คนดีอยู่ที่เรานี่แหละ
ถ้าเราไม่ดีแล้ว
เราจะอยู่ที่ไหนกับใคร
มันก็ไม่ดีทั้งนั้น
ผมก็อยากเป็นคนดีของทุกคนหละคับแค่บางครั้งก็มีหลุดๆมั่ง ตามฮิตติดเทรนละคับจะพยายามค้าบ.


--------------------
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ Jul 20 2009, 03:42 PM
โพสต์ #31


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25





~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~
มะม่วง
ถ้าพูดให้สั้นเข้ามา
ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี มันก็เป็นอันเดียวกัน
ศีลก็คือสมาธิ สมาธิก็คือศีล
สมาธิก็คือปัญญา ปัญญาก็คือสมาธิ
------------~@~------------
ก็เหมือนมะม่วงใบเดียวกัน
เมื่อมันเป็นดอกขึ้นมา มันก็ดอกมะม่วง
เมื่อเป็นลูกเล็ก ก็เรียกว่าผลมะม่วง
เมื่อมันโตขึ้นมา ก็เรียกมะม่วงลูกโต
มันโตขึ้นไปอีก ก็เรียกมะม่วงห่าม
เมื่อมันสุกก็คือมะม่วงสุก
มันก็มะม่วงลูกเดียวกันนั่นแหละ
มันเปลี่ยนๆไป
มันจะโตมันก็โตไปหาเล็ก
เมื่อมันเล็กมันก็เล็กไปหาโต
------------~@~------------
มีด
สมถกับวิปัสสนา
มันแยกกันไม่ได้หรอก
มันจะแยกกันได้ก็แต่คำพูด
เหมือนกับมีดเล่มหนึ่งนะ
คมมันก็อยู่ข้างหนึ่ง
สันมันก็อยู่ข้างหนึ่งนั่นแหละ
มันแยกกันไม่ได้หรอก
ถ้าเราจับด้ามมันขึ้นมาอันเดียวเท่านั้น
มันก็ติดมาทั้งคมทั้งสันนั่นแหละ
------------~@~------------
งู ...
มนุษย์เราทั้งหลายไม่ต้องการทุกข์
ต้องการแต่สุข
ความจริงสุขนั้นก็คือทุกข์อย่างละเอียด
เช่นเดียวกับทุกข์ก็คือ ทุกข์อย่างหยาบ
พูดอย่างง่ายๆ
สุขและทุกข์ก็เปรียบเสมือนงูตัวหนึ่ง
ทางหัวมันเป็นทุกข์
ทางหางมันเป็นสุข
เพราะถ้าลูบทางหัวมันมีพิษ มันก็กัดเอา
ไปจับหางมันก็เหมือนเป็นสุข
แต่ถ้าจับไม่วาง มันก็หันกลับมากัดได้เหมือนกัน
เพราะทั้งหัวงูและหางงู
มันก็อยู่ในงูตัวเดียวกัน
เช่นเดียวกับสุขและทุกข์
ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน

------------~@~------------

หมายังรู้
หมามันยังรู้จักอารมณ์ของมันเลย
เวลาหิวมันก็คราง หงิงๆ
ใครไม่รู้จักอารมณ์ของตัวเอ็งก็ตายเสียดีกว่า

------------~@~------------
โคตรของสมาธิ
มีอุบาสกคนหนึ่งถามหลวงพ่อว่า
"ถ้าทำสมาธินี้ เอาแต่ขณิกก็พอ ไม่จำเป็นต้องไปไกล กว่านั่นใช่ไหมครับ"
หลวงพ่อชาตอบว่า
"ก็ไม่เป็นไรอย่างนั้น คือหมายความว่า มันต้องเดินไปถึงกรุงเทพฯ ก่อนว่ากรุงเทพฯมันเป็นอย่างนี้ อย่าไปถึงแค่โคราชซิ.. คือไปให้ถึงกรุงเทพฯก่อน และเราก็ผ่านอุบลราชธานีด้วย ผ่านโคราชด้วย ผ่านกรุงเทพฯด้วย คือเรียกว่าสมาธินะ ขณิกสมาธิ อัปปณาสมาธิ มันจะถึงที่ไหนก็ให้มันถึงที่ มันจึงจะรู้จักโคตรของสมาธิ ว่ามันเป็นอย่างไร อัปปณาสมาธิที่มันมากกว่าอุปจารสมาธิ"





