IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

เรื่องเล่าหลวงปู่จาม
Ducklast
โพสต์ Jan 8 2015, 07:00 PM
โพสต์ #1


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





เจอผีกองกอย

อยู่ภูเขาลูกที่สูงที่สุดเหนือบ้านงาแมง อำเภอสะเมิง วันนั้นแยกกันกับท่านอาจารย์ชอบ (ฐานสโม) ผู้ข้าฯ อยู่คนเดียว โยมเขาตัดใบตองใบไม้กองทับไป่ไปไป่มาแล้วหุบหอบเอาใบตองแห้งมาทับเบื้องบน ตึงเชือกให้ห้อยกลด ที่พักอยู่ใกล้ห้วยน้ำ
น้ำห้วยนั้นก็แปลกบางวันก็ใสบางวันก็ขุ่น กะปูแดงกะปูคายหลายที่อยู่ตามฮูหินหลืบหิน ขว๊าดฮูอยู่ตามตะลิ่งห้วย กบแลวตัวใหญ่ก็หลาย
ผู้ข้าฯ ไปถามเขาว่าพอจะมีที่พักที่อาบน้ำได้ที่ไหนแถวนี้ โยม ๓ คน เป็นคนบ้านงาแมง ๒ คน เป็นเขยไปแต่ลำพูนคนหนึ่งช่วยถือบริขารไปช่วยทำที่พักพอเป็นเพิงหมาแหงนกั้นน้ำค้างไ
ด้ เขาว่าพรุ่งนี้จะมาทำร้านให้ดีกว่านี้
เขากลับไปแล้วเราก็สรงน้ำ ไหว้พระสวดมนต์ แล้วก็ลุกเดินจงกรมจนเหนื่อยดึกแล้ว เทน้ำจากกาล้างเท้าแล้ว ก็สุมไฟให้ลุกแจ้งอีกแล้วก็เข้ามุ้งกลดจะนั้งภาวนา แต่ก็นั่งเพ่งไฟอยู่จนไฟหมดเปลวแล้วก็นอนเหยียดว่าจะพักหลับนอน แต่นอนไปได้สักพักเคลิ้มจะหลับ ก็ได้ยินเสียง “ขะลึบ กึบกับ กะลึบ ๆ” เหมือนกันกับพลิกก้อนหินจากที่สูงแล้วให้ตกลงสู่ที่ต่ำ ได้ยินอยู่ ๓ – ๔ ครั้ง จึงเชื่อว่าหูไม่ฝาดแล้ว จึงลุกนั่งฟังหูต้นเสียงอยู่
ไม่นึกกลัวอะไรหรอก แสงไฟจากกองไฟก็เหลือแต่ไฟถ่านเท่านั้น นึกได้แต่ท่านอาจารย์ชอบ เพิ่นว่า “ภูเขาแถวนี้ยังมีผีกองกอยชะม้อยดงอยู่ระวังเน้อมันจะจกก้นกินไส้”
ผู้ข้าฯ ก็เข้าใจว่าเพิ่นว่าเล่นกัน
“กะลึก ครึก”
อ๋อเสียงมันอยู่ทางลำห้วย
“ก๋อย ๆ ๆ กองก๋อย ก๋อย ๆ”
อย่างนี้หรือเขาว่าเสียงผีก้องกอย ว่าเท่านั้นก็คว้าเอาไฟฉายกาปืนยาว ๒ ถ่าน ได้แล้วก็ค่อยๆ เดินเบาย่องไปทางลำห้วยค่อยๆไป แต่มันก็มืดมองไม่ค่อยเห็นอะไร
เดินไป หยุดยืน เดินไป หยุดยืน
เราเดิน เสียงนั้นก็เงียบ เรายืนเสียงนั้นก็ร้องขึ้น
แต่ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา
ผู้ข้าฯ ก็รู้สึกว่าใกล้ตัวมันเข้าทุกที ไปยืนอยู่ก้อนหินที่ปัดกวาดวางผ้าเวลาอาบน้ำริมน้ำ มันก็ร้องขึ้นมันเดินลงมาแต่ทางปลายห้วย เราก็ยืนนิ่งอยู่
“ก๋อย ๆ ๆ กองก๋อย ๆ ก๋อย ๆ ๆ”
มันมาอยู่ใกล้ ก้มเงยๆ พลิกก้อนหิน ก้อนน้อยก้อนใหญ่หากินปูกินเขียด ก้อนหินใหญ่ขนาดกับกระด้งฟัดข้าวมันยกพลิกได้สบาย ยกขึ้นแล้วก็วางลงที่เก่า ตระครุบกินปู กินเขียด จับได้ก็ยัดเข้าปากจับได้ก็ยัดเข้าปาก
