รูปแบบที่เหมาะสม

คลิกที่นี่เพื่อดูหัวข้อนี้ในรูปแบบดั้งเดิม

AmpolJane Community _ ธรรมาสน์ _ หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง

โพสต์โดย: George Jun 6 2009, 12:12 AM

สาธุ

โพสต์โดย: za_arnt Jun 6 2009, 05:09 AM


สาธุ น้ำเสียงใส แจ่มชัดดีมากค่ะ

โพสต์โดย: Ducklast Jun 6 2009, 12:48 PM



หน้า ๑


หน้า ๒


หน้า ๓


หน้า ๔


หน้า ๕


หน้า ๖


หน้า ๗

หน้า ๘


หน้า ๙


หน้า ๑๐


โพสต์โดย: Ducklast Jun 6 2009, 12:48 PM



หน้า ๑๑


หน้า ๑๒


หน้า ๑๓


หน้า ๑๔


หน้า ๑๕


หน้า ๑๖


หน้า ๑๗


หน้า ๑๘


หน้า ๑๙


หน้า ๒๐


โพสต์โดย: Ducklast Jun 6 2009, 12:49 PM



หน้า ๒๑




โพสต์โดย: rungrong Jun 16 2009, 01:42 AM



tongue.gif มาแบ่งกันอ่านแบบนี้ก็ดีเหมือนกันค่ะ

.......................................


คำสอนของท่าน ทันสมัยเสมอ
เพราะใช้ได้ทุกยุค ทุกสมัย

จะเกิดอีกกี่ครั้งก็ใช้ได้ตลอดไป.........




โพสต์โดย: ღ•♥AD♥& Jun 19 2009, 06:36 AM


http://dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-cha/lp-cha-hist-special-01.htm

โพสต์โดย: zhant~ Jun 19 2009, 12:21 PM

---------~@ tongue.gif @~---------

---------~@ tongue.gif @~---------


โพสต์โดย: rungrong Jun 24 2009, 11:58 PM

เทศนาธรรมของหลวงพ่อชาเพื่อช่วยการปฏิบัติให้เกิดปัญญา

"ตามความเป็นจริงแล้ว เรื่องศีลก็ดี เรื่องสมาธิก็ดี เรื่องปัญญาก็ดี
เรื่องสมถกรรมฐานก็ดี หรือเรื่องวิปัสสนากรรมฐานก็ดี มันเป็นเรื่องเดียวกัน
แต่ว่าไปแยกมันออกกันเสียโดยหลงกัน (ที่จริงแล้ว)มันเป็นเรื่องเดียวกัน

อาตมาเคยเปรียบเทียบให้ฟังอยู่ง่ายๆ มันมีที่เปรียบ เรื่องสมถกรรมฐาน
เรื่องวิปัสสนากรรมฐาน เราต้องพิจารณาเปรียบสิ่งง่ายๆ

อย่างมะม่วงใบนี้ มันเป็นลูกเล็ก ต่อไปจนมันห่ามมันสุก กับมะม่วงใบเล็กๆ
มันเป็นใบเดียวกันหรือเปล่า มันเป็นช่อดอกออกมา ยังไม่เป็นลูก
มันก็เป็นมะม่วงใบนี้ มันเป็นลูกเล็กๆ ก็เป็นมะม่วง มันโตขึ้นมาก็ใบเก่า
มันห่ามก็ใบเก่า มันสุกก็ใบเก่า สักแต่ว่ามันเปลี่ยนแปลงเท่านั้น


อันนี้ก็เป็นอย่างนั้น อย่างศีล สมาธิ ปัญญา ก็ดี
ศีลพูดง่ายๆ ศีล ก็คือการละบาป ถ้าคนไม่มีศีล มันร้อน
ทำให้มันเย็น ถ้าคนละชั่ว คนละบาป มันเย็น ไม่มีโทษ
อาการที่ไม่มีโทษ อานิสงส์ที่มันเกิดขึ้นมานี้ มันจิตสงบ
มันเป็นสมาธิ


เมื่อสมาธินั้นมันใสสะอาด มันจะมองเห็นอะไรหลายๆ อย่าง

อย่างน้ำที่มันไม่กระเพื่อม ไปมองดู ไม่ใช่มองเห็นแต่หน้าเรา เห็นไปถึงหลังคาโน่น
นกบินผ่านมามันก็เห็น มันเป็นเรื่องอันเดียวกันทั้งนั้น เหมือนกับเรื่องมะม่วงใบเดียว
ลูกเล็กๆมันก็ใบนั้น มันโตขึ้นมาก็ใบนั้นแหละ ห่ามก็ใบนั้น สุกก็ใบนั้น
อันเดียวกัน สีมันจะเขียวจะเหลือง ก็อันเดียวกันทั้งนั้น สักแต่ว่ามันเปลี่ยน
เท่านั้น

พอเข้าใจง่ายๆ อย่างนี้ มันก็สบายขึ้น ความสงสัยมันก็น้อยเข้า
ถ้าเราไปขยายให้กว้างๆ ไม่ทนจะค้นตำรา ไม่รู้ว่าอะไรต่ออะไร
มันวุ่นไปหมด


ฉะนั้น ต้องตามดูจิตของเรา
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงตามรักษาจิตของตน
คนตามรักษาจิตของตน คนนั้นจะพ้นจากบ่วงของมาร

ทั้งมารทั้งบ่วง นั่งพิจารณาให้มากขึ้น ดูตรงนั้น มันจะเป็นอะไรไหม"
ท่านพูดย่อๆ ขนาดนี้



(ยังมีต่อ ในโพสต์ถัดไป)


โพสต์โดย: rungrong Jun 25 2009, 12:54 AM

(ต่อจากโพสต์ที่แล้ว)

เทศนาธรรมของหลวงพ่อชาเพื่อช่วยการปฏิบัติให้เกิดปัญญา

วิธีอาตมาก็แปลกนะ บวชมาปฏิบัติมา สงสัยมาก
แต่ไม่เคยไปถามใครให้มาก

ตลอดจนอาจารย์มั่น อาตมาก็ไม่เข้าไปถามท่าน อยากถามอยู่ แต่ไม่ถาม
นั่งฟังท่านเทศน์ให้ฟัง สงสัยอยู่แต่ไม่ถาม
จะไปถามคนอื่น คล้ายๆไปยืมมีดคนอื่นไปปาดเสีย
เราไม่เคยมีมีด ความรู้สึกมันเป็นอย่างนั้น ไม่เคยถามใคร

ไปอยู่กับครูบาอาจารย์ปีสองปี ก็นั่งฟังธรรมท่านอยู่ แก้เอง แก้เอง
หาเอง ไปในทำนองนี้ แปลกจากสาวกองค์อื่น แต่มันแยบคายดีนะ

สบาย แล้วพิจารณาให้มันเห็นขึ้น เห็นขึ้น ตามสัจธรรม มันดี
มันไม่ลืม ไม่สงสัย มันไม่ลืม

อาตมาว่าอย่าไปสงสัยให้มันมาก ปล่อยมันไป ถ้ามีอะไรให้พิจารณา
เรื่องที่มันเป็นเรื่องของสังขารร่างกาย อย่าไปติดมัน
เท่านี้แหละ นั่งสมาธิมันเมื่อย มันเหนื่อยก็พลิกมัน อย่าให้มันมาก

ป่านนี้แล้ว ทำสติมันให้มาก พอเดินให้มาก
ทำสติให้มันมากที่สุด ให้มันรู้ทั่วถึงพอ
สำหรับคนแก่ป่านนี้



ให้เอาคำอาตมาไปพิจารณาดูเถิด เรานั่งสมาธิก็ดี เราจะเดินจงกรมก็ดี
อะไรมันเกิดขึ้นมา อารมณ์อะไรที่มันเกิดขึ้นมา ข้างนอกก็ดี ข้างในก็ดี
ให้เรามีความรู้สึกเกิดขึ้นว่า อันนั้นเรียกว่าอารมณ์ ผู้รับนั่นก็เรียกว่าผู้รับอารมณ์
ผู้รู้อารมณ์ ที่เรียกว่าจิตก็เรียก อันหนึ่งเป็นอารมณ์ อันหนึ่งเป็นผู้รับอารมณ์

ตาเราเห็นรูป ไม่ใช่ตามันเป็นรูป ไม่ใช่รูปมันเป็นตา หูก็เป็นหู เสียงก็เป็นเสียง
เมื่อมันมากระทบกันเข้าก็เกิดเป็นเรื่อง ของ ๒ อย่างมากระทบกันขึ้นให้เกิดความรู้ขึ้น
เกิดความพอใจขึ้น เกิดความไม่พอใจขึ้น สารพัดอย่างมันจะเกิดขึ้น
เราเรียกว่าอารมณ์อะไรก็ช่างมันเถอะ อารมณ์ที่มันเกิดขึ้นมานั้น ให้เราคิดในใจเสมอว่า
อันนี้มันไม่แน่


อันนี้ คนไม่ค่อยจะเอาไปพิจารณา อันนี้มันไม่แน่ ตัวนี้แหละตัวสำคัญ
ที่จะทำให้เกิดปัญญา ตัวนี้ตัวสำคัญ

ที่เราไม่ก้าวไปก้าวมา อยู่กับที่ บอกว่าอันนี้มันไม่แน่ บางทีมันเสียดายจนน้ำตา
มันจะไหลออก ก็บอกอันนี้มันไม่แน่ ไอ้ความโลภ ความโกรธ ทุกอย่างมากระทบ ก็เห็น


บอกคำเดียวเท่านั้นแหละ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน อันนี้มันไม่แน่กระซิบมัน
ให้ได้เลย เอาทุกที ทุกที ลองๆดูก็ได้ ไม่เอามากหรอก เอาแค่นี้



อันนี้เป็นเรื่องให้เกิดปัญญา เรื่องอาตมาให้ภาวนานี่ไม่มาก ก็เรื่องเท่านี้แหละ
เรื่องที่สุดมันจนมุมมันเอาเท่านี้ มันไม่แน่ ทุกอย่างมันจะรวมอยู่จุดนี้หมด

ขณะจิตที่มันเกิดขึ้น อย่าไปนับมันเลย มันไม่ควรนับหรอก
อาการของจิตเมื่อนั่ง มันจะรู้อันนั้น มันจะรู้อันนี้ บางทีมันเป็นอย่างนั้น เท่านี้

ทั้งหลายเหล่านี้ไม่คณนา อย่าไปตามมันมาก บอกแค่ว่า อันนี้มันไม่แน่ก็พอแล้ว ง่ายๆ
แล้วก็หยุดอยู่ แล้วมันจะเกิดความรู้ขึ้นมา


อย่าไปวิ่งตามให้มันมาก เรื่องที่จะพิจารณาจริงๆ มันไม่ได้คิด
พอแค่ตา หู จมูก ลิ้น กาย พอมันกระทบ มันออกไปเอง
ไม่ต้องเอาอะไรมายกขึ้นให้มันมาก มันยกเองของมัน วิตกคืออะไร มันเริ่มยกขึ้นมาแล้ว
วิจารคืออะไร เริ่มพิจารณาแล้ว ได้ภูมิธรรมที่มันเกิดขึ้นมา"





โพสต์โดย: rachata Jun 25 2009, 04:13 PM

สาะธุครับ smile.gif
ท่านยิ้มสดใสดี

โพสต์โดย: zhant~ Jun 26 2009, 10:14 AM


http://www.ampoljane.com/new/index.php?option=com_content&view=article&id=99:2009-04-01-01-06-36&catid=43:2009-01-21-07-55-57&Itemid=83

โพสต์โดย: za_arnt Jun 29 2009, 12:37 PM


http://www.ampoljane.com/new/index.php?option=com_content&view=article&id=156:-1&catid=45:2009-06-18-18-35-44&Itemid=80
tongue.gif พระโพธิญาณเถร หลวงพ่อชา สุภทฺโท wub.gif



โพสต์โดย: za_arnt Jul 2 2009, 06:59 PM


wub.gif wub.gif
http://www.ampoljane.com/main/index.php?type=special&area=1&p=articles&id=23
tongue.gif
http://www.ampoljane.com/main/index.php?type=special&area=1&p=articles&id=24