.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

น้องnow กะ หลานHeineken เชิญนะคะมาอ่านได้หลวงพ่อท่านสอน อ่านง่าย...
เข้าใจง่ายด้วยสินะ อาจจะเป็นเพราะดิฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยสันทัดในเรื่องศาสนาพุทธ
เพราะกว่าจะทราบว่าตนเองเป็นพุทธ และเลื่อมใสศาสนาพุทธจริง ๆ ก็ปาไป 29-30 แล้ว
และบังเอิญได้พบพระที่ชี้นำแบบง่าย ๆ เข้าใจง่ายๆ ไม่บาลีเยอะ
หรือคำสอน ที่อ่านเท่าไร ก็ไม่รู้เรื่อง(บอกแล้วไงว่าไม่ฉลาดสักเท่าไร)
ขอบใจอีกครั้งค่ะ ทั้งสองท่าน.


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ Jul 21 2009, 09:19 AM
โพสต์ #32


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25





~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

หัวกลอย
ให้กลับความรักที่มีอยู่ ให้กลายเป็นความรักสากล
ให้กลายเป็นความรักที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย
รักเหมือนแม่รักลูก พ่อรักลูก แม้ผมอยู่กับพวกท่าน
ผมก็รักท่านเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน ให้ล้างความใคร่
ออกจากความรักเหมือนหัวกลอย ต้องแล่เอาพิษออกจึงกินได้
ความรักก็เช่นเดียวกัน ต้องพิจารณา มองให้เห็นทุกข์ของมัน
ค่อย ๆล้างเอาเชื้อแห่งความมัวเมาออก
เพื่อให้เหลือแต่ความรักล้วนๆ เหมือนครูบาอาจารย์รักศิษย์

จิตคือควาย
เปรียบเสมือนกับการเลี้ยงควาย
จิตของเราก็เหมือน ควาย
อารมณ์คือต้นข้าว
ผู้รู้เหมือนเจ้าของ
เวลาเราไปเลี้ยงควาย ทำอย่างไร
ปล่อยมันไป
แต่เราพยายามดูมันอยู่
ถ้ามันพยายามเดินไปใกล้ต้นข้าว
ก็ตวาดมัน

ควายได้ยินก็จะถอยออกไป
แต่เราอย่าเผลอนะ
ถ้ามันดื้อไม่ฟังเสียง
ก็เอาไม้ฆ้อนฟาดมันจริงๆ

มันจะไปไหนเสีย

วัวไม่กินหญ้าก็คือหมู
ทุกวันนี้ อาตมาไม่ค่อยได้เทศน์มาก อยู่วัดอยู่วาก็เหมือนกัน
ปีนี้เทศน์ให้แม่ชีฟังถึงสองสามครั้งหรือเปล่า ก็จำไม่ได้
พระเจ้าพระสงฆ์ก็ให้อยู่เฉยๆ ให้ดูเอาปฏิบัติเอง
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
เพราะเข้าใจว่า คนมีศรัทธา จึงเข้ามาในวัด จึงมาบวชเป็นปะขาว
จึงมาบวชเป็นเณร จึงมาบวชเป็นพระ
เข้าใจอย่างนั้น
ถ้าเข้าใจอย่างนั้นก็เหมือนกันกับวัวเราน่ะแหละ
วัวมันกินอะไร
มันกินหญ้า
จับมันมาปล่อยในสนามหญ้าแล้ว
ถ้ามันไม่กินหญ้า
มันก็เป็นหมูเท่านั้นแหละ





.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ Jul 22 2009, 06:28 AM
โพสต์ #33


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25





~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

โรควูบ
นักภาวนาคนหนึ่งถามปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ
"นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ แต่มันวูบ
ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ
มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ"

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ" หลวงพ่อตอบ "ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"

