IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม วัดอรัญวิเวก บ้านข่า นครพนม, กัณฑ์ศีล 5 คือแผ่นดิน
George
โพสต์ Jun 6 2009, 12:15 AM
โพสต์ #1


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 672
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เขตปกครองตนเองพิเศษ มอดินแดง
หมายเลขสมาชิก : 3





--------------------
Go to the top of the page
 
+Quote Post
 
Start new topic
คำตอบ (1 - 6)
rungrong
โพสต์ Jun 17 2009, 06:25 AM
โพสต์ #2


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14





คลิกดู ประวัติหลวงปู่ตื้อ


ไปพบกับธรรมเทศนาเด็ด ๆ ไม่เหมือนใครที่ไหนในโลกของท่านได้เลยค่ะ



--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Jun 21 2009, 05:49 PM
โพสต์ #3


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



พระธรรมเทศนา หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม


นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ


จิตดวงเดียว แสดงเป็นสี่ดวง
พระโสดาปัตติมรรค ก็จิตดวงเดียว
พระสกิทาคามิมรรค ก็จิตดวงเดียว
พระอนาคามีมรรค ก็จิตดวงเดียว
พระอรหันตมรรค ก็จิตดวงเดียวนี้แหละ

ที่ว่าเป็นสี่นี้ ว่าตามธาตุตามวิญญาณ ธาตุก็สี่ วิญญาณก็สี่ได้ชื่อว่าจิตตานุปัสสนา กับ จิต แยกออกจากกันไม่ได้ หูกับจิต ออกจากกันไม่ได้
ส่วนตาไม่ใช่จิต เรียกว่า วิญญาณตา หู ก็ไม่ใช่ จิต เรียกว่า วิญญาณหู จมูกก็ไม่ใช่จิต เรียกว่า วิญญาณจมูก ปากก็ไม่ใช่จิต เรียกว่า วิญญาณปาก

จิตเราจะไปไหน ไปทำบุญหรือทำบาป ก็ต้องอาศัยวิญญาณตา จะดูรูปก็ต้องอาศัยตา จะฟังเสียงร้องรำทำเพลงเพื่อให้เพลิดเพลิน ก็ต้องอาศัยวิญญาณหูเป็นผู้ฟัง
ว่าจะเพราะพริ้งเพียงใด จิตเป็นผู้รู้ จะดมกลิ่นเหม็นกลิ่นหอม จิตเป็นผู้รู้จึงใส่ชื่อว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานัง ตา กับ จิต ออกจากกันไม่ได้ ตายเมื่อใดพ้นเมื่อนั้น
นี้แหละ ท่านทั้งหลาย

๑. จิตไม่ฆ่าสัตว์ จิตนั้นก็เป็นพระโสดาจิต สกิทาคามิจิต ก็เป็น อนาคามิจิต อรหันตจิต ก็เป็นพระพุทโธ จิตดวงเดียว

๒. จิตนั้นไม่ลักทรัพย์ จิตนั้นก็เป็นพระโสดา เป็นพระสกิทาคา เป็นพระอนาคา เป็นพระอรหันตา

๓. จิตออกบวช ขาดจากผัวจากเมียนั้น ก็เป็นพระโสดา เป็นพระสกิทาคา เป็นพระอนาคา เป็นพระอรหันตา

๔. จิตไม่ขี้ปด ไม่กล่าวมุสาวาท จิตนั้นก็เป็นพระโสดา เป็นพระสกิทาคา เป็นพระอนาคา เป็นพระอรหันตา

๕. จิตไม่กินเหล้า จิตก็เป็นพระโสดา เป็นพระสกิทาคา เป็นพระอนาคา เป็นพระอรหันตา

อันนี้อธิบายเป็นพระสูตร ขอให้นักธรรม นักกรรมฐานทั้งหลาย จงดูทุกพระองค์เถิด ถ้าจะอธิบายเป็นพระปรมัตถ์ อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน


๑. จิตไม่ฆ่าสัตว์ จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่ใจของเราทุกคน ทุกพระองค์

๒. จิตไม่ลักทรัพย์ จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่ใจของเราทุกคน ทุกพระองค์

๓. จิตออกบวช ขาดจากผัวจากเมีย จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่ใจทุกคน ทุกพระองค์

๔. จิตไม่ขี้ปด (มุสาวาท) จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพานอยู่ที่ใจทุกคน ทุกพระองค์

๕. จิตไม่กินเหล้า จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่ใจทุกคนทุกพระองค์

พุทโธ เป็น ศีล พุทโธ เป็น ฌาน พุทโธ ก็เป็นนิพพาน อยู่ที่ใจของเรา ทุกคนทุกพระองค์

ธัมโม เป็น ศีล ธัมโม เป็น ฌาน ธัมโม เป็น นิพพาน อยู่ที่ใจของเรา ทุกคนทุกพระองค์

สังโฆ เป็น ศีล สังโฆ เป็น ฌาน สังโฆ เป็น นิพพาน อยู่ที่ใจของเรา ทุกคนทุกพระองค์

เมตตา เป็น ศีล เมตตา เป็น ฌาน เมตตา เป็น นิพพาน อยู่ที่ใจของ เราทุกคนทุกพระองค์

กรุณา เป็น ศีล กรุณา เป็น ฌาน กรุณา เป็น นิพพาน อยู่ที่ใจของเรา ทุกคนทุกพระองค์

มุทิตา เป็น ศีล มุทิตา เป็น ฌาน มุทิตา เป็น นิพพาน อยู่ที่ใจของเรา ทุกคนทุกพระองค์

จิตมีรูป จิตไม่รักรูป จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็น นิพพาน อยู่ที่ใจของเราทุกคน ทุกพระองค์

จิตมีเวทนา จิตไม่รักเวทนา จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพานอยู่ที่ใจของเราทุกคน ทุกพระองค์

จิตมีสัญญา จิตไม่รักสัญญา จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพานอยู่ที่ใจของเราทุกคน ทุกพระองค์

จิตมีสังขาร จิตไม่รักสังขาร จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพานอยู่ที่ใจของเราทุกคน ทุกพระองค์

พระองค์เจ้าพระคุณคือใคร? เจ้าพ่อของเรา เจ้าแม่ของเรา


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทุกคน เกิดจากเจ้าคุณพ่อ หมายถึงพระเจ้าสุทโธทนะ เจ้าคุณแม่ หมายถึง พระนางเจ้าสิริมหามายา
เป็นที่เกิดธรรมะอันประเสริฐ สูงสุด วิเศษสุด อยู่ที่ใจของเรา อันเกิดจากพระบิดา พระมารดา

ถ้าใครไม่เชื่อ เอาหมูมาเป็นเมีย ปีกุน แปลว่า หมู หมูดีกว่ามนุษย์ มนุษย์สู้หมูไม่ได้

หมูดีกว่ามนุษย์ ขาหมู มนุษย์ก็กิน แต่ขามนุษย์ไม่มีใครกิน หำหมูมนุษย์กิน แต่หำมนุษย์ไม่มีใครกิน หีหมู มนุษย์กิน หีมนุษย์ไม่มีใครกิน

