IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

ชวนม่วนชื่น, ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า......อาจารย์พรหม
มนัส
โพสต์ Mar 19 2011, 01:59 PM
โพสต์ #1


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



16. เรื่องรักๆใคร่ๆ

เมื่อเรารักใครสักคน เราจะมองเห็นแต่ก้อนอิฐก้อนสวยๆในกำแพงคู่ชีวิตของเรา เพราะเราอยากเห็นแค่นั้น เราจึงเห็นแค่นั้น
เราไม่ยอมรับความจริง ต่อมาเมื่อเราไปหาทนายความเพื่อดำเนินเรื่องหย่าร้าง เราก็จะเห็นแต่อิฐก้อนน่าเกลียดๆในกำแพงชีวิตคู่ของเรา
เรามืดบอดต่อความดีใดๆทั้งสิ้น เราไม่ต้องการที่จะเห็นมัน เราจึงไม่เห็นมัน เป็นการไม่ยอมรับความจริงอีกครั้ง

ทำไมความรู้สึกรักๆใคร่ๆมักจะเกิดขึ้นในไนท์คลับที่มืดสลัว หรือระหว่างอาหารค่ำที่ได้นั่งแอบอิงกันกลางแสงเทียน
หรือในค่ำคืนกลางแสงจันทร์? นั่นเป็นเพราะว่าในสถานการณ์และบรรยากาศเช่นนั้น เราจะมองไม่เห็นสิวบนใบหน้าของเธอ
หรือเห็นฟันปลอมของเขาคนนั้น ท่ามกลางความสลัวของแสงเทียน จินตนาการของเราจะไร้ขอบเขตจนฝันเห็นว่าหญิงที่นั่งตรงข้าม
นั้นงามราวกับนางแบบแนวหน้าหรือหนุ่มคนนี้รูปงามราวกับดาราภาพยนตร์ คนเรารักที่จะเพ้อฝัน และเราก็มักจะเพ้อฝันถึงความรัก
อย่างน้อยเราก็ควรรู้ตัวนะว่าเรากำลังทำอะไรอยู่

พระไม่ใช่ผู้ที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องรักๆใคร่ๆกลางแสงเทียน แต่เป็นผู้ที่จะส่องแสงสว่างแห่งความเป็นจริงให้ปรากฎ ถ้าโยมต้องการที่จะฝัน
โยมก็ยังไม่ต้องเข้าวัดหรอก ในปีแรกที่อาตมาบวชเป็นพระที่ภาคอีสานของไทย อาตมากำลังนั่งอยู่ในตอนหลังของรถคันหนึ่งกับพระฝรั่งอีกสององค์
หลวงพ่อชาท่านอาจารย์ของอาตมานั่งที่เบาะหน้า จู่ๆหลวงพ่อก็หันหน้ามาข้างหลังและจ้องดูพระหนุ่มชาวอเมริกันซึ่งเพิ่งบวชใหม่ๆ ที่นั่งอยู่ข้างอาตมา
แล้วท่านก็พูดอะไรบางอย่างเป็นภาษาไทย พระฝรั่งองค์ที่สามที่นั่งอยู่ในรถพูดภาษาไทยได้คล่อง ท่านจึงแปลให้เราฟัง “หลวงพ่อบอกว่า
คุณกำลังคิดถึงแฟนของคุณที่อยู่ที่แอลเอนู่น”

พระบวชใหม่ชาวอเมริกันถึงกับอ้าปากค้างด้วยความงงงัน

หลวงพ่อรู้วาระจิตของท่าน รู้ว่าท่านกำลังคิดอะไรอยู่ แถมยังแม่นยำเสียด้วย หลวงพ่อยิ้มแล้วพูดต่อว่า “ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้จัดการได้
ให้เขียนจดหมายไปหาเธอ ขอให้เธอส่งของส่วนตัวบางอย่างมาให้คุณ เอาสิ่งที่ใกล้ชิดกับตัวเธอมากที่สุด ที่คุณจะสามารถเอาออกมาชื่นชมได้
เมื่อคุณคิดถึงเธอ เพื่อจะเตือนคุณให้ระลึกถึงเธอ”

พระบวชใหม่ถามด้วยความประหลาดใจว่า “โอ้! พระเราทำได้หรือครับ”

หลวงพ่อตอบว่า “ทำได้”

เห็นทีพระท่านก็เข้าอกเข้าใจในเรื่องรักๆใคร่ๆกระมัง สิ่งที่หลวงพ่อกล่าวต่อไปนั้นต้องใช้เวลาอยู่หลายนาทีกว่าจะแปลออกมาได้
ล่ามของเราถึงกับกลั้นหัวเราะให้อยู่และรวบรวมสมาธิเสียก่อน

“หลวงพ่อบอกว่า...................” ท่านพยายามที่จะเอ่ยคำออกมา ปาดน้ำตาที่เล็ดจากการหัวเราะทิ้ง “หลวงพ่อบอกว่า
คุณควรจะขอให้เธอส่งขี้ใส่ขวดมาให้ แล้วเมื่อไหร่ที่คุณคิดถึงเธอ คุณจะได้หยิบขวดขี้ของเธอออกมาสูดดม!”นี่ไงล่ะของเฉพาะตัวของเธอ
เมื่อเราเปล่งวาจาว่าเรารักคู่ชีวิตของเรา เรามิได้หมายความว่าเรารักทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเขาหรอกหรือ? คำแนะนำอย่างเดียวกันนี้
สามารถใช้ได้กับแม่ชีที่กำลังถวิลหาแฟนหนุ่มของเธอ

อย่างที่อาตมาบอกแล้ว ถ้าโยมยังพอใจจะเพ้อฝันถึงเรื่องรักๆใคร่ๆโยมก็อยู่ห่างๆวัดของเราไปก่อนเถอะ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
6 หน้า V  < 1 2 3 4 > »   
Start new topic
คำตอบ (20 - 39)
มนัส
โพสต์ Mar 21 2011, 12:39 PM
โพสต์ #21


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



44. มันอาจจะยุติธรรมก็ได้!



บ่อยครั้งเวลาเศร้าซึมหรือมีปัญหา เรามักคิดว่า ‘มันไม่ยุติธรรมเลย! ทำไมต้องเป็นฉันด้วย?’ ความยุ่งยากจะผ่อนคลายลงสักหน่อย ถ้าชีวิตมันจะเป็นธรรมกว่านี้

นักโทษวัยกลางคนคนหนึ่งในกลุ่มฝึกสมาธิภาวนาของอาตมาในเรือนจำ ขอพบอาตมาหลังเวลาเลิกงาน เขาเข้ามาร่วมกลุ่มเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว
และอาตมาก็รู้จักคุ้นเคยกับเขาค่อนข้างดี

เขาพูดว่า “ท่านพรหม ผมอยากจะเรียนท่านว่า ผมไม่ได้ก่อเรื่องที่ทำให้ผมต้องติดคุกนี้หรอกนะครับ ผมเป็นผู้บริสุทธิ์ ผมรู้ว่านักโทษหลายๆคนคงพูดเหมือนผม
และเขาโกหก แต่ผมพูดจริงๆนะครับ ผมไม่โกหกท่านหรอกท่านพรหม ไม่กับท่านแน่ๆ” อาตมาเชื่อเขา พฤติกรรมและลักษณะท่าทางของเขาทำให้อาตมามั่นใจว่า
เขาพูดความจริง อาตมาเริ่มคิดว่ามันช่างไม่ยุติธรรมเลย และสงสัยว่าอาตมาจะช่วยแก้ไขความอยุติธรรมที่แย่มากๆนี้ได้อย่างไร แต่เขาได้ขัดจังหวะความคิดของอาตมา

ด้วยรอยยิ้มกว้างที่ดูกวนๆ เขากล่าวต่อว่า “แต่ท่านพรหมครับ ผมได้เคยก่ออาชญากรรมอีกหลายครั้งหลายหน ที่ผมไม่เคยถูกจับได้ ผมจึงเชื่อว่ามันก็ยุติธรรมดีแล้วล่ะ!”

อาตมาเลยต้องหัวเราะออกมาดังๆ อันธพาลเก๋าๆคนนี้เข้าใจกฎแห่งกรรมดี อาจจะดีกว่าพระบางรูปที่อาตมารู้จักเสียด้วยซ้ำ

บ่อยครั้งแค่ไหนที่เราเคยก่อ ‘อาชญากรรม’ การกระทำที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดโดยมีเจตนาร้าย และเราก็ไม่เคยได้รับผลจากการกระทำนั้นๆ เคยหรือไม่ที่เราจะพูดว่า
“มันช่างไม่ยุติธรรมเลย ทำไมฉันถึงไม่โดนจับนะ?”

เมื่อเราต้องทนทุกข์โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน เราจะคร่ำครวญว่า “มันไม่ยุติธรรมเลย! ทำไมต้องเป็นฉันด้วย?”

บางทีมันอาจจะยุติธรรมก็ได้ เช่นเดียวกับนักโทษในเรือนจำของอาตมา บางทีมันอาจจะมี ‘อาชญากรรม’ อื่นๆอีกหลายเรื่อง ที่เราได้ก่อไว้และไม่เคยถูกจับได้
ที่ทำให้ชีวิตยุติธรรมในที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 21 2011, 12:43 PM
โพสต์ #22


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



53. คำถามสามข้อของจักรพรรดิ


อาตมาได้รับเชิญไปเป็นองค์ปาฐกในการสัมมนาด้านการศึกษาที่เมืองเพิร์ธ อาตมาสงสัยว่าทำไม เมื่ออาตมาไปถึงสถานที่สัมมนา
หญิงคนหนึ่งที่มีป้ายชื่อแสดงว่าเธอเป็นผู้จัดการสัมมนานี้เข้ามาต้อนรับอาตมา เธอถามว่า "ท่านจำดิฉันได้ไหมคะ?"

นั่นเป็นคำถามที่อันตรายที่สุดที่จะตอบ อาตมาเลือกตอบซื่อๆว่า "จำไม่ได้"

เธอยิ้มและเล่าให้อาตมาฟังว่า เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว อาตมาไปพูดที่โรงเรียนที่เธอเป็นครูใหญ่ เรื่องที่อาตมาเล่าในวันนั้นได้หันเหทิศทางอาชีพการงานของเธอ
เธอลาออกจากตำแหน่งครูใหญ่ แล้วทุ่มเททำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เพื่อจัดตั้งโครงการสำหรับเด็กที่อยู่นอกระบบ -- เด็กข้างถนน โสเภณีที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
เด็กติดยา เพื่อให้โอกาสพวกเขาอีกครั้งให้เหมาะกับสถานการณ์ของแต่ละคน เธอบอกว่าเรื่องที่อาตมาเล่านั้นเป็นหลักพื้นฐานในโปรแกรมของเธอ
เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากหนังสือรวมเรื่องสั้นที่เขียนโดย ลีโอ ตอลสตอย ซึ่งอาตมาอ่านเมื่อครั้งเป็นนักเรียน

นานมาแล้ว จักรพรรดิองค์หนึ่งทรงแสวงหาปรัชญาในการดำเนินชีวิต ท่านต้องการปัญญาเพื่อใช้ในการปกครองและควบคุมดูแลตัวท่านเอง ศาสนาและหลักปรัชญา
ในสมัยนั้นยังไม่เป็นที่พอใจของท่าน ท่านจึงแสวงหาปรัชญาจากประสบการณ์ชีวิต

ในที่สุดท่านก็ตระหนักว่า ท่านต้องการคำตอบสำหรับปัญหาพื้นฐานเพียงสามข้อเท่านั้น ท่านจะได้การนำทางที่ชาญฉลาดทั้งหมดที่ท่านต้องการจากคำตอบเหล่านั้น
คำถามเหล่านั้นคือ

๑. เวลาสำคัญที่สุดคือเวลาใด?
๒. บุคคลสำคัญที่สุดคือใคร?
๓. สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำคืออะไร?