ตัวมันใหญ่ขนาดเด็กน้อยมาวัด (ขนาดสูง ๑.๑๐ – ๑.๓๐ เมตร ตัวผอมบางอายุ ๙ – ๑๐ ปี อยู่ชั้น ป.๕) แต่มันแข็งแรงมาก ยกก้อนหินใหญ่ๆได้สบาย
มันมาใกล้ราวๆ ๕ เมตร ผู้ข้าฯก็เปิดไฟฉายส่องไปที่ตัวมัน มันก็ตกใจยืนจังงังอยู่ สายตามันหลบไฟ ดวงตาไม่กระพริบ มันคงเข้าใจว่าเป็นสัตว์ที่จะเป็นอาหารมันก็ได้
ตัวมันผอมสูง หัวน้อย มือตีนใหญ่ แขนขาลีบ ขนทางบนหัวมันยาวปกหน้าปกตาแซมแซะอยู่สีแดงพอกะจ๋า จะว่าเป็นลิงเป็นค่างก็ไม่ใช่จะว่าเป็นคนก็ไม่เหมือนคนเท่าใด
ตาไม่กระพริบ แยกเขี้ยวแยกฟัน เขี้ยวฟันมันแหลม ดูท่าทางเป็นผีกองก่อยตัวแม่เพราะมันมีนมเป็นแผงเรียงลงมาแต่อกเหมือนกับแผงนมหมา ยานพอแตบแซบ เดินเข้ามาหา
ผู้ข้าฯ ก็ร้องว่า “มามึงจะเอาอะไรกันอีนี่ อีผีใจบาป”
ว่าแล้วเราก็ปิดไฟฉาย แล้วก็เปิดไฟฉาย ปิดเปิด ๆ อยู่ตัวมันก็กล้า ๆ กลัว เราก็ว่า “เอามันอีนี้”
ทำท่าจะต่อสู่มัน มันก็กลัวหันหลังกลับวิ่งหนีขึ้นไปทางมันมา ร้องไห้เสียงก๋อยๆไปสุดเสียง
ผู้ข้าฯ ก็กลับไปที่กลด สุมไฟแล้วก็เข้ามุ้งกลด ไหว้พระแล้วก็นั่งภาวนาอยู่จนดึกแล้ว ก็หลับนอน
นอนหลับไปจนใกล้แจ้งแล้วก็ลุกมาสุมไฟ ไหว้พระลุกไปเดินจงกรม แล้วมานั่งภาวนา จนแจ้งลงไปล้างหน้าล้างตาไปสังเกตดูก้อนหินที่มันยกทำไมมันจึงยกได้ ตัวน้อยด้วยผอมขนาดนั้น เราลองไปยกก้อนหินนั้นดูก็ไม่ติงไม่หนิงไม่ขยับเลย เดินสำรวจดูก้อนหินตามลำห้วยก็เห็นอยู่หลายก้อนที่มันยกขึ้นแล้ววางลง หากไม่ใช้การสังเกตไม่รู้ได้หรอก
จากนั้นก็ลงไปบิณฑบาตกับพวกปางเลี้ยงงัวเลี้ยงควาย พวกที่มาทำที่พักให้แต่เมื่อวานนี้หล่ะ พวกเขาก็ฟ่าวด่วนมาถาม
“เป็นจะได๋ ท่านเอ๊ยเมื่อตะคืนนี้”
“หลับสบายดี”
“หลับได้แต้ก๋า”
“อือ”
“ท่านบ่หันอะหยังก๊อ”
“เห็นผีก้องกอยซะม้อยดงตัวหนึ่ง”
“ไค่ย้าน – ท่านบ่กลัวหรือ”
“อือ”
เขาก็นิมนต์ให้ฉันเลยเพราะเขาเตรียมจังหันไว้แล้ว
เขาว่า “ไม่ต้องใส่บาตรก็ได้ให้นิมนต์ฉันเลยจะได้ไม่ต้องล้างบาตร”
เราก็ว่า “เป็นธรรมเนียมของพระป่าบ้านนอกต้องใส่บาตรฉัน”
พวกเขาก็ยอม เราก็จัดอาหารใส่บาตรแล้วเราก็ให้พร จบแล้วก็นั่งฉันจนอิ่ม ปลาปิ้ง น้ำพริกผักลวก อิ่มแล้วพวกเขาก็กินกัน เขาคุยกันว่า สองคนจะไปทำที่พักให้ อีกคนให้เฝ้างัวเฝ้าควาย สามเจ้า งัว ๑๘ ตัว ควาย ๓๐ ตัว เขาทำคอกหลักเสาไม้แก่นหล้อนฝังอืบหนามไผ่จนรอบ แม้ประตูคอกก็เอาหนามอืบปักไม้ยันไว้ข้างใน
ปางที่พักของพวกเขา ก็ติดกับคอกควาย ยกสูงจนพ้อว้อกะไดไม้เกินเกือบสุดลำไม้ไผ่ เขาว่า เสือมักจะมาวนเวียนอยู่เสมอ

ธรรมะประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญโญ


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
 
Start new topic
คำตอบ (1 - 7)
Ducklast
โพสต์ Jan 29 2015, 08:46 AM
โพสต์ #2


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





อธิฐานจิตถึงเพิ่นครูอาจารย์มั่น

วันแรกที่เข้าไปกราบและฟังโอวาทธรรมของเพิ่นครูอาจารย์มั่น มันนึกสงสัยมาแต่หลายปีมาแล้วว่า “ได้ยินว่าคนนั้นได้ธรรมะ คนนี้ได้ธรรมะ คนที่ได้ธรรมะเป็นอย่างไร ปฏิบัติอย่างไรจึงได้ธรรมะ” จึงได้อธิฐานจิตแต่ขณะเดินเข้าบ้านหนองผือว่า “ขอพ่อแม่ครูบาอาจารย์จงเทศน์ธรรมเรื่องนี้ให้ฟังด้วยเถิด”
พอพระเณรขึ้นไปครบกันหมดแล้ว เพิ่นครูอาจารย์มั่น ก็แสดงธรรมให้ฟังว่า
“บุคคลผู้ทรงธรรม มีธรรมบริสุทธิ์ สะอาด มีใจมั่นคงในธรรมเป็นบุคคลผู้ได้ธรรม รู้ธรรมทั้งหลายได้ชื่อว่าเป็นสัตตบุคคล
หิริ โอตฺตปฺปสมฺปนฺนา สุกฺกธมฺมสมาหิตา
สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเร”
หิริธรรม เป็นอัชฌัติกาธรรม เป็นธรรมภายใน มีตัวเป็นใหญ่ ละอายแก่ตัว ละอายบาป ละอายชั่ว
หิริธรรม ขาวสะอาดตั้งอยู่ได้เพราะเป็นผู้มีสติ มีขันติธรรม นี่ส่วนภายใน ส่วนภายนอกนั้นเป็นบุคคลผู้คำนึงในชาติตระกูลของตน อายุวัยของตน หนทางข้างหน้า ปฏิปทาของตน ผู้ทรงหิริธรรมจึงเป็นผู้กล้าหาญเด็ดเดี่ยว
โอตฺตปฺปสมฺปนฺนา เป็นพหิทธาธรรม เป็นธรรมภายนอก มีผู้อื่นเป็นเหตุอ้าง มีโลกเป็นเหตุอ้าง กลัวต่อผลขอความชั่ว กลัวต่อบาปกรรมทุกข์โทษ นี่ส่วนภายใน แต่ส่วนภายนอกนั้นเป็นบุคคลผู้มีโสรัจจธรรม เป็นผู้สงบต่อกิเลสทั้งปวง อีกทั้งเป็นผู้คำนึงในธรรมของตนอยู่เสมอ เกรงแก่ใจของบุคคลอื่น กลัวต่อคำติเตียนของประชุมชนเกรงต่อท่านผู้รู้ แม้ในที่สุดอาชญาจองจำให้โทษแก่ร่างกาย เป็นต้น
ผู้บริบูรณ์ด้วยหิริโอตตัปปะนี้จึงเป็นผู้ทรงศีลทรงวินัย ตั้งอยู่ในสังวร เมื่อตั้งอยู่ในสังวรธรรมแล้ว อวิปปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อน) ความเดือดร้อนใด ๆ ก็เป็นอันตัดขาดไป
เมื่อเป็นผู้หาโทษไม่ได้แล้ว ความปราโมทย์ ความปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิธรรม ก็เกิดได้ตามมา เมื่อธรรมเหล่านี้สมบูรณ์ในตนแล้ว ความรู้ในธรรมทั้งหลาย ความรู้เห็นเป็นจริง ตามธรรมก็ปรากฏขึ้นมา เป็นของเฉพาะแก่ตน
รู้ อัชฌัตตพหิทธาธรรม ธรรมอันมีทั้งภายนอกภายใน บังเกิดโยนิโสมนสิการพิจารณาโดยพระไตรลักษณญาณแห่งตนจนเป็นไปได้ถูกทางถูกธรรม
นิพพิทา ความเบื่อหน่ายเกิดขึ้นแล้ว วิราคะความคลายตนออก เพิกกิเลสออกไป จึงเป็นวิมุตติบุคคล เป็นบุคคลผู้หลุดพ้น วิสุทธิ ผู้บริสุทธิ์โดยแท้
ผู้วิสุทธิทั้งนอกทั้งใน ทั้งภายนอกและภายในจึงเป็นผู้ได้ธรรม เป็นพระอรหันตเจ้าแน่แท้
ส่วนผู้พรั่งพร้อมด้วยกามคุณวุ่นวาย กิเลสคลุกเคล้าอยู่ด้วยตัณหา บ้าหน้าบ้าหลังกับอุปาทานอวิชชาชาติอนุสัยอยู่ตราบใด เหตุไฉนจึงจะเป็นสัตตบุคคลผู้ได้สุกกธรรมได้
หิริโอตตัปปะ เป็นต้นทางของธรรมผู้ขาดหิริโอตตัปปะ ย่อมทำบาปได้วันยังค่ำคืนยังรุ่ง”
พระสงฆ์ที่พักอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ จะมารวมกันฟังธรรมเสมอ เมื่อเพิ่นครูอาจารย์มั่นเทศนาจบลงก็หันหน้ามามองมาที่ผู้ข้าฯ แล้วถามเป็นเชิงปรารภว่า
“เป็นอย่างไรท่านจาม ผู้ได้ธรรมเป็นอย่างนี้ เข้าใจไหม”
ผู้ข้าฯ ก็กราบเรียนว่า “เข้าใจครับกระผม”
บรรดาพระสงฆ์ที่นั่งฟังก็หันมามองทางผู้ข้าฯ กันทั้งหมด เมื่อผู้ข้าฯ กลับไปที่พักก็รีบนั่งภาวนาเพื่อทบทวนคำสอนของเพิ่นครูอาจารย์มั่น เพื่อให้จำไว้อย่างขึ้นใจ ไม่ให้ลืมลำดับคำพูดถ้อยความไว้ ท่องจำไว้

ธรรมะประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญโญ



--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Mubin999
โพสต์ Jan 29 2015, 01:05 PM
โพสต์ #3


ท่านขุน
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 38
เป็นสมาชิกเมื่อ : 12-February 14
หมายเลขสมาชิก : 1,337



มีของดีของหลวงปู่เหลือพอแบ่งไหมครับคุณอา
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Feb 6 2015, 02:19 PM
โพสต์ #4


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



สังกัจจายน์พุทธชยันตี
เสกหลายหลวงปู่

มีหลวงปู่จามด้วย

http://forum.ampoljane.com/index.php?showtopic=1578


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ณ.สกลนคร
โพสต์ Mar 5 2015, 11:35 AM
โพสต์ #5





กลุ่ม : Members
โพสต์ : 1
เป็นสมาชิกเมื่อ : 5-March 15
หมายเลขสมาชิก : 1,545



QUOTE(Ducklast @ Feb 6 2015, 02:19 PM) *
สังกัจจายน์พุทธชยันตี
เสกหลายหลวงปู่

มีหลวงปู่จามด้วย

http://forum.ampoljane.com/index.php?showtopic=1578



http://bejita15.blogspot.com/


ประวัติจากหนังสือชีวประวัติที่มีน้องรวบรวมเป็น BLOG พอได้อ่านง่ายๆ สำหรับท่านที่ไม่ชอบพกหนังสือครับ
อีกทางที่เข้าถึงเนื้อหา ยังไม่ระเอียดมากนักแต่ก้อ พอทราบเรื่องรสวต่างๆขององค์ท่านครับกระผม
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Apr 8 2015, 07:57 AM
โพสต์ #6


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



“กินน้อย นอนน้อย ทรมานร่างกาย

จังหวะใดได้โอกาสอยู่คนเดียว อยู่ไกลหมู่เพื่อนก็ได้แต่งตั้งใจของตนในการกิน การนอน ให้มันน้อยอย่าให้มันมาก สัญญากับโยมเขาว่า...
“โยมวันใดอาตมาออกมาบิณฑบาตก็จะฉัน วันใดไม่ออกมาก็จะไม่ฉัน การขบฉันก็จะฉันตามความพอใจของอาตมา ฉันมากหรือฉันน้อยขอโยมอย่าได้เป็นทุกข์ใจด้วย อาตมาตั้งใจจะทรมาน

ตนเองกำราบกิเลสภายใน และขอบอกโยมไว้ด้วยมิใช่อาตมาจะอวดอ้างตนออก แต่ขอตกลงกันไว้เพื่อความสบายใจ”
โยมเขาก็ว่า... “สุดแท้แต่ท่านเถ๊อะ”