หีหมู คนปากไม่ชัด คือ ลิ้นไก่สั้นพูดอ้อแอ้ กินแล้วจะดีขึ้น

น้ำมันหมูเป็นสินค้าทั่วราชอาณาจักรไทย เป็นอาหารทั่วไปไม่เลือกชาติไหน กินกันทั้งนั้น แต่น้ำมันมนุษย์ ไม่มีใครกิน

ขี้หมูเอามาทำปุ๋ยใส่นา ใส่ผัก ใส่สวน ได้ทั้งนั้น แต่ขี้มนุษย์ไม่มีใครต้องการ

หัวหมู ตับหมู มนุษย์กิน หัวคนตายไม่มีใครกิน หัวหมู จมูกหมู ลิ้นหมู มันสมองหมู ต้มกินได้ทุกชาติ ปากคน ลิ้นคน มันสมองคน หัวคน ไม่มีใครกิน

ไส้หมู ทำเป็นไส้กรอกกินได้ ตับหมู พุงหมู กินได้ แต่ตับคน ไส้คนไม่มีใครกิน

ขาหมูเป็นสินค้า ทำแปรงทาสีได้ทั่วไป แต่ ขน ผม ของมนุษย์ตัดทิ้งเสียเปล่าๆ ไม่มีใครต้องการ

ผมของอุบาสก ต้องตัดเดือนละครั้งสองครั้ง เสียเงินครั้งละ ๔-๕ บาทยิ่งเป็นผมของเจ้านายก็แพงขึ้นไปกว่านี้ แล้วก็ค่าน้ำมัน เดือนละขวด

เมื่อจะหมดบุญก็ต้องเสียเงินหลายพันบาท เมื่อตายไปไฟกินหมด

นี่แหละนักธรรมกรรมฐานทั้งหลาย ข้าพเจ้า พระอาจารย์ตื้อ หรือหลวงปู่ตื้อ ขอถวาย ปัญญาวิปัสสนาญาณ ไว้ แสดงให้ ทั่วถึงกัน มีเจ้านาย ข้าราชการ อุบาสก อุบาสิกา เป็นต้น

ถ้าไม่จริงอย่างหลวงปู่ว่า ขอให้อมขี้มาเป่าหน้าเถิด
* * * * * *

หนึ่ง ผู้เจริญฌานให้รู้จักฌาน ถ้าไม่รู้จักฌานจะนั่งเอาฌาน จนเอวหักก็ไม่ได้นิพพาน ตามความปรารถนา เมื่อจะหมดบุญก็ต้อง เสียเงินหลายพันบาท เมื่อตายไปไฟกินหมด

สอง ผู้เจริญฌานให้รู้จักฌาน จึงจะได้นิพพาน เพราะฌาน กับนิพพานเป็นคู่กัน จะแยกออกจากกันไม่ได้ เหมือนเดือนกับ ดาว เดือนอยู่ที่ไหน ดาวอยู่ที่นั่น

ที่ว่าการไม่รู้จักฌาน ไม่รู้จักนิพพาน เป็นอาการของจิต เรียกว่าโลกิยจิต โลกุตตรจิต

จิตจะรู้ฌานเพราะโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลเป็นฌานที่ ๑

พระสกิทาคามิมรรค พระสกิทาคามิผลเป็นฌานที่ ๒

พระอนาคามิมรรค พระอนาคามิผล เป็นฌานที่ ๓

พระอรหันตมรรค พระอรหันตผล เป็นฌานที่ ๔

ฌานเป็นที่อยู่ของพระพุทธเจ้า พระนิพพานได้แก่ใจของพระอรหันตเจ้านั้นแล

ฌาน เหมือนเค้าต้นของผม นิพพาน เหมือนเส้นผม จึงจะ สมกันนะ

ที่หนึ่ง บริกรรม พุทโธ พุทโธ เป็น ศีล พุทโธ เป็นฌาน พุทโธเป็นนิพพาน

ที่สอง อุปจาระเป็นที่อยู่ของจิต ธัมโม เป็น ศีล ธัมโม เป็น ฌานธัมโม ก็เป็นนิพพาน

ที่สาม สังโฆ เป็น ศีล สังโฆ ก็เป็น ฌาน สังโฆ เป็น นิพพาน

ที่สี่ อนุโลมญาน จงดูลมหายใจเข้าออก โทสะ ทิฏฐิ ใจขี่โมหะทิฏฐิก็หมดไป ใจขี่โทสะ ใจเป็นอรหันต์ ใจขี่โมหะใจเป็นอรหันต์ใจขี่ทิฏฐิ ใจนี้เป็นอรหันต์

ที่ห้า โคตระ อยู่ในรูปไม่ผิดรูป อยู่ในเวทนา ไม่ผิดเวทนา อยู่ในสัญญาไม่ผิดสัญญา อยู่ในสังขาร ไม่ผิดสังขาร อยู่ในวิญญาณไม่ผิดวิญญาณใจเราก็เป็นพระนิพพาน

ที่หก โสดาปัตติมรรคก็ใจ โสดาปัตติผลก็ใจ สกิทาคามิมรรคก็ใจ สกิทาคามิผลก็ใจ อนาคามิมรรคก็ใจ อนาคามิผลก็ใจ อรหันตมรรคก็ใจ อรหันตผลก็ใจ

ละ อุปาทิเสสะนิพพาน กิเลสขาดจากสันดานหมดไป โมหะหมดไป ทิฏฐิกิเลสหมดไป ยังเหลือแต่ใจสะอาด ปราศจากกิเลส ขาดจากสันดานหมด

พระจันทร์เดินอยู่บนท้องฟ้านภากาศ ไม่มีอะไรทำลายได้

วาโยธาตุ แปลว่า ลม จากทิศทั้ง ๔ จะทำลายพระจันทร์ไม่ได้ ลมก็เป็นลม พระจันทร์ไม่แตกไม่ดับ พระจันทร์ก็อยู่อย่างนั้นแหละ

อาโปธาตุ แปลว่า น้ำ ฝนตกลงมา เม็ดเล็กเม็ดน้อยใหญ่ จะทำลายพระจันทร์ไม่ได้ เปรียบเหมือนที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ดังเช่นเปรียบกันได้กับใบบอนนั้น
น้ำชำแรกแทรกไปในใบบอนย่อมไม่ได้ ถึงฝนจะตกลงมา ถูกต้องใบบอนสักเพียงไร น้ำฝนก็มิอาจแทรกซึมเข้าไปในใบบอนได้ฉันนั้น เพราะใบบอนไม่ดูดเอาน้ำเข้าไปเลย

เหมือนดังกับพระจันทร์ พระจันทร์เดินไปเมืองม่าน (พม่า) พวกม่านทั้งหลาย ทั้งน้อยและใหญ่พากันกราบไหว้พระจันทร์
พระจันทร์ก็เฉยๆ ไม่รับรองลิ้นของพม่า มาเป็นสรณะแต่อย่างใด ไปเมืองมอญ พระจันทร์ก็เฉยเสีย พวกมอญจะติฉินนินทา ด่าว่าสิ้นทั้งบ้านเมืองมอญ พระจันทร์ก็เฉยเสีย