หลังจากการค้นหายาวนาน ซึ่งถ้าจะให้เล่าต้องใช้เวลานานมาก ท่านได้คำตอบทั้งสามเมื่อท่านไปเยี่ยมฤาษีท่านหนึ่ง โยมคิดว่าคำตอบเหล่านั้นคืออะไร?
โปรดอ่านทวนปัญหาอีกครั้ง หยุดคิดก่อนที่โยมจะอ่านต่อไป

เราทุกคนรู้คำตอบของปัญหาแรก แต่เรามักจะลืมเสมอ แน่นอนว่าเวลาสำคัญที่สุดก็คือ "ปัจจุบัน" มันเป็นเวลาเดียวจริงๆที่เรามีอยู่ ดังนั้นถ้าเราอยากจะบอกพ่อแม่ว่า
เรารักท่านเพียงใด เราซึ้งใจเพียงใดที่ได้เป็นลูกของท่าน ก็จงทำเสียบัดนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้ ไม่ใช่อีกห้านาทีข้างหน้า แต่เดี๋ยวนี้ มันอาจจะสายเกินไปก็ได้ในอีกห้านาทีข้างหน้า
ถ้าโยมอยากจะขอโทษคู่ชีวิตของโยม ก็ไม่ต้องเริ่มคิดหาเหตุผลร้อยแปด ไม่น่าจะต้องทำหรอกนะ จงทำเสียเดี๋ยวนี้เลย โอกาสมันอาจจะไม่หวนกลับมาอีกแล้วก็ได้
จงคว้ามันไว้เสียเดี๋ยวนี้

คำตอบสำหรับคำถามที่สองนี้ลึกซึ้งยิ่ง น้อยคนนักที่จะเดาคำตอบถูก อาตมาได้อ่านคำตอบนี้เมื่อยังเป็นนักเรียน มันทำเอาอาตมามึนไปหลายวัน
เพราะมันลึกซึ้งเกินกว่าที่อาตมาจะคาดคิด คำตอบเป็นดังนี้ บุคคลสำคัญที่สุด คือ บุคคลที่เรากำลังอยู่ด้วย

อาตมาหวนคิดถึงครั้งที่เคยถามคำถามโปรเฟสเซอร์ที่มหาวิทยาลัย แต่ท่านไม่ตั้งใจฟังเต็มที่ ดูจากภายนอกก็เหมือนท่านฟังเราอยู่ แต่ภายในใจท่าน
กลับอยากให้เราไปๆซะที ท่านมี่อะไรที่สำคัญกว่าจะต้องทำ นั่นเป็นสิ่งที่อาตมารู้สึก มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีเลย และอาตมาก็ยังจำได้ถึงครั้งที่ได้รวบรวมความกล้า
เข้าไปหาองค์ปาฐกผู้มีชื่อเสียงมาก เพื่อจะถามคำถามเป็นการส่วนตัว แล้วอาตมารู้สึกแปลกใจและปลื้มมากที่ท่านตั้งใจฟังอาตมาอย่างเต็มที่
มีโปรเฟสเซอร์คนอื่นๆที่รอจะพูดกับท่านอยู่ อาตมาเป็นเพียงนักศึกษาผมยาวคนหนึ่งเท่านั้น แต่ท่านทำให้อาตมารู้สึกว่าอาตมามีความสำคัญ
มันแตกต่างกันอย่างมหาศาลทีเดียว

การสื่อสารและความรักจะสามารถแบ่งปันกันได้ เมื่อคนที่เราอยู่ด้วยไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในโลกสำหรับเรา ณ เวลานั้น เขาจะรู้สึกได้
เขาจะเข้าใจได้ และเขาจะตอบสนองเรา


สามีภรรยามักบ่นว่าคู่ครองของเขาไม่ค่อยฟังเขาเลย เขาตั้งใจจะบอกว่าคู่ครองของเขาไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าเขายังมีความหมายใดๆเหลืออยู่่
ทนายจัดการเรื่องหย่าร้างคงจะต้องหางานใหม่แน่ ถ้าทุกๆคนที่มีความสัมพันธ์ต่างระลึกได้ถึงคำตอบของคำถามข้อที่สองของจักรพรรดิและนำ
มาปฏิบัติ เพื่อที่ว่าแม้เราจะเหนื่อยและยุ่งเพียงใดก็ตาม เมื่อเราอยู่กับคู่ครอง เราจะทำให้เขารู้สึกราวกับว่า เขาเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในโลก

ในทางธุรกิจ เมื่อบุคคลที่เราอยู่ด้วยในขณะนั้นเป็นผู้ที่มีโอกาสจะเป็นลูกค้าของเรา ถ้าเราปฏิบัติต่อเขาราวกับว่าเขาเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดสำหรับเราในขณะนั้น
ยอดขายของเราจะพุ่งขึ้นเช่นเดียวกับเงินเดือนของเรา

จักรพรรดิในเรื่องเล่าดั้งเดิมรอดพ้นจากการถูกลอบสังหาร เพราะพระองค์ทรงตั้งใจฟังคำแนะนำของเด็กผู้ชายเล็กๆระหว่างทางที่พระองค์เสด็จไปเยี่ยมฤาษี
เมื่อจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจอยู่กับเด็กเล็กๆคนนั้น เด็กชายคนนั้นเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในโลกสำหรับพระองค์ และเขาได้ช่วยชีวิตพระองค์ไว้...
เมื่อญาติโยมมาหาอาตมา หลังจากที่อาตมาเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เพื่อจะเล่าปัญหาต่างๆของเขาให้อาตมาฟัง อาตมาก็ระลึกถึงคำตอบของคำถามข้อที่สอง
ของจักรพรรดิแล้วให้ความสำคัญกับเขาอย่างเต็มที่ มันเป็นความไม่เห็นแก่ตัว ความเมตตาเสริมสร้างพลังงาน และมันก็ได้ผลดีเสียด้วย

หญิงผู้จัดสัมมนาทางการศึกษาได้ใช้หลัก 'บุคคลสำคัญที่สุดคือผู้ที่เราอยู่ด้วย' ปฏิบัติกับเด็กๆกลุ่มแรกที่เธอไปสัมภาษณ์เพื่อจะหาทางช่วยเหลือ สำหรับเด็กหลายๆคน
ในกลุ่มนั้น มันเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าเขามีความสำคัญ โดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ผู้มีอิทธิพลต่อเขา ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อให้ความสำคัญกับพวกเด็กๆ เธอจึงตั้งใจฟังพวกเขาอย่างเต็มที่
ไม่ใช่ตัดสินตามอำเภอใจ เมื่อมีการรับฟังความคิดเห็นของเด็กๆ จึงมีการจัดโปรแกรมการช่วยเหลืออย่างสอดคล้องเหมาะสม เด็กๆรู้สึกว่าได้รับความเอาใจใส่ และมันก็ได้ผล
การเทศน์ของอาตมาในวันนั้นไม่น่าจะถือว่าเป็นเรื่องเอก เด็กคนหนึ่งได้ขึ้นพูดต่อจากอาตมา เขาเล่าถึงปัญหาครอบครัว ยาเสพติด และอาชญากรรม เล่าว่าโปรแกรมการช่วยเหลือนี้ได้คืนความหวังในชีวิตให้แก่เขาอย่างไร และเขาจะได้เข้ามหาวิทยาลัยในไม่ช้านี้ได้อย่างไร ในตอนท้ายนั้นอาตมาถึงกับน้ำตาไหลเลยทีเดียว นั่นแหละคือการบรรยายสำคัญของงานนี้

เรามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตอยู่กับตัวเอง ดังนั้นบุคคลที่สำคัญมากที่สุด บุคคลที่เราอยู่ด้วย ก็คือตัวเรานั่นเอง มีเวลามากมายล้นเหลือที่จะให้ความสำคัญแก่ตัวเราเอง
ใครเป็นคนแรกที่เรารู้สึกถึงเมื่อเราตื่นนอนในตอนเช้า เรานั่นเอง โยมเคยพูดมั๊ยว่า "อรุณสวัสดิ์ตัวฉันเอง ขอให้มีความสุขในวันนี้นะ" อาตมาทำเช่นนั้น... ใครเป็นคนสุดท้าย
ที่เรารู้สึกถึงก่อนเข้านอน ก็ตัวเราเองอีกนั่นแหละ อาตมาบอกราตรีสวัสดิ์กับตัวเอง อาตมาให้ความสำคัญกับตัวเองในช่วงเวลาส่วนตัวในแต่ละวัน และมันก็ได้ผลดี

คำตอบของคำถามข้อที่สามของจักรพรรดิ ที่ว่า "สิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องทำคืออะไร?" คือการปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยความเมตตากรุณา (to care) ในภาษาอังกฤษ
คำว่า 'to care' เป็นที่รวมของคำอีกสองคำคือ 'careful' ซึ่งมีความหมายทางด้านสติและการระมัดระวัง กับ 'caring' ซึ่งมีความหมายทางด้านความเมตตากรุณา
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คำตอบนี้แสดงว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของเรา ก่อนที่จะขยายความด้วยการเล่านิทานอีกหลายเรื่อง อาตมาขอสรุปคำถามสามข้อ
ของจักรพรรดิพร้อมคำตอบอีกครั้ง

๑. เวลาสำคัญที่สุดคือเวลาใด? : ปัจจุบัน
๒. บุคคลสำคัญที่สุดคือใคร? : ผู้ที่เราอยู่ด้วย
๓. สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำคืออะไร? : to care
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 22 2011, 12:27 AM
โพสต์ #23


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



54. วัวร้องไห้

อาตมาไปถึงเรือนจำลหุโทษที่การรักษาความปลอดภัยไม่ค่อยเข้มงวดนัก ก่อนเวลาที่จะสอนสมาธิสักพัก นักโทษที่อาตมาไม่เคยพบมาก่อน รอที่จะคุยกับอาตมาอยู่
เขาเป็นชายร่างยักษ์ ทั้งผมทั้งหนวดเคราดกดำ และมีรอยสักที่แขน รอยแผลเป็นบนใบหน้าบ่งบอกว่าเขาผ่านการต่อสู้ที่ดุเดือดมาโชกโชน เขาดูน่ากลัวจนอาตมาสงสัยว่า
ทำไมเขาจึงจะมาฝึกสมาธิ มันไม่น่าจะเข้ากับคนแบบเขา และแน่นอนว่าอาตมาคิดผิด

เขาเล่าให้อาตมาฟังว่า มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นเมื่อสองสามวันก่อน มันทำให้เขาตกใจสุดๆ พอเขาเริ่มพูดอาตมาก็รู้ว่าสำเนียงของเขาเป็นสำเนียงไอร์แลนด์เหนือ
เพื่อให้อาตมาได้รู้ภูมิหลังของเขา เขาเล่าว่าเขาเติบโตมาในย่านดุเดือดอันตรายในเมืองเบลฟาสต์ โดนแทงครั้งแรกตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ นักเรียนรุ่นพี่ที่เป็นอันธพาลในโรงเรียน
ไถเงินค่าอาหารกลางวันของเขา เขาไม่ให้ เด็กชายที่แก่กว่าคนนั้นจึงดึงมีดเล่มยาวออกมาและขู่เอาเงินจากเขาอีกครั้ง เขาคิดว่าอันธพาลคนนั้นแกล้งขู่เขาเล่นๆ
จึงปฏิเสธอีกครั้ง คราวนี้เจ้าอันธพาลนั่นไม่ถามเขาเป็นครั้งที่สามแล้ว มันเสียบมีดเข้าที่แขนของเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบนี้ ดึงมีดออก แล้วก็เดินจากไปเฉยๆ

เขาเล่าว่าด้วยความตกใจสุดขีด เขาวิ่งจากสนามของโรงเรียนกลับไปที่บ้านพ่อของเขาที่อยู่ใกล้ๆ เลือดไหลอาบแขน พ่อที่กำลังตกงานอยู่ดูแผลของเขาแวบหนึ่ง
แล้วดึงลูกชายเข้าไปในครัว แต่ไม่ใช่เพื่อจะทำแผล พ่อเปิดลิ้นชักหยิบมีดทำครัวเล่มใหญ่ออกมาส่งให้ลูกชาย แล้วสั่งให้เขากลับไปที่โรงเรียน ไปแทงเจ้าเด็กคนนั้นคืน
นั่นเป็นวิธีที่เขาได้รับการเลี้ยงดูมา ถ้าเขาไม่ได้โตขึ้นแข็งแรงและร่างกายใหญ่เช่นนี้ เขาคงตายไปนานแล้ว

เรือนจำนี้เป็นเรือนจำฟาร์มเพาะปลูกสำหรับนักโทษที่ถูกจำคุกระยะสั้น หรือนักโทษที่โดนจองจำเป็นเวลานาน แต่ใกล้กำหนดจะได้รับการปลดปล่อย พวกเขาจะได้เตรียมรับชีวิตนอกคุก บ้างก็ได้เรียนรู้เรื่องการค้าในอุตสาหกรรม การเพาะปลูก ยิ่งไปกว่านั้น ผลผลิตจากเรือนจำนี้ถูกจัดส่งไปยังเรือนจำต่างๆรอบเมืองเพิร์ธ เพราะเป็นอาหารที่ไม่แพง เนื่องจากต้นทุนต่ำ ฟาร์มในออสเตรเลียมักเลี้ยงวัว แกะ และหมู นอกเหนือจากการปลูกข้าวสาลีและผัก เรือนจำเพาะปลูกแห่งนี้ก็เช่นเดียวกัน ก็คือ เรือนจำเพาะปลูกนี้
มีโรงฆ่าสัตว์ของตนเองอยู่ในบริเวณเรือนจำด้วย