สมัยยังหนุ่มแน่นนั้น เรื่องที่มารบกวนมากที่สุดเรื่องความรู้สึกทางกามกับเรื่องความอยากหลับอยากนอน กามวิตก ถีนมิทธะ สองประการนี้เองที่มันบุกรุกใจอยู่ก็หาอุบายต่อสู้กับมัน
อดข้าว ฉันแต่น้ำที่นี้อดนานวันเข้าหลายวันเข้า ๗ – ๘ วัน ร่างกายมันสั่นเทาๆ ท็อกๆ จิตแทนที่จะอยู่มันก็ซ่านซึมเซ่อเป๋อบ๋าอยู่เรียกว่าจิตไม่คล่องแคล่ว ก็เปลี่ยนอุบายมาเป็นผ่อนอาหารฉันน้อยปั้นเป็นคำๆ ๗ คำ ๘ คำ ๙ คำ ๑๐ คำข้าว กับข้าวก็เอาแต่พอได้ล่องคำข้าวลงคอได้ บางที่เทเอาแต่น้ำแกง ความอ่อนเพลียของร่างกายก็หายไปพอมีเรี่ยวแรง เดินจงกรม ภาวนา เดินไปเดินมา ทำข้อวัตรของตนได้

ฉันจาก ๗ คำ เพิ่มวันละคำ ถึง ๑๐ คำ แล้วก็ลดลงมา บางวันแค่ ๕ คำ ร่างกายก็อยู่พอสบายได้ ความกำหนัดกามก็หายไปเบาไป ความอยากหลับอยากนอนก็ไม่เท่าไหร่ นอนวันละ ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง

เริ่มต้นทีแรกนั้นก็ต้องฝึกหัด ต้องต่อสู้เป็นอย่างมาก เพราะการกิน การนอนเป็นอาหารของรูปร่างฮ้างคีงอันนี้ แต่ให้เป็นอย่างเมาหลับเมานอน เมาอยู่เมากิน ก็ไม่ได้เรื่องไม่ได้ความอะไรสักอย่างของตน

ก่อนนอนนั้นตั้งสัจจะไว้หากตื่นเวลาใดก็จะลุกขึ้นในเวลานั้น จะนอนให้น้อยที่สุดบางวัน ๑๐ นาที ๑๕ นาที ๒๐ นาที

เริ่มจากนอน วันละ ๔ ชั่วโมงให้ได้ แล้วก็ลดลงมาทีละน้อยๆ มาได้การนอนพอดี วันละ ๒ ชั่วโมง กลางวันไม่ให้มันนอน ให้นอนตอนกลางคืน ตื่นแล้วไม่นอนอีก

ฝึกอยู่อย่างนั้น ทรมานอยู่อย่างนั้น เดือนแรก เดือนสอง เดือนที่สาม ทั้งกายทั้งใจจึงไปด้วยกันได้ กายเบาใจเบา

เดินจงกรม ยืนรำพึงภาวนา นั่งภาวนา ใจเกาะหากามไม่มี เพราะร่างกายได้อาหารน้อย ฆวยไม่พอแข็ง – แข็งแต่พอได้เยี่ยว ร่างกายก็ไม่ซึมเซ่อ สดชื่นอยู่ความง่วงก็มีน้อย มีอยู่ไม่ใช่ไม่มี แต่บังคับไม่ให้มันมีมาก

เอาหมดทุกวิถีทางน้อยหนุ่มกำลังวังชาจิตใจมันอยากทำ อยากฝึก

ผู้ข้าฯ นี้ อดนอนไม่ถูกกันเท่าใดนัก แต่นอนน้อยพอสู้ทนได้
อดข้าวอดน้ำก็ทำแต่ทำไปๆ จิตไม่ไปไม่มา ต้องฉันน้อยกิน ๗ – ๘ คำ ให้มันนอนสองชั่วโมง
ดีอยู่สมัยยังหนุ่มโรคภัยไข้หนาวก็ไม่พอที่จะมีมาเบียดเบียนเท่าใดนัก เป็นหวัดเป็นไอธรรมดาเท่านั้น
เอาจิตอยู่กับ พุท – โธ ตลอดอิริยาบถเดิน กับยืน กับนอนก็บริกรรมไปจนหลับทั้งไป นั่งก็บริกรรมจนกว่าจะตั้งผู้รู้ไว้ได้
ไปอยู่ป่าฮิ้นผายอง อยู่คนเดียว อยู่ที่นั่นหลายรอบหลายครั้ง พูดจากับโยมชาวบ้าน เขาก็รู้เรื่อง เข้าใจเรื่องของเรา เพราะชาวบ้านเขาเป็นโยมของเพิ่นครูอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) ครูอาจารย์ชอบ (ฐานสโม) มาก่อน

การตั้งใจของเราก็ดี จับจิตได้ จิตสงบเยือกเย็นดี มีเครื่องดึงดูด ยินดีพอใจอยู่ วันคืนได้สติได้ปัญญา พอเป็นไปได้ของตน

ชอบไปอยู่ภาวนาที่นั่นหน้าหนาวต่อหน้าแล้ง ขอโยมเขามาทำทางจงกรมให้ ๓ – ๔ เส้น กลางคืนวันข้างขึ้นเดือนเป็ง เดือนแปน ก็ออกไปเดินในที่โล่งที่แจ้ง วันพระ ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ไม่นอน ไม่เอาหลังพิงฝา พิงเสา ไม่เอาหลังพิง จะหลับให้มันนั่งหลับ

ตั้งเอาคุณงามความดีบารมีที่ตัวทำมาแล้วหลายภพหลายชาติ รำลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ คุณของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ มาเป็นเครื่องต่อสู้
ตั้งเอาสัจจะของตนขึ้นแล้ว พากเพียรตาม

การขบฉัน การนอน แบบนี้เข้าเดือนที่ ๒ จึงพอได้ จงกรมก็เดินเป็นว่าเล่น การยืน จะยืนนานนักก็ไม่ได้เพราะมันหนักร่างกาย ยืน – เดิน – นั่ง สลับกันไปให้ได้ตลอดวันจนเข้านอน ตื่นนอนแล้วก็ตั้งใหม่

ไปอยู่ป่าคนเดียวนั้น ๑. ข้อวินัย อย่าให้เป็นผิดแม้แต่ทุกกฎ
๒. ไหว้พระเจริญปริตรมนต์ อย่าขี้คร้าน เช้าเย็นก่อนนั่งภาวนาทุกครั้ง ก่อนเดินจงกรมก็ให้ยกมือขึ้นไหว้หัวแม่มือจดคิ้ว แล้วรำลึก
พุทโธ ธัมโม สังโฆ
พุทโธ เม นาโถ
ธัมโม เม นาโถ
สังโฆ เม นาโถ