นี่แหละนักธรรม นักกรรมฐานเจ้าทั้งหลาย จึงเรียกได้ว่า จบพรหมจรรย์คือ

๑. ไม่ฆ่าสัตว์ เรียกพุทธพรหมจรรย์

๒. ไม่ลักทรัพย์ พุทธพรหมจรรย์

๓. ไม่เสพกาม เรียกว่า พุทธพรหมจรรย์

๔. ไม่ขี้ปด คือ กล่าวมุสาวาท เรียกว่า พุทธพรหมจรรย์

๕. ไม่กินเหล้า - สุรา เรียกว่า พุทธพรหมจรรย์

เปรียบเสมือนดวงจันทร์นั่นแหละ พระจันทร์ไม่ฆ่าสัตว์ พระจันทร์ไม่ลักทรัพย์ พระจันทร์ไม่เสพกาม พระจันทร์ไม่กล่าวมุสาวาท พระจันทร์ไม่ดื่มสุรา เรียกว่า จบพรหมจรรย์

เสียง จันทร์ กับ จรรย์ ออกเสียงเหมือนกัน จึงเอาเปรียบเทียบ เช่นนี้

พระอรหันตเจ้าทั้งหลาย นั่งก็นั่งอยู่ในนิพพาน นอนก็นอนอยู่ในนิพพาน เดินก็เดินอยู่ในนิพพาน กินก็กินอยู่ในนิพพาน
แต่ขันธ์ห้าที่เป็นอุปาทานยังไม่ดับ พระอรหันตเจ้าสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย จึงพาขันธ์ห้าของคุณตาคุณยาย สะพายบาตรประกาศพระศาสนาอยู่ ๔๕ ปี
เรียกว่าอุปาทิเสสะ เข้าพระนิพพานพ้นจากชาติกันดาร ไม่ต้องมี การเกิดอีกต่อไป

เตสัง วูปะสะโม สุโข เวทนาแตก เวทนาตาย

สัญญาแตก สัญญาตาย สังขารแตก สังขารตาย วิญญาณแตก วิญญาณตาย

พระพุทธโคตมะไม่ได้ฆ่ารูป รูปก็แก่เฒ่า เวทนาก็แก่เฒ่า

สัญญาก็ แก่เฒ่า วิญญาณก็แก่เฒ่า ใจเราเท่านั้นที่ไม่แก่เฒ่า

รูปัง อนิจจัง รูปเกิดขึ้นมาเป็นของไม่เที่ยง ยักย้ายผันแปรแตกต่างกันไปมาเป็นธรรมดา จิตจะร้องขออย่างไร ก็ไม่รับฟัง

อกาลิโก อากาศธาตุ เขาเป็นอยู่อย่างนั้น

จักขุนทะริยัง ดูตาของเราซิ ตามันแตก ตามันลาย จะห้ามตาไว้ไม่ได้

โสตินทะริยัง ดูหูของเรา หูมันจะเฒ่า หูมันจะตาย ห้ามหูไว้ไม่ได้

ฆานินทะริยัง ดูรูดัง (จมูก) ของเรา จมูกจะเป็นหวัด คัดจมูก หรือเป็นริดสีดวงจมูก เราจะห้ามไว้ก็ไม่ได้

ชิวหินทะริยัง ดูลิ้นของเรา ปากและลิ้น ก็เป็นหวัดเป็นไอ เดินก็ไอ กินข้าวก็ไอ กินน้ำก็ไอ ไอไปไอมา

อานาปานะ เป็นภาษาบาลี ภาษาไทย เรียกว่า ลม รูปก็เป็นลม เวทนาก็ลม สัญญาก็ลม สังขารก็ลม วิญญาณก็ลม หมดลมแล้วเรียกว่าตาย
มีเงิน มีคำ มีแก้วก็ตาย ละเสียจากเงินทองเหล่านั้น มีลูกสาวก็ตายจากลูกสาว มีลูกชายก็ตายจากลูกชาย มีผัวก็ตายจากผัว มีเมียก็ตายจากเมีย มีพ่อก็ตายจากพ่อ มีแม่ก็ตายจากแม่

ถ้าเรามีเงินถึงแปดหมื่น เก้าหมื่น ก็เป็นแต่ของกลางเท่านั้น ที่มีอยู่ในโลก เราตายเสียแล้ว ก็ทิ้งหมด

ถ้าเมื่อเรายังไม่ตาย จงมาพากันสร้างบุญ สร้างกุศลให้พอ เมื่อเราตายไปแล้ว บุญนั้นก็จะเป็นที่พึ่งของเรา เป็นที่อาศัยแก่เรา

บุญเกิดทางกายนั้นประการใด จะขยายให้เป็นพระสูตร

อะนะวัชชานิ กัมมานิ บุคคลเกิดมาในโลกนี้ ทำการงานปราศจากโทษ มีแต่ประโยชน์ทั้งชาตินี้และชาตหน้า เป็นปัจจัยแก่เราผู้สร้างบารมี

หนึ่ง สร้างพระพุทธรูป สร้างพระเจดีย์ สร้างวัดวาอาราม โบสถ์วิหารในพระศาสนา ผู้ใดหากทำได้แล้ว ผู้นั้นเป็นผู้ประเสริฐ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา

ฉายาวะ เปรียบเสมือนเงาที่ติดตามตัวเราตลอดเวลา ตามธรรมดาเรานั่งเงาก็นั่ง เรานอนเงาก็นอน เราเดินเงาก็เดิน บุญกุศลที่เราสร้างเอาไว้ ก็ห่อหัวใจของเราไว้เรารับศีลห้าไว้
เรานั่งเราก็นั่งในศีลห้า เรานอน เราก็นอนในศีลห้า เราเดินเราก็เดินในศีลห้า

เรารับศีลแปด เราจะยืน เดิน นั่ง นอน ไปไหนๆ ก็ไปด้วยศีลแปด ทั้งสิ้น

ศีลสิบก็เหมือนกันนั่นแหละ

ถ้าเรารับศีล ๒๒๗ นอนก็นอนในศีล ๒๒๗ เราจะยืน เดิน นั่ง นอนก็อยู่ในศีล

เมื่อได้ พุทโธ แล้ว นั่งก็นั่งพุทโธ นอนก็นอนพุทโธ เดินก็เดินพุทโธ

ธัมโม เมื่อได้แล้ว นั่งก็นั่งธัมโม นอนก็นอนในธัมโม เดินก็เดินในธัมโม

สังโฆ ก็เหมือนกัน

เตสัง ตายแล้วทิ้งหมด เกสา ผมก็ไฟไหม้ เอามันไปไม่ได้ โลมาขนก็ไฟไหม้
นขา เล็บตีน เล็บมือ ไฟก็ไหม้หมด
ทันตา เขี้ยวครกตำหมาก สากตำน้ำพริก ไฟกินหมด
ตะโจ กระดูกสามร้อยท่อน กระดูกแข้งกระดูกขา กระดูกแขน กระดูกข้าง กระดูกคอ กระดูกคาง กระดูกเขี้ยวกระโหลกหัว ไฟก็กินหมด

จะเป็นของเรานั้นไม่ได้สักอย่าง

นี้แหละนักธรรม นักกรรมฐานเจ้าทั้งหลาย ผู้ชายก็นักธรรม ผู้หญิงก็นักธรรม ให้หมั่นพิจารณาว่า ถ้าทำบุญก็ได้บุญ ทำบาปก็ได้บาป ทำนาก็ได้ข้าวกิน
เอาผัวเอาเมียก็ได้ลูกชายลูกสาว ค้ำชูพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้แหละ

