IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

พระราชวุฒาจารย์(ดูลย์ อตุโล), หลวงปู่ฝากไว้
Ducklast
โพสต์ Jun 12 2009, 07:23 AM
โพสต์ #1


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





ในกระบวนวาทสั้นๆแต่แสดงความหมายกว้างไกล
ีหลวงปู่ดูลย์ อตุโลรวมอยู่ด้วยองค์หนึ่ง

การพูดหรือเขียนคำคมประเภทนี้นิยมกันมานานหลายร้อยปีในจีนและญี่ปุ่น ฯลฯ
จีนคือเซ็น
ญี่ปุ่นคือไฮกุ

เขาว่าคำคมแบบนี้ประเทืองปัญญา ผู้ฟังผู้อ่านได้คิดพิจารณาตาม

มีเรื่องเล่าว่า มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปญี่ปุ่นแล้วถูกเชิญเข้าร่วมกิจกรรมไฮกุ
มีการแต่งไฮกุแสดงอวดกัน
เชิญให้คุณชายลองดูมั่ง

คุณชายจะคิดไม่ออกหรือคิดออกอย่างไรเหลือคะเน
ก็เลยว่าออกมาสดๆ

"ฝนตกหยิมๆ ยายฉิมไปเก็บเห็ด"

เกิดเป็นเรื่องฮือฮาใหญ่โต
ไฮกุไทยฉบับคึกฤทธิ์ไม่ธรรมดา
มันแสดงให้เห็นในทำนองว่าชีวิตเก่ามักจะชอบทำลายล้างชีวิตใหม่ไปนั่น

ในบรรดาวาทสั้นๆทางธรรมของพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้มากที่สุด
ครอบคลุมทั้งโลกุตรและโลกีย

ในศตวรรษนี้เห็นว่ามีหลวงปู่ดูลย์นี่แหละขะรับไม่เป็นรองผู้ใด
ใครไม่เชื่อให้อ่าน"หลวงปู่ฝากไว้"จะเห็นจริง

อย่างเช่นวาทหนึ่งในหลายๆวาทที่ข้าพเจ้าชอบมาก
ท่านกล่าวถึงนิมิตของมือใหม่หัดภาวนา
เมื่้อท่านพูดแล้วมันจบสนิท

ดังนี้

"ผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน ทำสมาธิภาวนา
เมื่อปรากฏผลออกมาในแบบต่างๆย่อมเกิดสงสัยเป็นธรรมดา
เช่นเห็นนิมิตไม่ตรงกันบ้างปรากฏในอวัยวะร่างกายของตนเองบ้าง
ส่วนมากมากราบเรียนหลวงปู่ให้ช่วยแก้ไขหรือแนะอุบายปฏิบัติต่อไปอีก
มีจำนวนมากที่ถามว่า ภาวนาแล้วเห็นนรกสวรรค์วิมานเทวดา
หรือไม่ก็เห็นองค์พระพุทธรูปปากฏอยู่ในตัวเรา
สิ่งที่เห็นนี้เหล้่านี้เป็นจริงหรือไม่

หลวงปู่ตอบว่า

"ที่เห็นนั้นเขาเห็นจริง,แต่สิ่งที่ถูกเห็นไม่จริง"


วาททำแสดงความหมายในแนวนี้มีอีกองค์หนึ่งได้กล่าวไว้
หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาลวัน
แต่สำหรับองค์ท่านแล้วออกนักเลงนิดหน่อย
วาทของท่านก้าวล่วงเข้าไปสู่สำนักปฏิบัติบางแห่งจนเสทือน
ท่านกล่าวว่า

"นั่งสมาธิแล้วเห็นลูกแก้ว เห็นสวรรค์วิมานเป็นสมาธิที่ผิดทาง, นั่งสมาธิแล้วกิเลสตัณหาของตนเองจึงจะเรียกว่าสมาธิที่ถูกทาง"

แต่คำคมที่ทรงคุณเหล่านี้จะปลุกสติปัญญาได้แค่บางคนเท่านั้น


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
4 หน้า V  < 1 2 3 4 >  
Start new topic
คำตอบ (20 - 39)
rungrong
โพสต์ Jul 11 2009, 07:42 PM
โพสต์ #21


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14



เมื่อกล่าวถึงสัจธรรมแล้ว ย่อมลงสู่กระแสเดียวกัน

มีท่านผู้คงแก่เรียนหลายท่านชอบถามว่า
คำกล่าวหรือเทศน์ของหลวงปู่ ดูคล้ายนิกายเซน
หรือคล้ายมาจากสูตรเว่ยหล่าง เป็นต้น
อาตมา(ท่านโพธินันทมุนี)เรียนถามหลวงปู่ก็หลายครั้ง
ในที่สุดท่านกล่าวอย่างเป็นกลางว่า

"สัจธรรมทั้งหมดมีอยู่ประจำโลกอยู่แล้ว
พระพุทธเจ้าตรัสรู้สัจธรรมนั้นแล้ว ก็นำมาสั่งสอนสัตว์โลก

เพราะอัธยาศัยของสัตว์ไม่เหมือนกัน หยาบบ้าง ประณีตบ้าง
พระองค์จึงเปลืองคำสอนไว้มากถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

เมื่อมีนักปราชญ์ ฉลาดสรรหาคำพูดให้สมบูรณ์ที่สุด เพื่อจะอธิบายสัจธรรมนั้น
นำมาตีแผ่เผยแจ้งแก่ผู้มุ่งสัจธรรมด้วยกัน

เราย่อมจะต้องอาศัยแนวทางในสัจธรรมมนั้น
ที่ตนเองไตร่ตรองเห็นแล้วว่าถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด นำแผ่ออกไปอีก
โดยไม่คำนึงถึงคำพูด หรือไม่ได้ยึดติด
ในอักขระพยัญชนะตัวใดเลยแม้แต่น้อยเดียว"


--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Jul 14 2009, 08:51 PM
โพสต์ #22


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14



รู้จากการเรียน กับ รู้จากการปฏิบัติ

มีคำถามจากผู้เข้ากราบนมัสการหลวงปู่
ได้เรียนถามข้อข้องใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่ศึกษาจากตำราและฟังครูสอน
กับที่หลวงปู่มีความเข้าใจจากการปฏิบัติว่าตรงกันหรือไม่

"ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ที่กระผมจำจากตำรา และฟังครูสอนนั้น
จะตรงกับเนื้อหาตามที่หลวงปู่ได้จากการปฏิบัติหรือไม่ อย่างไร"