อธุวํ ชีวิตํ -............. ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน
ธุวํ มรณํ -............. ความตายเป็นของยั่งยืน
อวสฺ มยา มริตพฺพํ -............. เราจะต้องตายแน่แท้
อปฺปมาทรตา โหถ -............. ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดีในความไม่ประมาทเถิด

~@ อำพล เจน @~

โพสต์โดย: zhant~ Jul 4 2009, 12:40 PM

คำสอนหลวงพ่อชา
คัดลอกจาก : http://http://www.geocities.com/Tokyo/Ginza/9697/ajarn_cha1.html
หลายปีมาแล้ว tongue.gif แต่ตอนนี้ลิ้งค์นี้yahooเก็บไปแล้ว เลยขออนุญาิตมาไว้ที่นี่นะคะ
--------------------~@~-------------------


เราเกิดมาทำไม มีสติ พบปัญญา จักพาให้คลายทุกข์
--------------------------
อยู่เพื่ออะไร
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส
พุทธํ ธมมํ สงฆํ นมสฺสามิ
อิโต ปรํ สกฺกจฺจํ ธมํโมโสตพฺโพติ


ขอให้ตั้งอยู่ในความสงบ รับโอวาทพอสมควร วันนี้มีทั้งคฤหัสถ์ และ บรรพชิต
มาถวายดอกไม้ตามกาลเวลา เรื่องสักการะ เรื่องคารวะ การเคารพต่อผู้ใหญ่
เป็นมงคลอันเลิศ พรรษานี้อาตมาไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง ไม่สบาย สุขภาพไม่แข็งแรง
จึงหลบมาอยู่บนภูเขานี้ ก็ได้รับอากาศบริสุทธิ์สักพรรษาหนึ่ง
ญาติโยมสานุศิษย์ทั้งหลายไปเยี่ยมก็ไม่ได้สนองศรัทธาอย่างเต็มที่
เพราะว่าเสียงมันจะหมดแล้ว ลมมันก็จะหมดแล้ว นับว่าเป็นบุญ
ที่เป็นตัวเป็นตน มานั่งให้ญาติโยมเห็นอยู่ นี่นับว่าดีแล้ว
ต่อไปก็จะไม่ได้เห็น ลมมันก็จะหมด เสียงมันก็จะหมด
เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของสังขาร
sad.gif ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ท่านสอนไว้ ขะยะวัยยัง คือ ความสิ้นไปเสื่อมไปของสังขาร
ความเสื่อมไปแห่งสังขาร


~@อัฐิหลวงพ่ออชา (๐_๐) ภาพโดยคุณอำพล เจน @~

เสื่อมไปอย่างไร เปรียบเหมือนก้อนน้ำแข็ง แต่ก่อนมันเป็นน้ำ เขาเอามาทำให้เป็นก้อน
แต่มันก็อยู่ไม่นาน หรอกมันก็เสื่อมไป เอาก้อนน้ำแข็งใหญ่ ๆ เท่าเทปนี้ไปวางไว้กลางแจ้ง
จะดูความเสื่อมของก้อนน้ำแข็ง ก็เหมือนสังขารนี้ มันจะเสื่อมทีละน้อยทีละน้อย
ไม่กี่นาที ไม่กี่ชั่วโมง ก้อนน้ำแข็งก็จะหมด ละลายเป็นน้ำไป


นี่เรียกว่าเป็น ขะยะวัยยัง ความสิ้นไป ความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย เป็นมานานแล้ว
ตั้งแต่มีโลกขึ้นมา เราเกิดมา เราเก็บเอาสิ่งเหล่านี้มาด้วย ไม่ใช่ว่าเราทิ้งไปไหน
พอเกิดเราเก็บเอาความเจ็บ ความแก่ ความตายมาพร้อมกัน


ดังนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงตรัสไว้ว่า ขะยะ-วัยยัง
ความสิ้นไปเสื่อมไปของสังขารทั้งหลาย เรานั่งอยู่บนศาลานี้
ทั้งอุบาสก อุบาสิกา ทั้งพระ ทั้งเณร ทั้งหมดนี้
มีแต่ก้อนเสื่อมทั้งนั้นนี่ที่ก้อนมันแข็ง เปรียบเช่นก้อนน้ำแข็ง
แต่ก่อนเป็นน้ำ มันเป็นก้อนน้ำแข็งแล้วก็เสื่อมไป

เห็นความเสื่อมมันไหม ดูอาการที่มันเสื่อมซี ร่างกายของเรานี่ทุกส่วนมันเสื่อม
ผมมันก็เสื่อมไป ขนมันก็เสื่อมไป เล็บมันก็เสื่อมไป
หน้ามันก็เสื่อมไป อะไรทุกอย่างมันเสื่อมไปทั้งนั้น
ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ


.................... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน สัญญาว่าจะมาอีกนะคะ smile.gif

โพสต์โดย: za_arnt Jul 5 2009, 07:31 AM

~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif

ญาติโยมทุกคนเมื่อครั้งแรกคงจะไม่เป็นอย่างนี้นะ คงจะมีตัวเล็กกว่านี้
นี่มันโตขึ้นมา เจริญขึ้นมา ต่อไปนี้มันก็จะเสื่อม เสื่อมไปตามธรรมชาติของมัน
เสื่อมไปเหมือนก้อนน้ำแข็ง เดี๋ยวก็หมด ก้อนน้ำแข็งมันก็กลายเป็นน้ำ
เรานี่ก็เหมือนกันทุกคน มีดิน มีน้ำ มีไฟ มีลม

เมื่อมีตัวตนประกอบกันอยู่ ธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ตั้งขึ้นเรียกว่า คน แต่เดิมไม่รู้ว่าเป็นอะไรหรอก เรียกว่าคน
เราก็ดีอกดีใจเป็นคนผู้ชาย เป็นคนผู้หญิง สมมติชื่อให้นายนั่น นางนี่ตามเรื่อง
เพื่อเรียกตามภาษาให้จำง่าย ใช้การงานง่าย
แต่ความเป็นจริงก็ไม่มีอะไรมีน้ำหนึ่ง ดินหนึ่ง ลมหนึ่ง ไฟหนึ่ง
มาปรุงกันเข้ากลายเป็นรูป เรียกว่า
คน

โยมอย่าเพิ่งดีใจนะ ดูไปดูมาก็ไม่มีคนหรอก
ที่มันเข้มแข็งพวกเนื้อพวกหนัง พวกกระดูกทั้งหลายเหล่านี้เป็น ดิน
อาการที่มันเหลว ๆตามสภาพร่างกายนั้น เราเรียกว่า น้ำ
อาการที่มันอบอุ่นอยู่ในร่างกายเรา เรียกว่า ไฟ
อาการที่มันพัดไปมา อยู่ในร่างกายของเรานี้ ลมพัดขึ้นเบื้องบน พัดลงเบื้องต่ำนี้ เรียกว่า ลม

ทั้งสี่ประการนี้มาปรุงกันเข้าเรียกว่า คน
ก็ยังเป็นผู้หญิง ผู้ชายอีก
จึงมีเครื่องหมายตามสมมติของเรา

ทุกคนนอนอยู่กับโครงกระดูก .................


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ

โพสต์โดย: za_arnt Jul 6 2009, 06:07 AM

~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif

ทุกคนนอนอยู่กับโครงกระดูก .................
แต่อยู่ที่วัดป่าพง ที่ไม่เป็นผู้หญิงไม่เป็นผู้ชายก็มี เป็นนะปุง-สักลิงค์ ไม่ใช่อิตถีลิงค์ ไม่ใช่ปุงลิงค์
คือ ซากศพที่เขาเอาเนื้อเอาหนังออกหมดแล้ว เหลือแต่โครงกระดูกเท่านั้น
เป็นซากโครงกระดูกเขาแขวนไว้ ไปดูก็ไม่เห็นว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
ใครไปถามว่านี่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็ได้แต่มองหน้ากัน เพราะมันมีแต่โครงกระดูกเท่านั้น
เนื้อหนังออกหมดแล้ว พวกเราทั้งหลายก็ไม่รู้ ทุกคนไปวัดป่าพง
เข้าไปในศาลาก็ไปดูโครงกระดูก บางคนดูไม่ได้ วิ่งออกจากศาลาเลย กลัว... กลัวเจ้าของ
อย่างนั้นเข้าใจว่าไม่เคยเห็นตัวเราเองสักที ไปกลัวกระดูก
ไม่นึกถึงคุณค่าของกระดูก เราเดินมาจากบ้านนั่งรถมาจากบ้าน
ถ้าไม่มีกระดูก จะเป็นอย่างไร จะเดินไปมาได้ไหม เกิดมาพร้อมกันไม่เคยเห็นกัน


นอนเบาะอันเดียวกันไม่เคยเห็นกัน นี่แสดงว่าเราบุญมากที่มาเห็น
แก่แล้ว ๕๐ ปี ๖๐ ปี ๗๐ ปี ไปวัดป่าพงเห็นโครงกระดูกกลัว
นี่อะไรไม่รู้ แสดงว่าเราไม่คุ้นเคยเลยไม่รู้จักตัวเรา
กลับไปบ้านก็ยังนอนไม่หลับอยู่สามสี่วัน แต่ก็นอนกับโครงกระดูกนั่นแหละ
ไม่ใช่นอนที่อื่นหรอก ห่มผ้าผืนเดียวกัน อะไรๆด้วยกัน นั่งบริโภคข้าวด้วยกัน
แต่เราก็กลัว นี่แสดงว่าเราห่างเหินจากตัวเรามากที่สุด น่าสงสาร

ไปดูแต่อย่างอื่น ไปดูต้นไม้ ไปดูวัตถุอื่นๆ ว่าอันนั้นโต อันนี้เล็ก อันนั้นสั้น อันนั้นยาว
นี่ไปดูแต่วัตถุของอื่นนอกจากตัวเรา ไม่เคยมองดูตัวเราเลย
ถ้าพูดตรงๆแล้วก็น่าสงสารมนุษย์เหมือนกัน ดังนั้นคนเราจึงขาดที่พึ่ง
เห็นร่างกายตามความเป็นจริง

อาตมาเคยบวชนาคมาหลายองค์ เกษา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ
นาคที่เคยเป็นนักศึกษาคงนึกหัวเราะว่า ท่านอาจารย์เอาอะไรมาสอน
นี่ เอาผมที่มันมีอยู่นานแล้วมาสอน ไม่ต้องสอนแล้ว
รู้จักแล้วเอาของที่รู้จักแล้วมาสอนทำไม นี่คนที่มันมืดมากมันก็เป็นอย่างนี้

คิดว่าเราเห็นผม อาตมาบอกว่าคำที่ว่าเห็นผมนั้น คือ .......
เห็นตามความเป็นจริง เห็นขนก็เห็นตามความเป็นจริง เห็นเล็บ เห็นหนัง เห็นฟัน ก็เห็นตามความเป็นจริง
จึงเรียกว่าเห็น ไม่ใช่ว่าเห็นอย่างผิวเผิน เห็นตามความเป็นจริง

อย่างไรๆ เราคงจะไม่หมกมุ่นอยู่ในโลกอย่างนี้ถ้าเห็นตามความจริง
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นอย่างไร ตามความเป็นจริง
เป็นของสวยไหม เป็นของสะอาดไหม เป็นของมีแก่นสารไหมเป็นของเที่ยงไหม
เปล่า...มันไม่มีอะไรหรอก ของไม่สวยแต่เราไปสำคัญว่ามันสวย ของไม่จริงไปสำคัญว่ามันจริง
ร่างกายเป็นที่รวมของสิ่งโสโครก


อย่าง เกษา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง คนเราไปติดอยู่นี่
พระพุทธองค์ท่านยกมาทั้งห้าประการนี้ เป็นมูลกรรมฐาน

สอนให้รู้จักกรรมฐานทั้งห้านี้ เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา เราเกิดขึ้นมา ก็หลงมันซึ่งเป็นของโสโครก
ดูซิ... คนเราไม่อาบน้ำสักสองวันสิ เข้าใกล้กันได้ไหม มันเหม็นเหงื่อออกมากๆ
ไปนั่งทำงานรวมกันอย่างนี้ เหม็นทั้งนั้นแหละ กลับไปบ้านอาบน้ำ
ถูสบู่ออกหายเหม็นไปนิดหนึ่งก็หอมสบู่ขึ้นมา ได้ถูสบู่มันก็หอม
ไอ้ตัวเหม็นก็อยู่อย่างเดิมนั่นแหละ มันยังไม่ปรากฏเท่านั้น
กลิ่นสบู่มันข่มไว้ เมื่อหมดสบู่มันก็เหม็นตามเคย
จงรู้จักพึ่งตัวเอง