เอากายใจของตนเป็นเครื่องบูชา แล้วก็กำหนดเดินจงกรม อย่าขี้คร้าน

๓. การเจริญเมตตา การให้บุญแก่สัตว์ทั้งหลาย
ในสามหัวข้อนี้อย่าไปอวดใส่เด็ดขาด ต้องระมัดระวังรักษาให้ดี ให้ตนได้ปกติอยู่ เป็นวัตรของตน
เรื่องสำคัญ คือ เรื่องความอยาก...
ปฏิบัติภาวนาเพิ่นไม่ให้อยากใดๆ จ่อกแจ่กไม่ให้อยากสักอัน อยากสงบ อยากปล่อย อยากวาง อยากให้จิตเป็นสมาธิ อยากให้รู้ธรรม อยากเห็นธรรม อยากเห็นผล อยากเล็กอยากน้อย อย่าให้มีเด็ดขาด เพราะมีแล้ว เกิดขึ้นแล้ว มันไม่สมใจอยากก็เป็นปฏิฆะหงุดหงิดไม่อยากทำ ท้อแท้ ขี้แอ

ท่านอาจารย์ชอบ (ฐานสโม) เตือนบอกไว้ว่า...
“ อยากหลายได้กินเท่าปลายก้อย
อยากกินน้อยได้กินเท่าโป้มือ
ให้พอดี มันจึงพอดี”

การเอาความอยากมาบังคับจิตนี้ไม่เคยเป็นอะไรให้ได้เลย โลโภธมฺมานํ ปริปนฺโถ ความอยากเป็นไปไฟเผาไหม้ธรรม พาให้เสียธรรม กายก็ร้อน จิตก็ร้อน ไม่สงบดอก

ความห่วงอาลัยในรูปกายก็อย่าให้มี ไม่มีใครภาวนาแล้วตายหรอก พอมาปฏิบัติก็เมาหลงเป็นห่วงกลัวไม่สุข ไม่ดี เอาให้มันตายลงไปเสีย

ใจของผู้ปฏิบัติต้องเอาแผ่นดินเป็นครู ความอยากได้มันมีมาก จนไม่รู้สึกตัว ความเพียรมิใช่ความอยาก

ใจที่วางสบาย ภาวนาก็พอสบาย จิตก็รวมได้ ไปอยู่ป่า เข้าดงเข้าป่านั้นดี

ตำรับตำรา หนังสืออะไรทิ้งหมดไม่เอาไม่อ่านอีกแล้ว วางตำรา คือ เอาแต่แบบปฏิบัติอย่างเดียว กินน้อย นอนน้อย พูดคุยน้อย ให้เหลือแต่ข้อวัตรข้อวินัย ข้อนี้อย่าทิ้งอย่าให้ล่วงเด็ดขาด จะเป็นจะตายก็อยู่กับข้อต้นนี้หล่ะพระเณรพวกเรา

ตั้งใจของตนตลอดวันตลอดคืน ไม่ส่งจิตออกข้างนอก ไม่ให้สงสัย แม้จะสงสัยอยู่แต่ไม่เอาเรื่องที่สงสัยนั้นมาเป็นอารมณ์

เอาแต่ “พุทโธ” ให้อยู่กับใจตลอด

ปัญญาจากตัวอักษร ปัญญาจากคำของครูบาอาจารย์ ยกไว้ก่อน จะอยู่จะไปก็เอาแต่ปัญญาของตนนี้เองมาอาจหาญแก้ไข ต่อสู้
ไม่ดู ไม่ใส่ใจในของภายนอก อารมณ์ภายนอกทั้งหมด

ตั้งแต่รู้อยู่กับเจ้าของ เอาล่ะ.....ข้าฯ จะภาวนาเท่านั้น อย่างอื่นไม่ใช่เรื่องของข้าฯ ทุกขเวทนา ทุกขเวทนาขันธ์ อะไรทั้งหมดข้าฯ ไม่เอา
จะแก้กาม ก็เอาอสุภ เอาสมถมาแก้ พิจารณาลงมาในรูปกายนี้ทั้งหมด ให้รู้ตัวมีสติในการแยกธาตุ แยกขันธ์ สังเคราะห์ใน อนิจจตา ความไม่เที่ยง ทุกขตา ความเป็นทุกข์ พิจารณาในความมิใช่เขามิใช่เรา

พากเพียรอยู่อย่างนี้ เรียกว่าทำงานการภาวนาของตน หางานให้จิตทำสอนจิต เพราะหน้าที่ของจิตก็มีอยู่แค่นี้ ให้อยู่ในความสงบ - สงบแล้วก็พักระยะอยู่แล้วก็ถอนออกมาใช้ปัญญาพิจารณา อะไรบ้างไม่เที่ยง
อะไรบ้างเกิด แก่ เจ็บ ตาย
อะไรมิใช่เขามิใช่เรา มิใช่ตัวมิใช่ตน

ให้รักษาอารมณ์ภายในจิตตภาวนาของตนให้ดี อย่าไปเอาอารมณ์ใน ภายนอกเป็นโลกเป็นสงสารเด็ดขาด และให้รู้จักเจ้าของให้ดี ศรัทธา อย่างใดในจิต

วิริยะ อย่างใดในจิต
สติ อย่างใดในจิต
สมาธิ อย่างใดในจิต
ปัญญา อย่างใดในจิต

เพราะธรรมเหล่านี้เป็นเรื่องที่จะเอาแพ้เอาชนะในมวลกิเลสานุสัย ธาตุขันธ์ เพราะอินทีรยธรรม พลธรรมเป็นกำลังทั้งความสงบ และปัญญาวิปัสสนา

ภาวนาอาลัยหาสุขก็ไม่เป็น ห่วงแต่สุข กลัวไม่ได้สุข เอะอะจ่อกแจ่กอะไรนิดหน่อยก็อยากเลิก หมดกำลัง อาลัยสุข ก็ทุกข์ซ้ำตื่มเข้าอีก

ใฝ่สุข ใฝ่สบายก็ทุกข์ เพราะไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม ไม่เห็นตน ไม่เห็นเกิดแก่เจ็บไข้ตาย

สุขของโลก สุขของสมาธิ สุขของฌาน มันล้วนแต่ชวนให้อาลัยห่วงหาอยู่เสมอหากปัญญาไม่พอ ก็ไม่รู้เท่าไม่รู้ทัน