หลวงปู่อธิบายว่า

"ศีล คือ ปกติจิตที่อยู่ปราศจากโทษ
เป็นจิตที่มีเกราะกำบังป้องกันการกระทำชั่วทุกอย่าง

สมาธิ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการรักษาศีล
คือ จิตที่มีความมั่นคง มีความสงบเป็นพลัง ที่จะส่งต่อไปอีก

ปัญญา ผู้รู้ คือ จิตที่ว่าง เบาสบาย รู้แจ้งแทงตลอดตามความเป็นจริงตลอดสาย

วิมุตติ คือ จิตที่เข้าถึงความว่างจากความว่าง คือ ละความสบาย
เหลือแต่ความไม่มี ไม่เป็น ไม่มีความคิดเหลืออยู่เลย"
(ผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่แยกจากกัน)



ภาพหยดน้ำหยดเดียว สะท้อนภาพรอบข้างไว้ได้เต็มรอบ


--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Jul 16 2009, 01:16 AM
โพสต์ #23


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14



ละเอียด

หลวงพ่อเบธ วัดป่าโคกหม่อน ได้เข้ากราบหลวงปู่
เล่าถึงการปฏิบัติทางสมาธิภาวนาว่า
ได้บำเพ็ญสมาธิภาวนามานาน
สามารถปฏิบัติให้จิตเข้าถึงอัปปนาสมาธิเป็นเวลานานๆ ก็ได้

ครั้นถอยจากสมาธิออกมา บางทีก็เกิดความสุขเอิบอิ่มอยู่เป็นเวลานาน
บางทีก็เกิดความสว่างไสว
เข้าใจสรรพางค์กายได้อย่างครบถ้วน
แบบนี้แล้ว ยังมีอะไรต้องปฏิบัติต่อไปอีก

หลวงปู่ว่า

"อาศัยพลังอัปปนาสมาธินั่นแหละ มาตรวจสอบจิต
แล้วปล่อยวางอารมณ์ทั้งหมด อย่าให้เหลืออยู่"




ว่าง

ในสมัยต่อมา หลวงพ่อเบธพร้อมด้วยพระสหธรรมิกอีกสองรูป
และมีคฤหัสถ์หลายคนด้วย เข้านมัสการหลวงปู่

หลังจากหลวงปู่ได้แนะนำข้อปฏิบัติแก่ผู้ที่เข้ามาใหม่แล้ว
หลวงพ่อเบธถามถึงข้อปฏิบัติที่หลวงปู่แนะเมื่อคราวที่แล้ว
ว่าการปล่อยวางอารมณ์นั้น ทำได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น
ไม่อาจให้อยู่ได้เป็นเวลานาน

หลวงปู่ว่า

"แม้ที่ว่าปล่อยวางอารมณ์ได้ชั่วขณะหนึ่งนั้น
ถ้าสังเกตจิตไม่ดี หรือสติไม่สมบูรณ์เต็มที่แล้ว
ก็อาจเป็นได้ว่า ละจากอารมณ์หยาบไปอยู่กับอารมณ์ละเอียดก็ได้

จึงต้องหยุดความคิดทั้งปวงเสีย
แล้วปล่อยจิตให้ตั้งอยู่บนความไม่มีอะไรเลย"


--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Jul 16 2009, 08:02 PM
โพสต์ #24


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14



การปฏิบัติธรรมนั้นเพื่ออะไร

หลวงพ่อเบธ เป็นญาติอย่างใกล้ชิดของหลวงปู่
พำนักอยู่ที่วัดโคกหม่อน

แม้ท่านจะบวชเมื่อวัยชรา แต่ก็เคร่งครัดต่อการปฏิบัติธุดงคกัมมัฏฐานอย่างยิ่ง
หลวงปู่เคยยกย่องว่าปฏิบัติได้ผลดี

วันหนึ่งท่านอาพาธหนัก ใกล้จะมรณภาพแล้ว
ท่านปรารภว่า อยากเห็นหลวงปู่เป็นครั้งสุดท้าย
เพื่อลาตาย

ครั้งนั้น ท่านผู้เรียบเรียง"หลวงปู่ฝากไว้"
ได้นำความกราบเรียนให้หลวงปู่ทราบ

เมื่อหลวงปู่ไปถึงแล้ว
หลวงพ่อเบธ ลุกกราบ แล้วล้มตัวนอนตามเดิม โดยไม่ได้พูดอะไร
แต่มีอาการยิ้ม และสดชื่น เห็นได้ชัด

ขณะนั้น สุรเสียงอันชัดเจน และนุ่มนวล ของหลวงปู่ ก็มีออกมาว่า

"การปฏิบัติทั้งหลาย ที่เราพยายามปฏิบัติมา
ก็เพื่อจะใช้ในเวลานี้เท่านั้น
เมื่อถึงเวลาที่จะตาย
ให้ทำจิตให้เป็นหนึ่ง
แล้วหยุดเพ่ง ปล่อยวางทั้งหมด"

(หมายถึง ออกจากฌาณ แล้วดับพร้อม)




--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Jul 19 2009, 02:14 AM
โพสต์ #25


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14



ในบรรดาผู้คนที่มาเข้ากราบนมัสการหลวงปู่นั้น
มีที่มาทุกรูปแบบ บ้างเคยปฏิบัติภาวนามาบ้าง บ้างก็ไม่เคย
และแถมบางรายยังมีความคิดประมาทต่อชีวิต
คิดแค่เอาง่ายเข้าว่า ตามใจกิเลสของตนไม่ยอมวาง
จนหลวงปู่ต้องออกปากชี้ทางให้ เช่นเรื่องต่อไปนี้



หวังผลไกล

เมื่อมีผู้เข้ากราบนมัสการหลวงปู่
การปฏิสันถาร ท่านมักไม่ถามเรื่องอื่นไกล นอกจากถามว่า "เคยภาวนาบ้างไหม?"

ครั้งหนึ่ง คนกลุ่มหนึ่งเข้ามากราบนมัสการท่าน
ท่านก็ถามคนกลุ่มนั้นด้วยคำถามเกี่ยวกับการภาวนานี้
บางคนจะตอบว่าเคย บ้างก็ว่าไม่เคย

มีคนหนึ่งที่ฉะฉานกว่าใคร กล่าวว่า

"ดิฉันเห็นว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องมาวิปัสสนาอะไรให้มันลำบากลำบนนัก
เพราะปีหนึ่งๆ ดิฉันก็ฟังเทศน์มหาชาติจบทั้ง๑๓ กัณฑ์ตั้งหลายวัด
ท่านว่าอานิสงส์การฟังเทศน์มหาชาตินี้ จะได้ถึงศาสนาพระศรีอารย์
ก็จะพบแต่ความสุข ความสบายอยู่แล้ว
ต้องมาทรมานให้ลำบากทำไม?"