เรามักจะเห็น รูปที่นั่งอยู่นี่ นึกว่ามันสวย มันงาม มันแน่น มันหนา มันตรึงตรา มันไม่แก่ มันไม่เจ็บ มันไม่ตาย หลงเพลิดเพลินอยู่ในสากลโลกนี้ จึงไม่รู้จักพึ่งตนเอง ตัวที่พึ่งของเรา คือใจ ใจของเราเป็นที่พึ่งจริงๆ

ศาลาหลังนี้มันใหญ่ก็ไม่ใช่ที่พึ่ง
มันเป็นที่อาศัยชั่วคราว นกพิราบมันก็มาอาศัยอยู่ ตุ๊กแกมันก็มาอาศัยอยู่
จิ้งเหลนนี้มันก็มาอาศัยอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างมาอาศัยอยู่ได้
เราก็นึกว่าของเรา มันไม่ใช่ของเราหรอก มันอยู่ด้วยกัน หนูมันก็มาอยู่ สารพัดอย่าง
นี่เรียกว่าที่อาศัยชั่วคราว เดี๋ยวก็หนีไปจากไป

เราก็นึกว่าอันนี้เป็นที่พึ่งของเรา คนมีบ้านหลังเล็กๆ ก็เป็นทุกข์เพราะบ้านมันเล็ก
มีบ้านหลังใหญ่ๆ ก็เป็นทุกข์เพราะกวาดไม่ไหว ตอนเช้าก็บ่น ตอนเย็นก็บ่น
จับอะไรวางตรงไหนก็ไม่ค่อยได้เก็บ คุณหญิงคุณนายนี่ จึงเป็นโรคประสาทกันเป็นทุกข์กัน
อย่าแต่งกาย จงแต่งใจกันเถิด



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ

โพสต์โดย: za_arnt Jul 8 2009, 09:12 PM

~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif

อย่าแต่งกาย จงแต่งใจกันเถิด ......... [/color]
ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงให้หาที่พึ่ง คือ หาใจของเรา ใจของเราเป็นสิ่งที่สำคัญ
โดยมากคนเราไม่ค่อยมองดูในสิ่งที่สำคัญ ไปมองดูที่อื่นที่ไม่สำคัญ
เป็นต้นว่า กวาดบ้าน ล้างจาน ก็มุ่งความสะอาด ล้างถ้วยล้างจานให้มันสะอาด
ทุกสิ่งทุกอย่างมุ่งความสะอาด แต่ใจเจ้าของไม่เคยมุ่งมองเลย ใจของเรามันเน่า
บางทีก็โกรธหน้าบูดหน้าเบี้ยวเท่านั้นแหละ ก็ไปมุ่งแต่จานให้จานมันสะอาด
ใจของเราไม่สะอาดเท่าไรก็ไม่มองดู นี่เราขาดที่พึ่ง เอาแต่ที่อาศัย แต่งบ้านแต่งช่อง
แต่งอะไรสารพัดอย่าง แต่ใจของเราไม่ค่อยจะแต่งกัน ทุกข์ไม่ค่อยจะมองดู
ใจนี่แหละเป็นสิ่งสำคัญ พระพุทธองค์ท่านจึงพูดว่าให้หาที่พึ่งทางใจ

อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ใครจะเป็นที่พึ่งได้ ที่เป็นที่พึ่งที่แน่นอนก็คือใจของเรานี่เอง
ไม่ใช่สิ่งอื่น พึ่งสิ่งอื่นก็พึ่งได้ แต่ไม่ใช่ของที่แน่นอนเราจะพึ่งสิ่งอื่นได้ก็เพราะเราพึ่งตัวของเรา
เราต้องมีที่พึ่งก่อน จะพึ่งอาจารย์ พึ่งญาติมิตรสหายทั้งหลาย จะพึ่งได้ดีนั้นเราต้องทำตัวของเราเป็นที่พึ่งให้ได้เสียก่อน
ให้ถามตัวเองว่าเราเกิดมาทำไม

วันนี้ที่มากราบนมัสการทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิต
ขอให้รับโอวาทนี้ไปพินิจพิจารณา เราทุกคนให้นึกเสมอว่า เราคืออะไร เราเกิดมาทำไม
นี่ถามปัญหาเจ้าของอยู่เสมอว่า เราเกิดมาทำไม ให้ถามเสมอบางคนไม่รู้นะ ........
แต่อยากได้ความสุขใจ มันทุกข์ไม่หาย รวยก็ทุกข์ จนก็ทุกข์ เป็นเด็กเป็นคนโตก็ทุกข์ ทุกข์หมดทุกอย่าง เพราะอะไร
เพราะว่ามันขาดปัญญา เป็นคนจนก็ทุกข์เพราะมันจน เป็นคนรวยก็ทุกข์เพราะมันรวยมาก ของมากๆรักษาคนเดียว

ในสมัยก่อนอาตมาเคยเป็นสามเณร เคยเทศน์ให้โยมฟัง ครูบาอาจารย์ท่านให้เทศน์
พูดถึงความร่ำรวยในการมีทาส ให้มีทาสสักร้อย ผู้หญิงก็ให้ได้สักร้อยหนึ่ง ผู้ชายก็ร้อยหนึ่ง
มีช้างก็ร้อยหนึ่งมีวัวก็ร้อยหนึ่ง มีควายก็ร้อยหนึ่ง มีแต่สิ่งละร้อยทั้งนั้น ญาติโยมได้ฟังแล้วก็สบายใจ
ให้โยมไปเลี้ยงควายสักร้อยหนึ่งเอาไหม เอาควายร้อยหนึ่ง เอาวัวร้อยหนึ่ง มีทาสผู้หญิงผู้ชายอย่างละร้อย
ให้โยมรักษาคนเดียว มันจะดีไหม นี่ไม่คิดดู แต่ความอยากมีวัว มีควาย มีช้างมีม้า มีทาสสิ่งละร้อยละร้อย น่าฟัง


อุ๊ย! อิ่มใจเหลือเกิน มันสบายนะแต่อาตมาเห็นว่าได้สักห้าสักสิบตัวก็พอแล้ว
แค่ฟั่นเชือกเท่านั้นก็เต็มทีแล้ว อันนี้โยมไม่คิด คิดแต่ได้ ไม่คิดถึงว่ามันจะยากจะลำบาก
ไม่มีปัญญา จักพาให้เป็นทุกข์

สิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในตัวเรานี้ ถ้าเราไม่มีปัญญา จะทำให้เราทุกข์นะ
ถ้าเรามีปัญญา นำออกจากทุกข์ได้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตาไม่ใช่ของดีนะ
ถ้าเราใจไม่ดี ไปมองคนบางคน ไปเกลียดเขาอีกแล้ว มานอนเป็นทุกข์อีกแล้ว
ไปมองดูคนบางคน รักเขาอีกแล้ว รักเป็นทุกข์อีกแล้ว มันไม่ได้ก็เป็นทุกข์
เกลียดก็เป็นทุกข์ รักก็เป็นทุกข์เพราะมันอยากได้ อยากได้ก็เป็นทุกข์ ไม่อยากได้ก็เป็นทุกข์
ของที่ไม่ชอบใจอยากทิ้งมันไป อยากได้ของที่ชอบใจ ของที่ไม่ชอบใจได้มามันก็ทุกข์
ของที่ชอบใจได้มาแล้วกลัวมันจะหายอีกแล้ว มันเป็นทุกข์ทั้งนั้น ไม่รู้ว่าจะอยู่อย่างไร

บ้านหลังใหญ่ๆขนาดนี้ ก็นึกว่าจะให้มันสบายขึ้น เก็บความสบาย เก็บความดีไว้ในนี้ ถ้าคิดไม่ดีมันก็ไปไม่ได้ทั้งนั้นแหละ


ญาติโยมทั้งหลายจงมองดูตัวของเรา ว่าเราเกิดมาทำไม เราเคยได้อะไรไว้ไหม
อาตมาเคยรวมคนแก่ เอาคนแก่อายุเลย ๘๐ ปีขึ้นไปมาอยู่รวมกัน อาชีพทำนา
ตามบ้านนอกของเรา ทำนามาตั้งแต่โน้น เกิดมาได้ ๑๗-๑๘ ปี ก็รีบแต่งงาน กลัวจะไม่รวย
ทำงานตั้งแต่เล็กๆให้มันรวย ทำนาจน ๗๐ ปีก็มี ๘๐ ปีก็มี ๙๐ ปีก็มี ที่มานั่งรวมกันฟังธรรม
"โยม" อาตมาถาม
"โยมจะเอาอะไรไปไหมนี่เกิดมาก็ทำอยู่จนเดี๋ยวนี้แหละ ผลที่สุดจะไป...จะได้อะไรไปไหม"

ไม่รู้จัก ตอบได้แต่ว่า "จังว่า จังว่า จังว่า"* นี่ตามภาษาเขาว่ากินลูกหว้า เพลินกับลูกหว้า มันจะเสียเวลา
เพราะจังว่านี่แหละ จะไปก็ไม่ไป จะอยู่ก็ไม่อยู่ มันอยู่ที่จังว่า นั่งอยู่ก้างๆอยู่ง่า นั่งอยู่คาคบนั่นแล้ว มีแต่จังว่าๆ

อย่าทิ้งไม้เล็ก แบกไม้ใหญ่


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ

โพสต์โดย: zhant~ Jul 9 2009, 07:04 AM

~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif

อย่าทิ้งไม้เล็กแบกไม้ใหญ่ -----------------

ตอนยังหนุ่มๆ ครั้งแรกอยู่คนเดียวเข้าใจว่าเป็นโสดไม่สบาย หาคู่ครองเรือนมันจะสบาย
เลยหาคู่ครองมาครองเรือนให้ เอาของสองอย่างมารวมกัน มันก็กระทบกันอยู่แล้ว
อยู่คนเดียวมันเงียบเกินไป ไม่สบายแล้ว เอาคนสองคนมาอยู่ด้วยกัน
มันก็กระทบกัน ก๊อกๆแก๊กๆ นั่นแหละลูกเกิดมาครั้งแรกตัวเล็กๆ
พ่อแม่ก็ตั้งใจว่า ลูกเราเมื่อมันโตขึ้นมาขนาดหนึ่งเราก็สบายหรอก
ก็เลี้ยงมันไปสามคนสี่คนห้าคน นึกว่ามันโตเราจะสบาย เมื่อมันโตมาแล้วมันยิ่งหนัก
เหมือนกับ แบกท่อนไม้อันหนึ่งเล็กอันหนึ่งใหญ่ ทิ้งท่อนเล็กแล้ว แบกเอาท่อนใหญ่

นึกว่ามันจะเบาก็ยิ่งหนัก ลูกเราตอนเด็ก ๆ มันไม่กวนเท่าไรหรอกโยม
มันกวนถามกินข้าวกับกล้วย เมื่อมันโตขึ้นมานี่มันถามเอารถมอเตอร์ไซด์
มันถามเอารถเก๋ง เอาล่ะความรักลูกจะปฏิเสธไม่ได้ ก็พยายามหา มันก็เป็นทุกข์
ถ้าไม่ให้มันก็เป็นลูก บางทีพ่อแม่ทะเลาะกัน "อย่าพึ่งไปซื้อให้มันเลย รถนี่ มันยังไม่มีเงิน"
แต่ความรักลูกก็ต้องไปกู้คนอื่นมา เห็นอะไรก็อยากซื้อมากิน
แต่ก็อด กลัวมันจะหมดเปลืองหลายอย่าง
ต่อมาก็มีการศึกษาเล่าเรียน
ถ้ามันเรียนจบ เราก็จะสบายหรอก เรียนมัน จบไม่เป็นหรอก มันจะจบอะไร