นักโทษทุกๆคนมีงานทำในเรือนจำเพาะปลูกนี้ อาตมาได้รับการบอกเล่าจากนักโทษในคุกหลายคนว่า งานที่ชาวคุกอยากทำมากที่สุดก็คืองานในโรงฆ่าสัตว์นี่แหละ
งานเหล่านี้เป็นที่นิยมของบรรดานักโทษคดีอุกฉกรรจ์เป็นพิเศษ และหน้าที่สุดฮิตจนคนคุกจะต้องสู้กันเพื่อจะได้ทำก็คือ หน้าที่นักฆ่านั่นเอง ชายชาวไอริชร่างยักษ์ท่าทางน่ากลัวคนนั้นเป็นนักฆ่า

เขาบรรยายถึงโรงฆ่าสัตว์ให้อาตมาฟัง ราวสเตนเลสที่แข็งแรงเป็นพิเศษเปิดกว้างตรงทางเข้าและแคบลงจนเหลือช่องทางเดียวในบริ
เวณอาคาร กว้างพอแค่สัตว์จะเดินผ่านเข้าไปทีละตัวเท่านั้น ถัดจากช่องทางแคบๆนั้น เป็นแท่นที่ยกขึ้นมาซึ่งเขาจะยืนถือปืนไฟฟ้าคอยอยู่ วัว หมู หรือแกะจะถูกหมาและคนช่วยกันต้อนเข้ากรวยสเตนเลสนั้น เขาเล่าว่าสัตว์เหล่านั้นจะต้องกรีดร้องเสมอ เสียงแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของสัตว์ และทุกตัวพยายามตะเกียกตะกายจะหนี มันคงได้กลิ่นความตาย ได้ยินเสียงความตาย และรู้สึกได้ถึงความตาย เมื่อสัตว์แต่ละตัวเข้าใกล้แท่นที่เขายืนยู่ มันจะดินรนกระเสือกกระสนและร้องโหยหวนสุดเสียง แม้ว่าปืนของเขาจะสามารถล้มวัวตัวผู้ตัวใหญ่ยักษ์ได้ด้วยการจี้ด้วยไฟฟ้าแรงสูงเพียง
ครั้งเดียว แต่สัตว์มันจะไม่ยอมอยู่นิ่งให้เขาเล็งได้ตรงเป้าเลยสักครั้ง ดังนั้นเขาจึงต้องยิงครั้งแรกให้มันหมดสติและครั้งต่อไปเพื่อฆ่า ครั้งแรกให้สลบและครั้งต่อไปเพื่อฆ่าสัตว์ตัวแล้วตัวเล่า วันแล้ววันเล่า

ชายชาวไอริชเริ่มออกอาการตื่นเต้น เมื่อเขาเริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ซึ่งมีผลทำให้เข
าเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก เขาเริ่มสบถซ้ำๆว่า
“ให้ฟ้าผ่าตายเหอะ มันเรื่องจริงๆนะ” เขากลัวว่าอาตมาจะไม่เชื่อ วันนั้นเรือนจำรอบๆเมืองเพิร์ธ ต้องการเนื้อวัว พวกเขาจึงกำลังล้มวัวอยู่ ยิงครั้งแรกให้มันหมดสติ
ยิงครั้งต่อไปให้มันตาย เขากำลังทำหน้าที่ฆ่าอยู่ตามปกติเมื่อวัวตัวหนึ่งเข้ามาถึงในรูปแบบที่เขาไม่เคยเห็น
มาก่อนเลย เจ้าวัวตัวนี้สงบเงียบ ไม่มีแม้กระทั่งเสียงคราง
หัวของมันก้มต่ำลงขณะที่มันเดินช้าๆอย่างมาดมั่น ราวกับสมัครใจเข้าสู่แท่นประหาร มันไม่ได้ดิ้นรนกระเสือกกระสน หรือพยายามที่จะหนี เมื่อเข้าที่แล้ว
เจ้าวัวตัวนั้นก็ยกหัวขึ้นจ้องมองเพชฌฆาตของมัน มันสงบนิ่งสุดๆ

ชายชาวไอริชไม่เคยเห็นอะไรที่แม้แต่จะใกล้เคียงอาการเช่นนี้มาก่อนเลย เขารู้สึกสับสนจนชาไปหมด เขาไม่สามารถยกปืนขึ้น หรือแม้แต่จะถอนสายตาจากสายตา
ของเจ้าวัวตัวนั้น วัวตัวนั้นจ้องมองลึกเข้าไปถึงใจของเขาทีเดียว

เขาหลุดเข้าไปสู่ช่องว่างแห่งกาลเวลา ซึ่งไม่สามารถบอกอาตมาได้ว่ามันเป็นเวลานานเท่าใด แต่ขณะที่เจ้าวัวตรึงเขาไว้ด้วยการประสารสายตา เขาสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่สั่นสะเทือนเขามากยิ่งขึ้น วัวมีตาที่โตมาก ที่ตาซ้ายของวัวตัวนั้นเหนือหนังตาล่างเริ่มจะมีน้ำคลออยู่ จำนวนของน้ำเพิ่มขึ้นๆ จนสุดที่หนังตาจะรองรับไหว มันจึงค่อยๆไหลรินลงสู่แก้ม เป็นสายน้ำตาพร่างพราว ประตูหัวใจที่ถูกปิดมาช้านานของเขาค่อยๆเปิดออก ขณะที่เขามองอย่างไม่เชื่อนัก ที่หนังตาล่างขวาของเจ้าวัวตัวนั้น เขาเห็นน้ำคลอคลองอยู่
และค่อยๆเอ่อขึ้นๆ จนหนังตารับไม่ไหว สายน้ำที่สองจึงไหลรินลงอาบใบหน้าของวัว ทำให้ชายผู้นั้นสติแตกไปเลย

วัวตัวนั้นกำลังร้องไห้

เขาเล่าว่าเขาโยนปืนทิ้ง สบถสาบานสุดฤทธิ์สุดเดชกับเจ้าหน้าที่เรือนจำว่า “พวกเขาจะฆ่าจะแกง หรือจะทำอะไรเขาได้ทั้งนั้น แต่วัวตัวนี้ต้องไม่ตาย”

เขาจบเรื่องเล่าด้วยการบอกอาตมาว่า เดี๋ยวนี้เขาเป็นมังสวิรัติแล้ว

เรื่องนั้นเป็นเรื่องจริง นักโทษคนอื่นในเรือนจำเพาะปลูกยืนยันกับอาตมา วัวที่ร้องไห้ตัวนั้นได้สอนชายที่ดุร้ายมากที่สุดคนหนึ่งให้เข้าใจความหมายของคำว่า “care”
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 22 2011, 12:47 AM
โพสต์ #24


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



105. หัวเราะให้ออก...

... ปีแรกที่อาตมาอยู่ในเมืองไทย พวกเรามักจะนั่งรถกระบะคันเล็กจากวัดนั้นไปวัดนี้ แน่นอนว่าพระผู้ใหญ่ย่อมได้ที่นั่งที่ดีที่สุด คือ ที่นั่งตอนหน้าของรถกระบะ
พวกเราพระผู้น้อยต้องนั่งเบียดกันบนกระดานไม้แข็งๆ ที่กระบะด้านหลัง เหนือกระดานนั่งจะเป็นโครงเหล็กเตี้ยๆ ไว้ขึงผ้าใบกันฝนและฝุ่น

ถนนทุกสายฝุ่นคลุ้ง และแทบจะไม่ได้รับการบำรุงรักษา เวลารถกระบะตกหลุม บรรดาพระผู้น้อยก็กระเด้งขึ้นไปตามๆ กัน หลายครั้งหลายคราที่หัวของอาตมา
โขกเข้ากับโครงเหล็กแข็งๆ นั้น ที่ร้ายก็คือ การเป็นพระศรีษะโล้น อาตมาจึงไ่ม่มี "กันชน" ไว้ป้องกันการกระแทก

อาตมากล่าวคำสบถทุกครั้งที่หัวกระแทก แน่นอนว่าเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อพระไทยจะได้ไม่เข้าใจ แต่เมื่อพระไทยหัวโขกบ้าง ท่านก็เพียงแต่หัวเราะ!
อาตมาไม่สามารถจะเข้าใจได้ ใครจะยังหัวเราะได้เวลาหัวโขกจนเจ็บอย่างนั้น? อาตมาพิจารณาว่าบางทีพระไทยเหล่านั้น หัวคงจะโดนโขกหลายครั้งมาก
ซะจนเกิดความเสียหายถาวรบางประการ

เพราะอาตมาเคยเป็นนักวิทยาศาสตร์ อาตมาจึงตกลงใจทำการทดลอง อาตมาจะลองหัวเราะอย่างที่พระไทยทำหากหัวโขกในครั้งต่อไป จะได้รู้ว่ามันเป็นยังไง
โยมรู้ไหมว่าอาตมาค้นพบอะไร? อาตมาพบว่า ถ้าเราหัวเราะเมื่อหัวโขก มันจะเจ็บน้อยลงมากๆ เลย

การหัวเราะปลดปล่อยสารเอ็นคอร์ฟินเข้าสู่ระบบเลือด เป็นการบรรเทาความเจ็บปวดโดยธรรมชาติ และยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันไว้ต่อสู้กับโรคร้ายทั้งหลาย
ดังนั้น เมื่อเราเจ็บปวด การหัวเราะจะช่วยเราได้ ถ้าโยมยังไม่เชื่อโยมก็ลองดูซิ เวลาหัวโยมโขกครั้งต่อไป

ประสบการณ์สอนอาตมาว่า เมื่อชีวิตเป็นทุกข์ ความเจ็บปวดจะบรรเทาลง หากเรามองเห็นด้านที่น่าขบขัน และสามารถหัวเราะออกมาได้
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 22 2011, 12:51 AM
โพสต์ #25


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



25. เจ็บนิดๆไม่นานดีกว่าใช้ยาชาช่วยถอนฟัน


พระรูปหนึ่งที่วัดของเรามีปัญหาเรื่องฟันมาก ท่านจะต้องถูกถอนฟันหลายซี่ แต่ท่านไม่อยากจะใช้ยาชา ในที่สุดท่านก็ได้หมอฟันคนหนึ่งในเมืองเพิร์ธ
ที่จะถอนฟันให้ท่านได้โดยไม่ใช้ยาชาช่วย ท่านไปหาหมอฟันหลายครั้ง หมอฟันถอนฟันท่านโดยไม่ใช้ยาชาได้สำเร็จ และท่านพบว่ามันไม่มีปัญหาใดๆเลย...

การที่จะให้หมอฟันถอนฟันสักซี่โดยไม่พึ่งยาชานั้นก็น่าประทับใจพอดู แต่ท่านยังพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง... คราวนี้ท่านถอนฟันของท่านเอง โดยไม่ใช้ยาชาช่วย !!

เราเห็นท่านที่ด้านนอกโรงทำงานของวัด ยืนถือคีมธรรมดาๆคู่หนึ่ง ที่ยังคีบฟันเปื้อนเลือดที่เพิ่งถูกถอนมาสดๆร้อนๆ สบายๆไม่มีปัญหา ท่านล้างคีมคู่นั้น
ก่อนจะนำมันกลับไปคืนที่ในโรงเก็บเครื่องมือ

อาตมาถามท่านว่าท่านสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร.. สิ่งที่ท่านพูดเป็นอุทาหรณ์ว่า ทำไมความกลัวจึงเป็นส่วนประกอบสำคัญของความเจ็บปวด

ท่านบอกว่า “เมื่อผมตัดสินใจจะถอนฟันตัวเอง เพราะการเดินทางไปหาหมอฟันนั้นน่ะมันเป็นเรื่องยุ่งยาก มันก็ยังไม่เจ็บเมื่อผมเดินเข้าไปในโรงทำงาน
เมื่อผมหยิบคีมขึ้นมามันก็ยังไม่เจ็บ เมื่อผมเอาคีมหนีบฟันไว้มันก็ยังไม่เจ็บอีกนั่นแหละ เมื่อผมขยับคีมแล้วดึงนั่นแหละที่มันเจ็บ แต่ก็เพียงแค่สองสามวินาทีเท่านั้นเอง
พอฟันโดนถอนออกมาแล้วนั้น มันก็ไม่ได้เจ็บอะไรนักหนา ตกลงมันเจ็บอย่างมากแค่ห้าวินาทีเท่านั้น มันก็แค่นั้นเอง”

โยมผู้อ่านอาจจะทำหน้าเหยเก... เมื่ออ่านเรื่องจริงเรื่องนี้เพราะความหวาดกลัว โยมอาจรู้สึกถึงความเจ็บปวดมากกว่าที่ท่านเจ็บเสียอีก ถ้าโยมลองทำตามอย่างท่าน
โยมอาจจะรู้สึกเจ็บอย่างแรง ยิ่งไปกว่านั้น โยมอาจจะเริ่มเจ็บตั้งแต่ก่อนที่จะเดินถึงโรงทำงานเพื่อจะไปหยิบคีมเสียด้วยซ้ำ...