หลวงปู่ว่า


"สิ่งอันประเสริฐที่มีอยู่เฉพาะหน้า แล้วไม่สนใจ
กลับไปหวังไกลถึงสิ่งที่เป็นแต่เพียงการกล่าวถึง เป็นลักษณะของคนไม่เอาไหนเลย

ในเมื่อมรรคผลนิพพานในศาสนาสมณโคดมในปัจุบันนี้ยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์
กลับเหลวไหลไม่สนใจ เมื่อถึงศาสนาพระศรีอารย์ ก็ยิ่งเหลวไหลมากกว่านี้อีก"





โลกนี้มันก็มี เท่าที่เราเคยรู้มาแล้วนั่นเอง

บางครั้งที่หลวงปู่สังเกตเห็นว่า ผู้มาปฏิบัติยังลังเลใจ
เสียดายในความสนุกเพลิดเพลินแบบโลกล้วน จนไม่อยากละมาปฏิบัติธรรม

ท่านแนะนำชวนคิดให้เห็นชัดว่า


"ขอให้ท่านทั้งหลายจงสำรวจดูความสุข ว่าตรงไหนที่ตนเห็นว่ามันสุขที่สุดในชีวิต
ครั้นสำรวจดูแล้ว มันก็แค่นั้นแหละ แค่ที่เราเคยรู้ เคยพบมาแล้วนั่นเอง
ทำไมจึงไม่มากกว่านั้น มากกว่านั้นไม่มี

โลกนี้มีอยู่แค่นั้นเอง แล้วก็ซ้ำๆ ซากๆ อยู่แค่นั้น
เกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่ร่ำไป
มันจึงน่าจะมีความสุขชนิดพิเศษกว่า
ประเสริฐกว่านั้น ปลอดภัยกว่านั้น

พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านจึงสละสุขส่วนน้อยนั้นเสีย
เพื่อแสวงหาสุขอันเกิดจากความสงบกาย สงบจิต สงบกิเลส
เป็นความสุขที่ปลอดภัย หาสิ่งใดเปรียบเทียบมิได้เลย"




--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Jul 29 2009, 11:24 PM
โพสต์ #26


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14



ขึ้นชื่อว่าคน มีความนึกคิดเท่าที่ตัวเองมี ก็มักเอามาเป็นบันทัดฐานที่จะตั้งคำถาม
แต่ผู้ถูกถามก็ควรเข้าใจคนถาม
ด้วยมุมมอง หรือทัศนวิสัยของคนที่ยืนอยู่บนบันได ขั้นสูงต่ำ ต่างกัน
ก็ย่อมมีมุมมองตามที่เห็นต่างกัน ฉันใดก็ฉันนั้น
เหมือนเรื่องที่ท่านโพธินันทมุนี เล่าเรื่องหลวงปู่ถูกถาม ดังต่อไปนี้


ควรถามหรือไม่
ผู้สนใจในทางปฎิบัติหลายท่าน ไม่ว่าบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ บางท่านนอกจากจะตั้งใจปฎิบัติเอาเองแล้ว
ยังชอบเที่ยวตระเวนเดินทางไปหาครูบาอาจารยที่มีความชำนาญในการแนะนำสั่งสอน ขอฟังธรรมจากท่าน

ครั้งหนึ่ง มีคณะนักปฎิบัติจากภาคกลาง มาพักอยู่ที่วัดหลวงปู่หลายวัน เพื่อฟังธรรมะ
และเรียนถามกัมมัฏฐานกับหลวงปู่

องค์หนึ่ง พรรณนาความรู้สึกของตนว่า กระผมเข้าหาครูบาอาจารย์มาก็หลายองค์แล้ว
ท่านก็สอนดีอยู่หรอก แต่ส่วนมากมักสอนแต่เรื่องระเบียบวินัย หรือวิธีธุดงคกัมมัฏฐาน
และความสุขความสงบอันเกิดจากสมาธิเท่านั้น

ส่วนหลวงปู่นั้นสอนทางลัด ถึงสิ่งสุดยอด อนัตตา สุญญตา ถึงพระนิพพาน

กระผมขออภัยที่บังอาจถามหลวงปู่ตรงๆว่า การที่หลวงปู่สอนเรื่องนิพพานนั้น
เดี๋ยวนี้หลวงปู่ถึงนิพพานแล้วหรือยัง

หลวงปู่ปรารภว่า

"ไม่มีอะไรจะถึง และไม่มีอะไรจะไม่ถึง"


อีกตอนหนึ่งหลวงปู่ได้เคยกล่าวถึงสิ่งที่อยู่เหนือคำพูด
หลังจากอุบาสกคงแก่เรียนท่านหนึ่งเข้าสนทนากับหลวงปู่ว่า
ตนเชื่อว่ามีคนไม่น้อยที่สามารถปฎิบัติจนบรรลุธรรม

แต่สงสัยว่าทำไมท่านเหล่านั้นจึงไม่แสดงตนให้ปรากฏ
เพื่อให้ผุ้สนใจปฏิบัติทราบว่าท่านได้บรรลุถึงคุณธรรมขั้นนั้นๆ
จะได้เป็นกำลังใจแก่ท่านอื่นๆที่กำลังปฏิบัติ ทีจะได้มีกำลังใจ มีความหวัง
และจะได้เร่งความเพียรในการปฏิบัติให้เต็มที่

หลวงปู่กล่าวว่า


"ผู้ที่เขาตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดว่าเขารู้แล้วซึ่งอะไร
เพราะสิ่งนั้น มันอยู่เหนือคำพูดทั้งหมด"






--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Aug 3 2009, 01:35 AM
โพสต์ #27


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14




เขาต้องการอย่างนั้นเอง

เมื่อมีผู้อยากฟังความคิดเห็นของหลวงปู่ ต่อเรื่องการระลึกชาติได้ของใครบางคน
ที่ทำให้สามารถรู้เห็นการเวียนว่าตายเกิดในภพชาติในอดีตว่าเคยเกิดเป็นอะไบ้าง
มีใครเคยเป็นพ่อ แม่ เป็นญาติ

หลวงปู่ว่า

"เราไม่เคยสนใจเรื่องอย่างนี้ แค่อุปจารสมาธิก็เป็นได้แล้ว
ทุกอย่างมันออกไปจากจิตทั้งหมด
อยากรู้ อยากเห็นอะไร
จิตมันบันดาลให้รู้ให้เห็นได้ทั้งนั้น และรู้ได้เร็วเสียด้วย