นั่งมาก
วันหนึ่งหลวงพ่อนำคณะสงฆ์ทำงานวัด
มีวัยรุ่นมาเดินชมวัดถามท่านเชิงตำหนิ
"ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด"
"นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ" หลวงพ่อสวนกลับ ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม
"ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่ เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่
ต้องนั่งบ้าง
ทำประโยชน์บ้าง
ทำความรู้ความเห็นให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที
อย่างนี้จึงถูก
กลับไปเรียนใหม่
ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก
เรื่องการปฏิบัตินี้ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด
มันขายขี้หน้าตนเอง"


ยศถาบรรดาศักดิ์
ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า
"สะพานข้ามแม่น้ำมูล เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น"

ศักดิ์ศรี
หลวงพ่อเคยปรารภเรื่องภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า
"ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม
โอ๊ย...เสียหายหมด เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ"




.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ღ•♥AD♥•ღ
โพสต์ Jul 23 2009, 07:04 AM
โพสต์ #34


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 1,421
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : 217 หมู่ 3 ถนนกรุงนนท์จงถนอม ตำบลนราภิรมย์ อำเภอบางเลน จ.นครปฐม 73130
หมายเลขสมาชิก : 5





~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

นักปฏิภาณ
บางครั้งหลวงพ่อชา ท่านมีจิตแจ่มใส
เดาใจคนถามได้อย่างแม่นยำ จึงมักจะมีการใช้
ปฏิภาณโต้ตอบปัญหาอย่างเฉียบแหลมอยู่เสมอ


ใครรู้อัตตา
คนที่นับถือพระเจ้า
ไม่ยอมรับคำสอนเรื่อง "อนัตตา" ของพระพุทธศาสนา
เหตุผลของเขาก็คือ "จะเอาอะไรมารู้อนัตตาเล่า ถ้าไม่ใช่อัตตา"
วันหนึ่ง มีชาวคริสต์มาถามหลวงพ่อว่า "ใครรู้อนัตตา"
หลวงพ่อถามกลับทันที "ใครรู้อัตตา"

นกไม่รู้เรื่องปลา
มีชาวต่างประเทศถามหลวงพ่อว่า ชีวิตพระเป็นอย่างไร?
หลวงพ่อคิดว่าตอบอย่างไรก็ไม่เข้าใจแน่ เพราะเขายังไม่รู้จักพระ
จึงตอบไปว่า
ถึงปลาจะบอกว่าอยู่ในน้ำเป็นอย่างไร
นกก็ไม่มีทางจะรู้ได้
ตราบใดที่นกยังไม่เป็นปลา





.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ


--------------------





Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ Jul 24 2009, 06:10 AM
โพสต์ #35


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25





~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

ของแปลก
ในความเคร่งเครียดในการปฏิบัติธรรม
หลวงพ่อชาก็ยังมีแง่มุมที่ขบขันให้เราได้เห็นบ้าง
เป็นการหักมุมที่ค่อนข้างจะตื่นเต้นมาก
ดังที่ท่านบันทึกไว้ในการเดินทางไปประเทศอังกฤษ
เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๒๐ ว่า

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการเดินทางในวันที่ ๖ ในขณะที่บินอยู่ sad.gif
เครื่องบินได้เกิดอุบัติเหตุ ยางระเบิด ๑ เส้นบนอากาศ
พนักงานการบินจึงได้ประกาศให้ผู้โดยสารเตรียมตัวรัดเข็มขัด
มีฟันปลอมก็ต้องถอดออก แม้กระทั่งแว่นตาหรือรองเท้า

เครื่องบริขารทุกอย่างต้องเตรียมพร้อมหมด
ผู้โดยสารทุกคนเมื่อเก็บเครื่องบริขารทุกอย่างเสร็จแล้ว
ต่างคนต่างก็เงียบ คงคิดว่าจะเป็นวาระสุดท้าย
ของพวกเราทุกคนเสียแล้ว
ขณะนั้นเราก็ให้คิดว่าเป็นครั้งแรกที่เรา ได้เดินทางมาเมืองนอก
เพื่อสร้างประโยชน์แก่พระศาสนา
จะเป็นผู้มีบุญอย่างนี้เทียวหรือ
เมื่อระลึกได้เช่นนี้แล้ว
ก็ตั้งสัตย์อธิษฐาน
มอบชีวิตให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
แล้วก็กำหนดจิตรวมลงในสถานที่ควรอันหนึ่ง
แล้วก็ได้รับความสงบเยือกเย็น
ดูคล้ายกับ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พักในที่ตรงนั้น
จนกระทั่งเครื่องบินได้ลดระดับลงมา
ถึงแผ่นดินด้วยความปลอดภัย
ฝ่ายคนโดยสารก็ปรบมือกันด้วยความดีใจ
คงคิดว่าเราปลอดภัยแล้ว