เรียนไม่มีจบหรอก ทางพุทธศาสนานี่เรียนจบ ศาสตร์อื่นนอกนั้น มันเรียนต่อไปเรื่อย ๆ
เรียนไม่จบ เอาไปเอามาก็เลยวุ่น เท่านั้นแหละ บ้านหนึ่งเรียน ๔ คน ๕ คน ตาย!
พ่อแม่ทะเลาะกันไม่มีวันเว้นละอย่างนั้น
----------------~@~-----------------
เราถูกระดูกอยู่ทุกวัน

ความทุกข์มันเกิดมาภายหลังเราไม่เห็น นึกว่ามันจะไม่เป็นอย่างนี้
เมื่อมันมาถึงเข้าแล้วจึงรู้ว่า โอ! มันเป็นทุกข์ ทุกข์อย่างนั้นจึงมองเห็นยาก
ทุกข์ในตัวของเรานะโยม พูดตามประสาบ้านนอกเราเรื่องฟันของเรานะโยม
ตอนไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ขี้ถ่านไฟก็ยังเอามาถูฟันให้มันขาว
ไปถึงบ้านก็ไปยิงฟันใส่กระจก นึกว่ามันขาวถูฟันแล้วนี่ ไปชอบกระดูก wub.gif
ของเจ้าของไม่รู้เรื่อง พออายุถึง ๕๐-๖๐ ปี ฟันมันโยก เออ! เอาซิฟันโยก
มันจะร้องไห้ กินข้าวน้ำตามันก็ไหล เหมือนกับถูกศอก ถูกเข่าเขาอยู่ทุกเวลา
ฟันมันเจ็บมันปวด มันทุกข์มันยากมันลำบากนี่


อาตมาผ่านมาแล้วเรื่องนี้ tongue.gif
ถอนออกหมดเลย ในปากนี้เป็นฟันปลอมทั้งนั้น มันโยกไม่สลายอยู่ ๑๖ ซี่
ถอนทีเดียวหมดเลย เจ็บใจมัน หมอไม่กล้าถอนแน่ะตั้ง ๑๖ ซี่ blink.gif
"หมอ ถอนมันเถอะ เป็นตาย อาตมาจะรับเอาหรอก"
ถอนมันออกทีเดียวพร้อมกัน๑๖ ซี่ ที่มันยังแน่นๆ ตั้งหลายซี่ ตั้ง ๕ ซี่
ถอนออกเลย แต่ว่าเต็มทีนะ ถอนออกหมดแล้วไม่ได้ฉันข้าวอยู่ ๒-๓ วัน นี่เป็นเรื่องทุกข์

----------------~@~-----------------
จะเก็บจะตาย สังขารไหลเรื่อยไป ........



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ

โพสต์โดย: za_arnt Jul 10 2009, 06:25 AM


~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif

จะเก็บจะตาย สังขารไหลเรื่อยไป.......

อาตมาคิดแต่ก่อนนะ ตอนไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย เอาถ่านไฟมาถูให้มันขาว
รักมันมากเหลือเกิน นึกว่ามันเป็นของดี ผลที่สุดมันจะหนีจากเรา จึงเกือบตาย
เจ็บฟันนี้มันตั้งหลายเดือน ตั้งหลายปี บางทีมันบวมทั้งข้างล่างข้างบน
หมดท่าเลยโยม อันนี้คงจะเจอกันทุกคนหรอก
พวกที่ฟันไม่โยก เอาแปรงไปแปรงให้มันสะอาดสวยงามอยู่นั่นแหละ
ระวังนะ ระวังมันจะเล่นงานเราเมื่อสุดท้าย
ซี่ยาวซี่สั้นมันสลับกันอยู่อย่างนี้ ทุกข์มากโยม อันนี้ทุกข์มากจริงๆ

อันนี้บอกไว้หรอก บางทีจะไปเจอเอาทุกข์ เพราะความทุกข์ในตัวของเรานี้
จะหาที่พึ่งอะไรมันไม่มี มันค่อยยังชั่วเมื่อเรายังหนุ่ม
พอแก่เข้าก็เริ่มพัง มันช่วยกันพัง สังขารมันเป็นไปตามเรื่องของมัน

เราจะร้องไห้มันก็อยู่อย่างนี้ จะดีใจมันก็อยู่อย่างนี้ เราจะเป็นอะไรมันก็อยู่ของมันอย่างนี้ เราจะเจ็บจะปวด จะเป็นจะตายมันก็อยู่อย่างนั้นเพราะมันเป็นอย่างนั้น


นี่มันหมดความรู้ หมดวิชา เอาหมอฟันมาดูฟัน ถึงแก้ไขแล้วยังไง ก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น
ต่อไปหมอฟันเอง ก็เป็นเหมือนเราอีก ไปไม่ไหวอีกแล้ว ทุกอย่างมันก็พัง ไปด้วยกันทั้งหมด

นี้เป็นความจำเป็น ที่เราจะต้องรีบพิจารณา
เมื่อมีกำลังเรี่ยวแรง
ก็รีบทำ จะทำบุญ สุนทาน จะทำอะไร ก็รีบจัดทำกัน

แต่ว่าคนเราก็มักจะไป มอบให้แต่คนแก่ จะเข้าวัดศึกษาธรรมะ รอให้แก่เสียก่อน
โยมผู้หญิงก็เหมือนกัน โยมผู้ชายก็เหมือนกัน ให้แก่เสียก่อนเถอะ
ไม่รู้ว่าอะไรกัน คนแก่นี่มันกำลังดีไหม ลองไปวิ่งแข่งกับคนหนุ่มดูซิ
ทำไมจะต้องไปมอบให้คนแก่ เหมือนไม่รู้จักตาย
พอแก่มาสัก ๕๐ ปี ๖๐ ปี จวนเข้าวัดอยู่แล้ว หูตึงเสียแล้ว ความจำก็ไม่ดีเสียแล้ว นั่งก็ไม่ทน
"ยายไปวัดเถอะ"
"โอย หูฉันไม่ดีแล้ว"

นั่นเห็นไหม ตอนหูดีเอาไปฟังอะไรอยู่ จังว่า... จังว่า
มันคาแต่ลูกหว้าอยู่นั่นแหละ จนหูมันหนวกเสียแล้วจึงไปวัด
มันก็ไปได้นั่งฟังท่านเทศน์ เทศน์อะไรไม่รู้เรื่อง มันหมดแล้วจึงมาทำกัน
----------------~@~-----------------
ยามหนุ่มสังขารแบกเรา ยามแก่เราแบกสังขาร

วันนี้คงจะได้ประโยชน์ กับ บุคคลที่สนใจเป็นบางสิ่งบางอย่าง ที่ควรเก็บไว้ในใจของเรา
สิ่งทั้งหลายนี่ เป็นมรดกของเราทั้งนั้น มันจะรวมมา รวมมาให้เราแบกทั้งนั้นแหละ
ขานี่เป็นสิ่งที่วิ่งได้มาแต่ก่อน อย่างขาอาตมานี่จะเดินมันก็หนัก สกลร่างกายจะต้องแบกมัน
แต่ก่อนนั้นมันแบกเรา บัดนี้เราแบกมัน tongue.gif

สมัยเป็นเด็กเห็นคนแก่ ๆ ลุกขึ้นก็ "โอ๊ย" นั่งลงก็ "โอ๊ย"
มันทุกข์ถึงขนาดนั้น เรายังไม่เห็นโทษมัน เมื่อจะหนีจากมันเราไม่รู้จัก
ที่ทำเจ็บทำปวดขึ้นมานี่
เรียกว่าสังขารมันเป็นไปตามเรื่องของมัน มันเป็นประดง ประดงไฟ ประดงข้อ ประดงงอ ประดงจิปาถะ หมอเอายามาใส่ก็ไม่ถูก ผลที่สุดก็พังไปทั้งหมดอีก คือ สังขารมันเสื่อม มันเป็นไปตามสภาพของมัน sad.gif

มันจะเป็นของมันอยู่ อย่างนั้น อันนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ฉะนั้นให้ญาติพี่น้อง ให้พากันเห็น
ถ้าเห็นแล้วก็จะไม่เป็นอะไร
อย่างงูอสรพิษตัวร้าย ๆ มันเลื้อยมา เราเห็น เราเห็นมันก่อนก็หนี มันไม่ได้กัดเราหรอก เพราะเรา ได้ระวังมัน
ถ้าเราไม่เห็นมัน
เดิน ๆ ไปไม่เห็นก็ไปเหยียบมัน เดี๋ยวมันก็กัดเลย

ไม่อยากทุกข์ ต้องรู้จักทางแก้ไข............




.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ

โพสต์โดย: za_arnt Jul 11 2009, 07:01 AM



~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif


ohmy.gif อย่าทิ้งไม้เล็กแบกไม้ใหญ่ ......

ตอนยังหนุ่มๆ ครั้งแรกอยู่คนเดียวเข้าใจว่าเป็นโสดไม่สบาย หาคู่ครองเรือนมันจะสบาย
เลยหาคู่ครองมาครองเรือนให้ เอาของสองอย่างมารวมกัน มันก็กระทบกันอยู่แล้ว อยู่คนเดียวมันเงียบเกินไป ไม่สบายแล้ว
เอาคนสองคนมาอยู่ด้วยกัน มันก็กระทบกัน ก๊อกๆแก๊กๆ นั่นแหละลูกเกิดมาครั้งแรกตัวเล็กๆ
พ่อแม่ก็ตั้งใจว่า ลูกเราเมื่อมันโตขึ้นมาขนาดหนึ่งเราก็สบายหรอก ก็เลี้ยงมันไปสามคนสี่คนห้าคน นึกว่ามันโตเราจะสบาย
เมื่อมันโตมาแล้วมันยิ่งหนัก เหมือนกับแบกท่อนไม้อันหนึ่งเล็กอันหนึ่งใหญ่ ทิ้งท่อนเล็กแล้ว แบกเอาท่อนใหญ่


wink.gif นึกว่ามันจะเบาก็ยิ่งหนัก ลูกเราตอนเด็ก ๆ มันไม่กวนเท่าไรหรอกโยม
มันกวนถามกินข้าวกับกล้วย เมื่อมันโตขึ้นมานี่มันถามเอารถมอเตอร์ไซด์
มันถามเอารถเก๋ง เอาล่ะความรักลูกจะปฏิเสธไม่ได้ ก็พยายามหา มันก็เป็นทุกข์

ถ้าไม่ให้มันก็เป็นลูก บางทีพ่อแม่ทะเลาะกัน "อย่าพึ่งไปซื้อให้มันเลย รถนี่ มันยังไม่มีเงิน"
แต่ความรักลูกก็ต้องไปกู้คนอื่นมา เห็นอะไรก็อยากซื้อมากิน แต่ก็อด กลัวมันจะหมดเปลืองหลายอย่าง
ต่อมาก็มีการศึกษาเล่าเรียน ถ้ามันเรียนจบ เราก็จะสบายหรอก เรียนมัน จบไม่เป็นหรอก มันจะจบอะไร

cool.gif เรียนไม่มีจบหรอก ทางพุทธศาสนานี่เรียนจบ ศาสตร์อื่นนอกนั้น มันเรียนต่อไปเรื่อย ๆ เรียนไม่จบ
เอาไปเอามาก็เลยวุ่น เท่านั้นแหละ บ้านหนึ่งเรียน ๔ คน ๕ คน ตาย! พ่อแม่ทะเลาะกันไม่มีวันเว้นละอย่างนั้น

unsure.gif ถ้ามันทุกข์แล้ว ไม่รู้จะไปฟ้องใคร ถ้าทุกข์เกิดขึ้น จะไปแก้ตรงไหน คือ อยากแต่ว่า ไม่ให้มันทุกข์เฉย ๆ เท่านั้น อยากไม่ให้มันทุกข์ แต่ไม่รู้จักทางแก้ไขมัน แล้วก็อยู่ไป อยู่ไปจนถึงวันแก่ วันเจ็บ แล้วก็วันตาย