หากพอใจเพียงแค่นี้ ผลดีที่ได้ก็คือ ทำให้กลัวการเวียนว่ายตายเกิดในภพที่ตกต่ำ
แล้วก็ตั้งใจทำดี บริจาคทาน รักษาศีล แล้วก็ไม่เบียดเบียนกัน
พากันกระหยิ่มยิ้มย่องในผลบุญของตน

ส่วนการที่จะขจัดกิเลส เพื่อทำลายอวิชชา ตัณหา อุปาทาน
เข้าถึงความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงนั้น อีกอย่างหนึ่งต่างหาก"







--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Aug 5 2009, 10:53 PM
โพสต์ #28


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14




ผู้ที่เข้าใจธรรมะได้ถูกต้องหายาก

เมื่อไฟไหม้จังหวัดสุรินทร์ครั้งใหญ่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ผลคือความทุกข์ยาก สูญเสียสิ้นเนื้อประดาตัว
และเสียใจอาลัยอาวรณ์ในทรัพย์สิน
ถึงขั้นเสียสติไปก็หลายราย วนเวียนมารำเลิกให้หลวงปู่ฟังว่า

อุตส่าห์ทำบุญเข้าวัด ปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย
ทำไมบุญกุศล จึงไม่ช่วย
ทำไมธรรมะจึงไม่ช่วยคุ้มครอง ไฟไหม้บ้านวอดวายหมด
แล้วเขาเหล่านั้นเลิกเข้าวัดทำบุญไปหลายราย
เพราะธรรมะไม่ช่วยเขาให้พ้นจากไฟไหม้บ้าน

หลวงปู่ว่า

"ไฟมันทำตามหน้าที่ของมัน ธรรมะไม่ได้ช่วยใครในลักษณะนั้น
หมายความว่า ความอันตรธาน ความวิบัติ ความเสื่อมสลาย
ความพลัดพรากจากกัน สิ่งเหล่านี้มันมีประจำโลกอยู่แล้ว

ทีนี้ผู้มีธรรมะ ผู้ปฏิบัติธรรม เมื่อประสบกับภาวะเช่นนี้แล้ว
จะวางใจอย่างไรจึงไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้ต่างหาก

ไม่ใช่ธรรมะ ช่วยไม่ให้แก่ ไม่ให้ตาย ไม่ให้หิว
ไม่ให้ไฟไหม้ ไม่ใช่อย่างนั้น"








--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Aug 6 2009, 08:59 PM
โพสต์ #29


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14




หลวงปู่ไม่เคยหวั่นไหวต่อเหตุการณ์อะไร

ค่ำคืนหนึ่ง เวลา ๔ ทุ่มผ่านไปแล้ว หลวงปู่ยังนั่งพักผ่อนอยู่ตามสบาย
ศิษย์เข้าไปกราบเรียนให้ทราบว่าหลวงปู่ขาวมรณภาพเสียแล้ว
แทนที่หลวงปู่จะถามว่า ด้วยเหตุใด เมื่อไร ก็ไม่ถาม กลับพูดต่อไปเลยว่า


"เออ ท่านอาจารย์ขาวก็หมดภาระการแบกหามสังขารเสียที่
พบกันเมื่อ ๔ ปีที่ผ่านมา เห็นลำบากสังขาร ต้องให้คนอื่นช่วยเหลืออยู่เสมอ
เราไม่มีวิบากของสังขาร เรื่องวิบากของสังขารนี้ แม้จะเป็นพระอริยเจ้าชั้นไหน
ก็ต้องต่อสู้จนกว่าจะขาดจากกันได้
ไม่เกี่ยวข้องกันอีก

แต่ตามปกติ สภาวะของจิตนั้น มันก็ยังอยู่กับสิ่งเหล่านี้เอง
เพียงแต่จิตที่ฝึกดีแล้ว เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ย่อมละ และระงับได้เร็ว
ไม่กังวล ไม่ยึดถือ หมดภาระเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น มันก็แค่นั้นเอง"






--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Aug 7 2009, 10:51 PM
โพสต์ #30


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14




กล่าวเตือน

กับผู้ที่ปฎิบัติเพียงไม่กี่มากน้อย
แล้วมาถามแบบเร่งผลให้ทันตาเห็น

ท่านกล่าวเตือนว่า

"การปฎิบัติ ให้มุ่งปฎิบัติเพื่อสำรวม เพื่อความละ
เพื่อคลายความกำหนัดยินดี เพื่อความดับทุกข์

ไม่ใช่เพื่อเห็นสวรรค์วิมาน
หรือแม้พระนิพพาน ก็ไม่ต้องตั้งเป้าหมายเพื่อจะเห็นทั้งนั้น
ให้ปฎิบัติไปเรื่อยๆ ไม่ต้องอยากเห็นอะไร
เพราะพระนิพพานเป็นของว่าง ไม่มีตัวมีตน
หาที่ตั้งไม่มี หาที่เปรียบไม่ได้
ปฎิบัติไปจึงจะรู้เอง"



เตือนอีก ละอย่างหนึ่ง ติดอีกอย่างหนึ่ง

ศิษย์ฝ่ายคฤหัสถ์ผู้ปฎิบัติธรรมคนหนึ่ง เข้ากราบนมัสการหลวงปู่
รายงานผลการปฎิบัติให้หลวงปู่ฟังด้วยความภาคภูมิใจว่า
ตนได้ปฎิบัติตามที่หลวงปู่เคยแนะนำ
ก็ได้ผลไปตามลำดับ คือ เมื่อลงมือนั่งภาวนาก็เรื่มละสัญญาอารมณ์ภายนอกหมด

จิตก็หมดความวุ่น จิตรวม จิตสงบ จิตดิ่งสู่สมาธิ
หมดอารมณ์อื่น เหลือแต่ความสุข สุขอย่างยิ่ง เย็นสบาย

จะให้อยู่ตรงนี้นานเท่าไรก็ได้

หลวงปู่ยิ้ม กล่าวเตือนว่า

"เออ ก็ดีแล้วที่ได้ผล พูดถึงเรื่องความสุขในสมาธิ
มันก็สุขจริงๆ จะเอาอะไรมาเปรียบไม่ได้


แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้น มันก็ได้แค่นั้นแหละ
ยังไม่เกิดปัญญาอริยมรรค ที่จะตัดภพ ชาติ ตัณหา อุปาทานได้

ให้ละสุขนั้นเสียก่อน แล้วพิจารณา ขันธ์๕ ให้แจ่มแจ้งต่อไป"


ที่ยกมานี้ ก็คือ วัตรปฏิบัติปกติของหลวงปู่
โอวาทสั้นๆ และเรียบง่าย ไม่มีการตำหนิติเตียน มีแต่ชี้ทางที่ควรเดิน มิให้หลงทาง