สิ่งที่แปลกก็คือ
ขณะเมื่อเครื่องบินเกิดอุบัติเหตุ
ต่างคนก็ร้องเรียกว่า
หลวงพ่อช่วยปกป้องคุ้มครองพวกเราทุกคนด้วย
แต่เมื่อพ้นอันตรายแล้ว
เดินลงจากเครื่องบิน
เห็นประณมมือไหว้พระเพียงคนเดียวเท่านั้น
นอกนั้นไหว้แอร์โฮสเตสทั้งหมดในที่นั้น
นี้เป็นสิ่งที่แปลก





.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ღ•♥AD♥•ღ
โพสต์ Jul 25 2009, 03:43 PM
โพสต์ #36


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 1,421
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : 217 หมู่ 3 ถนนกรุงนนท์จงถนอม ตำบลนราภิรมย์ อำเภอบางเลน จ.นครปฐม 73130
หมายเลขสมาชิก : 5




~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~


แสดงธรรมโดย...... wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif


บทนำ
ชีวิตคนในสมัยของท่านอาจารย์มั่น และท่านอาจารย์เสาร์ นั้นสบายกว่าในสมัยนี้มาก
ไม่มีความวุ่นวายมากเหมือนอย่างทุกวันนี้
สมัยโน้นพระไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับพิธีรีตรองต่าง ๆ เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้
ท่านอาศัยอยู่ตามป่า
ไม่ได้อยู่เป็นที่หรอก
ธุดงค์ไปโน่น ธุดงค์ไปนี่เรื่อยไป
ท่านใช้เวลาของท่านปฏิบัติภาวนาอย่างเต็มที่
สมัยโน้นพระท่านไม่ได้มีข้าวของฟุ่มเฟือยมากมาย อย่างที่มีกันทุกวันนี้หรอก
เพราะมันยังไม่มีอะไรมากอย่างเดี๋ยวนี้
กระบอกน้ำก็ทำเอา กระโถนก็ทำเอา ทำเอาจากไม้ไผ่นั่นแหละ

ความสันโดษของพระป่า
ชาวบ้านก็นาน ๆ จึงจะมาหาสักที
ความจริงพระท่านก็ไม่ได้ต้องการอะไร
ท่านสันโดษกับสิ่งที่ท่านมี
ท่านอยู่ไป ปฏิบัติภาวนาไป หายใจเป็นกรรมฐานอยู่นั่นแหละ

พระท่านก็ได้รับความลำบากมากอยู่เหมือนกัน
ในการที่อยู่ตามป่าตามเขาอย่างนั้น ถ้าองค์ใดเป็นไข้ป่า ไข้มาลาเรีย
ไปถามหาขอยา อาจารย์ก็จะบอกว่า "ไม่ต้องฉันยาหรอก เร่งปฏิบัติภาวนาเข้าเถอะ"

ความจริงสมัยนั้นก็ไม่มีหยูกยามากอย่างสมัยนี้
มีแต่สมุนไพรรากไม้ที่ขึ้นอยู่ตามป่า
พระต้องอยู่อย่างอดอย่างทนเหลือหลาย
ในสมัยนั้น เจ็บไข้ เล็ก ๆน้อย ๆ ท่านก็ปล่อยมันไป
เดี๋ยวนี้สิเจ็บป่วยอะไรนิดหน่อยก็วิ่งไปโรงพยาบาลกันแล้ว