คนโบราณบางคนเขาว่า เมื่อมันเจ็บ มันไข้ จวบลมหายใจจะขาด ให้ค่อย ๆ เข้าไปกระซิบใกล้หูคนไข้ว่า พุทโธ พุทโธ พุทโธ มันจะเอาอะไร พุทโธนั่นนะ คนที่ใกล้จะนอน ในกองไฟจะรู้จัก พุทโธอะไร

smile.gif ตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม เป็นสาวอายุรุ่น ๆ ทำไมไม่เรียนพุทโธให้มันรู้ หายใจติดบ้างไม่ติดบ้าง "แม่ ๆ พุทโธ พุทโธ" ว่าให้มันเหนื่อยทำไม อย่าไปว่าเลย มันหลายเรื่อง เอาได้แค่นั้นก็สบายแล้ว

sad.gif โยมชอบเอาแต่ต้น กับปลายมัน ตรงกลางไม่เอาหรอก ชอบอย่างนั้น บริวารพวกเราทั้งหลายก็ชอบอย่างนั้น ทั้งญาติโยมทั้งพระ ทั้งเณร ชอบแต่ทำอย่างนั้น ไม่รู้จักแก้ไข ภายในจิต ของเจ้าของ ไม่รู้จักที่พึ่ง แล้วก็โกรธง่าย และ ก็อยากหลายด้วย

ทำไม คือคนที่ไม่มีที่พึ่งทางใจ อยู่เป็นฆราวาส มีอายุ ๒๐-๓๐-๔๐ ปี กำลังแรงดีอยู่ พ่อบ้านแม่บ้านทั้งหลาย ก็พอพูดกันรู้เรื่องกันหน่อย
นี่ ๕๐ ปีขึ้นไปแล้ว พูดกันไม่รู้เรื่องกันแล้ว เดี๋ยวก็นั่งหันหลังให้กันหรอก แม่บ้านพูดไป พ่อบ้านทนไม่ได้ พ่อบ้านพูดไปแม่บ้านฟังไม่ได้ เลยแยกกันหันหลังให้กัน เลยแตกกันเลย


ความหมายของคำว่า "ครอบครัว" ..... tongue.gif

.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ สนุกใช่ไหมคะ คำพูดง่าย ๆ ฟังง่ายๆ เสน่ห์ในคำสอนของหลวงพ่อจริง ๆ แต่....ใกล้จบแล้วค่ะ

โพสต์โดย: za_arnt Jul 12 2009, 08:50 AM




รอแป๊ป! นะคะ... tongue.gif

โพสต์โดย: za_arnt Jul 12 2009, 01:07 PM



~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif


ความหมายของคำว่า "ครอบครัว"

เรื่องนี้อาตมาเล่าไปหรอก ตัวเองไม่เคยมีครอบครัว ทำไมไม่มีครอบครัว คืออ่านคำว่าครอบครัว
มันก็รู้แล้ว ครอบครัว คืออะไร
ครอบมันก็คืออย่างนี้ ถ้าเรานั่งอยู่เฉย ๆ ก็เอาอะไรมาครอบลงนี้จะเป็นอย่างไร เรานั่งอยู่ไม่มีอะไร มาครอบมันก็พอทนได้ ถ้าเอาอะไรมาครอบลง ก็เรียกว่าครอบแล้ว มันเป็นอย่างไรครอบ ก็เป็นอย่างนั้น มันมีวงจำกัดแล้ว
ผู้ชายก็อยู่ในวงจำกัด ผู้หญิงก็อยู่ในวงจำกัด อาตมาไปอ่านแล้ว
ครอบครัวโอยหนัก ศัพท์ตายนี่ คำนี้ไม่ใช่ศัพท์เล่น ๆ ศัพท์ที่ว่า
ครอบ นี้ศัพท์ทุกข์ ไปไม่ได้มันมีจำกัดแล้ว ต่อไปอีก
ครัว ก็หมายถึงการก่อกวนแล้ว ทิ่มแทงแล้ว
โยมผู้หญิงเคยเข้าครัว เคยโขลกพริกคั่ว พริกแห้งไหม ไอ จาม ทั้งบ้านเลย

ศัพท์ครอบครัวมันวุ่น ไม่น่าอยู่หรอก อาตมาอาศัยสองศัพท์นี่แหละจึงบวชไม่สึก

ครอบครัวนี่น่ากลัว ขังไว้จะไปไหนก็ไม่ได้ ลำบากเรื่องลูกบ้าง เรื่องเงินเรื่องทองบ้าง
สารพัดอย่างอยู่ในนั้น ไม่รู้จะไปที่ไหน มันผูกไว้แล้ว ลูกผู้หญิงก็มี ลูกผู้ชายก็มี
มันวุ่นวายเถียงกันอยู่นั่นแหละ จนตายไม่ต้องไปไหนกันละ
เจ็บใจขนาดไหนก็ไม่ว่า น้ำตามันไหลออกก็ไหลอยู่นั่นแหละ

เออ น้ำตามันไม่หมดนะโยมครอบครัวนี่นะ
ถ้าไม่มีครอบครัวน้ำตามันหมดเป็น ถ้ามีครอบครัว น้ำตามันหมดยาก
huh.gif หมดไม่ได้ โยมเห็นไหม มันบีบออกเหมือนบีบอ้อย
ตาแห้ง ๆ ก็บีบออกให้เป็นน้ำไหลออกมา
ไม่รู้มันมาจากไหน มันเจ็บใจแค้นใจสารพัดอย่าง มันทุกข์ เลยรวมทุกข์ บีบออกมาเป็น น้ำทุกข์

อันนี้ให้โยมทั้งหลายเข้าใจ ถ้ายังไม่ผ่านมัน จะผ่านอยู่ข้างหน้า
บางคนอาจจะผ่านมาบ้างแล้วเล็ก ๆ น้อย ๆ
บางคนก็เต็มที่แล้ว จะอยู่ หรือจะไปหนอ โยมผู้หญิงเคยมาหาหลวงพ่อ

"หลวงพ่อ แหม ถ้าดิฉันไม่มีบุตร ดิฉันจะไปแล้ว"
"เออ อยู่นั่นแหละ เรียนให้จบเสียก่อน เรียนตรงนั้น อยากจะไปก็อยากจะไป ไม่อยากจะอยู่ ถึงขนาดนั้นก็ยังหนีไม่ได้"

วัดป่าพงสร้างกุฏิเล็กๆไว้ตั้ง ๗๐-๘๐ หลัง บางทีจะมีพระเณรมาอยู่บรรจุเต็ม
บางทีก็มีเหลือ ๒-๓ หลัง .... อาตมาถามว่า

"กุฏิยังเหลือว่างไหม"
พวกชีบอก "มีบ้าง ๒-๓ หลัง"
"เออ เก็บเอาไว้เถอะ บางทีพ่อบ้านแม่บ้านเขาทะเลาะกัน เอาไว้ให้เขามานอนสักหน่อย"

แน่ะ มาแล้ว โยมผู้หญิง สะพายของมาแล้ว
ถามว่า "โยมมาจากไหน"
"มากราบหลวงพ่อ ดิฉันเบื่อโลก"
"โอย! อย่าว่าเลย อาตมากลัวเหลือเกิน"

พอผู้ชายมาบ้าง ก็เบื่ออีกแล้ว นั่นมาอยู่ ๒-๓ วัน ก็หายเบื่อไปแล้ว
โยมผู้หญิงมาก็เบื่อ โกหกเจ้าของ โยมผู้ชายมาก็เบื่อ โกหกเจ้าของ
ไปนั่งอยู่กุฏิเล็กๆ เงียบๆ คิดแล้ว "เมื่อไหร่หนอแม่บ้านจะมาเรียกเรากลับ" "เมื่อไหร่หนอพ่อบ้านจะมาเรียกเรากลับ"

แน่ะ ไม่รู้อะไร มันเบื่ออะไรกัน มันโกรธแล้ว มันก็เบื่อแล้วก็กลับอีก
เมื่ออยู่ในบ้านผิดทั้งนั้นล่ะ พ่อบ้านผิดทั้งนั้น แม่บ้านผิดทั้งนั้น
มานั่งภาวนาได้ ๓ วัน
"เออ! แม่บ้านเขาถูกเว้ย เรามันผิด" "พ่อบ้านเขาถูก เราซิผิด"
มันจะกลับ มันเปลี่ยนเอาเอง ของมันอย่างนั้น ก็กลับไปเลยทั้งนั้นแหละ

นี้ความจริงมันเป็นอย่างนั้นนะโลกนี้
อาตมาจึงไม่วุ่นวายอะไรกันมาก
รู้ต้นรู้ปลายมันแล้ว ฉะนั้น จึงมาบวชอยู่อย่างนี้ tongue.gif



-------------------------------------
.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ

โพสต์โดย: za_arnt Jul 15 2009, 07:02 AM



~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

ธรรมดาๆ
ตามความเป็นจริงแล้ว
โลกที่เราอยู่นี้ ไม่มีอะไร ทำไมใครเลย
ไม่มีอะไร จะเป็นที่วิตก วิจารณ์เลย
ไม่มีอะไร ที่น่าจะร้องไห้ หรือหัวเราะ
เพราะมันเป็นเรื่องอย่างนั้น ธรรมดาๆ
แต่เราพูดธรรมดาได้
แต่มองไม่เห็นธรรมดา
แต่ถ้าเรารู้ธรรมะสม่ำเสมอ
ไม่มีอะไรเป็นอะไรแล้ว
มันเกิดมันดับของมันอยู่อย่างนั้น
เราก็สงบ


การปฏิบัติคืออำนาจ
พระพุทธศาสนา ไม่มีอำนาจอะไรเลย
แม้นก้อนทองคำ ก็ไม่มีราคา
ถ้าเราไม่มารวมกัน ว่ามันเป็นโลหะที่ดี มีราคา
ทองคำมันก็ถูกทิ้ง เหมือนก้อนตะกั่วเท่านั้นแหละ
พระพุทธศาสนาตั้งไว้ มีอยู่
แต่ถ้าเราไม่ประพฤติ ปฏิบัติ
จะไปมีอำนาจอะไรเล่า
อย่างธรรมะเรื่องขันติ มีอยู่
แต่เราไม่อดทนกัน
มันจะมีอำนาจอะไรไหม?


ชนะตนเอง
ถ้าเราเอาชนะตัวเอง
มันก็จะชนะทั้งตัวเอง ชนะทั้งคนอื่น
ชนะทั้งอารมณ์ ชนะทั้งรูป ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น
ทั้งรส ทั้งโผฎัฐพพะ
เป็นอันว่าชนะทั้งหมด


สุขทุกข์
คนที่ไม่รู้จักสุข ไม่รู้จักทุกข์นั้น
ก็จะเห็นว่า สุขกับทุกข์นั้น
มันคนละระดับ
มันคนละราคากัน
ถ้าผู้รู้ทั้งหลายแล้ว
ท่าน จะเห็นว่า
สุขเวทนา กับ ทุกขเวทนา
มันมีราคาเท่าๆกัน


เกิดตาย
เมื่อเราเกิดมาแล้วโยม ก็คือเราตายแล้วนั่นเอง
ความแก่ กับความตาย มันก็คืออันเดียวกันนั่นแหละ
เหมือนกับต้นไม้ อันหนึ่งต้น อันหนึ่งปลาย
เมื่อมีโคน มันก็มีปลาย
เมื่อมีปลาย มันก็มีโคน
ไม่มีโคนปลายก็ไม่มี
มีปลายก็ต้องมีโคน

มีแต่ปลายโคนไม่มีก็ไม่ได้
มันเป็นอย่างนั้น


งูเห่า
อารมณ์นี้ ก็เหมือนกับ งูเห่าที่มีพิษร้ายนั้น
อารมณ์ที่พอใจ ก็มีพิษมาก
อารมณ์ที่ไม่พอใจ ก็มีพิษมาก
มันทำให้จิตใจของเรา ไม่เป็นเสรี

ทำให้จิตใจไขว้เขว
จากหลักธรรมของพระพุทธเจ้า


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: zhant~ Jul 16 2009, 08:40 AM



~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

ของจริง
ธรรมของจริงของแท้ ที่ทำให้บุคคลเป็นอริยะได้
มิใช่เพียงศึกษาตามตำรา
และนึกคิดคาดคะเนเอาเท่านั้น
แต่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้นจริงๆ
ของจริงจึงจะเป็นของจริงขึ้นมาได้


ได้เสีย
ทุกอย่างที่เรามีอยู่ เป็นอยู่นั้น
มันเป็นสักแต่ว่า อาศัย เท่านั้น
ถ้ารู้ได้เช่นนี้ ท่านว่ารู้เท่าตามสังขาร
ที่นี้แม้นจะมีอะไรอยู่ก็เหมือนไม่มี
ได้ก็เหมือนเสีย
เสียก็เหมือนได้