--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Aug 8 2009, 11:43 PM
โพสต์ #31


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14




ปัญหาไก่กับไข่

ปัญหาโลกแตก ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งคนปัญญาดี และคนปัญญาอ่อน
นำมาถกเถียงกันอย่างไม่เกิดประโยชน์ และตกลงกันไม่ได้สักที
อย่างเรื่อง ไก่กับไข่ อย่างไหนเกิดก่อน
ซึ่งส่วนมากเป็นการถามตอบเพื่อเถียงกันเล่น แล้วจบลงไม่ได้

โดยทั่วไปใครเลยจะคิดว่าหลวงปู่จะตอบคำถามแบบนี้
แต่แล้วก็มีผู้กล้าลองถามกับหลวงปู่ ว่าท่านจะมีคำตอบอย่างไร
ผู้ถามได้แก่พระเบิ้ม ถามขณะได้โอกาสเข้าไปปฏิบัตินวดเท้าถวายท่านว่า

"หลวงปุ่ ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อน"

หลวงปู่บอกว่า


"เกิดพร้อมกันนั่นแหละ"
นับว่าคำตอบของหลวงปู่ไม่เหมือนใครเลย


unsure.gif



ก็ชวนท่านลองคิดกันดูนะคะ ว่าทำไม หลวงปู่ท่านมีคำตอบแบบนี้


--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Aug 12 2009, 02:17 PM
โพสต์ #32


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14



คำสอนชี้ทางที่หลวงปู่ท่านทิ้งเป็นมรดกให้แก่เราใน หลวงปู่ฝากไว้ นั้น
ต้องหมั่นทบทวน และใคร่ครวญความหมายที่ซ่อนเร้นในคำพูดไม่กี่ประโยค ของหลวงปู่
จึงจะ"ได้" อรรถประโยชน์ที่เป็นสมบัติล้ำค่า ปลูกฝังรากลึกหยั่งลงในจิต
ติดไปเป็นเสบียงที่กินใช้ ไม่หมด ดังเช่น ความที่ท่านพรรณา หรือแสดงคำปรารภไว้ต่อไปนี้



ปรารภธรรมเปรียบเทียบ

จิตของพระอริยเจ้าชั้นโลกุตตระนั้น แม้จะยังอยู่ในโลก
คลุกคลีกับสิ่งแวดล้อมโดยสถานใด
ก็ไม่อาจจูงจิตของท่านให้ไขว้เขวเจือปนกับสิ่งเหล่านั้นได้


คือโลกธรรมไม่อาจครอบงำจิตได้เลย
จิตท่านไม่อาจกลับกลายไปเป็นจิตปุถุชนได้อีก
ไม่อาจกลับไปอยู่ใต้อำนาจของกิเลส ตัณหาได้อีก


เปรียบเหมือนกระทิมะพร้าวที่คั้นออกมาแล้ว
เอาไปสำรอก หรือเคี่ยวด้วยความร้อน จนเป็นน้ำมันออกมาได้แล้ว
ย่อมไม่กลับกลายไปเป็นกระทิเหมือนดิมอีก
แม้จะเอาไปปะปนระคนกับกระทิอย่างไร
ก็ไม่อาจทำให้น้ำมันนั้นกลายเป็นกระทิเหมือนเดิมได้



ปรารภธรรมะให้ฟัง

คำสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น
เป็นเพียงอุบายให้คนทั้งหลาย หันมาดูจิต นั่นเอง

คำสอนของพระพุทธองค์มีมากมาย
ก็เพราะกิเลสมีมากมาย


แต่ทางที่ดับทุกข์ได้ มีทางเดียวคือ พระนิพพาน

การที่เรามีโอกาสปฏิบัติธรรมที่ถูกทางเช่นนี้มีน้อยนัก
หากปล่อยโอกาสให้ผ่านไป เราจะหมดโอกาสพ้นทุกข์ได้ทันในชาตินี้

แล้วจะต้องหลงอยู่ในความเห็นผิดอีกนานแสนนาน
เพื่อจะพบธรรมอันเดียวกันนี้

ดังนั้น เมื่อเราเกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้ว รีบปฏิบัติให้หลุดพ้นเสีย
มิฉะนั้นจะเสียโอกาสอันดีนี้ไป

เพราะว่าเมื่อสัจจธรรมถูกลืม
ความมืดมนยอมครอบงำปวงสัตว์ให้อยู่ในกองทุกข์สิ้นกาลนาน




ปรารภธรรมให้ฟังอีก

มิใช่ครั้งเดียวเท่านั้นที่หลวงปู่เปรียบเทียบธรรมะให้ฟัง มีอีกครั้ง หลวงปู่ว่า

"ปัญญาภายนอก คือ ปัญญาสมมุติ ไม่ทำให้จิตแจ้งในพระนิพานได้
ต้องอาศัยปัญญาอริยมรรค จึงจะเข้าถึงพระนิพพานได้

ความรู้ของนักวิทยาศาสตร์ เช่น ไอน์สไตน์ มีความรู้มาก มีความสามารถมาก
ถึงกับแยกปรมาณูที่เล็กที่สุด จนเข้าถึงมิติที่๔ แล้ว
แต่ไอน์สไตน์ ไม่รู้จักพระนิพพาน จึงเข้าพระนิพพานไม่ได้


จิตที่แจ้งในอริยมรรคเท่านั้น จึงเป็นไปเพื่อการตรัสรู้จริง ตรัสรู้ยิ่ง ตรัสรู้พร้อม
เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ เป็นไปเพื่อนิพพาน"
.


--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Aug 16 2009, 08:04 PM
โพสต์ #33


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14




ปรารภธรรมะให้ฟัง

คราวหนึ่งหลวงปู่กล่าวปรารภะรรมให้ฟังว่า
เราเคยตั้งสัจจะอ่านพระไตรปิฎกจนจบ ในพรรษา ๒๔๙๕
เพื่อสำรวจดูว่าจุดจบของพระพุทธศาสนาอยู่ตรงไหน


ที่สุดแห่งสัจจธรรมหรือที่สุดของทุกข์นั้น อยู่ตรงไหน
พระพุทธองค์ทรงกล่าวสรุปไว้ว่าอย่างไร


ครั้นอ่านไป ตริตรองไปจนกระทั่งถึงจบ
ก็ไม่เห็นตรงไหนที่มีสัมผัสอันลึกซึ้งถึงจิตของเรา ให้ตัดสินใจได้ว่า
นี่คือที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ ที่สุดแห่งมรรคผล หรือที่เรียกว่านิพพาน