บางทีต้องเดินไปบิณฑบาตรตั้งห้ากิโล
พอฟ้าสางก็ต้องรีบออกจากวัด กว่าจะกลับก็โน่นสิบโมงสิบเอ็ดโมงโน่น
แล้วก็ไม่ใช่บิณฑบาตได้อะไรมากมาย
บางทีก็ได้ข่าวเหนียวสักก้อน เกลือสักหน่อย พริกสักนิด เท่านั้นเอง
ได้อะไรมาฉันกับข้าวหรือไม่ก็ช่าง ท่านไม่คิด เพราะมันเป็นอย่างนั้นเอง

ไม่มีองค์ใดกล้าบ่นหิว หรือเพลีย ท่านไม่บ่น เฝ้าแต่ระมัดระวังตน

ท่านปฏิบัติอยู่ในป่าอย่างอดทน
อันตรายก็มีรอบด้าน สัตว์ดุร้ายก็มีอยู่หลายในป่านั้น
แต่ท่านก็มีความอด ความทนเป็นเลิศ
เพราะสิ่งแวดล้อมสมัยนั้นบังคับให้เป็นอย่างนั้น

การภาวนาของท่านนักปฏิบัติสมัยนี้ .....
มาสมัยนี้สิ่งแวดล้อมบังคับเรา ไปในทางตรงข้ามกับสมัยโน้น
ไปไหนเราก็เดินไป

ต่อมานั่งเกวียน
แล้วก็นั่งรถยนต์
แต่ความทะยานอยาก มันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เดี๋ยวนี้ถ้าไม่ใช่รถปรับอากาศ ก็จะไม่ยอมนั่ง
ดูจะไปเอาไม่ได้เทียวแหละ ถ้ารถนั้นไม่ปรับอากาศ
คุณธรรมในเรื่องความอดทน มันค่อยอ่อนลง ๆ
การปฎิบัติภาวนาก็ย่อหย่อนลงไปมาก
เดี๋ยวนี้เราจึงเห็นนักปฎิบัติภาวนา
ชอบทำตามความเห็น ความต้องการของตัวเอง


เมื่อผู้เฒ่าผู้แก่พูดถึงเรื่องเก่า ๆแต่ครั้งก่อน
คนเดี๋ยวนี้ฟังเหมือนว่าเป็นนิทานนิยาย
ฟังไปเฉย ๆแต่ไม่เข้าใจเลยแหละ เพราะมันเข้าไม่ถึง
พระภิกษุที่บวชในสมัยก่อนนั้น จะต้องอยู่กับพระอุปัชฌาย์อย่างน้อยห้าปี
นี่เป็นระเบียบที่ถือกันมา และต้องพยายามหลีกเลี่ยงการพูดคุย
อย่าปล่อยตัวเที่ยวพูดคุยมากเกินไป
อย่าอ่านหนังสือ
แต่ให้อ่านใจของตัวเอง

พิจารณาอ่านใจ และดูใจตัวเอง ....



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ


--------------------





Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ Jul 25 2009, 07:59 PM
โพสต์ #37


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25




~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~


แสดงธรรมโดย...... wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

พิจารณาอ่านใจและดูใจตัวเอง
ดูวัดหนองป่าพง เป็นตัวอย่าง
ทุกวันนี้มีพวกจบจากมหาวิทยาลัยมาบวชกันมาก
ต้องคอยห้ามไม่ให้เอาเวลาไปอ่านหนังสือธรรมะ
เพราะคนพวกนี้ชอบอ่านหนังสือ
แล้วก็ได้อ่านหนังสือมามากแล้ว
แต่โอกาสที่จะอ่านใจของตัวเองน่ะ หายากมาก
ฉะนั้นระหว่างที่มาบวชสามเดือนนี้
ก็ต้องขอให้ปิดหนังสือ ปิดตำรับตำราต่างๆให้หมด
ในระหว่างที่บวชนี้น่ะ
เป็นโอกาสวิเศษแล้ว ที่จะได้อ่านใจของตัวเอง
tongue.gif การตามดูใจของตัวเองนี้ น่าสนใจมาก
ใจที่ยังไม่ได้ฝึก มันก็คอยวิ่งไปตามนิสัยเคยชิน
ที่ยังไม่ได้ฝึก ไม่ได้อบรม มันเต้นคึกคักไปตามเรื่องตามราว
ตามความคะนอง เพราะมันยังไม่เคยถูกฝึก