... ความคาดหมาย
... ความกลัว
... เป็นส่วนประกอบสำคัญของความเจ็บปวด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 22 2011, 12:55 AM
โพสต์ #26


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



19. ทำนายทายทักอนาคต..



มีคนจำนวนมากที่ต้องการหยั่งรู้อนาคต บ้างก็ไม่สามารถจะอดทนรอจนสิ่งต่างๆเกิดขึ้นเองได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเสาะแสวงหาการบริการจากบรรดาร่างทรง
และหมอดูหมอเดาทั้งหลาย

พระปฏิบัติมักจะได้รับการยกย่องว่าเป็นหมอดูชั้นยอด แต่ท่านก็ไม่ค่อยจะให้ความร่วมมือกับใครง่ายๆหรอก..

วันหนึ่ง ลูกศิษย์เก่าแก่ของหลวงพ่อชา ได้กราบขอให้หลวงพ่อทำนายทายทักอนาคตของเขา หลวงพ่อปฏิเสธ พระที่ดีจะไม่ทำนายโชคชะตาหรอก
แต่ลูกศิษย์คนนั้นก็มีความมุ่งมั่นมาก เขาทบทวนให้หลวงพ่อระลึกว่า... กี่ครั้งกี่หนแล้วที่เขาถวายอาหารท่าน เงินจำนวนเท่าไหร่ล่ะที่เขาเคยถวายวัด
เขาขับรถพาหลวงพ่อไปไหนมาไหนโดยควักกระเป๋าตัวเอง แถมยังต้องทิ้งการทิ้งงานและครอบครัวไป... หลวงพ่อเห็นความมุ่งมั่นของชายคนนั้นที่จะได้ฟังคำทำนาย
ท่านจึงบอกเขาว่า ท่านจะยอมฝืนกฎที่จะไม่ทำนายอนาคตใครคนนั้นสักครั้งหนึ่ง “เอามือมาซิ ให้อาตมาดูลายมือโยมหน่อย”

ลูกศิษย์คนนั้นตื่นเต้นมาก หลวงพ่อไม่เคยดูลายมือให้ลูกศิษย์คนไหนมาก่อนเลย นี่เป็นกรณีพิเศษจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น ใครๆก็นับถือหลวงพ่อว่าเป็นพระอรหันต์
ผู้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อะไรๆที่ท่านว่าจะเกิดขึ้นมันก็จะต้องเกิด แน่นอนเลยว่า มันจะต้องเป็นจริงอย่างที่ท่านว่า ...

หลวงพ่อใช้นิ้วชี้ของท่านไล่ไปตามลายมือบนฝ่ามือของลูกศิษย์ แล้วท่านก็พึมพำกับตัวท่านเองว่า “อู้... น่าสนใจจริงๆ... อื่อ... อื่อ... แปลกจริง…”
ลูกศิษย์ผู้น่าสงสารคนนั้นตื่นเต้นสุดๆด้วยความคาดหวัง

เมื่อหลวงพ่อสำรวจลายมือเรียบร้อยแล้ว ท่านปล่อยมือลูกศิษย์และกล่าวกับเขาว่า “อนาคตของโยมจะเป็นดังนี้นะ”

“ครับ... ครับ” ลูกศิษย์รีบตอบสนอง

หลวงพ่อว่า “อาตมาก็ไม่เคยทายผิดเสียด้วย”

“โยมทราบ... โยมทราบดี.... เอ้อ! ตกลงอนาคตโยมจะเป็นยังไงครับหลวงพ่อ?” ลูกศิษย์ถามอย่างตื่นเต้นสุดๆ

หลวงพ่อชาตอบว่า “อนาคตของโยมน่ะรึ....... ก็ไม่แน่นอนน่ะซิ”

..... และท่านก็ไม่ผิดจริงๆเสียด้วย !!!
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 22 2011, 06:40 PM
โพสต์ #27


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



50. มีปัญหารึ?

นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เบลสพาสเคล (พ.ศ. ๒๑๖๖-๒๒๐๕) กล่าวไว้ว่า “ความยุ่งยากของมนุษย์เกิดจากการที่เขาไม่รู้จักว่าการนั่งนิ่งๆเป็นอย่างไร”

อาตมาอยากจะเติมว่า “และไม่รู้จักว่าเมื่อใดควรจะนั่งนิ่งๆ”

เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ อิสราเอลกำลังทำสงครามกับอียิปต์ ซีเรีย และจอร์แดน ระหว่างช่วงเวลาที่เรียกกันภายหลังว่าสงครามหกวัน ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งได้สัมภาษณ์
อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษฮาโรลด์ แมคมิแลนว่า เขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับปัญหาในตะวันออกกลาง

โดยไม่มีการรีรอ ท่านรัฐบุรุษอาวุโสตอบว่า “ไม่เห็นมีปัญหาอะไรในตะวันออกกลางเลยนี่” ผู้สื่อข่าวคนนั้นถึงกับงงไปเลย

ผู้สื่อข่าวต้องการที่จะขอทราบความเห็นของท่าน “ท่านหมายความว่าอย่างไรครับว่าไม่มีปัญหาในตะวันออกกลาง ท่านไม่ทราบหรือครับว่า ขณะที่เรากำลังพูดกันอยู่นี้ ลูกระเบิดกำลังร่วงจากท้องฟ้า รถถังกำลังยิงใส่กันอยู่ ทหารกำลังถูกเจาะจนพรุน หลายคนกำลังจะตายหรือบาดเจ็บ ท่านหมายความว่าอย่างไรครับที่ว่า ไม่มีปัญหาในตะวันออกกลาง?”

ท่านรัฐบุรุษอาวุโสผู้มากด้วยประสบการณ์ชี้แจงอย่างอดทนว่า “นี่คุณ! ปัญหานะมันคืออะไรที่จะต้องมีทางแก้ ก็เพราะมันไม่มีทางแก้ในเรื่องตะวันออกกลาง
มันก็เลยไม่ใช่ปัญหานะซิ


พวกเราเสียเวลาในชีวิตของเราไปสักเท่าไหร่ กับการกังวลถึงสิ่งที่ในเวลานั้นไม่ถือว่าเป็นปัญหา เพราะมันไม่มีทางแก้ ใช่หรือไม่?
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 22 2011, 11:44 PM
โพสต์ #28


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



38. คำสอนที่ล้ำค่า

มีคนเล่าให้อาตมาฟังว่าอาการหงอยเหงาซึมเศร้า ส่งผลให้เกิดอุตสาหกรรมขนาดหลายพันล้านดอลลาร์ ฟังแล้วรู้สึกหดหู่จริงๆ!
มันช่างไม่ถูกต้องเอาเสียเลยที่ใครจะร่ำรวยขึ้นมาจากความทุกข์ทรมานของเพื่อนมนุษย์ ตามข้อวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดของเรา
พระไม่ได้รับอนุญาตให้รับเงินและเราก็ไม่เคยคิดเงินสำหรับการเทศน์ การให้คำแนะนำตลอดจนการบริการอื่นใดทั้งสิ้น

หญิงชาวอเมริกันคนหนึ่งโทรศัพท์มาถึงพระองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นอาจารย์สอนสมาธิที่มีชื่อเสียง เพื่อไต่ถามเรื่องการฝึกสมาธิ

เธอลากเสียงถามมาตามสายว่า ”ดิฉันทราบว่าท่านสอนสมาธิ”

ท่านตอบอย่างสุภาพว่า “ใช่แล้วโยม”

เธอจึงถามตรงๆว่า “ท่านคิดค่าสอนเท่าไหร่?”

“ไม่คิดหรอกโยม”

“ถ้าอย่างนั้นท่านก็สอนไม่เก่งนะซิ!” เธอกล่าวแล้วก็วางหูไปเลย

อาตมาเองก็เคยได้รับโทรศัพท์คล้ายๆกันเมื่อสองสามปีก่อนจากผู้หญิงลูกครึ่งโปลิช-ออสเตรเลียน

เธอถามว่า “คืนนี้จะมีเทศน์ที่ศูนย์ของท่านรึปล่าว?”

อาตมาตอบ “มีซิโยม เริ่มเวลา ๒ทุ่มนะ”

เธอถามต่อว่า “แล้วจะต้องจ่ายเงินเท่าไหร่คะ?”

เมื่ออาตมาตอบว่า “ไม่ต้องเสียหรอกโยม ไม่มีการคิดเงินใดๆทั้งสิ้น” รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายหยุดชะงักชั่วขณะ

“ท่านไม่เข้าใจที่ดิฉันพูด” เธอกล่าวเสียงเข้มๆ “ดิฉันจะต้องเสียค่าเข้าไปฟังท่านเทศน์เท่าไหร่คะ?”

“โยมไม่ต้องเสียเงินใดๆทั้งสิ้น มันฟรีน่ะโยม” อาตมาบอกด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลเท่าที่จะสามารถทำได้ เธอกลับตะโกนใส่อาตมามาตามสาย
“กี่ดอลลาร์ กี่เซ็นต์เท่าไหร่กันแน่ที่ฉันจะต้องจ่ายเพื่อจะได้เข้าไปฟัง?”

“โยม โยมไม่ต้องจ่ายอะไรทั้งสิ้น โยมเพียงแต่เดินเข้ามานั่งทางด้านหลัง แล้วจะลุกออกไปเมื่อไหร่ก็ได้ที่โยมพอใจ จะไม่มีใครถามชื่อที่อยู่ของโยม
หรือส่งใบปลิวตามไปให้โยม และไม่มีการขอให้บริจาคเงินที่หน้าประตูด้วย วันฟรีจริงๆ”

คราวนี้มีอาการหยุดชะงักพักใหญ่

แล้วเธอก็ถามขึ้นด้วยความอยากรู้อย่างจริงใจว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกท่านได้อะไรจากการนี้ล่ะ?”

“ความสุขใจไงล่ะโยม” อาตมาตอบ “ความสุข”

เดี๋ยวนี้เวลาใครถามว่าเราคิดค่าสอนเท่าไหร่ อาตมาไม่เคยตอบว่าฟรีอีกแล้ว อาตมาบอกว่ามันล้ำค่าจนไม่สามารถประเมินเป็นราคาได้
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 22 2011, 11:48 PM
โพสต์ #29


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



39. แล้วมันจะผ่านพ้นไปเช่นกัน

หนึ่งในบรรดาคำสอนล้ำค่าที่จะช่วยอาการซึมเศร้าได้ เป็นคำสอนที่เรียบง่ายตรงไปตรงมา ทว่าคำสอนที่ดูเหมือนง่ายนี้อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่ายๆ
ด้วยเฉพาะเมื่อเราอยู่ในภาวะที่ปราศจากอาการซึมเศร้าอย่างแท้จริง เราจึงจะสามารถยืนยันได้ว่าเราเข้าใจเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้จริงๆ

นักโทษคนใหม่กำลังรู้สึกกลัวและซึมเศร้าอย่างหนัก กำแพงหินในห้องขังดูดซับความอบอุ่นทั้งหมดไปสิ้น ลูกกรงเหล็กแข็งๆกางกั้นความเห็นอกเห็นใจทั้งหมดออกไป เสียงกระแทกของเหล็กเมื่อประตูหลายๆบานปิดลง ปิดกั้นความหวังให้ไกลเกินเอื้อม ใจของเขาจมดิ่งลงลึกเท่ากับโทษจำคุกที่ยาวนาน บนกำแพงใกล้ๆหัวเตียง
เขาเห็นรอยขูดบนหินเป็นคำต่อไปนี้ แล้วมันจะผ่านพ้นไปเช่นกัน

คำเหล่านี้ทำให้เขาผ่านพ้นไปได้ เช่นเดียวกับที่มันคงได้ช่วยค้ำจุนนักโทษคนก่อนหน้าเขา ไม่ว่ามันจะยากเย็นแสนเข็ญอย่างไร เขาจะมองดูคำจารึกนั้นและจดจำไว้
“แล้วมันจะผ่านพ้นไปเช่นกัน” วันที่เขาได้รับการปล่อยตัว เขาตระหนักถึงสัจธรรมของคำเหล่านี้ เวลาจองจำของเขาสิ้นสุดลงแล้ว คุกได้ผ่านพ้นไปแล้วเช่นกัน