มีอยู่ตอนหนึ่ง คือ ครั้งนั้น พระสารีบุตรออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ
พระพุทธเจ้าตรัสถามเชิงสนทนาธรรมว่า

"สารีบุตร สีผิวของเธอผ่องใสยิ่งนัก วรรณะของเธอหมดจดผุดผ่องยิ่งนัก
อะไรเป็นวิหารธรรมของเธอ"


พระสารีบุตรกราบทูลว่า

"ความว่างเปล่า เป็นวิหารธรรมของข้าพระองค์" (สุญญตา)

ก็เห็นมีอยู่เพียงแค่นี้แหละ ที่มาสัมผัสจิตของเรา





--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Aug 24 2009, 08:02 PM
โพสต์ #34


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14



ท่านโพธินันทมุนีผู้บันทึก"หลวงปู่ฝากไว้"
อันเป็นบันทึกรวมประเด็นคำสอนที่โดนใจให้ท่านในเรื่องราวที่เคยได้รับฟัง
หรือได้อยู่ในเหตุการณ์ที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโลได้กล่าวคำแสดงอมตะวาจาไว้ในที่ต่างๆ
ได้เล่าไว้ในตอนหนึ่งว่า


บางทีฟังแล้วก็งงและทึ่ง

อาตมามีส่วนเสียอยู่อย่างหนึ่งคือ ชอบถาม หรือพูดกับหลวงปู่แบบทีเล่นทีจริง
ด้วยความที่หลวงปู่ท่านไม่เคยถือ ให้ความเป็นกันเองกับพระเณรผู้ใกล้ชิดอย่างสม่ำเสมอ

มีครั้งหนึ่ง ถามท่านว่า
ในตำรากล่าวว่า มีเทวดามาชุมนุมฟังเทศน์หรือมาเฝ้าพระพุทธเจ้าหลายสิบโกฏินั้น
จะมีสถานที่บรรจุพอหรือ แล้วเสียงจะดังทั่วถึงกันหรือ

แต่คำตอบของหลวงปู่ ทำให้งวยงงและอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
ด้วยไม่เคยพบเจอในตำรา และไม่เคยได้ยินมาก่อน
ยิ่งกว่านั้นเพิ่งจะเคยได้ฟังท่านพูดเรื่องนี้ ก็เมื่อท่านอาพาธหนักแล้ว
ใกล้จะมรณภาพด้วย

หลวงปู่ตอบว่า

"เทวดาจะมาชุมนุมกันจำนวนกี่ล้านโกฏิ ก็ไม่มีปัญหาอะไร
เพราะในเนื้อที่หนึ่งปรมาณู เทวดาอยู่ได้ถึงแปดองค์"





บ่อยครั้ง เมื่อมีคนถามท่านเกี่ยวกับเรื่องที่ผู้รู้ก็รู้เฉพาะตน ไม่มีใครจะยืนยันได้
หลวงปู่ท่านมักย้อนให้ผู้ถามเน้นความสนใจกลับไปที่การปฏิบัติที่จิต
ให้ดูจิต มากกว่าไปสนใจเรื่องภายนอกเหล่านั้น เช่น เรื่องต่อไปนี้


ภายนอกกับภายใน

เมื่อเย็นวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๒๔ หลังจากหลวงปู่กลับจากราชพิธีในพระราชวัง
กำลังพักผ่อนอยู่ที่พระตำหนักทรงพรต วัดบวรนิเวศฯ มีท่านเจ้าคุณ ซึ่งเป็น
นักปฏิบัติภาวนาองค์หนึ่งเข้าเยี่ยมสนทนาธรรมกับท่าน

ขึ้นต้นด้วยคำถามว่า "เขาว่าคนที่เป็นยักษ์ในชาติปางก่อน
กลับมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้นั้น เรียนคาถาอาคมอะไรก็ศักดิ์สิทธิ์ไปทุกอย่าง
เป็นความจริงแค่ไหนครับผม"

หลวงปู่ลุกขึ้นนั่งฉับไว แล้วตอบว่า


"ผมไม่เคยได้สนใจเรื่องอย่างนี้เลย ท่านเจ้าคุณเคยภาวนาถึงตรงนี้ไหม
หสิตุปบาท คือ กิริยาที่จิตยิ้มเอง โดยปราศจากเจตนาที่จะยิ้ม
เกิดในจิตของเหล่าพระอริยเจ้าเท่านั้น ไม่มีในสามัญชน เพราะพ้นเหตุ ปัจจัย
แห่งการปรุงแต่งแล้ว เป็นอิสระด้วยตัวมันเอง"








--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Jun 15 2012, 06:45 PM
โพสต์ #35


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14



ปรกตินิสัยประจำตัวของหลวงปู่

ท่านพระราชวรคุณ(พระมหาสมศักดิ์ ปณฺฑิโต) อดีตท่านพระครูนันทปัญญาภรณ์
เจ้าอาวาสวัดบูรพาราม ผู้เป็นศิษย์อุปฐากรับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่เป็นเวลาอันยาวนาน
จนท่านถึงแก่กาลมรณภาพ ได้พรรณาถึงหลวงปู่ไว้ในหนังสือ "หลวงปู่ฝากไว้" ว่า



ทางกาย

มีร่างกายแข็งแรง กระฉับกระเฉงว่องไว
สมสัดส่วน สะอาด ปราศจากกลิ่นตัว
มีอาพาธน้อย
ท่านจะสรงน้ำอุ่นวันละครั้งเท่านั้น ฯ

ทางวาจา
เสียงใหญ่ แต่พูดเบา พูดน้อย พูดสั้น พูดจริง พูดตรง
ปราศจากมารยาทางคำพูด
คือไม่พูดเลียบเคียง ไม่พูดโอ่ ไม่พูดปลอบโยน
ไม่พูดประชด ไม่พูดนินทา ไม่พูดขอร้อง ขออภัย
ไม่พูดขอโทษ ไม่พูดถึงความฝัน
ไม่พูดเล่านิทานชาดก หรือนิทานปรัมปรา เป็นต้น ฯ

ทางใจ
มีสัจจะ ตั้งใจทำสิ่งใดแล้วทำจนสำเร็จ
มีเมตตากรุณาเป็นประจำ สงบเสงี่ยม เยือกเย็น อดทน
ไม่เคยมีอาการอึดอัดหงุดหงิดหรือรำคาญ
ไม่แสวงหาของ หรือสั่งสม หรืออาลัยอาวรณ์กับของที่สูญหาย
ไม่ประมาท รุ่งเรืองด้วยสติสัมปะชัญญะ และเบิกบานอยู่เสมอ
เป็น อยู่ โดยปราศจากทุกข์
ไม่หวั่นไหวไปตามเหตุการณ์
ไม่ถูกภาวะอื่นครอบงำ ฯ


ท่านสอนอยู่เสมอว่า

ให้ทำความเข้าใจกับสภาวธรรมอย่างชัดแจ้งว่า

เกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง สลายไป
อย่าทุกข์โศกเพราะสภาวะนั้นเป็นเหตุ
.