นักธรรม นักกรรมฐานทั้งหลาย โอปะนะยิโก ให้น้อมมาดู ดูอะไร ดูใจของเราทุกคน เมื่อได้พุทโธจริง ที่อยู่ของพุทโธคือ สวรรค์ ๖

สวรรค์ ๖ มีชั้นจาตุมหาราชิกา ชั้นตาวะติงสา ชั้นยามา ชั้นดุสิตา ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตวะสวตี

สวรรค์ ๖ ชายพุทโธ หญิงพุทโธ อยู่ชั้นไหนได้ตามความปรารถนา

พรหมปาริสัชชา ถึง อกนิษฐาพรหม คือ พรหม ๑๖ อยู่ได้ตามความปรารถนา

ชายสังโฆ หญิงสังโฆ ที่อยู่ของพระสังโฆ คือ ชั้นสุทธาวาส

อนาคามิมรรค อนาคามิผล สิ้นชีพวายชนม์ เข้าสู่พระนิพพาน เอตังพุทธสาสนันติฯ

พุทธคุณคาถา ที่อาตมาได้นำกล่าวเป็น พุทธบูชา ธัมมบูชา สังฆบูชาแก่พระคุณเจ้าทั้งหลาย ทั้งอุบาสก อุบาสิกา ที่ว่ามานี้ หากข้าพเจ้าผิดเผลอบ้างประการใด
ขอให้พระคุณเจ้า ทั้งหลาย พร้อมทั้งอุบาสกอุบาสิกา พระคุณเจ้าทุกพระองค์ จงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าเถิด

ถ้าหากพระธรรมเทศนาที่ข้าพเจ้าได้อธิบายมานี้ เป็นที่ถูกต้องตามพระบัญญัติ ไม่ขัดกับหลักแห่งพระสงฆ์ไทย ก็ขอให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย จงอนุโมทนาสาธุการด้วยเถิด

และจงน้อมนำเอาพระธรรมคำสอน ที่ข้าพเจ้าได้อธิบายมานี้แล้วนั้น ปฏิบัติลงที่กาย วาจา ที่ใจของท่านทั้งหลาย ทั้งอุบาสก อุบาสิกา

-----------------------------------------------

นิพพานัง ปะระมัง สุขัง นิพพานะปัจจะโย โหตุ ข้าพเจ้าขออธิบายถึงผู้ที่เข้าสู่พระนิพพาน จากชาติกันดารไม่ต้องกลับมาเกิดอีก ซึ่งเรียกว่าวิมุตติสุข อันพ้นจากโลกนี้ไป

พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ให้แก่พวกเรา นักธรรม นักกรรมฐานผู้ตั้งใจเอาพระนิพพานให้รู้แจ้ง ขาดจากความสงสัย อุปะสะมานุสสติ ให้ระลึกถึงคุณพระนิพพาน

พระนิพพานก็อยู่ที่ใจของเรา

ใจไม่ฆ่าสัตว์ ใจดี เป็นศีล เป็นฌาน ใจก็เป็นนิพพาน

ใจไม่กินเหล้า ไม่กินสุรา ใจ ก็เป็น ศีล เป็นฌาน ใจก็เป็นนิพพาน

ใจไม่ตีฆ้อง ตีกลอง ดีดสีตีเป่า ใจก็เป็นศีลเป็นฌาน ใจก็เป็น นิพพาน

ใจไม่ลูบไล้ชโลมทาของหอมอย่างชาวบ้าน ใจก็เป็นศีลเป็นฌาน ใจก็เป็นนิพพาน

ใจไม่เอนนอนมายังที่นอน ภายในยัดด้วยนุ่นและสำลีอันสูงใหญ่เหมือนพระราชามหากษัตริย์ ใจก็เป็นศีลเป็นฌาน ใจก็เป็นนิพพาน

ชาตะรูปะรัชชะตะ เงินรูเปีย หรือกระดาษเศษที่นักปราชญ์เขาทำกันออกมาใช้ทุกวันนี้ เป็นทรัพย์ของพระราชา อเมริกาเป็นผู้ทำ ช่วยประเทศไทยให้เจริญ

มีก็ใช้ไม่มีก็ไม่ใช้

ใจเราก็เป็นศีลเป็นฌาน ใจก็เป็นนิพพาน

นี้แหละนักธรรม นักกรรมฐาน วิปัสสนาจารย์ทั้งหลาย จงรู้ด้วยใจเถิด

พาลฆ่าสัตว์ไม่มีแก่ใจ พาลลักทรัพย์ไม่มีแก่ใจ พาลขี้ปดไม่มีแก่ใจ พาลเสพกามไม่มีแก่ใจ พาลกินเหล้าไม่มีแก่ใจ พาลกินข้าวเย็นไม่มีแก่ใจ พาลตีฆ้องตีกลองดีดสีตีเป่าไม่มีแก่ใจ

ใจไม่พาลหาของหอมไม่มีแก่ใจ ใจไม่พาลนอนบนที่นอนอันยัดด้วยนุ่นและสำลีอันสูงใหญ่ไม่มีแก่ใจ พาลชาตะรูปะรัชชะตะ รูเปีย เงินตราไม่มีแก่ใจ จึงจะเป็นนิพพาน

เตสัง วูปะสะโม สุโข รูปแตก รูปตาย ตั้งแต่หัวถึงตีน ตั้งแต่ตีน ถึงหัว

ธาตุดิน คือ กระดูก กับเนื้อ ชิ้น ไม่ใช่พระนิพพาน

เตสัง ธาตุน้ำ ๑๓ ไมใช่พระนิพพาน

เตสัง สัญญา ลมหายใจเข้า ออก รูลม รูจมูก ลมเข้าลมออก จะห้ามลมไว้ไม่ได้ รูปาก รูคอ เป็นที่อยู่ของลม รูทวารหนัก ทวารเบาถ่ายปัสสาวะ ทวารหนักถ่ายอุจจาระออก จะห้ามลมไว้ไม่ได้

เตสัง สังขารเบื้องต่ำ ได้แก่ ขา จะห้ามขาไว้ไม่ให้แก่ไม่ได้ สังขารท่ามกลาง ได้แก่ แขน บน ได้แก่ ศรีษะหรือหัว จะห้ามไว้ไม่ให้แก่ไม่ได้

นี่แหละ นักธรรม นักกรรมฐาน จิตเป็นของไม่ตาย ตัวตายนั้น คือรูป เป็นตัวตาย ตัวตายตัวเวทนา ตัวตายตัวสัญญา ตัวตายคือตัวสังขารตัวตายตัววิญญาณ