เมื่อเขาได้ชีวิตคืนกลับมา เขายังพิจารณาตรึกตรองถึงข้อความนั้นเสมอ เขียนมันไว้บนเศษกระดาษต่างๆทิ้งไว้ข้างเตียง ในรถ และที่ทำงาน แม้ในเวลาย่ำแย่
เขาก็ไม่เคยท้อแท้ เขาเพียงแค่ระลึกว่า “แล้วมันจะผ่านพ้นไปเช่นกัน” แล้วยืนหยัดสู้ต่อไป ช่วงเวลาที่ย่ำแย่เหล่านั้นไม่เคยที่จะยาวนานเกินทน และแล้วเมื่อเวลาดีๆมาถึง
เขาจะมีความสุขกับมัน แต่ไม่เคยประมาทเกินไป เขายังคงระลึกอยู่ว่า “แล้วมันจะผ่านพ้นไปเช่นกัน” เขาดำเนินชีวิตโดยไม่ประมาท ดูเหมือนว่าช่วงเวลาดีๆของเขา
จะยาวนานเป็นพิเศษ

แม้เมื่อเขาเป็นมะเร็ง ข้อความ “แล้วมันจะผ่านพ้นไปเช่นกัน” ให้ความหวังแก่เขา ความหวังก่อให้เกิดความเข้มแข็งและทัศนคติที่ดีงาม ซึ่งสามารถเอาชนะโรคได้
วันหนึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า เจ้ามะเร็งได้ผ่านพ้นไปแล้วเช่นกัน

วันสุดท้ายในชีวิตของเขา บนเตียงที่เขากำลังจะตาย เขากระซิบบอกทุกๆคนที่เขารักว่า “แล้วมันจะผ่านพ้นไปเช่นกัน” แล้วเขาก็จากไปอย่างสงบ
คำพูดของเขาเป็นคำขวัญแทนความรักชิ้นสุดท้าย ที่เขามอบให้แก่ครอบครัวและเพื่อนๆของเขา ทุกๆคนได้เรียนรู้จากเขาว่า
แล้วความเศร้าโศกจะผ่านพ้นไปเช่นกัน
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 23 2011, 12:14 AM
โพสต์ #30


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



86. การหัวเราะดังสุดของหมามะกัน

ปีแรกที่อาตมาเป็นพระอยู่ในภาคอีสาน ตรงกับปีสุดท้ายของสงครามเวียดนาม มีฐานทัพอากาศตั้งอยู่ใกล้ๆวัดของหลวงพ่อชา ซึ่งอยู่ใกล้ๆตัวเมืองอุบล
หลวงพ่อชอบที่จะเล่าเรื่องจริงต่อไปนี้ให้พวกเราฟัง เพื่อแสดงว่าเราควรจะทำอย่างไรเมื่อโดนคนกลั่นแกล้งหรือต่อว่า

ทหารจีไอคนหนึ่ง กำลังนั่งรถสามล้อจากค่ายเข้าเมือง เมื่อรถสามล้อวิ่งผ่านบาร์ข้างถนนแถวๆชานเมือง ที่เพื่อนๆของคนขี่สามล้อกำลังนั่งดื่ม
และเริ่มจะเมาได้ที่แล้ว

พวกเขาตะโกนเป็นภาษาไทยว่า “เฮ้ย! เอ็งจะพาไอ้หมาสกปรกตัวนั้นไปไหนวะ?” พูดแล้วพวกเขาก็หัวเราะกัน ชี้มือชี้ไม้มาที่ทหารอเมริกันคนนั้น

ชั่วขณะหนึ่งที่คนขี่สามล้อตกใจ ทหารอเมริกันตัวใหญ่ และถ้าเขารู้ว่ามีคนเรียกเขาว่า “ไอ้หมาสกปรก” ต้องเกิดเรื่องแน่ อย่างไรก็ตาม
นายทหารคนนี้ยังคงนั่งเงียบๆมองไปรอบๆ ท่าทางเพลิดเพลิน เห็นได้ชัดว่า เขาไม่เข้าใจภาษาไทย

คนขี่สามล้อจึงตกลงใจที่จะร่วมสนุกบนความเสียหายของชาวอเมริกัน เขาจึงตะโกนกลับไปว่า “ข้ากำลังจะพาไอ้หมาสกปรกคนนี้ไปโยนลงแม่น้ำมูล
ให้ไอ้หมาพันทางตัวนี้มันได้อาบน้ำซะหน่อย!”

ขณะที่คนขี่สามล้อและเพื่อนๆขี้เมาของเขากำลังหัวเราะกัน นายทหารอเมริกันก็ยังคงนิ่งเฉย

เมื่อพวกเขามาถึงจุดหมายปลายทาง และคนขี่สามล้อแบมือขอรับค่าจ้าง นายทหารอเมริกันก็ก้าวจากไปเงียบๆ

คนขี่สามล้อตะโกนอย่างตื่นตระหนกไล่หลังเขามาด้วยภาษาอังกฤษแบบงูๆปลาๆ แต่ได้ความหมายชัดเจนว่า “นี่! คุณ! จ่ายดอลลาร์ผมด้วย”

ทหารอเมริกันร่างใหญ่หันกลับมาอย่างสงบ และพูดด้วยภาษาไทยที่ชัดถ้อยชัดคำที่สุดว่า “หมาไม่มีเงิน
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 23 2011, 12:17 AM
โพสต์ #31


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



92. มองเป็นเรื่องตลกดีกว่า

เมื่อเราวางอัตตาตัวตนของเราลง เมื่อนั้นจะไม่มีใครทำให้เราหวั่นไหวได้ ถ้ามีใครสักคนด่าเราว่าไอ้โง่ เหตุผลเดียวที่จะทำให้เราเสียใจ คือ เราเชื่อว่าเขาอาจจะพูดถูก!

หลายปีก่อน อาตมากำลังนั่งรถอยู่บนถนนไฮเวย์ ในเมืองเพิร์ธ พวกหนุ่มๆในรถยนต์เก่าๆคันหนึ่งเห็นอาตมาเข้า ก็เริ่มส่งเสียงล้อเลียนอาตมาผ่านหน้าต่างรถที่เปิดอยู่
“เฮ้ย! ไอ้หัวล้าน! ไอ้สกินเฮด!!”

ขณะที่เขาพยายามยั่วให้อาตมาโกรธ อาตมาก็หมุนกระจกรถลง แล้วตะโกนกลับไปว่า “ตัดผมซะบ้างซิคุณ จะได้ไม่ดูเป็นผู้หญิง” ความจริงอาตมาไม่น่าจะทำเช่นนั้นเลย
มันเป็นการส่งเสริมยั่วยุคนหนุ่มๆพวกนั้น

คนหนุ่มคึกคะนองขับรถมาเทียบข้างรถของอาตมา แล้วดึงแมกกาซีนออกมากาง อ้าปากกว้าแสดงท่าทางให้อาตมาดูรูปในแมกกาซีนนั้น มันเป็นหนังสือเพลย์บอย

อาตมาหัวเราะกับอารมณ์ขันที่ขาดความเคารพนับถือของเขา อาตมาอาจจะทำเช่นเดียวกับเขาเมื่ออาตมาอายุเท่าเขาและกำลังสนุกอยู่กับเพื่อนๆ เมื่อเขาเห็นอาตมา
หัวเราะเขาก็เร่งเครื่องผ่านไป การหัวเราะให้กับการสบประมาทเช่นนี้ เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการจะแสดงท่ารังเกียจและอับอาย
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 23 2011, 06:36 PM
โพสต์ #32


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



37. สองนิ้วช่วยยิ้ม


การยกย่องชมเชยสามารถช่วยประหยัดเงินให้เรา กระชับสัมพันธไมตรี และช่วยสร้างความสุข เป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องทำให้มากๆ และแผ่ขยายให้กว้างขวางไปโดยรอบ

ผู้ที่เรารู้สึกว่ายากที่สุดที่จะยกย่องสรรเสริญ ก็คือตัวเราเองนั่นแหละ... อาตมาได้รับการอบรมสั่งสอนมาให้เชื่อว่า คนที่ยกย่องสรรเสริญตัวเองนั้นเป็นคนอัตตาสูง
มันไม่ใช่เช่นนั้นหรอก คนพวกนั้นน่ะเป็นคนที่ใจกว้างต่างหาก การยกย่องชมเชยคุณลักษณะที่ดีงามของตัวเราเอง เป็นแรงเสริมด้านบวกให้คุณลักษณะเหล่านั้นแข็งแรงยิ่งขึ้น

เมื่อครั้งที่อาตมายังเป็นนักเรียน ครูผู้สอนเรื่องการปฏิบัติภาวนาคนแรกของอาตมา ให้คำแนะนำที่ใช้ได้ดีมาก ท่านเริ่มด้วยการถามอาตมาถึงสิ่งแรกที่อาตมาทำ
หลังจากตื่นขึ้นในตอนเช้า

อาตมาบอกว่า “ผมก็เข้าห้องน้ำ”

ครูถามว่า “แล้วในห้องน้ำมีกระจกเงาไหม?”

“ก็ต้องมีซิครับ”

ท่านพูดว่า “ดี ต่อไปนี้ ทุกๆเช้านะ เอาตั้งแต่ก่อนเธอแปรงฟันเลย ครูอยากให้เธอมองกระจกเงานั้น และจงยิ้มให้ตัวเธอเอง”

อาตมาค้านทันที “คุณครูครับ! ผมเป็นนักเรียนนะครับ บางคืนกว่าผมจะเข้านอนก็ดึกมากๆแล้ว และเมื่อผมตื่นนอนในตอนเช้า ผมก็ไม่ได้รู้สึกดีอะไรขนาดนั้น
บางเช้าผมยังกลัวที่จะมองตัวเองในกระจกเลย ลืมเรื่องยิ้มไปได้เลยครับ!”

ท่านหัวเราะหึๆ จ้องเข้าไปในดวงตาของอาตมา แล้วบอกว่า “ถ้าเธอไม่สามารถจะจัดการให้ตัวเองยิ้มได้โดยธรรมชาติล่ะก็ เธอก็เอานิ้วชี้ทั้งสองนิ้วของเธอ
จิ้มเข้าไปที่มุมปากของเธอแต่ละมุม แล้วออกแรงฉีกมันเสียหน่อย อย่างนี้นะ!” แล้วท่านก็ทำให้อาตมาดู

ท่าทางท่านดูตลก จนอาตมาถึงกับหัวเราะกิ๊ก ท่านสั่งให้ทดลองทำดู อาตมาก็ทำ...

เช้าวันรุ่งขึ้น อาตมาลากสังขารลุกจากเตียง เดินโซเซไปเข้าห้องน้ำ อาตมามองตัวเองในกระจก ‘เอี๊ยก!’ มันไม่ใช่ภาพที่น่าดูเลย ยิ้มอย่างธรรมชาติเกิดขึ้นไม่ได้แน่
อาตมาจึงเอานิ้วชี้ทั้งสองสอดเข้าไปที่มุมปากแต่ละด้านแล้วฉีกมันออก อาตมาก็ได้เห็นเด็กนักเรียนอายุน้อยที่ดูโง่ๆ กำลังทำหน้าทึ่มๆ อยู่ในกระจก แล้วอาตมาก็อดที่จะยิ้ม
จนเห็นไรฟันไม่ได้ เมื่อรอยยิ้มอย่างธรรมชาติปรากฏขึ้น อาตมามองเห็นเด็กนักเรียนในกระจกเงายิ้มให้อาตมา นั่นทำให้อาตมายิ้มกว้างขึ้นอีก คนในกระจกเองก็ยิ่งยิ้มกว้างขึ้น

อาตมาปฏิบัติเช่นนั้นทุกเช้าอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสองปี ทุกเช้าเมื่ออาตมาลุกจากเตียง ไม่ว่าอาตมาจะรู้สึกอย่างไร ในไม่ช้าอาตมาก็จะได้หัวเราะกับตัวเองในกระจกเงา
มักจะด้วยการช่วยเหลือจากนิ้วทั้งสองของอาตมา ถึงเวลานี้ผู้คนเขาพูดกันว่า อาตมาน่ะยิ้มอยู่ตลอดเวลา กล้ามเนื้อรอบๆปากของอาตมามันอาจจะค้างอยู่ที่ท่านั้นแล้วก็ได้นะ!!!