พิการ
เด็กทั้ง ๒ พิการ เดินทางได้
จะเข้ารกเข้าป่าก็รู้
แต่เราพิการใจ (ใจมีกิเลส)
จะพาเข้ารก เข้าป่าหรือเปล่า

คนพิการกายอย่างเด็กนี้ มิได้เป็นพิษเป็นภัยกับใคร
แต่ถ้าคนพิการใจมาก ๆ
ย่อมสร้างความวุ่นวายยุ่งยากแก่มนุษย์ และสัตว์
ให้ได้รับความเดือดร้อนมากทีเดียว


คนดีอยู่ไหน
คนดีอยู่ที่เรานี่แหละ
ถ้าเราไม่ดีแล้ว
เราจะอยู่ที่ไหนกับใคร
มันก็ไม่ดีทั้งนั้น


ชีวิต
เมื่อเราทอดอาลัยในชีวิต
วางมันเสีย ไม่เสียดาย
ไม่กลัวตาย
ทำให้เราเกิดความสบาย และเบาใจจริงๆ


นั่งที่ไหนดี
จะนั่งหัวแถวหรือหางแถวก็ไม่แปลก
เหมือนเพชรนิลจินดา
จะวางไว้ที่ไหน ก็มีราคาเท่าเดิม
และจะได้เป็นการลดทิฐิมานะ ให้น้อยลงไปด้วย


ไม่กลัวตาย
กลัวอะไร?
กลัวตาย
ความตายมันอยู่ที่ไหน?
อยู่ที่ตัวเราเอง
จะหนีพ้นมันได้ไหม?
ไม่พ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
ในที่ มืด หรือในที่แจ้ง ก็ตายทั้งนั้น หนีไม่พ้นเลย
จะกลัวหรือไม่กลัวก็ไม่มีทางพ้น
เมื่อรู้อย่างนี้
ความกลัวไม่รู้หายไปไหน
เลยหยุดกลัว
เหมือนกับที่เราออกจากที่มืด มาสู่ที่สว่างนั่นแหละ



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: zhant~ Jul 17 2009, 08:36 AM



~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~
สอนคนอย่างไร
ทำตนให้ตั้งอยู่ในคุณอันสมควรเสียก่อนแล้ว
จึงสอนคนอื่นทีหลัง
จึงจักไม่เป็นบัณฑิตสกปรก

สอนคนด้วยการ ทำให้ดู
ทำเหมือนพูด
พูดเหมือนทำ

rolleyes.gif มนุษยศาสตร์
มนุษยศาสตร์ทั้งหลาย
มีแต่ศาสตร์ที่ไม่มีคมทั้งนั้น
ไม่สามารจะตัดทุกข์ได้
มีแต่ก่อให้เกิดทุกข์
ศาสตร์เหล่านั้น ถ้าไม่มาขึ้นกับพุทธศาสตร์แล้ว
มันจะไปไม่รอดทั้งนั้น


wink.gif หลับ-ไม่หลับ
ถ้าหลับมันก็ไม่รู้
ถ้ารู้มันก็ไม่หลับ


[b cool.gif ]มรรคผล[/b]
มรรคผลยังไม่พ้นสมัย
คนโง่เท่านั้นที่ปฏิเสธว่า
ในพื้นดินไม่มีน้ำแล้วไม่ยอมขุดบ่อ


ไม้คดคนงอ
ต้นไม้เถาวัลย์ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร
คนคด คนงอนั้น ร้ายนัก
เป็นพิษเป็นภัยทั้งอยู่บ้านและอยู่วัด


ohmy.gif หลง
คนหลงโลกคือ คนหลงอารมณ์
คนหลงอารมณ์คือ คนหลงโลก


นักปฏิบัติ
กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย คือนักปฏิบัติ
กินมาก นอนมาก พูดมาก คือ คนโง่


huh.gif แสดงอาการ
การหัวเราะเป็นอาการของคนบ้า
การร้องไห้เป็นอาการของทารก
ฉะนั้นท่านผู้ถึงความสงบ
จะไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้


biggrin.gif สอนอย่างไร
ทำตนให้ตั้งอยู่ในคุณอันสมควรเสียก่อน
แล้วจึงสอนคนอื่นทีหลัง
จึงจักไม่เป็นบัณฑิตสกปรก



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: zhant~ Jul 18 2009, 05:27 PM



~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

ความอาย
เมืองนี้ยังไม่เคยมีพระบิณฑบาตเลย
เพราะเขามีความอายกันเป็นส่วนมาก
แต่ตรงกันข้ามกับเรา
เราเห็นว่า
คำที่ว่าอายนี้
เราเห็นว่า อายต่อบาป
อายต่อความผิด เท่านั้น

เมืองนอก
เราได้เดินทางไปเมืองนอก
และเมืองในนอก
และเมืองในใน
และเมืองนอกนอก
รวมสี่เมืองด้วยกัน

ที่รวมสมาธิ
เมื่อนั่งหลับตาให้ยกความรู้สึกขึ้น เฉพาะลมหายใจ
เอาลมหายใจเป็นประธาน

น้อมความรู้สึกตามลมหายใจ
เราจึงจะรู้ว่าสติมันรวมอยู่ตรงนี้
ความรู้มันจะมารวมอยู่ตรงนี้

เกาะสีชัง
เรามาอาศัยอยู่ที่เกาะนี้ คือที่พึ่งทางใน
ซึ่งเป็นที่อันน้ำคือกิเลสตัณหาท่วมไม่ถึง
แม้นเราจะอยู่บนเกาะสีชัง
แต่ก็ยังค้นหาเกาะภายในอีกต่อไป
ผู้ที่ท่านได้พบ และอาศัยเกาะอยู่ได้นั้น
ท่านย่อมอยู่เป็นสุข
ต่างจากคนที่ลอยคออยู่ในทะเล
คือความทุกข์

กินแบบไหน
ฉันอาหารไม่พิจารณา
จะเป็นเหมือนปลากินเหยื่อ
ย่อมติดเบ็ด

บริขาร
บริขารทั้งปวงเป็นเครื่องประดับขันธ์ห้าเท่านั้น
การไม่รู้จักประมาณในการบริโภคบริขาร
มีความกังวลในการจัดหา
ย่อมเป็นการยุ่งยาก
ขาดการปฏิบัติธรรม

ย่อมไม่ได้รับผลอันตนพึงปรารนา

อยู่กับใคร
การคลุกคลีอยู่กับผู้มีปฏิปทาไม่เสมอกัน
ทำให้เกิดความลำบาก
ความรู้สึกจะมารวมอยู่ตรงนี้
อารมณ์เราเป็นอย่างนี้
เราจึงจะรู้จักที่รวมแห่งสมาธิ


ปล่อยลม-ได้สมาธิ-ปัญญา
เรากำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว
เราปล่อยลมให้เป็นธรรมชาติ
อย่าไปบังคับลมให้มันยาว
อย่าไปบังคับลมให้มันสั้น
ปล่อยสภาพลมให้พอดี
แล้วดูลมหายใจเข้าออก
เมื่อปล่อยอารมณ์ได้
เสียงอะไรก็ไม่ได้ยิน

ถ้าจิตเราวุ่นวายกับสิ่งต่างๆ
ไม่ยอมรวมเข้ามา
ก็ต้องสูดลมเข้าไปให้มากที่สุด
จนกว่าจะไม่มีที่เก็บ
แล้วก็ปล่อยลมออกไปให้มากที่สุด
จนกว่าลมจะหมดในท้องสัก ๓ ครั้ง
ถ้าเรามีสติอย่างนี้
อย่างวันนี้ เข้าสมาธิสัก ๓๐ นาที หรือ ๑ ชั่วโมง
จิตใจของเรา จะมีความเยือกเย็น ไปตั้งหลายวัน

แล้วจิตจะสะอาด
เห็นอะไรจะรับพิจารณาทั้งนั้น
นี้เรียกว่าผลเกิดจากสมาธิ
สมาธิมีหน้าที่ทำให้สงบ
เมื่อจิตเราสงบแล้ว
จะมีการสังวร สำรวมด้วยปัญญา
เมื่อสำรวมเข้า ละเอียดเข้า
มันจะเป็นกำลังช่วยศีลให้บริสุทธิ์ขึ้นมาก
แล้วสมาธิก็จะเกิดขึ้นมาก
เมื่อสมาธิเต็มที่ก็จะเกิดปัญญา

ปลดทุกข์
ทุกข์มีเพราะยึด
ทุกข์ยึดเพราะอยาก
ทุกข์มากเพราะพลอย
ทุกข์น้อยเพราะหยุด
ทุกข์หลุดเพราะปล่อย




.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: zhant~ Jul 19 2009, 08:05 AM



~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~
เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ
มีผู้สงสัยถามไถ่หลวงพ่อว่า
"เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์ เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ"
"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้" ท่านตอบ
(แมงกุดจี่ - แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า
"เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้จริงไหมครับ"
"ถามไกลเกินตัวไป มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า" ท่านกล่าว

ขอของดีไปสู้กระสุน
ทหารคนหนึ่งไปกราบขอพระเครื่องกันกระสุน
จากหลวงพ่อ ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า
"เอาองค์นั้นดีกว่า เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"
ท่านชี้ไปที่พระประธาน

เอ๊า
มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวนหลวงพ่อซื้อ
เพื่อปล่อยนกในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง
"นกอะไร เอามาจากไหน"
"ผมจับมาเอง"
"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า

ปวดเหมือนกัน
โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขามาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้
"ดิฉันปวดขา พลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ"
"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ อาตมาก็ปวดเหมือนกัน" ท่านตอบ

อาย
ครั้งหนึ่งหลวงพ่อรับนิมนต์เข้าวัง ขณะลงจากรถ
มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่งเข้ามาทักว่า
"คุณชา สะพายบาตรเข้าวัง ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"
"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง" ท่านย้อน

อาจารย์ที่แท้จริง
ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่งไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง
เมื่อมีโอกาสหลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม
"เป็นไงบ้าง ชาคโร ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก
"เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ" ท่านชาคโรตอบ
"เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ"
"เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกลครูบาอาจารย์เกินไป"
"มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอาจารย์ ทั้งหกอาจารย์
ฟังให้ดี ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา

อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง
สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก
บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง
แต่สอนตนเองไม่ได้
เพราะว่าสอนด้วยสัญญา
(ความจำได้หมายรู้)
จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที
หลวงพ่อเคยแสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า
"เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว ไม่ใช่เรื่องบอกกัน
ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา
ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา ก็เรียกว่า
จะต้องเอามาภาวนาให้มันเกิดชัด กับเจ้าของอีกครั้งหนึ่ง
ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจแล้วมันจะหมดกิเลส
ไม่ใช่อย่างนั้น
ได้ความเข้าใจแล้ว ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีกให้มันแน่นอน
เป็นปัจจัตตังจริงๆ
(ปัจจัตตัง = รู้เห็นได้ด้วยตนเอง,รู้อยู่เฉพาะตน)



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: now Jul 19 2009, 08:21 PM

QUOTE(zhant~ @ Jul 16 2009, 08:40 AM) *


พิการ
เด็กทั้ง ๒ พิการ เดินทางได้
จะเข้ารกเข้าป่าก็รู้
แต่เราพิการใจ (ใจมีกิเลส)
จะพาเข้ารก เข้าป่าหรือเปล่า

คนพิการกายอย่างเด็กนี้ มิได้เป็นพิษเป็นภัยกับใคร
แต่ถ้าคนพิการใจมาก ๆ
ย่อมสร้างความวุ่นวายยุ่งยากแก่มนุษย์ และสัตว์
ให้ได้รับความเดือดร้อนมากทีเดียว


คนดีอยู่ไหน
คนดีอยู่ที่เรานี่แหละ
ถ้าเราไม่ดีแล้ว
เราจะอยู่ที่ไหนกับใคร
มันก็ไม่ดีทั้งนั้น


ชีวิต
เมื่อเราทอดอาลัยในชีวิต
วางมันเสีย ไม่เสียดาย
ไม่กลัวตาย
ทำให้เราเกิดความสบาย และเบาใจจริงๆ