laugh.gif ดังนั้นจงฝึกใจของตัวเอง
การปฏิบัติภาวนาในทางพุทธศาสนาก็คือ การปฏิบัติเรื่องใจ
ฝึกจิต ฝึกใจของตัว
ฝึกอบรมจิตของตัวเองนี่แหละ
เรื่องนี้สำคัญมาก
การฝึกใจเป็นหลักสำคัญ
พุทธศาสนาเป็นศาสนาของใจ มันมีเท่านี้
ผู้ที่ฝึกปฏิบัติทางจิต คือผู้ปฏิบัติธรรมในทางพุทธศาสนา
biggrin.gif การฝึกใจ
ใจของเรานี่มันอยู่ในกรง
ยิ่งกว่านั้นมันยังมีเสือ ที่กำลังอาละวาดอยู่ในกรงนั้นด้วย
ใจที่มันเอาแต่ใจของเรานี้ sad.gif
ถ้าหากมันไม่ได้อะไรตามที่มันต้องการแล้ว
มันก็อาละวาด
เราจะต้องอบรมใจ
ด้วยการปฏิบัติภาวนา
ด้วยสมาธิ นี้แหละที่เราเรียกว่า "การฝึกใจ"


พื้นฐานของการปฏิบัติธรรม ....... smile.gif




.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ Jul 26 2009, 01:13 PM
โพสต์ #38


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25




~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~


แสดงธรรมโดย...... wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

พื้นฐานของการปฏิบัติธรรม
ในเบื้องต้นของการฝึกปฏิบัติธรรม
จะต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน หรือรากฐาน
ศีลนี้เป็นสิ่งอบรมกาย วาจา
ซึ่งบางทีก็จะเกิดการวุ่นวายขึ้นในใจเหมือนกัน
เมื่อเราพยายามจะบังคับใจ ไม่ให้ทำตามความอยาก
กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย
นิสัยความเคยชินอย่างโลกๆ
ลดมันลง อย่ายอมตามความอยาก
tongue.gif อย่ายอมตามความคิดของตน
ohmy.gif หยุดเป็นทาสมันเสีย
rolleyes.gif พยายามต่อสู้
biggrin.gif เอาชนะอวิชชาให้ได้
wub.gif ด้วยการบังคับตัวเองเสมอ นี้เรียกว่าศีล

เมื่อพยายามบังคับจิตของตัวเองนั้น
จิตมันก็จะดิ้นรนต่อสู้
มันจะรู้สึกถูกจำกัด ถูกข่มขี่
เมื่อมันไม่ได้ทำตามที่มันอยาก
มันก็จะกระวนกระวายดิ้นรน
ทีนี้เห็นทุกข์ชัดละ
เห็นทุกข์ทำให้เกิดปัญญา
"ทุกข์" เป็นข้อแรกของอริยสัจจ์
คนทั้งหลายพากัน เกลียดกลัวทุกข์
อยากหนีทุกข์
ไม่อยากให้มีทุกข์เลย
ความจริง ทุกข์ที่แหละจะทำให้เราฉลาดขึ้นล่ะ
ทำให้เกิดปัญญา
ทำให้เรารู้จักพิจารณาทุกข์
สุขนั่นสิมันจะปิดหูปิดตาเรา
มันจะทำให้ไม่รู้จักอด ไม่รู้จักทน
ความสุขสบายทั้งหลายจะทำให้เราประมาท

กิเลสสองตัวนี้ทุกข์เห็นได้ง่าย
ดังนั้นเราจึงต้องเอาทุกข์นี่แหละมาพิจารณา
แล้วพยายามทำความดับทุกข์ให้ได้
แต่ก่อนจะปฏิบัติภาวนาก็ต้องรู้จักเสียก่อนว่า ทุกข์คืออะไร
ตอนแรกเราจะต้องฝึกใจของเราอย่างนี้
เราอาจยังไม่เข้าใจว่ามันเป็นอย่างไร
ทำไป ทำไปก่อน
ฉะนั้นเมื่อครูอาจารย์บอกให้ ทำอย่างใดก็ทำตามไปก่อน
แล้วก็จะค่อยมีความอดทนอดกลั้นขึ้นเอง
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ให้อดทนอดกลั้นไว้ก่อน
เพราะมันเป็นอย่างนั้นเอง

อย่างเช่นเมื่อเริ่มฝึกนั่งสมาธิ
เราก็ต้องการความสงบทีเดียว
แต่ก็จะไม่ได้ความสงบ
เพราะมันไม่เคยทำสมาธิมาก่อน
ใจก็บอกว่า "จะนั่งอย่างนี้แหละจนกว่าจะได้ความสงบ"


อย่าทอดทิ้งจิต......