เราสามารถพยายามใช้กลเม็ดสองนิ้วได้ทุกเมื่อ มันจะมีประโยชน์เป็นพิเศษเมื่อเรารู้สึกป่วย เบื่อรำคาญสุดทน หรือซึมเศร้าสุดขีด การหัวเราะได้รับการพิสูจน์แล้วว่า
มันช่วยให้ร่างกายปลดปล่อยสารเอ็นดอร์ฟินเข้าสู่ระบบหมุนเวียนของเลือด ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิต้านทานของเรา และทำให้เรารู้สึกมีความสุข

มันช่วยให้เรามองเห็นอิฐก้อนสวยๆ ๙๙๘ ก้อน ในกำแพงของเรา ไม่ใช่เห็นเฉพาะแต่ก้อนที่ไม่สวยสองก้อนนั้น นอกจากนี้การหัวเราะก็ทำให้เราดูงดงามด้วย

นี่เป็นเหตุให้ในบางครั้งบางคราว อาตมาเรียกวัดพุทธของเราที่เมืองเพิร์ธว่า ‘สถานเสริมสวยของอาจารย์พรหม’
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 23 2011, 06:38 PM
โพสต์ #33


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



93. “ไอ้โง่”
หากมีใครมาเรียกเราว่า ไอ้โง่ เราก็เริ่มคิดว่า “เค้ามาเรียกเราว่าไอ้โง่ได้ยังไงนะ? เขาไม่มีสิทธิจะมาเรียกเราว่าไอ้โง่ มันช่างหยาบคายนักที่มาเรียกเราว่าไอ้โง่
แค้นนี้ต้องชำระที่ดันมาเรียกเราว่าไอ้โง่” ทันใดนั้นเราก็สำนึกได้ว่า เราได้ปล่อยให้เขาเรียกเราว่า ไอ้โง่ อีกตั้งสี่ครั้ง

ทุกๆครั้งที่เราคิดว่า เขาว่าเรา เท่ากับเราได้ปล่อยให้เขาว่าเรา ไอ้โง่ ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ

แต่ถ้าใครว่าเราว่าไอ้โง่ และเราปล่อยวางในทันใด มันก็จะไม่มีอะไรรบกวนเราได้ นี่แหละคือทางออก

เรื่องอะไรเราจะปล่อยให้คนอื่นมาบงการความสุขของเราล่ะ?
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 23 2011, 06:42 PM
โพสต์ #34


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



97. ไม่ปลอบก็เหมือนปลอบ

ในพรรษาที่สอง อาตมาป่วยเป็นโรคไข้รากสาดใหญ่ ไข้ขึ้นสูงมากจนต้องเข้ารับการรักษาที่ตึกสงฆ์ของโรงพยาบาลในเมืองอุบล เมื่อสามสิบปีที่แล้ว
จังหวัดอุบลราชธานียังล้าหลังและยากจนมาก ขณะที่นอนอ่อนเพลียรับน้ำเกลืออยู่ อาตมาสังเกตเห็นบุรุษพยาบาลออกเวรตอนหกโมงเย็น ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ผู้ที่ควรจะมาสับเปลี่ยนก็ยังมาไม่ถึง อาตมาจึงถามพระบนเตียงถัดไปว่า เราควรแจ้งใครดีไหมว่า บุรุษพยาบาลผลัดกลางคืนยังไม่มา ท่านตอบทันทีว่า
ไม่มาเพราะไม่เคยมี หากเราเกิดอาการทรุดตอนกลางคืนล่ะก็ ต้องถือว่าเป็นกรรมของเราเอง ลำพังการป่วยหนักก็แย่อยู่แล้ว หากบัดนี้อาตมายังมาอาการหวาดกลัว
แถมเข้ามาด้วย!

ตลอดสี่อาทิตย์ถัดมา ทุกๆเช้าและบ่าย บุรุษพยาบาลตัวล่ำบึ๊ก จะเข้ามาฉีดยาแก้อักเสบที่สะโพกของอาตมา โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลรัฐในต่างจังหวัด
ซึ่งมีงบประมาณน้อยมาก เข็มฉีดยาจึงต้องหมุนเวียนใช้ครั้งแล้วครั้งเล่าจนทู่แสนทู่ บุรุษพยาบาลผู้มีแขนแข็งบึ๊กยังต้องออกแรงอย่างนักที่จะทิ่มเข็มลงไปในเนื้อ
ถึงเขาจะคิดกันว่า พระต้องอดทนเก่ง แต่สะโพกของอาตมาน่ะไม่ไหวแล้ว มันเจ็บสุดๆเลย ในเวลานั้นอาตมารู้สึกเกลียดบุรุษพยาบาลคนนั้นจับใจ

อาตมารู้สึกทุกข์ทรมาน อ่อนเพลีย และไม่เคยรู้สึกแย่เท่านี้มาก่อนในชีวิต จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง หลวงพ่อชาได้มาที่ตึกสงฆ์เพื่อมาเยี่ยมอาตมา
ท่านมาเยี่ยมอาตมา! อาตมารู้สึกปลื้มและประทับใจมากจนตัวเลย อาตมารู้สึกดีมากๆ จนกระทั่งหลวงพ่อเอ่ยปากขึ้น สิ่งที่ท่านพูดนั้นซึ่งอาตมาได้รู้ในภายหลังว่า
ท่านพูดกับพระอาพาธมาหลายองค์แล้ว ท่านบอกอาตมา “ไม่หายก็ตาย” ว่าแล้วท่านก็กลับไป

ความอิ่มอกอิ่มใจของอาตมาแตกกระเจิง ความปิติยินดีที่ท่านมาเยี่ยมอันตรธานไปสิ้น แต่เราจะว่าท่านก็ไม่ได้ เพราะสิ่งที่ท่านพูดนั้นเป็นสัจธรรมโดยแท้
ถ้าอาตมาไม่หาย อาตมาก็ตาย ไม่ว่าจะเป็นทางไหน ความทุกข์ทรมานจะไม่คงอยู่ตลอดไป แปลกเหมือนกัน ที่คำพูดอย่างนี้สามารถปลอบใจเราได้ดี
และอาตมาก็รู้สึกดีขึ้นๆ และสุดท้ายอาตมาก็หาย ไม่ตาย หลวงพ่อช่างเป็นครูที่ล้ำเลิศนัก
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 23 2011, 06:46 PM
โพสต์ #35


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



18. อิสระจากความหวาดกลัว

ถ้าความรู้สึกผิดเป็นเหมือนการมองกำแพงอิฐที่เราก่อไว้ในอดีต และเห็นแต่ก้อนที่น่าเกลียดสองก้อน ความหวาดกลัวก็น่าจะเป็นการเพ่งมองกำแพงอิฐ
ที่เราจะก่อในอนาคต โดยนึกถึงแต่ความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้ หากเรามืดบอดเพราะความกลัว เราก็จะไม่สามารถเห็นส่วนอื่นของกำแพงที่อาจจะถูกก่อขึ้น
อย่างสวยงามไร้ที่ติได้ เราจะต้องเอาชนะความกลัวให้ได้ด้วยการมองเห็นกำแพงทั้งหมด อย่างเรื่องต่อไปที่อาตมาได้มาจากการไปเทศน์ที่ประเทศสิงคโปร์
เมื่อไม่นานมานี้

ได้มีการเตรียมการล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือนให้อาตมาไปเทศน์ให้สาธารณชนฟัง 4 คืนติดต่อกัน มีการจองห้องประชุมที่ซันเทคซิตี้ในประเทศสิงคโปร์
ที่ทั้งใหญ่และแพง สามารถจุผู้ฟังได้ถึง 2,500 ที่นั่งไว้เรียบร้อย และมีการปิดประกาศบอกตามป้ายรถเมล์

แต่แล้วก็เกิดวิกฤติการณ์เรื่องโรคซาร์ขึ้น... เมื่ออาตมาเดินทางไปถึงประเทศสิงคโปร์นั้น รัฐบาลเพิ่งสั่งปิดโรงเรียนทุกแห่งแล้ว ผู้คนที่อาศัยอยู่ในอาคารหลายแห่ง
ถูกกักบริเวณ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค รัฐบาลแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการชุมนุมกัน ในขณะที่ความหวาดกลัวแผ่ขยายไปทั่วนั้น

มีคนถามอาตมาว่า “เราควรจะยกเลิกไหม?”

เช้าวันนั้น ข่าวพาดหัวด้วยตัวอักษรดำใหญ่บนหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน เตือนประชาชนว่า บัดนี้มีชาวสิงคโปร์ป่วยด้วยโรคซาร์ถึง 99 คน อาตมาถามว่าปัจจุบันสิงคโปร์
มีประชากรจำนวนเท่าใด คำตอบคือราวๆ 4 ล้านคน

อาตมาจึงให้ข้อสังเกตว่า “นั่นก็ย่อมหมายความว่า ยังมีชาวสิงคโปร์ถึง 3,999,901 คน ที่ยังไม่ได้ติดโรคซาร์! เราจงเดินหน้ากันต่อไปเถิด!”

ความหวาดกลัวถามขึ้นทันใดว่า “แล้วถ้าเผื่อมีใครติดเชื้อโรคซาร์มาล่ะ?”

ตัวปัญญาก็ตอบว่า “แล้วถ้าเขาไม่ติดล่ะ?” และฝ่ายปัญญาก็มีตัวเลข ‘โอกาสที่น่าจะเป็นไปได้’ สนับสนุนอยู่

ดังนั้นการเทศน์จึงได้ดำเนินต่อไป คืนแรกมีผู้มาร่วมฟัง 1,500 คน และจำนวนผู้ฟังก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มห้องบรรยาย... ในคืนสุดท้าย ผู้คนประมาณ 8,000 คน
ได้มาฟังเทศน์ พวกเขาได้เรียนรู้ที่จะฝืนความหวาดกลัวที่ไร้เหตุผล ซึ่งทำให้ความกล้าหาญของเขามั่นคงหนักแน่นขึ้นในภายภาคหน้า เขาเพลิดเพลินกับการฟังเทศน์
และพกพาความสุขกลับไป ซึ่งย่อมจะหมายความว่า ระบบภูมิคุ้มกันในตัวเขา ที่จะใช้ต่อสู้กับเชื้อโรคได้รับการเสริมให้แข็งแรงขึ้น และที่อาตมาได้เน้นในตอนท้าย
ของการเทศน์ทุกครั้งคือ การได้หัวเราะเมื่อฟังเรื่องสนุกๆ ที่อาตมาเล่าเป็นการออกกำลังกายปอด ซึ่งจะทำให้ระบบการหายใจแข็งแรงขึ้นด้วย และแน่นอนว่า
ไม่มีผู้ฟังแม้แต่คนเดียวที่ติดโรคซาร์

ความเป็นไปได้ต่างๆ สำหรับอนาคตนั้นไม่มีขอบเขต ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเราเพ่งมองเฉพาะความเป็นไปได้ในทางลบ นั่นเรียกว่า ‘ความกลัว’…
แต่ถ้าเราสามารถระลึกได้ถึงความเป็นไปได้อื่นๆซึ่งมักจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่าเส
ียด้วยซ้ำ...

นั่นแหละจึงจะเรียกว่า ‘ความเป็นอิสระจากความกลัว’
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 23 2011, 06:51 PM
โพสต์ #36


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



45. กฎแห่งกรรม



ชาวตะวันตกส่วนใหญ่เข้าใจผิดในเรื่องกฎแห่งกรรม เขาเข้าใจผิดว่ามันเป็นเรื่องของพรหมลิขิต ที่คนจะถูกกำหนดให้ทนทุกข์ทรมานด้วยความผิดที่เขาไม่รู้
จากอดีตชาติที่เขาลืมไปแล้ว มันไม่ใช่เช่นนั้นทีเดียวหรอก ดังเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ ...

หญิงสองคนต่างกำลังทำขนมเค้ก

หญิงคนแรกมีส่วนผสมที่แย่มากๆ แป้งสาลีเก่าๆ ที่ต้องเก็บเศษเชื้อราเขียวๆออกเสียก่อน เนยที่อุดมไปด้วยไขมันเกือบๆจะเหม็นหืน เธอต้องหยิบก้อนๆสีน้ำตาลออกจากน้ำตาลทรายขาว (เพราะใครบางคนเคยเอาช้อนเปียกๆเปื้อนกาแฟลงไปตักมาแล้ว) ผลไม้อย่างเดียวที่มีคือองุ่นเก่าๆ ที่แข็งราวกับแร่ยูเรเนียม แถมครัวของเธอยังเป็นรุ่นที่เราเรียกว่า ‘ก่อนสงครามโลก’ แต่จะเป็นสงครามโลกไหนเป็นเรื่องที่จะต้องถกเถียงกัน

หญิงคนที่สองมีส่วนผสมคุณภาพเยี่ยม แป้งสาลีโฮลวีทปลอดสารเคมีได้รับการรับรองว่าปราศจากการตัดแต่งพันธุกรรม เธอมีเนยมาร์การีนไร้ไขมัน น้ำตาลดิบ
และผลไม้สดฉ่ำจากสวนของเธอเอง และครัวของเธอที่สวยราวกับงานศิลปะก็เต็มไปด้วยอุปกรณ์ทันสมัยครบครัน

หญิงคนไหนจะทำขนมเค้กได้อร่อยกว่ากัน...