--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Jun 16 2012, 10:37 AM
โพสต์ #36


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14



การสอนหลักธรรมของหลวงปู่นั้น
บางครั้งท่านก็ใช้วิธีให้ผู้ถามกลับไปคิดหาคำตอบเอาเอง
ว่าคำตอบควรเป็นเช่นไร


ดังที่ปรากฏในหนังสือ "หลวงปู่ฝากไว้"
ตอน ปฏิปุจฉา ที่ท่านพระครูนันทปัญญาภรณ์เรียนถามท่าน เช่น

ถามว่า พระอรหันต์ท่านมีใจสะอาด สว่างแล้ว..ท่านอาจรู้เลขหวยได้อย่างแม่นยำหรือครับ ฯ
ท่านตอบว่า "พระอรหันต์ ท่านใส่ใจเพื่อจะรู้สิ่งเหล่านั้นเองหรือ"

ถามว่า พระอรหันต์ท่านเคยนอนหลับฝันเหมือนคนธรรมดาด้วยหรือเปล่าครับ
ท่านตอบว่า "การหลับแล้วเกิดฝัน เป็นเรื่องของสังขารขันธ์มิใช่หรือ"

ถามว่า พระปุถุชนธรรมดา ยังหนาด้วยกิเลส แต่มีความสามารถสอนคนอื่นให้เขาบรรลุถึงอรหันต์ เคยมีบ้างไหมครับหลวงปู่
ท่านตอบว่า "หมอบางคน ทั้งที่ตนเองยังมีโรคอยู่ แต่ก็เคยรักษาคนอื่นให้หายจากโรคได้ มีอยู่ทั่วไปมิใช่หรือ"


...................

ในบางโอกาส ผู้ที่เดินทางมากราบท่านมีความวิตกกังวลใจเกี่ยวกับการประกอบอาชีพค้าขาย
ที่ต้องพูดเพื่อสร้างกำไร แต่ก็เกรงว่าเป็นการสวนทางกับการปฏิบัติธรรม
จึงเข้ากราบขอความเห็นและคำแนะนำจากหลวงปู่


ในตอน การค้ากับการปฏิบัติธรรม

พวกกระผมมีภาระหน้าที่ในการค้าขาย
ซึ่งบางครั้งจะต้องพูดอะไรออกไปเกินความจริงบ้าง ค้ากำไรเกินควรบ้าง
แต่กระผมก็มีความสนใจและเลื่อมใสในการปฏิบัติทางสมาธิภาวนาอย่างยิ่ง
แล้วก็ได้ลงมือปฏิบัติมาบ้างแล้วโดยลำดับ
แต่บางท่านบอกว่า ภาระหน้าที่อย่างผมนี้ มาปฏิบัติภาวนาไม่ได้ผลหรอก
หลวงปู่เห็นว่าอย่างไร เพราะเขาว่าขายของเอากำไรก็เป็นบาปอยู่ ฯ

หลวงปู่ว่า

เพื่อการดำรงชีพอยู่ได้ ทุกคนจึงต้องมีอาชีพการงาน
และอาชีพการงานทุกสาขา ย่อมมีความถูกต้อง ความเหมาะความควร อยู่ในตัวของมัน
เมื่อทำให้ถูกต้องพอเหมาะพอควรแล้ว
ก็เป็นอัพยากฤต ไม่เป็นบาป ไม่เป็นบุญแต่ประการใด


ส่วนการประพฤติธรรมนั้น..เป็นสิ่งที่ควรกระทำ
เพราะผู้ประพฤติธรรมเท่านั้น ย่อมสมควรแก่การงานทุกกรณี



--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Jun 19 2012, 02:24 AM
โพสต์ #37


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14



ความข้องใจ ที่เป็นคำถามค้างคาใจ
เมื่อถึงหลวงปู่ ก็มีคำอธิบายให้กระจ่างใจ
ดังตัวอย่างที่มาจากหนังสือ "หลวงปู่ฝากไว้"

ตอน นักปฏิบัติลังเลใจ

ศาสนิกชนผู้สนใจในการปฏิบัติฝ่ายวิปัสสนา
มีความงวยงงสงสัยอย่างยิ่งในแนวทางปฏิบัติ
โดยเฉพาะผู้เริ่มต้นสนใจ
เนื่องจากคณาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาแนะแนวปฏิบัติไม่ตรงกัน

ยิ่งกว่านั้น แทนที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจโดยความเป็นธรรม
ก็กลับทำเหมือนไม่อยากจะยอมรับคณาจารย์อื่น สำนักอื่น ว่าเป็นการถูกต้อง
หรือถึงขั้นดูหมิ่นสำนักอื่นไป ก็เคยมีไม่น้อย ฯ

ดังนั้น เมื่อมีผู้สงสัยทำนองนี้มาก และเรียนถามหลวงปู่อยู่บ่อยๆ
เรื่องนี้ก็มีอรรถาธิบายจากหลวงปู่อยู่เสมอว่า

การเริ่มต้นปฏิบัติวิปัสสนานั้น จะเริ่มต้นโดยวิธีไหนก็ได้
เพราะผลมันเป็นอันเดียวกันอยู่แล้ว
ที่ท่านสอนแนวปฏิบัติไว้หลายแนวนั้น เพราะจริตของคนไม่เหมือนกัน
จึงต้องมีวัตถุ สี แสง และคำสำหรับบริกรรม เช่น พุทโธ สัมมาอรหัง เป็นต้น
เพื่อหาจุดใดจุดหนึ่ง ให้จิตรวมอยู่ก่อน
เมื่อจิตรวมสงบแล้ว คำบริกรรมนั้นก็หลุดหายไปเอง
แล้วก็ถึงรอยเดียวกัน รสเดียวกัน
คือมีวิมุติเป็นแก่น มีปัญญาเป็นยิ่ง



ตอน ทำจิตให้สงบได้ยาก

การปฏิบัติภาวนาสมาธินั้น จะให้ผลเร็วช้าเท่าเทียมกัน เป็นไปไม่ได้
บางคนได้ผลเร็ว บางคนก็ช้า หรือยังไม่ได้ผล ลิ้มรสแห่งความสงบเลยก็มี
แต่ก็ไม่ควรท้อถอย ก็ชื่อว่าเป็นผู้ได้ประกอบความเพียรทางใจ
ย่อมเป็นบุญเป็นกุศลขั้นสูงต่อจากการบริจาคทาน รักษาศีล