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ღ•♥AD♥•ღ
โพสต์ Jul 27 2009, 09:02 AM
โพสต์ #39


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 1,421
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : 217 หมู่ 3 ถนนกรุงนนท์จงถนอม ตำบลนราภิรมย์ อำเภอบางเลน จ.นครปฐม 73130
หมายเลขสมาชิก : 5




~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~


แสดงธรรมโดย...... wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

อย่าทอดทิ้งจิต
แต่พอความสงบไม่เกิดก็เป็นทุกข์
ก็เลยลุกขึ้น วิ่งหนีเลย
การปฏิบัติอย่างนี้ไม่เป็น "การพัฒนาจิต"
แต่มันเป็นการ "ทอดทิ้งจิต"
ไม่ควรปล่อยใจไปตามอารมณ์
ควรที่จะฝึกฝนอบรมตนเอง
ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ขี้เกียจก็ช่าง ขยันก็ช่าง
ให้ปฏิบัติมันไปเรื่อยๆ
ลองคิดดูซิ
ทำอย่างนี้จะไม่ดีกว่าหรือ
การปล่อยใจตามอารมณ์นั้น
จะไม่มีวันถึงธรรมของพระพุทธเจ้า

เมื่อเราปฏิบัติธรรม
ไม่ว่าอารมณ์ใดจะเกิดขึ้นก็ช่างมัน
แต่ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ
ปฏิบัติให้สม่ำเสมอ
การตามใจตัวเอง ไม่ใช่แนวทางของพระพุทธเจ้า
ถ้าเราปฏิบัติธรรมตามความคิดความเห็นของเรา
เราจะไม่มีวันรู้แจ้งว่าอันใดผิด อันใดถูก
จะไม่มีวันรู้จักใจของตัวเราเอง
และไม่มีวันรู้จักตัวเอง
ดังนั้นถ้าปฏิบัติธรรมตามแนวทางของตนเองแล้ว
ย่อมเป็นการเสียเวลามากที่สุด
แต่การปฎิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้าแล้ว
ย่อมเป็นหนทางตรงที่สุด



การพัฒนาจิต


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ


--------------------





Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ Jul 28 2009, 09:54 AM
โพสต์ #40


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25




~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~


แสดงธรรมโดย...... wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

การพัฒนาจิต

ขอให้จำไว้ว่า
ถึงจะขี้เกียจก็ให้พยายามปฏิบัติไป
ขยันก็ให้ปฏิบัติไป
ทุกเวลาและทุกหนทุกแห่ง
tongue.gif นี่จึงจะเรียกว่า "การพัฒนาจิต" tongue.gif
ถ้าหากปฏิบัติตามความคิดความเห็นของตนเองแล้ว
ก็จะเกิดความคิดความสงสัยไปมากมาย
มันจะให้คิดไปว่า .........
"เราไม่มีบุญ เราไม่มีวาสนา ปฏิบัติธรรมก็นานหนักหนาแล้ว ยังไม่รู้ เรายังไม่เห็นธรรมเลยสักที"
การปฏิบัติธรรมอย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็น "การพัฒนาจิต"
แต่เป็น "การพัฒนาความหายนะของจิต"
ถ้าเมื่อใดที่ปฏิบัติธรรมไปแล้ว
มีความรู้สึกอย่างนี้ว่า
wink.gif ยังไม่รู้อะไร
blink.gif ยังไม่เห็นอะไร
ohmy.gif ยังไม่มีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นบ้างเลย
นี่ก็เพราะที่ปฏิบัติมามันผิด
ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า


สิ้นสงสัยด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้อง......


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post

5 หน้า V  < 1 2 3 4 > » 
Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



RSS ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 19th September 2019 - 09:44 AM