การเจริญภาวนานี้มิใช่ของง่าย เป็นวิชชาที่ยากที่สุดในโลก แต่ใครทำได้แล้วก็ได้ผลเป็นผลอย่างยิ่ง”
--------------------------------
ธรรมะประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญโญ


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Apr 8 2015, 08:02 AM
โพสต์ #7


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



ไฟล์ที่แนบมา  __________.jpg ( 52.66กิโลไบต์ ) จำนวนการดาวน์โหลด: 0


อยู่เมืองเหนือแต่คราวก่อนยังหนุ่ม เรื่องผ้าบังสุกุลเขายังไม่รู้จักไม่เข้าใจได้ดี หากเขาพอใจพระเณรตนใดเขาก็เอามาให้ใช้เฉพาะตนนั้นๆ


การถือธุดงค์การปฏิบัติต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งให้มั่นคงเป็นคราวๆไปเช่น การอยู่ที่แจ้งจะกำหนดช่วงใด การอยู่รุกขมูล การอยู่ป่า การอยู่ป่าช้า การอยู่เสนาะสนะที่จัดให้ การเดินแถวบิณฑบาต การบิณฑบาตตามลำดับเรือน การไม่รับภัตกายหลัง การฉันหนเดียว การใช้ผ้าต้องรู้ต้องฉลาดในการรับอุบายข้อปฏิบัติแต่ละข้อ แต่ละกาล ว่ามีข้อจำกัดอย่างใดจึงได้ชื่อว่ามีวัตรปฏิบัติถือธุดงค์

ส่วนการเที่ยวธุดงค์นั้นให้ไปง่ายมาง่าย อยู่ง่าย กินง่าย อย่าให้มีโทษ อย่าให้เป็นบาป จะนั่งจะนอนก็ไม่วุ่นวายอะไรมาก กวาดเอาใบไม้แห้งมารวมกองแล้วเอาผ้านุ่งอาบน้ำปูทับลงก็นอนได้แล้ว จะนั่งก็อาศัยผ้าปูนั่งรองนั่ง ใบไม้ใบหญ้าฟางเฟืองก็ใช้ได้หรืออยู่ประจำที่นานหน่อย ญาติโยมเขาก็มาทำที่พักนั่งร้านให้ เป็นเพิงหมาแหงนบางทีมีแต่หลังคาก็อยู่ได้ หากจะจำพรรษาก็บอกเขาให้ทำที่มุงที่บังให้ก็พอ นอนในหลังหลับในตาจะอะไรมาก พื้นสับฟาก พื้นไม้เรียงลำ พอพ้นจากสัตว์เลื้อยคลานอันตรายได้ หนาวมาก็สุมไฟขึ้นพอได้ไออบอุ่น

การใช้สอยอยู่กิน ไม่เคยขออะไรของใคร ตาเขามีเขาต้องเห็น ใจเขามีเขาต้องพิจารณา ป่วยเป็นก็ฉันยาไปตามเรื่อง ไม่มียาก็ฉันน้ำมูตร ไม่หายก็ฉันภาวนาให้อิ่ม ญาติโยมเขาก็ดูแลอยู่หรอก เขาไม่ปล่อยให้ตายหรอกเพราะเขากลัวไม่มีที่ทำบุญ

การใช้สอยอะไรมีอยู่ก็ใช้ไป ไม่มีก็อย่าไปบอกร้องขอ หากบวชตั้งใจแล้วพระ(พุทธ)เจ้าไม่ปล่อยให้ลูกศิษย์อดยากหรอก ที่ว่าอดยากก็เพราะไม่พอไม่รู้จักพอนั่นเอง
จะไปจะอยู่ก็อย่าให้กังวล อย่าให้ผิดธรรมผิดวินัยไปลามาบอก ที่อยู่ก็อย่าอาลัย ผู้คนก็อย่าได้อาวรณ์ก่อพันธะต่อกัน อยู่ก็ขอข้าวเขามากินเท่านั้นอย่าคลุกคลีหาคุ้นหาเคยหาโลกหาสงสารอะไรกับเขา

เมตตาอบรมพร่ำสอนเขาไปตามเรื่องตามเหตุเท่านั้นก็พอแล้ว ขอให้มั่นคงเฉียบขาดในพระธรรมพระวินัย การปฏิบัติที่ควรส่งเสริมก็คือ การปฏิบัติตนเอง
การเสาะหาที่วิเวกเที่ยวบำเพ็ญสมณธรรมนี้ ที่ใดได้สัปปายะดีก็พักอยู่นานหากที่ใดไม่เหมาะไม่ควรถูกรบกวนมากก็ย้ายไปเสียที่อื่
น ไปอย่างนกไปตามอัธยาศัย อนุเคราะห์โปรดสัตว์โลกผู้ตกทุกข์ผู้สาธุชนเรื่อยไป

อย่าประพฤตินอกธรรมนอกวินัย
อย่าละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมือง
ระเบียบการของหมู่คณะสงฆ์ผู้ปกครอง
ทำตนเพื่อเป็นแบบอย่างอันดี
ไปดีมาดีอย่ามีเวรมีภัย
มีสัมมาคารวะต่อเจ้าถิ่น
เว้นการยกตนข่มท่านผู้ใด

การปฏิบัติควรใส่ใจให้มาก เพราะในพระศาสนานี้ผู้ปฏิบัติมีน้อยมากจึงควรส่งเสริม แต่ในส่วนของปริยัติก็ให้แตกฉานพอสมควรให้ชอบศึกษาเล่าเรียนให้ใฝ่ใจการปฏิบัติ สันโดษ เลี้ยงง่าย อยู่ง่าย มักน้อย มีความเผื่อแผ่เจือจานประกอบตนด้วยเมตตา ให้เป็นผู้ฉลาดชำนาญในพระศาสนาให้ได้

หากอยู่กับครูบาอาจารย์ต้องตั้งใจในการปฏิบัติอุปัฎฐากครูบาอาจารย์ อย่าให้บกพร่องและกระทบกระเทือนท่านได้ ตื่นก่อนนอนทีหลัง กินทีหลังอิ่มก่อน คอยฟังว่าท่านจะใช้ให้ทำอะไร
หากจะเกี่ยวข้องกับตระกูลผู้คนก็ให้ทำตัวเหมือนแมลงที่ดูดกินแต่น้ำหวานเกสรของดอกไม
้อย่าทำให้ดอกไม้บอบช้ำเป็นอันตรายไป