ตัวไม่ตาย ได้แก่ จิตที่เป็นนิพพาน

อสังขตธรรม ได้แก่ รูปธรรม เวทนาธรรม ไม่มีแก่จิต

อสังขตธาตุ เวทนาธาตุ ไม่มีแก่จิต อสังขตปัจจัย

ใจพ้นจากรูป ใจพ้นจากเวทนา ใจไม่มีเวทนา ใจพ้นจากสัญญา

ใจไม่มีสัญญา ใจก็พ้นจากสัญญา ใจไม่มีสังขาร ใจก็พ้นจากสังขาร

ใจไม่มีวิญญาณ ใจพ้นจากวัญญาณ ใจก็นิพพานนั่นแหละ

เมื่อใจเป็นนิพพานแล้ว ชาติ ความเกิดไม่มีแก่ใจ ชรา ความแก่ไม่มีแก่ใจ พยาธิ ความเจ็บไข้ ตัวร้อนไม่มีแก่ใจ มรณะ ความตายความเกิดไม่มีแก่ใจ

ใจก็เป็นพระนิพพาน พ้นจากความเกิด ความแก่ความตาย ไม่ต้องกลับมาเกิด ให้มันทุกข์ มันยากลำบากในโลกนี้
-------------------------------------------------------------------------------------------------


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
za_arnt
โพสต์ Jun 21 2009, 08:15 PM
โพสต์ #4


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 851
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-June 09
จาก : ❤4 ซ.เพชรเกษม 46/1 แยก 2 บางหว้า ภาษีเจริญ 10160
หมายเลขสมาชิก : 43




~@ สาธุค่ะ @~
อิ่มจิตในธรรม
อโหสิกรรมในจิตตน
พอ~ให้~อภัย ทุกแห่งหน
จิตตนชนะภัย.


ยินดีในธรรม ไม่ได้เป็นนักกรรมฐาน ไม่ได้เป็นนักปฏิบัติ
แต่มีจิตดีเป็นที่ตั้ง ก็อิ่มจิต อิ่มใจในธรรม ได้เช่นกันใช่ไหมคะ.
smile.gif ~ขอบคุณค่ะ~ smile.gif



--------------------

~@ WELCOME TO AMPOLJANE.COM @~
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Jun 22 2009, 08:01 AM
โพสต์ #5


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



"ยินดีในธรรม ไม่ได้เป็นนักกรรมฐาน ไม่ได้เป็นนักปฏิบัติ
แต่มีจิตดีเป็นที่ตั้ง ก็อิ่มจิต อิ่มใจในธรรม ได้เช่นกันใช่ไหมคะ."

ถ้าทำได้จริงดังที่พูดมา ไม่ใช่แค่"ได้่เช่นกันใช่ไหมคะ" หากแต่อยู่ในขั้นสุดยอดไปเลย
กระทั่งผู้ปฏิบัติแทบเป็นแทบตายบางคน ทำทั้งชีวิตยัง"มีจิตดีเป็นที่ตั้ง"ไม่สำเร็จ


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Jun 23 2009, 09:16 AM
โพสต์ #6


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



พระธรรมเทศนา หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

มนุสฺโสวา เอตํ พุทฺธสาสนนฺตี ติ

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ของเรานี้ก็เป็นมนุษย์ เมื่อท่าน เป็นมนุษย์นั้น ทานบารมี อยู่ใน ทาน การถวายของ ปรารถนาอยาก เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ศีลบารมี การรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ปรารถนาอยากเป็นพระพุทธเจ้า

เนกขัมมะบารมี ใจคิดออกบวช

ปัญญาบารมี ความรู้ดีรู้ชอบในศีล ในฌาน แต่เป็นโลกียศีล โลกียฌาน น้ำใจปรารถนาอยากเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

วิริยะบารมี มีความเพียรให้ทาน หรือความเพียรทำการทำงานต่างๆ แต่น้ำใจปราถนาอยากเป็น พระพุทธเจ้า

ขันติบารมี มีความอดทน ไม่มีเวรเป็นกรรมแก่ใคร แต่น้ำใจอยากเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมตตาบารมี มีจิตเมตตาแก่เพื่อนมนุษย์ เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย อเวรา ไม่มีเวรแก่มนุษย์ ใจอยากเป็น พระพุทธเจ้า

อุเบกขาบารมี กระทำจิตเป็นกลาง วางจิตเฉย

สํสาเร สํสารนฺติ ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ไม่มีที่สิ้นสุด นับบารมี ถึงสี่อสงขัย แสนมหากัปป์ ชาติที่สุดก็ได้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เป็นมนุษย์นั่นแหละ

พุทฺธกปฺเปน มนุสฺเสน ศาสนาพระพุทธเจ้ากัสสปะสูญไปแล้ว ไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีพระพุทธศาสนา มีแต่ศาสนาพราหมณ์ ธรรมชาติ มนุษย์ ผู้ถือพุทธก็มี ถือพราหมณ์ก็มี ถือไปตามอาการของมนุษย์

เทพยเจ้าจึงได้ปรึกษากันว่า มนุษย์จะได้เป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ เทพยเจ้าทั้งสี่ มีสิงกุฏอมาตย์ สัจจะเทวบุตร อาการีเทวบุตร เป็นต้น จึงกล่าวว่า เอส ธมฺโม เอกญาโณ มีพระยาธรรมเจ้าองค์หนึ่ง คือ เวสสันตะระ ท่านตายจากมนุษย์นี้ และจักได้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เทพยเจ้าจึงขึ้นไปกราบอาราธนาถึง ชั้นจาตุมหาราชิกา จึงกล่าวบท คาถาบาลีมคธว่า กโรยตฺเตมหาวีโร อาราธนํกโร ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอโอกาส อาราธนาหน่อพุทธังกูร ผู้มีบุญตนประเสริฐ จงลงไปเกิดเถิด พระเจ้าข้า

อุปมาดอกบัว ๒ ดอก ดอก๑ ได้แก่ พระเจ้าสุทโธทนะ ดอกที่ ๒ ได้แก่ พระนางสิริมหามายา

ดังนั้น พระโพธิสัตว์ รับนิมนต์ แล้วลงมาจากสวรรค์ ในสวรรค์ พรหมก็เป็นสวรรค์เหมือนกันนั่นแหละ แต่ว่าเป็นชั้นๆ

พระเจ้าสุทโธทนะ ลงมาจากพรหม ชั้นพรหมปริสัชชา พระนางเจ้า สิริมหามายา ลงมาจาก พรหมปโรหิตา

ตัวพระโพธิสัตว์มหาพรหมมานี้แหละ ลงมาจากพรหมปฏิสนธิธาตุ เข้าท้องยายวันพุธ ยายฝันเห็นช้างเผือก ได้อุ้มช้างเผือก ว่าลูกยายจะเป็น ผู้ชาย สิบเดือนคลอด เสด็จเจ็ดก้าวตีนโลกิยฌานของท่าน

ทานบารมี เป็นฌานที่หนึ่ง ศีลบารมี เป็นฌานที่สอง เนกขัมมบารมี เป็นฌานที่สาม ปัญญาบารมี เป็นฌานที่สี่ วิริยะบารมี เป็นฌานที่ห้า ขันติบารมี เป็นฌานที่หก สัจจะบารมี เป็นฌานที่เจ็ด เสด็จเจ็ดก้าวตีน นางสาวสนมได้เห็นด้วยจักขุ คือ ตา กล่าวคาถาว่า ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา ลูกยายบินได้ ลูกตาบินได้ นี่น่าอัศจรรย์