นั่งที่ไหนดี
จะนั่งหัวแถวหรือหางแถวก็ไม่แปลก
เหมือนเพชรนิลจินดา
จะวางไว้ที่ไหน ก็มีราคาเท่าเดิม
และจะได้เป็นการลดทิฐิมานะ ให้น้อยลงไปด้วย


ไม่กลัวตาย
กลัวอะไร?
กลัวตาย
ความตายมันอยู่ที่ไหน?
อยู่ที่ตัวเราเอง
จะหนีพ้นมันได้ไหม?
ไม่พ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
ในที่ มืด หรือในที่แจ้ง ก็ตายทั้งนั้น หนีไม่พ้นเลย
จะกลัวหรือไม่กลัวก็ไม่มีทางพ้น
เมื่อรู้อย่างนี้
ความกลัวไม่รู้หายไปไหน
เลยหยุดกลัว
เหมือนกับที่เราออกจากที่มืด มาสู่ที่สว่างนั่นแหละ

QUOTE(zhant~ @ Jul 19 2009, 08:05 AM) *

ขอของดีไปสู้กระสุน
ทหารคนหนึ่งไปกราบขอพระเครื่องกันกระสุน
จากหลวงพ่อ ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า
"เอาองค์นั้นดีกว่า เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"
ท่านชี้ไปที่พระประธาน

ปวดเหมือนกัน
โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขามาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้
"ดิฉันปวดขา พลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ"
"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ อาตมาก็ปวดเหมือนกัน" ท่านตอบ


อ่านแล้วสบายใจดีครับ เป็นสัจจธรรม อ่านง่าย เข้าใจง่าย แม้บางอันต้องคิดตาม ตีความบ้างและไม่ตกยุคอีกต่างหาก แล้วท่านยังติดอารมณ์ขันให้เราได้ฮาดีครับ น่าจะตั้งชื่อกระทู้ว่า อารมณ์ขันหลวงปู่ชา ผมคงต้องเรียก หลวงปู่ชานะครับ ขอบคุณและจะพยายามเข้ามาติดตามครับ บางครั้งไม่ได้โพสท์ก็ไม่ว่ากันนะครับ

โพสต์โดย: Heineken Jul 20 2009, 11:38 AM

ท่านให้คติสอนใจง่ายๆ ดีครับผมชอบ
คนดีอยู่ไหน
คนดีอยู่ที่เรานี่แหละ
ถ้าเราไม่ดีแล้ว
เราจะอยู่ที่ไหนกับใคร
มันก็ไม่ดีทั้งนั้น
ผมก็อยากเป็นคนดีของทุกคนหละคับแค่บางครั้งก็มีหลุดๆมั่ง ตามฮิตติดเทรนละคับจะพยายามค้าบ.

โพสต์โดย: zhant~ Jul 20 2009, 03:42 PM



~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~
มะม่วง
ถ้าพูดให้สั้นเข้ามา
ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี มันก็เป็นอันเดียวกัน
ศีลก็คือสมาธิ สมาธิก็คือศีล
สมาธิก็คือปัญญา ปัญญาก็คือสมาธิ
------------~@~------------
ก็เหมือนมะม่วงใบเดียวกัน
เมื่อมันเป็นดอกขึ้นมา มันก็ดอกมะม่วง
เมื่อเป็นลูกเล็ก ก็เรียกว่าผลมะม่วง
เมื่อมันโตขึ้นมา ก็เรียกมะม่วงลูกโต
มันโตขึ้นไปอีก ก็เรียกมะม่วงห่าม
เมื่อมันสุกก็คือมะม่วงสุก
มันก็มะม่วงลูกเดียวกันนั่นแหละ
มันเปลี่ยนๆไป
มันจะโตมันก็โตไปหาเล็ก
เมื่อมันเล็กมันก็เล็กไปหาโต
------------~@~------------
มีด
สมถกับวิปัสสนา
มันแยกกันไม่ได้หรอก
มันจะแยกกันได้ก็แต่คำพูด
เหมือนกับมีดเล่มหนึ่งนะ
คมมันก็อยู่ข้างหนึ่ง
สันมันก็อยู่ข้างหนึ่งนั่นแหละ
มันแยกกันไม่ได้หรอก
ถ้าเราจับด้ามมันขึ้นมาอันเดียวเท่านั้น
มันก็ติดมาทั้งคมทั้งสันนั่นแหละ
------------~@~------------
งู ...
มนุษย์เราทั้งหลายไม่ต้องการทุกข์
ต้องการแต่สุข
ความจริงสุขนั้นก็คือทุกข์อย่างละเอียด
เช่นเดียวกับทุกข์ก็คือ ทุกข์อย่างหยาบ
พูดอย่างง่ายๆ
สุขและทุกข์ก็เปรียบเสมือนงูตัวหนึ่ง
ทางหัวมันเป็นทุกข์
ทางหางมันเป็นสุข
เพราะถ้าลูบทางหัวมันมีพิษ มันก็กัดเอา
ไปจับหางมันก็เหมือนเป็นสุข
แต่ถ้าจับไม่วาง มันก็หันกลับมากัดได้เหมือนกัน
เพราะทั้งหัวงูและหางงู
มันก็อยู่ในงูตัวเดียวกัน
เช่นเดียวกับสุขและทุกข์
ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน

------------~@~------------

หมายังรู้
หมามันยังรู้จักอารมณ์ของมันเลย
เวลาหิวมันก็คราง หงิงๆ
ใครไม่รู้จักอารมณ์ของตัวเอ็งก็ตายเสียดีกว่า

------------~@~------------
โคตรของสมาธิ
มีอุบาสกคนหนึ่งถามหลวงพ่อว่า
"ถ้าทำสมาธินี้ เอาแต่ขณิกก็พอ ไม่จำเป็นต้องไปไกล กว่านั่นใช่ไหมครับ"
หลวงพ่อชาตอบว่า
"ก็ไม่เป็นไรอย่างนั้น คือหมายความว่า มันต้องเดินไปถึงกรุงเทพฯ ก่อนว่ากรุงเทพฯมันเป็นอย่างนี้ อย่าไปถึงแค่โคราชซิ.. คือไปให้ถึงกรุงเทพฯก่อน และเราก็ผ่านอุบลราชธานีด้วย ผ่านโคราชด้วย ผ่านกรุงเทพฯด้วย คือเรียกว่าสมาธินะ ขณิกสมาธิ อัปปณาสมาธิ มันจะถึงที่ไหนก็ให้มันถึงที่ มันจึงจะรู้จักโคตรของสมาธิ ว่ามันเป็นอย่างไร อัปปณาสมาธิที่มันมากกว่าอุปจารสมาธิ"





.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

น้องnow กะ หลานHeineken เชิญนะคะมาอ่านได้หลวงพ่อท่านสอน อ่านง่าย...
เข้าใจง่ายด้วยสินะ อาจจะเป็นเพราะดิฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยสันทัดในเรื่องศาสนาพุทธ
เพราะกว่าจะทราบว่าตนเองเป็นพุทธ และเลื่อมใสศาสนาพุทธจริง ๆ ก็ปาไป 29-30 แล้ว
และบังเอิญได้พบพระที่ชี้นำแบบง่าย ๆ เข้าใจง่ายๆ ไม่บาลีเยอะ
หรือคำสอน ที่อ่านเท่าไร ก็ไม่รู้เรื่อง(บอกแล้วไงว่าไม่ฉลาดสักเท่าไร)
ขอบใจอีกครั้งค่ะ ทั้งสองท่าน.

โพสต์โดย: zhant~ Jul 21 2009, 09:19 AM



~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

หัวกลอย
ให้กลับความรักที่มีอยู่ ให้กลายเป็นความรักสากล
ให้กลายเป็นความรักที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย
รักเหมือนแม่รักลูก พ่อรักลูก แม้ผมอยู่กับพวกท่าน
ผมก็รักท่านเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน ให้ล้างความใคร่
ออกจากความรักเหมือนหัวกลอย ต้องแล่เอาพิษออกจึงกินได้
ความรักก็เช่นเดียวกัน ต้องพิจารณา มองให้เห็นทุกข์ของมัน
ค่อย ๆล้างเอาเชื้อแห่งความมัวเมาออก
เพื่อให้เหลือแต่ความรักล้วนๆ เหมือนครูบาอาจารย์รักศิษย์

จิตคือควาย
เปรียบเสมือนกับการเลี้ยงควาย
จิตของเราก็เหมือน ควาย
อารมณ์คือต้นข้าว
ผู้รู้เหมือนเจ้าของ
เวลาเราไปเลี้ยงควาย ทำอย่างไร
ปล่อยมันไป
แต่เราพยายามดูมันอยู่
ถ้ามันพยายามเดินไปใกล้ต้นข้าว
ก็ตวาดมัน

ควายได้ยินก็จะถอยออกไป
แต่เราอย่าเผลอนะ
ถ้ามันดื้อไม่ฟังเสียง
ก็เอาไม้ฆ้อนฟาดมันจริงๆ

มันจะไปไหนเสีย

วัวไม่กินหญ้าก็คือหมู
ทุกวันนี้ อาตมาไม่ค่อยได้เทศน์มาก อยู่วัดอยู่วาก็เหมือนกัน
ปีนี้เทศน์ให้แม่ชีฟังถึงสองสามครั้งหรือเปล่า ก็จำไม่ได้
พระเจ้าพระสงฆ์ก็ให้อยู่เฉยๆ ให้ดูเอาปฏิบัติเอง
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
เพราะเข้าใจว่า คนมีศรัทธา จึงเข้ามาในวัด จึงมาบวชเป็นปะขาว
จึงมาบวชเป็นเณร จึงมาบวชเป็นพระ
เข้าใจอย่างนั้น
ถ้าเข้าใจอย่างนั้นก็เหมือนกันกับวัวเราน่ะแหละ
วัวมันกินอะไร
มันกินหญ้า
จับมันมาปล่อยในสนามหญ้าแล้ว
ถ้ามันไม่กินหญ้า
มันก็เป็นหมูเท่านั้นแหละ





.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ


โพสต์โดย: zhant~ Jul 22 2009, 06:28 AM



~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

โรควูบ
นักภาวนาคนหนึ่งถามปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ
"นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ แต่มันวูบ
ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ
มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ"

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ" หลวงพ่อตอบ "ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"

นั่งมาก
วันหนึ่งหลวงพ่อนำคณะสงฆ์ทำงานวัด
มีวัยรุ่นมาเดินชมวัดถามท่านเชิงตำหนิ
"ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด"
"นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ" หลวงพ่อสวนกลับ ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม
"ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่ เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่
ต้องนั่งบ้าง
ทำประโยชน์บ้าง
ทำความรู้ความเห็นให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที
อย่างนี้จึงถูก
กลับไปเรียนใหม่
ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก
เรื่องการปฏิบัตินี้ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด
มันขายขี้หน้าตนเอง"


ยศถาบรรดาศักดิ์
ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า
"สะพานข้ามแม่น้ำมูล เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น"

ศักดิ์ศรี
หลวงพ่อเคยปรารภเรื่องภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า
"ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม
โอ๊ย...เสียหายหมด เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ"




.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: ღ•♥AD♥& Jul 23 2009, 07:04 AM



~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

นักปฏิภาณ
บางครั้งหลวงพ่อชา ท่านมีจิตแจ่มใส
เดาใจคนถามได้อย่างแม่นยำ จึงมักจะมีการใช้
ปฏิภาณโต้ตอบปัญหาอย่างเฉียบแหลมอยู่เสมอ


ใครรู้อัตตา
คนที่นับถือพระเจ้า
ไม่ยอมรับคำสอนเรื่อง "อนัตตา" ของพระพุทธศาสนา
เหตุผลของเขาก็คือ "จะเอาอะไรมารู้อนัตตาเล่า ถ้าไม่ใช่อัตตา"
วันหนึ่ง มีชาวคริสต์มาถามหลวงพ่อว่า "ใครรู้อนัตตา"
หลวงพ่อถามกลับทันที "ใครรู้อัตตา"