“ฤดูฝนก็อยู่ประจำที่จำพรรษาเสีย ตกแล้งดินแห้งดินหมาดแล้วจึงขึ้นเขาขึ้นดอยเสาะหาที่ภาวนาต่อไป
ชีวิตการอยู่ป่าต้องฉลาด
ฝนตกทำอย่างไรบริขารจะไม่เปียก
แดดออกจะไปอย่างไรจึงจะไม่ร้อน
หนาวจะอยู่อย่างไร
มดปลวกสัตว์เลื้อยคลานตัวไรตัวเรือดตัวขุ้นแมงเลือดจะเข็บแมงป่อง สัตว์มีพิษต่างๆ จะทำอย่างไร งูเงี้ยวเขี้ยวขอจะทำอย่างไร

จะอยู่ป่าต้องฉลาดจึงจะรักษาตัวเองได้ สู้แดดสู้ลมสู้ฝน หนาวสั่นเป็นลูกนกนั่งเจ่าเป็นลิงตลอดคืนก็เคยมาหลายครั้ง ต้องขึ้นไปนั่งงอยขอนไม้น้ำไหลท่วมมาทั้งสัตว์เลื้อยคลานมันก็หนีน้ำขึ้นมา
ต่อสู้ตลอดคืนจนเช้า ตอนเช้าครองจีวรเปียกน้ำออกไปบิณฑบาตมาฉัน
ไปไหนมาไหนก็ไปด้วยเท้า บางครั้งเท้าเปล่า ก็เดินไปได้สบายเพราะภาวนาไปเดินไป กำหนดจิตไป บ่าสะพายบาตรแบกกลด มือหิ้วหม้อ(กา)น้ำ ขึ้นเขาลงห้วยบุกดงบุกป่าหลงทางวกไปวนมา ฝนตกแดดออกก็อดก็ทนไปตามเรื่องเพราะใจมันชอบอย่างนั้น

สังฆาฏิ ๑ ผืน
จีวร ๑ ผืน
สบงอังสะติดตัวอย่างละผืน สำรองอีกอย่างละผืน
ผ้าอาบน้ำ ๒ ผืน ผ้าปูนั่ง กลด มุ้งกลด ย่าม ถุงบาตร ธรรมกรกหม้อ(กระติกหรือกา)น้ำ โคมไฟ เทียนไข ไม้ขีด(ไฟ) สบู่ยาสีฟันแปรงสีฟันหินส้ม มีดพับ ถุงไม้สีฟัน ยาเวชภัณฑ์สำหรับโรคประจำตัว ยากาพระ (ยาหม่อง)

มันลำบากที่สุดคือไม้ขีดไฟ แต่ก่อนไฟแก๊สไม่มีมีแต่ไม้ขีดก้านกล่องกระดาษต้องเอากระดาษพลาสติกมาห่อเอาไว้ ฝนตกก็ต้องระวัง

เดินไปบางทีจนลืมมื้อลืมวัน หนทางนับได้เป็นร้อยเป็นพัน ไปบางทีก็ถึงจุดหมาย บางทีก็ตายสลบไป

ชีวิตนี้เที่ยวธุดงค์ ตายสลบไป ๓ ครั้ง เพราะเกี่ยวแก่ไม่ได้ฉันจังหันมาหลายวัน
ไปนอนตายสลบอยู่อำเภอสะเมิงบ้านนายาว อำเภอห้างฉัตรลำปาง และอยู่ออบหลวง
อยู่อำเภอห้างฉัตรนั้นหลงป่าหาทางไปทางมาไม่ได้ เกี้ยวไปเวียนมา ถึงแต่ที่เก่า น้ำก็หมดในกาน้ำ เป็นลมล้มสลบลง
ไปด้วยความสงบสบายดีอยู่ พอบุพกรรมมาถึงแล้วก็มืดตึบเป็นเงาดำครอบเอาไว้ มาพิจารณารู้จักได้ในภายหลังว่าเป็นบุพกรรมแต่เมื่อครั้งทรมารทหารทรมารช้างม้าในสงค
รามกับพวกลัวะสมัยที่เกิดเป็นลูกชายเจ้าแม่จามเทวี

หากจิตสบายแล้วบริขารจะมากอย่างไรไม่หนักหรอก มันเบาสบายมันสงบเยือกเย็น จิตสบาย กายสบาย จิตสงบ กายสงบ จิตเบากายเบาเดินไปได้ทั้งวัน เท้าแตก บ่าแตกไปตามเรื่อง
ตั้งใจของตนที่สุด ตั้งใจอยู่ทุกกิริยาอาการ จะเดินอยู่จะนั่งพัก จะหลับจะนอน จะอยู่จะกินเรียกได้ว่าไม่ลดละอยู่ได้หมดค่ำมาใกล้บ้านคนก็หยุดพัก ถามหาน้ำถามหาป่าช้า ที่ว่าง เถียงนา อยู่ตามโคนไม้ กลางแจ้ง ทุ่งนา ริมธาร เงื้อมหิน หน้าผา ท้องถ้ำ โลงผี ดอนปู่ตา ศาลาผี ศาลาริมทาง อยู่ได้หมด อาบน้ำอาบท่าแล้ว ไหว้พระสวดมนต์ พักผ่อนหลับนอน ตื่นลุกขึ้นเจริญภาวนาปฏิบัติของตน

เรื่องการอดอาหารได้ทดลองทำแล้ว แต่เป็นการบังคับธาตุขันธ์เกินไป ต่อสู้ปฏิบัติไปมิได้ ต้องเลิก มาอดนอนผ่อนอาหารจึงถูกกับจิตจริตศรัทธาปฏิปทาของตน การปฏิบัติก็ก้าวหน้าเป็นไปได้
การอดนอนนี่พ้น ๗ วัน ไปแล้วจึงสบาย

การถืออริยาบถ ๓ นี่ทำเฉพาะวันพระ แต่การอดนอนนั้นให้กายนี้เหยียดนอนได้แต่ไม่ให้หลับ เพื่อให้ผ่อนคลายบ้าง

กลางวันอากาศร้อนแดดแข็งก็หยุดพักผ่อนภาวนา หลบอยู่ตามริมน้ำริมห้วย กลางคืนข้างขึ้นข้างแรมใหม่ๆ ก็อาศัยแสงพระจันทร์พอได้เดินทางไป