พระเจ้าสุทโธทนะ รับเอาแม่กับลูกไว้ได้ ๗ วัน พระมารดาสวรรคต คือ ตาย ทิ้งลูกเป็นกำพร้า พระแม่น้าเลี้ยงไว้ ฤาษีมาทำนาย จะได้เป็น พระพุทธเจ้า

พระฤาษี ๓ องค์ เข้ามาเฝ้า พระเจ้าสุทโธทนะ จึงอุ้มเอาพระราชบุตร ไปกราบฤาษี

พระฤาษีมองเห็นแล้วด้วยฌาน จึงกล่าวเป็นภาษาบาลีว่า อิทมฺปิ พุทฺเธ รตนํ อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ มหาปุริสาลกฺขณานุภาเวน อสีตยานุพยญฺ ชนานุภาเวน นวโลกุตฺตรธมฺมานุภาเวน สมยวิมุตฺโต อสมยวิมุตฺโต

อธิบายเป็นภาษาไทย ถวายพระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า พระราชบุตรพระองค์เจ้าออกบวชเป็นฤาษี พุทฺเธ รตนํ ได้เป็นพระพุทธเจ้า หนึ่งไม่มีสอง เอโก สุริโย พระอาทิตย์ดวงเดียว ชายคนนี้แหละ จะได้เป็น พระพุทธเจ้า

เมื่อท่านได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จะแสดงพระปรมัตถ์ พุทฺธปญฺญตฺติ อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ อสีติพุทธสาวก ๘๐ องค์ มีฤทธิ์ศักดานุภาพ อสีตยา นุพยญฺญชนานุภาเวน

มหาปุริสลกฺขณานุภาเวน ฝ่าตีนเป็นกงจักร ฝ่ามือเป็นดอกบัว

เมื่อท่านได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จะเทศนาปรมัตถ์ ได้ชื่อว่า พุทฺปญฺญตฺติ นวโลกุตฺตรธมฺมานุภาเวน แสดงธรรม ๙ ประการ เกิดจากวิญญาณหัวใจ พระโพธิสัตว์ สมยวิมุตฺโต

อาตมาเกิดมาเกินสมัย ก่อนสมัยตายเสียเปล่าๆ ไม่มีทางที่จะไป สวรรค์ก็ไม่รู้ พรหมก็ไม่รู้ นิพพานก็ไม่รู้ อสมยวิมุตฺโต มนุษย์ที่เกิดในสมัย ท่าน เป็นศิษย์ของท่าน นวโลกุตฺตรธมฺมานุภาเวน จ เทศนา เก้าประการ เกิดจากวิญญาณพระโพธิสัตว์ ถวายพระพรมหาบพิตรพระราชสมภาร

เหตุนั้น พระองค์ใหญ่แล้ว ก็ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินครอบครองพระราช สมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน มีบุตรชายพระองค์หนึ่ง อายุ ๒๘ ปี บารมีที่ สร้างไว้ ทานเป็นปรมัตถ์ ศีลเป็นปรมัตถ์ ตลอดถึง อุเบกขา เป็นปรมัตถ์

เมื่อเป็นพระปรมัตถ์เกิดจากหัวใจแล้ว จึงเสด็จออกบวช กาย วาจา ใจ เจริญกรรมฐานภาวนา ๖ ปี ได้เป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกาศ พระศาสนาอยู่ ๔๕ ปี บัญญัติศีลธรรมกรรมฐานแล้วนิพพานไป เมื่อจะปรินิพพานนั้น อายุของพระองค์ ๘๐ ปีแล้ว จึงพร้อมพุทธสาวก ไปเมืองกุสินารา พระอานนท์ พระกัสสปะ พระอนุรุทธะ ข้ามแม่น้ำ กุกุทานามะ ที่อาบน้ำชำระกายแล้วไปถึง แม่น้ำหิรยะประเทศ เข้าเขต กรุงกุสินารา เดือน ๖ ออก ๑๔ ค่ำ

พระเจ้ามัลละกษัตริย์ มาเฝ้าพระพุทธเจ้า จึงเปล่งคาถาก่อนจะปรินิพพาน นั้นขึ้นว่า โยโข อานนฺท ภิกฺขุ วา ภิกขุณี วา ภิกษุก็ดี นางภิกษุณี นางสามเณรี ก็ดี เจ้าสามเณรก็ดี อุปาสโก วา อุปาสิกา วา ธมฺโม จ วินโย จ พระธรรม จะเป็นครูสั่งสอน พระวินัยจะเป็นครูสั่งสอน ปญฺญตฺโต โสโว ตถาคตบัญญัติ ไว้แล้ว

พรุ่งนี้อยู่ไม่ได้แล้ว เตสํ รูปแตก รูปตายเสียแล้ว แต่ใจไปนิพพาน เตสํ เวทนาแตก เวทนาตายเสียแล้ว เตสํ สัญญาแตก สัญญาตาย สังขาร แตก สังขารตาย

อะไรมันตาย รูปก็ตาย เวทนาก็ตาย สัญญาก็ตาย สังขารก็ตาย มีปาก ปากก็ตาย มีหัวใจ หัวใจก็ตาย แต่ใจนั้นไม่ตาย ใจนั้นจะไปนิพพานเสียแล้ว อันนี้ก็ประเสริฐ

ทุติย ปริเฉทอุปสโก วา อุปสิกา วา โยมทั้งหลายเกิดมาในพุทธศาสนา เป็นผู้ใกล้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ใกล้อย่างนั้น อย่างไรจึงจะเป็น ผู้ใกล้ นั่งใกล้ก็ไม่ใช่ นอนใกล้ก็ไม่ใช่ และยืนใกล้ก็ไม่ใช่ ทำอย่างไร จึงจะเป็นผู้ที่ใกล้ โยมผู้หญิง ผู้ชายทั้งหลาย

ทานบารมี ตั้งอยู่ในทาน การถวายของตามที่จัดหามาได้ มีมากก็ทานมาก มีน้อยก็ทานน้อย ทานตามมีตามเกิด

ศีลบารมี ตั้งอยู่ในศีลห้า ศีลแปด ธรรมบารมี ตั้งอยู่ในธรรม คำสั่งสอนของเราแล้ว ศาสนธรรมคำสั่งสอนของเราก็เจริญ เต็มไปด้วย พระโสดา ไม่เลือกผู้หญิง ผู้ชาย เต็มไปด้วย พระสกิทาคา ได้ทั้งหญิง ทั้งชาย เต็มไปด้วย พระอนาคา เต็มไปด้วย พระอรหันต์ จิตวิญญาณ เท่ากันทั้งนั้น

แม้โยมทั้งหลาย ทานบารมีก็ไม่ทำเลย ศีลบารมี ศีลห้า ศีลแปด ก็ไม่เอา ธรรมคำสั่งสอนของเราก็สูญหมด หายหมด ไม่เป็นประโยชน์ แก่มนุษย์

ธมฺโม จ วินโย จ พระธรรมอยู่ที่ไหน เดิมทีอยู่ที่กายพระพุทธเจ้า ที่ใจพระพุทธเจ้า น้อมเข้ามาในกายของเรา ก็เป็นตัวเดียวกันนั่นแหละ พระธรรมที่ใจของเรา วินัยก็ที่ใจของเรา