บ่อยครั้งนักที่คนที่พร้อมด้วยส่วนผสมชั้นยอด กลับไม่ใช่คนที่ทำขนมเค้กได้อร่อยกว่าคนอื่น มันมีอะไรมากกว่านั้นในการทำขนมเค้ก ไม่ใช่แค่ส่วนผสมเท่านั้น
บางครั้งคนที่มีส่วนผสมแย่ๆนั้น ได้ทุ่มเทความพยายาม ความเอาใจใส่ และความรัก ลงไปในการทำขนมเค้ก ทำให้ขนมเค้กของเขาอร่อยมากที่สุดในบรรดาเค้กทั้งหมด
วิธีการที่เราทำกับส่วนผสมต่างๆนั่นแหละที่มีคุณค่า

อาตมามีเพื่อนบางคนที่มีส่วนผสมแย่ๆที่จะใช้การได้ในชีวิตนี้ พวกเขาเกิดมาจน อาจจะโดนทารุณเมื่อเขายังเป็นเด็ก ไม่ค่อยฉลาดในการเรียน อาจจะพิการ
ไม่สามารถเล่นกีฬาได้ แต่คุณภาพอันน้อยนิดที่เขามีนั้น เขาได้เอามันมารวมกันไว้อย่างดีมาก จนเขาสามารถทำขนมเค้กออกมาได้ยอดเยี่ยม น่าประทับใจ
อาตมาชื่นชมพวกเขาเป็นที่สุด โยมเคยรู้จักคนเช่นนั้นบ้างไหม?

และอาตมาก็มีเพื่อนอีกประเภทหนึ่ง ที่มีส่วนผสมยอดเยี่ยมที่จะใช้การได้ในชีวิต ครอบครัวของเขาร่ำรวย และให้ความรักแก่เขา เขาเรียนหนังสือเก่ง
มีพรสวรรค์ด้านกีฬา หน้าตาดี และป๊อบปูล่า แต่พวกเขากลับทำชีวิตหนุ่มสาวของเขาให้สูญเปล่าด้วยยาเสพติด และแอลกอฮอล์ โยมเคยรู้จักคนเช่นนั้นบ้างหรือไม่?

ครึ่งหนึ่งของกรรมคือส่วนผสมที่เรามีอยู่ที่จะใช้การได้ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญยิ่ง คือ การเอาส่วนผสมเหล่านั้นไปทำอะไรในชีวิต
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 23 2011, 11:13 PM
โพสต์ #37


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



66. เต่าพูดมาก


อาจจะเป็นไปได้ว่า ถ้าคนเราได้เรียนรู้ความสงบในช่วงต้นๆของชีวิต มันคงจะช่วยให้เราหลีกพ้นปัญหาได้มากมายในเวลาต่อมา อาตมาเล่าเรื่องต่อไปนี้
ซึ่งเกี่ยวกับความสำคัญเยี่ยงชีวิตของการปิดปากเงียบให้พวกเด็กๆที่มาเยี่ยมฟัง

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในทะเลสาบบนเทือกเขาแห่งหนึ่ง มีเต่าพูดมากอยู่ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ เมื่อใดก็ตามที่มันเจอสัตว์ตัวอื่นๆที่อาศัยร่วมน้ำเดียวกัน มันจะพูดๆๆๆๆๆๆ
โดยไม่มีเว้นวรรค จนผู้ฟังทั้งหลายเบื่อและหน่าย แถมยังรำคาญสุดๆ พวกมันมักจะสงสัยว่าทำไมเจ้าเต่าพูดมากสามารถพูดได้ยาวนานมากโดยไม่มีการหยุดหายใจเล

เจ้าเต่าคงจะหายใจผ่านรูหูกระมัง เพราะไม่เคยเห็นใช้หูฟังใคร มันเป็นเต่าที่น่าเบื่อสุดๆ ชนิดที่กระต่ายจะรีบมุดเข้ารู นกจะรีบบินขึ้นยอดไม้ และปลาจะต้องรีบหลบเข้าซอกหิน
ในทันทีที่เห็นเจ้าเต่ากำลังจะเข้ามาใกล้ พวกมันรู้ว่าจะต้องโดนติดแหง็กอยู่หลายชั่วโมงแน่ ถ้าเจ้าเต่าพูดมากเริ่มต้นพูด

ฉะนั้น จริงๆแล้วเจ้าเต่าพูดมากรู้สึกเหงาและเดียวดาย...

ในช่วงฤดูร้อนของทุกปี หงส์ขาวที่สง่างามคู่หนึ่งจะมาพักผ่อนที่ทะเลสาบในภูเขานี้เป็นประจำ มันใจดี เพราะมันปล่อยให้เจ้าเต่าพูดมากพูดไปเรื่อยตามสบาย
หรืออาจจะเป็นเพราะมันคิดว่ามันมาอยู่แค่สองสามเดือนเท่านั้นก็ได้ เจ้าเต่าพูดมากชื่นชมพอใจกับการได้เป็นเพื่อนกับหงส์มาก มันจะพูดกับหงส์ใจดีคู่นั้น
จนกระทั่งดวงดาวหมดประกายแสงระยิบระยับแล้วลับฟ้าไป หงส์ใจดีอดทนฟังมันพูดเสมอ

เมื่อฤดูร้อนกำลังจะผ่านพ้นไป และความหนาวเย็นเริ่มมาเยือน หงส์คู่นั้นเตรียมตัวกลับบ้าน และเจ้าเต่าพูดมากก็เริ่มร้องไห้ มันเกลียดความหนาวและการสูญเสียเพื่อน

มันพูดเสียงละห้อยว่า “ถ้าฉันไปกับเธอได้คงจะวิเศษแน่ บางทีเวลาหิมะปกคลุมเนินเขา และน้ำในทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็ง ฉันหนาวและก็เหงามาก
พวกเต่าเราน่ะบินไม่ได้ และถ้าจะต้องเดิน แค่เดินไปได้นิดเดียวก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินกลับแล้ว เพราะพวกเต่าเราน่ะเดินช้า”


หงส์ผู้มีใจเมตตากรุณา เห็นเต่าเศร้านักก็รู้สึกสงสารมันจับใจ เลยยื่นข้อเสนอกับเจ้าเต่าพูดมากว่า..

“เจ้าเต่าที่รักอย่าร้องไห้ไปเลย เราจะพาเธอไปกับเราด้วยถ้าเธอสามารถรักษาสัญญาข้อหนึ่งได้”

“ได้! ได้! ฉันสัญญา!” เจ้าเต่าพูดมากกล่าวอย่างตื่นเต้น แม้ว่ามันจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันต้องสัญญาอะไร “พวกเต่าเราน่ะรักษาสัญญาของเราเสมอ
ความจริงฉันจำได้ว่าฉันสัญญากับกระต่ายว่า จะพยายามปิดปากเงียบเมื่อสองสามวันก่อน หลังจากที่ฉันได้อธิบายให้พวกเขาฟังถึงกระดองเต่าชนิดต่างๆ และ……… ”

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป เมื่อเต่าพูดมากหยุดการสาธยาย และหงส์ก็ได้โอกาสพูดอีกครั้ง มันพูดว่า “เต่าเอ๋ย เธอต้องสัญญาว่าเธอจะปิดปากของเธอนะ”

เจ้าเต่าก็ว่า “หมูมาก! ความจริงนะ พวกเต่าเราน่ะมีชื่อเรื่องปิดปากเงียบนะ พวกเราไม่ค่อยจะพูดหรอก ฉันเพิ่งอธิบายเรื่องนี้ให้ปลาฟังเมื่อไม่กี่วัน..........”

กว่ามันจะพูดจบ อีกหนึ่งชั่วโมงก็ได้ผ่านไปแล้ว หงส์บอกให้เจ้าเต่าพูดมากคาบตรงกลางของไม้ด้ามยาว และกำชับให้มันปิดปากนิ่ง

แล้วหงส์ตัวหนึ่งก็คาบปลายไม้ด้านหนึ่งไว้ในจงอยปาก ส่วนหงส์อีกตัวก็คาบปลายไม้อีกด้านหนึ่ง มันกระพือปีกของมัน แต่... ไม่มีอะไรเกิดขึ้น!
เจ้าเต่าพูดมากตัวหนักเกินไป คนที่พูดมากมักจะกินจุ และเจ้าเต่าพูดมากก็อ้วนเสียจนกระทั่งบางครั้งมันยังไม่สามารถจะหดตัวลงไปในกระดองขอ
งมันเองได้ด้วยซ้ำ

หงส์เลยต้องหาท่อนไม้ที่มีน้ำหนักเบาลง แล้วหงส์ทั้งคู่ก็คาบปลายแต่ละด้าน โดยให้เจ้าเต่าคาบอยู่ตรงกลาง หงส์ทั้งสองกระพือปีกอย่างสุดแรง
ยิ่งกว่าที่หงส์ตัวไหนๆจะเคยกระพือมาก่อน และทะยานขึ้นฟ้าโดยคาบไม้ไว้ และมีเจ้าเต่าติดไปกับไม้นั้นด้วย

นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่เจ้าเต่าบินได้!!!

ยิ่งบินสูงขึ้นไปๆ ทะเลสาบของเจ้าเต่าพูดมากก็เริ่มเล็กลงๆ แม้แต่ภูเขาสูงใหญ่ บัดนี้ยังดูเล็กกระจิริด ด้วยระยะทางที่ห่างไกล เจ้าเต่าเห็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ
อย่างที่เต่าตัวอื่นๆไม่เคยได้เห็นมาก่อน มันพยายามอย่างยิ่งที่จะจดจำภาพทั้งหมดไว้ เพื่อที่จะได้กลับไปเล่าให้เพื่อนๆของมันฟังเมื่อมันถึงบ้านแล้ว

พวกมันบินข้ามภูเขาไปยังพื้นที่ราบ ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี จนกระทั่งเวลาประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง พวกมันบินอยู่เหนือโรงเรียน ซึ่งนักเรียนกำลังเดินออกมา
เด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่งบังเอิญแหงนหน้าขึ้นมามอง โยมคิดว่าเขาเห็นอะไร? ก็เห็นเต่าบินได้น่ะซิ!

เขาตะโกนบอกเพื่อนๆว่า “เฮ้! เฮ้! ดูไอ้เต่าโง่นั่นซิ มันบินได้!”

เจ้าเต่าไม่สามารถจะห้ามตัวเองได้


“เธอเรียกใครว่า… อุ๊บส์!…. งะ... งะ... โง่!”


‘แพร่ด’ เสียงดังขึ้นเมื่อร่างเจ้าเต่าพูดมากกระทบพื้น และนั่นเป็นเสียงสุดท้ายจากมัน

เต่าพูดมากตาย เพราะมันไม่สามารถปิดปากของมันได้ แม้ในยามที่จำเป็นจริงๆ

...ดังนั้น ถ้าเราไม่เคยฝึกที่จะหยุดพูดในเวลาที่สมควรหยุด เมื่อถึงคราวจำเป็นจริงๆ เราย่อมไม่สามารถปิดปากของเราได้ เราอาจจะต้องพบจุดจบแบบแบนแต๊ดแต๋
เหมือนเจ้าเต่าพูดมากเข้าสักวัน
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 23 2011, 11:16 PM
โพสต์ #38


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



47. ไปตามกระแส


พระผู้ทรงปัญญาท่านหนึ่งที่อาตมารู้จักมาหลายปี กำลังเดินธุดงค์กับเพื่อนเก่าของท่านในป่าที่ออสเตรเลีย ตอนบ่ายแก่ที่แสนจะอบอ้าววันหนึ่ง
ท่านเดินไปถึงชายหาดที่สวยงามและโดดเดี่ยวห่างไกล แม้มันจะเป็นการฝืนข้อวัตรของพระที่จะว่ายน้ำเพื่อความสนุกสนาน น้ำทะเลสีฟ้าช่างดึงดูดใจนัก
และท่านจำเป็นจะต้องคลายร้อนจากการเดินทางไกลนั้น ท่านจึงลงว่ายน้ำ

เมื่อท่านยังเป็นฆราวาสตอนหนุ่มๆ ท่านว่ายน้ำแข็งมาก แต่บัดนี้เมื่อบวชเป็นพระมานาน ครั้งสุดท้ายที่ท่านได้ว่านน้ำก็เมื่อหลายปีมาแล้ว
ดังนั้นหลังจากการโต้คลื่นเพียงสองสามนาที ท่านก็ถูกดูดเข้าไปในกระแสน้ำที่เริ่มพัดพาท่านออกไปสู่ท้องทะเลด้านนอก มีคนบอกท่านภายหลังว่า
ชายหาดนี้อันตรายยิ่งนัก เพราะกระแสน้ำดุร้ายมาก