เรื่องอุตุสัปปายะ นี้ผู้ข้าฯชอบอากาศเย็นสบาย เพราะไม่ร้อนเหนียวเหงื่อไคลจิตก็สบายกายก็สะดวกจิตก็รวมลงได้ง่าย
บางทีเดินไปตอนกลางคืน เทวดาโปรยหว่านดอกไม้โปรยหว่านเพชรพลอยบูชาก็มี แต่ไม่สนใจพวกเขาหรอก เราก็อนุโมทนาให้พรแล้วก็จากกันไป
บางทีเดินไปเดินไป ธรรมะปัญญาเกิดขึ้นมาต้องหยุดยืนพิจารณาให้รู้ถูกผิดเหตุผล

เมืองเหนือเว้นแต่แม่ฮ่องสอนไปไม่ถึง นอกนั้นได้้ไปทุกจังหวัด

ภาคกลาง กรุงเทพฯ เมืองเพชร สมุทรปราการ ลพบุรี นครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์
พม่า ไม่ได้ข้ามไป

อยู่นานที่สุด อำเภอแม่แตง อำเภอพร้าว วกไปวนมาเกือบทุกหมู่บ้านภาวนาแล้วหมู่เทวดาหมู่พรหมมาหามากที่สุด อยู่ถ้ำมะกะ ปางหนาด ปางเมี่ยง แม่ทะพระสะบาย
จะนับดอยไม่รู้กี่สิบลูกร้อยดอย
จะนับห้วยน้ำก็ไม่รู้เท่าใด
จะนับถนนหนทางก็นับมิได้
ไปแท้ไปว่าสมัยยังหนุ่มเรี่ยวแรงกำลังดี

เป็นพระธุดงค์ต้องทราบความมุ่งหมายของธุดงค์ประโยชน์ของธุดงควัตร ของวัตร ของข้อวัตร ทุกข้อทุกอย่าง
ข้อใดปราบปรามใจอย่างใด ได้ผลได้ประโยชน์อย่างใด
ข้อใดแก้มูลกิเลสในกาลใดเวลาใด ประเภทใด

พระธุดงค์คือ ผู้ทำความดับเชื้อทุกข์อยู่เสมอ กลั่นกรองตัวเองอยู่เสมอ ธุดงค์ ข้อวัตร วัตรปฏิบัติทั้งหลาย เป็นผลเป็นประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติอยู่เสมอตลอดเวลา ตัดอุปสรรค ดำรงวงศ์ตระกูลของกรรมฐานเอาไว้ เพราะต้นแบบอย่างปฏิปทาของนักบวช ของผู้มุ่งความพ้นทุกข์

ธุดงค์วัตรไม่เกินสมัย ไม่ล้าสมัย
มีศีลเสียก่อนจึงมีวัตร
มีศีลมีวัตรจึงจักเป็นธรรมเป็นวินัย

ความปฏิบัติตน ความประพฤติตน ความเป็นผู้มีศีลอันดีบริสุทธิ์ความรอบรู้ในการเป็นอยู่การใช้สอย ล้วนแล้วแต่เป็นอัญญมัญญปัจจัยธรรมให้แก่มรรคแก่ผลทั้งหมด

การไปคนเดียวอยู่คนเดียวนั้นเหมาะกับจริตนิสสัยของผู้ข้าฯ ที่สุด เพราะชอบนิสสัยสงบ แม้จะมีหมู่มาอยู่ด้วยก็ไม่เกิน ๕ หากเกิน ๕ แล้วผู้ข้าฯ ก็หนีไปเสีย อยู่คนเดียวมันมีสติระลึกรู้สึกตัวเอง จิตใจไม่สนใจเรื่องอื่นใด ไม่มีอารมณ์เกาะเกี่ยวเที่ยวหาโทษ มีแต่สติมีแต่ความเพียรมีแต่ความรู้ตัว รับผิดรับชอบแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น

คนสละเป็นสละตายได้จึงอยู่คนเดียวไปมาคนเดียวได้ จะตายอย่างไรไม่ห่วงแล้ว

หากใจมีความสะดวกสบาย หากจิตดี ร่างกายก็ดี มันกลมกลืนล้มไปด้วยกันได้ ความจดจ่อพากเพียรในอิริยาบถ ความมีพร้อมสติปัญญา หากมีขึ้นช่วงใดเวลาใด การกินก็เกิดความพอดี การหลับนอนก็พอแต่กายพักผ่อนได้เท่านั้น มันถึงความพอดีมีประมาณ มันเหมาะสมไปด้วยกันได้หมด

วัตถุใดๆ ไม่ทันกายใจ อาหารหยูกยาที่หลับนอนเครื่องนุ่งของห่มไม่มาทับถมกายใจได้

กินมากก็นอนมากเพราะมันขี้เกียจขี้คร้าน มันเมาอาหารเมาหลับเมานอน

ผู้ข้าฯ เป็นคนไม่ยอมรับคนง่าย มันจึงภาวนายาก เป็นยากได้ยาก เพราะใจมันคอยฝืนสู้อยู่กับสิ่งที่ว่าไม่ถูกไม่ต้อง ไม่รู้มันเป็นกิเลสเป็นตัณหาอะไรหรอก รู้แต่ว่ามันยาก
พอรู้ว่ายากก็เสาะหาที่ภาวนาป่าเขา ทรมานตนอยู่กับป่า เสาะหาครูบาอาจารย์ผู้รู้จริตนิสสัยของเรามาเข่นขู่สู้ขนาบให้ จึงพอไม่ตาย มีช่องหนทาง
อดนอน ผ่อนอาหาร ทรมานตนอยู่ป่า จิตใจมันชอบของมันอย่างนี้มันชอบให้บังคับ มันยอมพระอุปัชฌาย์เพิ่นสอนไว้แต่วันบวช

อย่ามาถามหาความทุกข์ความยากกับพระธุดงค์ มันเดนตายเหลือตายกันมาทุกคนแล้ว จึงได้เป็นอยู่ในวันนี้ได้ มันฟากตายแล้วทั้งนั้น
-----------------------
ธรรมะประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญโญ


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Apr 8 2015, 08:08 AM
โพสต์ #8


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



ดาวน์โหลดหนังสือธรรมะประวัติหลวงปู่จาม

http://upload.siamza.com/1780111


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



RSS ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 20th July 2019 - 05:45 AM