ธรรมนั้นคืออะไร รูปก็พระธรรม เวทนาก็พระธรรม สัญญาก็พระธรรม วิญญาณก็พระธรรม ตาก็พระธรรม หูก็พระธรรม จมูกก็พระธรรม ปาก ก็พระธรรม กายก็คือพระธรรมนั่นแหละ ใจที่เราทำบาป บาปก็เกิดจากหัวใจ นี่แหละ

สมมติถ้าเราทำนาก็ได้ข้าวกิน เอาผัวเอาเมียก็ได้ลูกสาวลูกชาย ตามความปรารถนา ถ้าเราไม่เอาเมียเอาผัวก็ไม่ได้ลูกสาวลูกชาย

ธรรมทั้งหลายก็อยู่ที่หัวใจของเรา กายของเรา วินโย จงรักษาวินัย ศีล ๒๒๗ ก็พุทธวินัย มีศีล ๕ เป็นเค้า ศีล ๘ เป็นปลาย ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็เป็นปลาย

ศีลทั้งหลาย มีศีล ๕ เป็นเค้า ศีล ๕ เปรียบเหมือนแผ่นดิน ศีล ๘ เหมือนต้นกล้วย ต้นอ้อย ศีล ๒๒๗ เหมือนต้นข้าว

เปรียบเหมือนนายเศรษฐี จะทำนาก็ดี จะปลูกต้นกล้วยก็ดี ต้นอ้อย ต้นข้าวทั้งหลายนี้ปลูกลงในแผ่นดิน ไม่มีดิน กล้วย อ้อย ทั้งหลายก็ตาย

นี่แหละศีลทั้งหลายมีศีล ๕ เป็นเค้า (ต้น) เมื่อได้ศีล ๕ แล้ว ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็ได้เค้า

ศีล ๕ ก็เค้าขาของเราทุกคน เค้าแขนของเราทุกคน ศีล ๕ ก็หัวใจ ของเรานี้แหละ หัวใจนั้นคืออะไร?

การที่เราเกิดมานี้เรียกว่าผู้หญิงผู้ชายนี้ ก็เป็นเพียงแต่ขันธ์เท่านั้น ส่วนใจนั้นทำให้เป็นพระอรหันต์ได้ เหตุนั้น ธรรมอรหันต์ ก็คือ ใจ นั่นแหละ

เวรมณี ไม่ฆ่าสัตว์ เป็นธรรมที่หนึ่ง เวรมณี ไม่ลักทรัพย์ เป็นธรรม ที่สอง เวรมณี ไม่ประพฤติผิดในกาม เป็นธรรมที่สาม เวรมณี ไม่กล่าว มุสาวาท เป็นธรรมที่สี่ เวรมณีไม่กินเหล้าเมาสุรา เป็นธรรมที่ห้า นี่แหละ ธรรมะอยู่ที่นี้ จึงจะแปลเวรมณีออกเป็นภาษาไทย

กายานุปัสสนาสติปัฏฐานัง รูปขันธ์เป็นกายที่หนึ่ง เวทนาขันธ์ เป็น กายที่สอง สัญญาขันธ์เป็นกายที่สาม สังขารขันธ์เป็นกายที่สี่ วิญญาณขันธ์ เป็นกายที่ห้า นี้แหละเรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฎฐานัง

กายานุปัสสนา เรามีกาย ไม่พากายไปฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิด ในกาม กล่าวมุสาวาท ดื่มสุรายาเมา กายก็กลายเป็นพระพุทธเจ้า ใจก็เป็นพระพุทธเจ้า กายเราใจเราทุกคนนี่แหละ

๑. แปลมาที่กายของเรา ใจของเรา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นโสดามรรค ใจไม่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม กล่าวมุสาวาท ดื่มสุรายาเมา ใจเป็นโสดาผลหนึ่ง พุทโธคือใจของเรา

๒. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นโสดามรรค ใจไม่ฆ่า สัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม กล่าวมุสาวาท ดื่มสุรายาเมา ใจนั้นเป็นโสดาผล

๓. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นโสดามรรค ออกบวช ไม่มีผัวเมีย ใจนั้นเป็นโสดาผล

๔. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นโสดามรรค ไม่ขี้ปด ใจเรานั้นเป็นโสดาผล

๕. กายานุปัสสนา เรามีกายไม่พากายไปกินเหล้า กายกับใจ ก็เป็นโสดาผล

อริยบุคคล เกิดจาก พุทโธ ธัมโม สังโฆ

อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ฆ่าสัตว์ก็ละแล้ว ยังแต่พระพุทโธ ธัมโม สังโฆ คือ ใจของเราทุกคน

ลักทรัพย์ละแล้ว ยังแต่พุทโธ ธัมโม สังโฆ คือใจของเราทุกคน

เสพกามก็ละแล้ว ยังแต่พุทโธ ธัมโม สังโฆ คือใจของเราทุกคน

พุทโธ อยู่ที่ไหน อยู่ที่ใจของเรา พุทธภายใน พุทธภายนอก

พุทธภายใน ได้แก่ใจที่บริสุทธิ์ ใจที่บริสุทธิ์ ใจที่ไม่เป็นใบ้ ใจดีใจงาม ใจซื่อสัตย์ ใจมีศีลธรรม พุทโธ เกิดจากใจของเราทุกคน ธัมโมก็ใจ สังโฆก็ใจ ใจเป็นพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า นี้เรียกว่า พุทธภายใน

พุทธภายนอก ได้แก่ ตาของเรา ถ้าตาบอดตาเสีย ตาไม่มีพุทธ ตาไม้สักไม้ซาง ตาไม้ไผ่ ไม้ไร่ ไม้บง ตาอย่างนั้นไม่ใช่ตามีพุทธ

ตามนุษย์เราท่านทั้งหลายผู้ถือพุทธศาสนา พุทธภายใน ได้แก่ ใจของเราทุกคน พุทธภายนอก ได้แก่ อันนี้เป็นองค์ที่หนึ่งและ องค์ที่สอง

พุทธภายใน คือ ใจที่บริสุทธิ์ คือ ใจมีทาน ใจมีศีล ใจมีธรรม พุทโธ เกิดจากใจ ของเราทุกคน ธัมโม สังโฆ ก็เหมือนกัน ใจเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันนี้แหละเรียกว่า พุทธภายใน

พุทธภายนอก พุทโธก็หูของเราทุกคน ธัมโม สังโฆ ก็เหมือนกัน หูเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

หูหนวกหูเสีย หูไม่มีพุทธ ได้แก่ หูกระเช้า หูกระทะ หูกระบุง หูอย่างนั้น ไม่มีพระพุทธ หูมีพระพุทธ ได้แก่ หูมนุษย์เราท่านทั้งหลาย ผู้ถือพุทธศาสนา

พุทธภายใน ก็คือ ใจของเราทุกคน พุทธภายนอกก็คือ หูอันเป็นองค์ธรรม ที่สอง พุทธภายใน ใจอันบริสุทธิ์ ใจมีเมตตา พรหมวิหาร อันเป็นฐานที่อยู่ ของใจ ได้แก่ เมตตาพรหมวิหาร แก่เพื่อนมนุษย์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อเวรา อย่าได้เป็นเวรแก่มนุษย์