เคยมีลูกศิษย์เป็นจำนวนมากเรียนถามหลวงปู่ว่า
อุตส่าห์พยายามภาวนาสมาธินานมาแล้ว แต่จิตไม่เคยสงบเลย
แส่ออกไปแต่ข้างนอกอยู่เรื่อย มีวิธีอื่นใดบ้างที่พอจะปฏิบัติได้ ฯ

หลวงปู่เคยแนะนำวิธีอีกอย่างหนึ่งว่า

ถึงจิตไม่สงบ ก็ไม่ควรให้มันออกไปไกล
ใช้สติระลึกไปแต่ในกายนี้
ดูให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภสัญญา หาสาระแก่นสารไม่ได้
เมื่อจิตมองเห็นชัดแล้ว
จิตก็เกิดความสลดสังเวช เกิดนิพพิทา ความหน่ายคลายกำหนัด
ย่อมตัดอุปาทานขันธ์ได้เช่นเดียวกัน

.


--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Jun 21 2012, 07:41 PM
โพสต์ #38


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14



การพยายามจะปฏิบัติให้เคร่งครัดเพื่อหวังขัดเกลาจิต
พระในสายของหลวงปู่ได้มีการคิดหาวิธีที่ต่างจากวัตรปฏิบัติที่เคยทำ
แต่การที่ได้ทำ และคิดว่าทำได้ เมื่อเล่าถวายหลวงปู่
ท่านก็ให้ข้อคิดที่น่านำไปใคร่ครวญ ดังเช่นในเรื่อง คิดไม่ถึง ใน"หลวงปู่ฝากไว้"



คิดไม่ถึง


สำนักปฏิบัติแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสาขาของหลวงปู่นั่นเอง
อยู่ด้วยกันเฉพาะพระประมาณห้าหกรูป
อยากจะเคร่งครัดเป็นพิเศษถึงขั้นสมาทานไม่พูดจากันตลอดพรรษา
คือ ไม่ให้มีเสียงเป็นคำพูดออกจากปากใคร
ยกเว้นการสวดมนต์ทำวัตร หรือสวดปาติโมกข์เท่านั้น

ครั้นพอออกพรรษาแล้ว
พากันไปกราบหลวงปู่ เล่าถึงการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดของพวกตนว่า
นอกจากปฏิบัติข้อวัตรอย่างอื่นแล้ว
สามารถหยุดพูดได้ตลอดพรรษาอีกด้วย ฯ

หลวงปู่ฟังแล้วยิ้มหน่อยหนึ่ง พูดว่า

"ดีเหมือนกัน เมื่อไม่พูดก็ไม่มีโทษทางวาจา
แต่ที่ว่าหยุดพูดได้นั้น เป็นไปไม่ได้หรอก
นอกจากพระอริยบุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติขั้นละเอียด
ดับสัญญาเวทนาเท่านั้นแหละ ที่ไม่พูดได้
นอกนั้นพูดทั้งวันทั้งคืน
ยิ่งพวกที่ตั้งปฏิญาณว่าไม่พูดนั่นแหละ ยิ่งพูดมากกว่าคนอื่น
เพียงแต่ ไม่ออกเสียงให้คนอื่นได้ยินเท่านั้นเอง"



--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Jun 21 2012, 10:50 PM
โพสต์ #39


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14



เรื่องของจิตปุถุชนกับจิตของพระอริยบุคคล
หลวงปู่ท่านได้เคยยกเอาพุทธพจน์มาชี้ให้เห็นความต่างกันไว้ในตอน


พระพุทธพจน์

หลวงปู่ว่า ตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนอยู่
ตราบนั้น ย่อมมีทิฏฐิ
และเมื่อมีทิฏฐิแล้ว
ยากที่จะเห็นตรงกัน

เมื่อเห็นไม่ตรงกัน
ก็เป็นเหตุให้โต้เถียงวิวาทกันอยู่ร่ำไป

สำหรับพระอริยเจ้าผู้เข้าถึงธรรมแล้ว
ก็ไม่มีอะไรสำหรับมาโต้แย้งกับใคร
ใครจะมีทิฏฐิอย่างไรก็ปล่อยเป็นเรื่องของเขาไป

ดังพุทธพจน์ตอนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า



"ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดอันบัณฑิตทั้งหลายในโลกกล่าวว่ามีอยู่
แม้เราตถาคตก็กล่าวสิ่งนั้นว่ามีอยู่
สิ่งใดอันบัณฑิตทั้งหลายในโลกกล่าวว่าไม่มี
แม้เราตถาคตก็กล่าวสิ่งนั้นว่าไม่มี

ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย
เราย่อมไม่วิวาทโต้เถียงกับโลก
แต่โลกย่อมวิวาท โต้เถียงกับเรา"

.


--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
rungrong
โพสต์ Jun 23 2012, 02:36 PM
โพสต์ #40


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14



อย่าตั้งใจไว้ผิด

นอกจากหลวงปู่จะนำปรัชญาธรรมที่ออกจากจิตของท่านมาสอนแล้ว
โดยที่ท่านเคยอ่านพระไตรปิฎกจบมาแล้ว
ตรงไหนที่ท่านเห็นว่าสำคัญและเป็นการเตือนใจในทางปฏิบัติ ให้ตรงและลัดที่สุด
ท่านก็จะยกมากล่าวเตือนอยู่เสมอ เช่น ครั้งหนึ่ง
หลวงปู่ได้ยกพุทธพจน์ตอนหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มากล่าวแก่ศิษย์



"ภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้
เราประพฤติมิใช่เพื่อหลอกลวงคน

มิใช่เพื่อให้คนมานิยมนับถือ
มิใช่เพื่ออานิสงส์ลาภสักการะและสรรเสริญ
มิใช่อานิสงส์เป็นเจ้าลัทธิ หรือ แก้ลัทธิอย่างนั้นอย่างนี้ ฯ

ที่แท้พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติเพื่อสังวระ ความสำรวม เพื่อปหานะ ความละ
เพื่อวิราคะ ความหายกำหนัดยินดี และเพี่อนิโรธะ ความดับทุกข์

ผู้ปฏิบัติและนักบวช ต้องมุ่งตามแนวทางนี้
นอกจากแนวทางนี้แล้ว ผิดทั้งหมด"


--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post

4 หน้า V  < 1 2 3 4 >
Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



RSS ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 19th September 2019 - 09:16 AM