ในตอนแรกท่านพยายามจะว่ายทวนกระแสน้ำ ในไม่ช้าท่านก็พบว่าแรงของกระแสน้ำเชี่ยวเกินกำลังของท่านมาก การปฏิบัติของท่านช่วยท่านได้ในเวลานั้น
ท่านผ่อนคลาย ปล่อยวาง และปล่อยกายไปตามกระแสน้ำ

มันเป็นการกระทำที่กล้าหาญมากที่จะสามารถผ่อนคลายได้ในสถานการณ์เช่นนั้น เมื่อท่านเห็นแนวฝั่งอยู่ไกลออกไปๆ ท่านถูกพัดออกไปห่างจากฝั่ง
หลายร้อยเมตรกว่ากระแสน้ำจะอ่อนแรงลง เมื่อนั้นท่านจึงได้เริ่มว่ายพ้นจากกระแสน้ำ และกลับเข้าฝั่ง

ท่านบอกอาตมาว่าการว่ายกลับเข้าฝั่งนั้น ท่านต้องใช้พลังงานที่สะสมไว้จนหยาดหยดสุดท้ายเลยทีเดียว เมื่อถึงฝั่งท่านก็หมดกำลังอย่างสิ้นเชิง
ท่านแน่ใจว่าถ้าท่านได้พยายามฝืนสู้กระแสน้ำ มันต้องชนะท่านอย่างแน่นอน ท่านคงต้องถูกพัดไกลออกไปสู่ทะเลนอกเช่นกัน แต่ก็คงหมดเรี่ยวหมดแรง
จนไม่สามารถว่ายกลับเข้าฝั่งได้ ถ้าท่านไม่ได้ปล่อยวางและลอยไปตามกระแส ท่านเชื่อว่าท่านต้องจมน้ำอย่างแน่นอน

เรื่องเล่านี้พิสูจน์คำกล่าวที่ว่า “เมื่อใดที่ไม่มีอะไรให้ทำ เมื่อนั้นก็ไม่ต้องทำอะไร” ว่ามันไม่ใช่ทฤษฎีเพ้อฝัน ในทางตรงข้าม มันอาจเป็นสุภาษิตเพื่อการรักษาชีวิต
เมื่อใดก็ตามที่กระแสมีกำลังรุนแรงเกินกำลังของเรามากนัก เมื่อนั้นเป็นเวลาที่เราต้องไปตามกระแส เมื่อใดที่เราสามารถทำสิ่งใดให้เกิดผล เมื่อนั้นเป็นเวลาที่เรา
จะผลักดันความพยายามของเรา
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 24 2011, 01:02 PM
โพสต์ #39


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



52. การโทษผู้อื่น


เมื่อใดที่โยมพยายามตัดสินใจเรื่องสำคัญ โยมสามารถใช้กลยุทธ์ ในการตัดสินใจดังที่อาตมาได้แนะนำไว้ในเรื่องที่แล้ว
แต่โยมก็ไม่จำเป็นจะต้องทำตามวิธีนี้หรอก ท้ายที่สุดมันก็ต้องเป็นการตัดสินใจของโยมเอง ดังนั้นถ้ามันไม่ได้ผล อย่าโทษอาตมาก็แล้วกัน

นักศึกษามหาวิทยาลัยคนหนึ่งได้มาพบพระของเราองค์หนึ่ง เธอมีสอบสำคัญในวันรุ่งขึ้นและต้องการให้พระสวดมนต์ให้เธอเพื่อให้เธอโชคดีในการสอบ
พระองค์นั้นได้เมตตาช่วยเหลือเธอโดยคิดว่ามันจะทำให้เธอมีความมั่นใจขึ้น ไม่มีการคิดค่าตอบแทนใดๆทั้งสิ้น และเธอก็ไม่ได้ทำบุญด้วย

พวกเราไม่เคยเห็นหญิงสาวผู้นั้นอีกเลย แต่อาตมาได้ยินจากเพื่อนของเธอว่า เธอเที่ยวพูดไปทั่วว่าพระวัดนี้ไม่ได้เรื่องเลย แล้วก็ไม่รู้วิธีสวดมนต์ที่ถูกต้องด้วย
เธอเลยสอบตก

เพื่อนของเธอบอกอาตมาว่าที่เธอสอบตกนั่นน่ะ เป็นเพราะเธอแทบจะไม่ได้ท่องหนังสือเลย เธอเป็นเด็กเที่ยว เธอหวังจะให้พระช่วยดูแลการเรียนซึ่งเป็นภาค
ที่ไม่ค่อยสำคัญ” ของชีวิตในมหาวิทยาลัยของเธอ

มันอาจจะรู้สึกดีที่จะโทษคนอื่นเมื่อเกิดสิ่งใดผิดพลาดขึ้นในชีวิตของเรา แต่การโทษคนอื่นมักจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้

ชายคนหนึ่งรู้สึกคันที่ก้นของเขา

เขาเกาที่หัวของเขา

อาการคันจึงไม่หาย

นั่นคือวิธีที่หลวงพ่อชาอธิบายเกี่ยวกับการโทษผู้อื่น มันเหมือนกับการคันที่ก้นแล้วไปเกาที่หัวนั่นแหละ

Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Mar 24 2011, 01:05 PM
โพสต์ #40


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



34. การให้อภัยเชิงสร้างสรรค์


อาตมาได้ยินโยมพูดนะว่า การให้อภัยจะได้ผลก็แต่ในวัดเท่านั้น ในชีวิตจริงหากเราให้อภัยแบบนั้น เราก็มีแต่จะโดนเอาเปรียบ คนอื่นๆจะกระทืบเรา
พวกเขาจะคิดแต่ว่าเราน่ะอ่อนแอ

อาตมาเห็นด้วย การให้อภัยเช่นนั้นยากที่จะได้ผล ดังคำกล่าวที่ว่า ‘ผู้ที่หันแก้มอีกข้าง (ให้เขาตบ) จะต้องลงเอยด้วยการไปหาหมอฟันถึงสองครั้ง
แทนที่จะไปแค่ครั้งเดียว!’

สิ่งที่อาตมาจะพูดต่อไปคือ ‘การให้อภัยเชิงสร้างสรรค์’… คำว่า‘สร้างสรรค์’ หมายถึงการเสริมสร้างสิ่งที่ดีงามที่เราต้องการให้มีให้เป็น...
‘การให้อภัย’ หมายถึง การละสิ่งไม่ดีที่เป็นส่วนของปัญหาทิ้งไปเสีย ไม่ยึดมันไว้ แล้วก้าวต่อไป...

ยกตัวอย่างเรื่องในสวน การรดน้ำเฉพาะวัชพืช เปรียบเสมือนการเพาะเลี้ยงปัญหาให้เจริญเติบโต... การไม่รดน้ำเลย เปรียบเสมือนการให้อภัยเฉยๆ...
ส่วนการรดน้ำเฉพาะดอกไม้โดยไม่รดน้ำวัชพืช เป็นสัญญลักษณ์ของ ‘การให้อภัยเชิงสร้างสรรค์’

เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว หลังจากที่อาตมาเทศน์จบลงในคืนวันศุกร์ที่เมืองเพิร์ธ ผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาคุยกับอาตมา เธอผู้นี้มาฟังอาตมาเทศน์ประจำเป็นเวลานานมากเท่าที่อาตมาจะสามารถจำได้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเข้ามาพูดกับอาตมา เธอบอกว่า เธอต้องการจะขอบคุณอย่างมากๆ ไม่เฉพาะแต่อาตมาเท่านั้น แต่กับพระทุๆรูปที่เคยเทศน์ที่ศูนย์ของเรา แล้วเธอก็อธิบายว่าเพราะเหตุใด เธอเริ่มมาที่ศูนย์ของเราเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว เธอสารภาพว่า ในตอนนั้นเธอไม่ได้สนใจอะไรนักในพระพุทธศาสนา หรือแม้แต่การปฏิบัติภาวนา เหตุผลสำคัญที่เธอเช้ามาร่วมกับเรานั้น เพียงเพื่อใช้เป็นข้ออ้างที่เธอจะได้ออกจากบ้านเท่านั้น...

สามีของเธอชอบใช้กำลังรุนแรง และเธอก็ตกเป็นเหยื่อการประทุษร้ายภายในครอบครัวที่น่ากลัวนี้ ในสมัยนั้นยังไม่มีองค์กรใดๆที่จะให้ความช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้
ในสภาวะเช่นกาต้มน้ำที่กำลังเดือดพล่านไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก เธอไม่สามารถจะเห็นชัดพอที่จะเดินออกไปจากสภาพที่เป็นอยู่ตลอดกาล เธอจึงได้แต่มาที่ศูนย์พุทธของเราด้วยความคิดแค่ว่า ‘เวลาสองชั่วโมงที่ศูนย์นี้คือ เวลาสองชั่วโมงที่เธอจะรอดพ้นจากการถูกทุบตี’

สิ่งที่เธอได้ฟังจากศูนย์ของเราได้เปลี่ยนชีวิตของเธอ เธอฟังพระท่านบรรยายเรื่องการให้อภัยเชิงสร้างสรรค์ เธอจึงตัดสินใจที่จะทดลองกับสามีของเธอ
เธอเล่าให้อาตมาฟังว่า ทุกๆครั้งที่เขาตีเธอ เธอได้ให้อภัยเขาและปล่อยวาง เธอทำเช่นนั้นได้อย่างไร มีแต่เธอเองเท่านั้นที่จะรู้ และเมื่อใดที่สามีของเธอทำอะไร
หรือพูดอะไรที่แสดงน้ำใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เธอจะกอดเขาหรือจูบเขา หรือแสดงอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้เขาได้รู้ว่า..
ความมีน้ำใจนั้นมีความหมายต่อเธอมากเพียงใด... เธอสำนึกในคุณค่าของมันเสมอ

เธอถอนหายใจแล้วจึงเล่าต่อ... เธอต้องใช้เวลายาวนานถึงเจ็ดปี... เมื่อพูดถึงตรงนี้ ดวงตาของเธอก็เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา เช่นเดียวกับดวงตาของอาตมา...
เธอบอกว่า “เจ็ดปีที่แสนยาวนาน บัดนี้ท่านจะจำชายคนนั้นไม่ได้เลย เขาได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ เดี๋ยวนี้เราจะมีความรักความผูกพันที่มีค่ายิ่งต่อกัน และมีลูกที่น่ารักมากสองคน”
สีหน้าของเธอแวววาวด้วยประกายสดใสของผู้มีใจบริสุทธิ์ อาตมารู้สึกอยากจะคุกเข่าคารวะเธอ เธอหยุดอาตมาไว้ด้วยการพูดต่อว่า “ท่านเห็นม้านั่งตัวนั้นไหมคะ?
อาทิตย์นี้เขาต่อเก้าอี้ไม้ตัวนั้นไว้ให้ดิฉันนั่งสมาธิเพื่อจะ’เซอร์ไพรซ์’ดิฉัน... นี่ถ้าเป็นเมื่อเจ็ดปีก่อนล่ะก็ เขาก็คงได้แต่ใช้มันทุ่มใส่ดิฉันเท่านั้นเอง”
ก้อนสะอื้นในลำคอของอาตมาถูกกลืนหายไป เมื่ออาตมาหัวเราะไปกับเธอผู้นั้น...

อาตมาชื่นชมผู้หญิงคนนั้น เธอหาความสุขได้ด้วยตัวเธอเอง ซึ่งอาตมาสามารถบอกได้จากความสดใสบนหน้าของเธอว่า ความสุขนั้นมากมายทีเดียว
และเธอก็ได้เปลี่ยนคนร้ายๆที่น่ากลัว มาเป็นชายที่มีไมตรีจิต เธอได้ช่วยคนๆหนึ่งด้วยความเมตตาเป็นอย่างยิ่ง

นี่เป็นตัวอย่างสุดโต่งเรื่องหนึ่งของการให้อภัยเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งขอแนะนำเฉพาะผู้ที่จะมุ่งหน้าสู่ความเป็นอรหันต์ อย่างไรก็ตาม มันแสดงให้เห็น
ถึงผลที่จะได้รับจากการให้อภัยที่ทำพร้อมกับการให้กำลังใจในความถูกต้องดีงาม
Go to the top of the page
 
+Quote Post

6 หน้า V  < 1 2 3 4 > » 
Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



RSS ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 19th September 2019 - 09:57 AM