กรุณาเจโต กรุณาแก่เพื่อนมนุษย์ เพื่อนเกิดมาร่วมสุขร่วมทุกข์ อพยาปชฺชาโหนฺตุ อย่าพยาบาทกัน อาฆาตผูกเวรกัน

มุทิตาเจโต มุทิตาจิตอ่อนหวาน ผู้เกิดก่อน เป็นปู่ย่าตายาย ผู้เกิด มาทีหลังเป็นลูก หลาน เหลน

อุเบกขาพรหมวิหาร กระทำจิตเป็นกลางวางจิตเฉยๆ

พุทโธ ตั้งใจของเราให้มีพระพุทโธ ธัมโม สังโฆ ตั้งใจของเราให้มี พระธรรม พระสงฆ์ ขาวพุทโธ ให้ขาวลงที่ใจของยาย ธัมโม สังโฆ ให้ขาวพระพุทโธ ธัมโม สังโฆ ที่ใจของคุณยายคุณตาทุกคน

ผ้าเหลือง พุทโธ ธัมโม สังโฆ ก็ให้เหลืองลงที่ใจของเราทุก พระองค์เถิด

นี้เพราะพระพุทธศาสนา นี้แหละพุทธใน

พุทธนอกได้แก่ ปากของเรา ธัมโม สังโฆ ได้แก่ ปาก ปากเป็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ปากไม่มีพระพุทธ ได้แก่ ปากน้ำบ่อ ปากน้ำบวย ปากน้ำคนโฑ ปากหม้อ ปากไห ปากอย่างนี้เป็นปากไม่มี พุทธ ปากมีพุทธ ได้แก่ ปากมนุษย์ทั้งหลาย

หูไม่มีพุทธ ได้แก่ หูกระเช้า หูกระทะ หูกระบุง หูมีพุทธ ได้แก่ หูมนุษย์

ตาไม่มีพุทธ ได้แก่ ตาไม้สัก ไม้ซาง ตาไม้ไผ่ ตาไม้ไร่ ตาไม้บง ตามีพุทธ ได้แก่ ตามนุษย์ เราท่านทั้งหลายทุกคน

พุทธใน ก็คือ ใจของเรา พุทธนอก ได้แก่ ตาของเรา ปากไม่มีพุทธ ได้แก่ ปากน้ำบ่อ ปากน้ำกระบวย ปากหม้อ ปากไห ปากมีพุทธ ได้แก่ ปากมนุษย์ของเรา พุทธในก็ใจ พุทธนอก ได้แก่ ปากของเรา

ขอนักกรรมฐานทั้งหลาย ผู้มีพุทโธแล้ว สวรรค์ ๖ พรหม ๑๖ พระนิพพาน ก็จะเป็นของท่าน ถ้าหากนักธรรม นักกรรมฐาน ละพุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้ว มันไกลพุทธศาสนาตั้งหมื่นวาแสนวา จะนั่งภาวนาเอาสวรรค์ ๖ พรหม ๑๖ พระนิพพาน จนกระดูกหักก็ไม่ได้สวรรค์ นิพพานหรอก

ถ้ามีพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นผู้รู้สวรรค์ รู้นิพพาน ปรารถนาสวรรค์ ปรารถนานิพพาน ก็จะได้สวรรค์ และนิพพานตามความมุ่งมาดปรารถนา

ขอให้ท่านทั้งหลายจงตั้งอยู่ในพุทโธเถิด อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Sep 17 2015, 10:25 AM
โพสต์ #7


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





ท่านอาจารย์ตื้อต่อยพระพม่า

ท่านอาจารย์ตื้อธุดงค์ไปเมืองพม่าถึงมัณทะเลย์ ตั้งใจว่าจะไปให้ถึงอินเดีย ไปแล้วไปติดอยู่กับเทศกาลทำบุญของพวกไทยใหญ่ เลี้ยงพระประจำปี ในงานนั้นเขาจะตั้งประรำพิธีแล้วนิมนต์พระไทยใหญ่ ทั้งพระพม่า มาทำบุญให้ทาน

มีพระพม่ารูปหนึ่งเกะกะระรานหมู่เพื่อนอยู่ มันอ้างว่ากรวยทานมันได้ของไม่เท่าหมู่ หาว่าหมู่เอาของมัน ตัวมันเองก็เวียนเข้าจับฉลาก ๒ รอบ ๓ รอบ พระเถระห้ามก็ไม่ฟัง ท่านอาจารย์ตื้อหมายตาไว้อยู่

พอตกหัวค่ำไทยใหญ่เขาจะถวายแสงไฟ ถวายดนตรี ก็ทำท่าทำทางระรานหมู่ ท่านอาจารย์ตื้อก็นุ่งห่มใหม่ให้เหมือนพระพม่า เข้าไปปะปนอยู่ใกล้กับพระหาเรื่องรูปนั้น
ได้จังหวะเหมาะก็โยนหมัดเข้ายอดคางมันล้มหงายสลบไป พระเณรทั้งหลายก็สาธุ ไม่มีใครสนใจมันมีแต่พวกหมู่มันช่วยกันดูแลเอาน้ำมาเป่าให้..

ท่านอาจารย์ตื้อก็ทำเฉยอยู่ ค่อยแฝงตัวหนีออกมานุ่งห่มใหม่ให้เหมือนพระไทยใหญ่ นั่งสำรวมเฉยอยู่

“ทำไมท่านอาจารย์เอาแรงแท้ ครับ”
“สอนมันบักพม่า ตายห่ามัน มันจะได้รู้ตัวของมันบ้าง พอมันลุกมาก็เสาะหาดูมือคนนั้นคนนี้ ดีมันไม่มาถึงเรา มาถึงจะเอาตีนให้มัน”
“ไม่บาปหรือท่านอาจารย์”
“บาปอยู่เน้อจามเอ๊ย”

กลับมาจากพม่าจำพรรษาวัดเจ้าแม่ (วัดดาราภิรมย์) วันหนึ่งฝนตกฟ่าวด่วนลงกุฎิไปเก็บผ้าพลัดตกกระไดล้มลง คางไปกระทบกับก้อนดินกี่จนคางแตก มิใช่บาปต่อยกับคนพาล แต่มันเป็นบาปต่อยกับธรรมวินัยพระเจ้า

“ท่านอาจารย์ไปไม่ถึงอินเดีย”
“ถึงแต่มัณทเลย์ ได้หมู่เพื่อนพระเงี้ยว ๒ องค์ ก็ว่าจะไปเป็นหมู่กัน ตั๋วเรือก็ได้แล้ว คิดไปคิดมาเลยกลับมาอยู่ของเก่า พม่ามันหนักอภิธรรม ไทยใหญ่มันหนักวินัย พระไทยมันหนักบาตร”
“แล้วพระไหนดีที่สุดล่ะ ท่านอาจารย์”
หลวงปู่ตื้อตอบพร้อมเอามือตบหน้าอกตัวเองพร้อมว่า...
“พระเฒ่าผู้นี้ดีที่สุด”

จากนั้นก็หัวเราะทั้งศิษย์และอาจารย์”

ธรรมะประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญโญ

เครดิต - กลุ่มเครือข่ายชาวพุทธ ข้าวก้นบาตร
20 นาที ·


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



RSS ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 18th September 2019 - 02:17 PM