นกไม่รู้เรื่องปลา
มีชาวต่างประเทศถามหลวงพ่อว่า ชีวิตพระเป็นอย่างไร?
หลวงพ่อคิดว่าตอบอย่างไรก็ไม่เข้าใจแน่ เพราะเขายังไม่รู้จักพระ
จึงตอบไปว่า
ถึงปลาจะบอกว่าอยู่ในน้ำเป็นอย่างไร
นกก็ไม่มีทางจะรู้ได้
ตราบใดที่นกยังไม่เป็นปลา





.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: zhant~ Jul 24 2009, 06:10 AM



~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

ของแปลก
ในความเคร่งเครียดในการปฏิบัติธรรม
หลวงพ่อชาก็ยังมีแง่มุมที่ขบขันให้เราได้เห็นบ้าง
เป็นการหักมุมที่ค่อนข้างจะตื่นเต้นมาก
ดังที่ท่านบันทึกไว้ในการเดินทางไปประเทศอังกฤษ
เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๒๐ ว่า

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการเดินทางในวันที่ ๖ ในขณะที่บินอยู่ sad.gif
เครื่องบินได้เกิดอุบัติเหตุ ยางระเบิด ๑ เส้นบนอากาศ
พนักงานการบินจึงได้ประกาศให้ผู้โดยสารเตรียมตัวรัดเข็มขัด
มีฟันปลอมก็ต้องถอดออก แม้กระทั่งแว่นตาหรือรองเท้า

เครื่องบริขารทุกอย่างต้องเตรียมพร้อมหมด
ผู้โดยสารทุกคนเมื่อเก็บเครื่องบริขารทุกอย่างเสร็จแล้ว
ต่างคนต่างก็เงียบ คงคิดว่าจะเป็นวาระสุดท้าย
ของพวกเราทุกคนเสียแล้ว
ขณะนั้นเราก็ให้คิดว่าเป็นครั้งแรกที่เรา ได้เดินทางมาเมืองนอก
เพื่อสร้างประโยชน์แก่พระศาสนา
จะเป็นผู้มีบุญอย่างนี้เทียวหรือ
เมื่อระลึกได้เช่นนี้แล้ว
ก็ตั้งสัตย์อธิษฐาน
มอบชีวิตให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
แล้วก็กำหนดจิตรวมลงในสถานที่ควรอันหนึ่ง
แล้วก็ได้รับความสงบเยือกเย็น
ดูคล้ายกับ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พักในที่ตรงนั้น
จนกระทั่งเครื่องบินได้ลดระดับลงมา
ถึงแผ่นดินด้วยความปลอดภัย
ฝ่ายคนโดยสารก็ปรบมือกันด้วยความดีใจ
คงคิดว่าเราปลอดภัยแล้ว

สิ่งที่แปลกก็คือ
ขณะเมื่อเครื่องบินเกิดอุบัติเหตุ
ต่างคนก็ร้องเรียกว่า
หลวงพ่อช่วยปกป้องคุ้มครองพวกเราทุกคนด้วย
แต่เมื่อพ้นอันตรายแล้ว
เดินลงจากเครื่องบิน
เห็นประณมมือไหว้พระเพียงคนเดียวเท่านั้น
นอกนั้นไหว้แอร์โฮสเตสทั้งหมดในที่นั้น
นี้เป็นสิ่งที่แปลก





.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: ღ•♥AD♥& Jul 25 2009, 03:43 PM


~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~


แสดงธรรมโดย...... wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif


บทนำ
ชีวิตคนในสมัยของท่านอาจารย์มั่น และท่านอาจารย์เสาร์ นั้นสบายกว่าในสมัยนี้มาก
ไม่มีความวุ่นวายมากเหมือนอย่างทุกวันนี้
สมัยโน้นพระไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับพิธีรีตรองต่าง ๆ เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้
ท่านอาศัยอยู่ตามป่า
ไม่ได้อยู่เป็นที่หรอก
ธุดงค์ไปโน่น ธุดงค์ไปนี่เรื่อยไป
ท่านใช้เวลาของท่านปฏิบัติภาวนาอย่างเต็มที่
สมัยโน้นพระท่านไม่ได้มีข้าวของฟุ่มเฟือยมากมาย อย่างที่มีกันทุกวันนี้หรอก
เพราะมันยังไม่มีอะไรมากอย่างเดี๋ยวนี้
กระบอกน้ำก็ทำเอา กระโถนก็ทำเอา ทำเอาจากไม้ไผ่นั่นแหละ

ความสันโดษของพระป่า
ชาวบ้านก็นาน ๆ จึงจะมาหาสักที
ความจริงพระท่านก็ไม่ได้ต้องการอะไร
ท่านสันโดษกับสิ่งที่ท่านมี
ท่านอยู่ไป ปฏิบัติภาวนาไป หายใจเป็นกรรมฐานอยู่นั่นแหละ

พระท่านก็ได้รับความลำบากมากอยู่เหมือนกัน
ในการที่อยู่ตามป่าตามเขาอย่างนั้น ถ้าองค์ใดเป็นไข้ป่า ไข้มาลาเรีย
ไปถามหาขอยา อาจารย์ก็จะบอกว่า "ไม่ต้องฉันยาหรอก เร่งปฏิบัติภาวนาเข้าเถอะ"

ความจริงสมัยนั้นก็ไม่มีหยูกยามากอย่างสมัยนี้
มีแต่สมุนไพรรากไม้ที่ขึ้นอยู่ตามป่า
พระต้องอยู่อย่างอดอย่างทนเหลือหลาย
ในสมัยนั้น เจ็บไข้ เล็ก ๆน้อย ๆ ท่านก็ปล่อยมันไป
เดี๋ยวนี้สิเจ็บป่วยอะไรนิดหน่อยก็วิ่งไปโรงพยาบาลกันแล้ว

บางทีต้องเดินไปบิณฑบาตรตั้งห้ากิโล
พอฟ้าสางก็ต้องรีบออกจากวัด กว่าจะกลับก็โน่นสิบโมงสิบเอ็ดโมงโน่น
แล้วก็ไม่ใช่บิณฑบาตได้อะไรมากมาย
บางทีก็ได้ข่าวเหนียวสักก้อน เกลือสักหน่อย พริกสักนิด เท่านั้นเอง
ได้อะไรมาฉันกับข้าวหรือไม่ก็ช่าง ท่านไม่คิด เพราะมันเป็นอย่างนั้นเอง

ไม่มีองค์ใดกล้าบ่นหิว หรือเพลีย ท่านไม่บ่น เฝ้าแต่ระมัดระวังตน

ท่านปฏิบัติอยู่ในป่าอย่างอดทน
อันตรายก็มีรอบด้าน สัตว์ดุร้ายก็มีอยู่หลายในป่านั้น
แต่ท่านก็มีความอด ความทนเป็นเลิศ
เพราะสิ่งแวดล้อมสมัยนั้นบังคับให้เป็นอย่างนั้น

การภาวนาของท่านนักปฏิบัติสมัยนี้ .....
มาสมัยนี้สิ่งแวดล้อมบังคับเรา ไปในทางตรงข้ามกับสมัยโน้น
ไปไหนเราก็เดินไป

ต่อมานั่งเกวียน
แล้วก็นั่งรถยนต์
แต่ความทะยานอยาก มันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เดี๋ยวนี้ถ้าไม่ใช่รถปรับอากาศ ก็จะไม่ยอมนั่ง
ดูจะไปเอาไม่ได้เทียวแหละ ถ้ารถนั้นไม่ปรับอากาศ
คุณธรรมในเรื่องความอดทน มันค่อยอ่อนลง ๆ
การปฎิบัติภาวนาก็ย่อหย่อนลงไปมาก
เดี๋ยวนี้เราจึงเห็นนักปฎิบัติภาวนา
ชอบทำตามความเห็น ความต้องการของตัวเอง


เมื่อผู้เฒ่าผู้แก่พูดถึงเรื่องเก่า ๆแต่ครั้งก่อน
คนเดี๋ยวนี้ฟังเหมือนว่าเป็นนิทานนิยาย
ฟังไปเฉย ๆแต่ไม่เข้าใจเลยแหละ เพราะมันเข้าไม่ถึง
พระภิกษุที่บวชในสมัยก่อนนั้น จะต้องอยู่กับพระอุปัชฌาย์อย่างน้อยห้าปี
นี่เป็นระเบียบที่ถือกันมา และต้องพยายามหลีกเลี่ยงการพูดคุย
อย่าปล่อยตัวเที่ยวพูดคุยมากเกินไป
อย่าอ่านหนังสือ
แต่ให้อ่านใจของตัวเอง

พิจารณาอ่านใจ และดูใจตัวเอง ....



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: zhant~ Jul 25 2009, 07:59 PM


~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~


แสดงธรรมโดย...... wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

พิจารณาอ่านใจและดูใจตัวเอง
ดูวัดหนองป่าพง เป็นตัวอย่าง
ทุกวันนี้มีพวกจบจากมหาวิทยาลัยมาบวชกันมาก
ต้องคอยห้ามไม่ให้เอาเวลาไปอ่านหนังสือธรรมะ
เพราะคนพวกนี้ชอบอ่านหนังสือ
แล้วก็ได้อ่านหนังสือมามากแล้ว
แต่โอกาสที่จะอ่านใจของตัวเองน่ะ หายากมาก
ฉะนั้นระหว่างที่มาบวชสามเดือนนี้
ก็ต้องขอให้ปิดหนังสือ ปิดตำรับตำราต่างๆให้หมด
ในระหว่างที่บวชนี้น่ะ
เป็นโอกาสวิเศษแล้ว ที่จะได้อ่านใจของตัวเอง
tongue.gif การตามดูใจของตัวเองนี้ น่าสนใจมาก
ใจที่ยังไม่ได้ฝึก มันก็คอยวิ่งไปตามนิสัยเคยชิน
ที่ยังไม่ได้ฝึก ไม่ได้อบรม มันเต้นคึกคักไปตามเรื่องตามราว
ตามความคะนอง เพราะมันยังไม่เคยถูกฝึก

laugh.gif ดังนั้นจงฝึกใจของตัวเอง
การปฏิบัติภาวนาในทางพุทธศาสนาก็คือ การปฏิบัติเรื่องใจ
ฝึกจิต ฝึกใจของตัว
ฝึกอบรมจิตของตัวเองนี่แหละ
เรื่องนี้สำคัญมาก
การฝึกใจเป็นหลักสำคัญ
พุทธศาสนาเป็นศาสนาของใจ มันมีเท่านี้
ผู้ที่ฝึกปฏิบัติทางจิต คือผู้ปฏิบัติธรรมในทางพุทธศาสนา
biggrin.gif การฝึกใจ
ใจของเรานี่มันอยู่ในกรง
ยิ่งกว่านั้นมันยังมีเสือ ที่กำลังอาละวาดอยู่ในกรงนั้นด้วย
ใจที่มันเอาแต่ใจของเรานี้ sad.gif
ถ้าหากมันไม่ได้อะไรตามที่มันต้องการแล้ว
มันก็อาละวาด
เราจะต้องอบรมใจ
ด้วยการปฏิบัติภาวนา
ด้วยสมาธิ นี้แหละที่เราเรียกว่า "การฝึกใจ"


พื้นฐานของการปฏิบัติธรรม ....... smile.gif




.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: zhant~ Jul 26 2009, 01:13 PM


~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~


แสดงธรรมโดย...... wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

พื้นฐานของการปฏิบัติธรรม
ในเบื้องต้นของการฝึกปฏิบัติธรรม
จะต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน หรือรากฐาน
ศีลนี้เป็นสิ่งอบรมกาย วาจา
ซึ่งบางทีก็จะเกิดการวุ่นวายขึ้นในใจเหมือนกัน
เมื่อเราพยายามจะบังคับใจ ไม่ให้ทำตามความอยาก
กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย
นิสัยความเคยชินอย่างโลกๆ
ลดมันลง อย่ายอมตามความอยาก
tongue.gif อย่ายอมตามความคิดของตน
ohmy.gif หยุดเป็นทาสมันเสีย
rolleyes.gif พยายามต่อสู้
biggrin.gif เอาชนะอวิชชาให้ได้
wub.gif ด้วยการบังคับตัวเองเสมอ นี้เรียกว่าศีล

เมื่อพยายามบังคับจิตของตัวเองนั้น
จิตมันก็จะดิ้นรนต่อสู้
มันจะรู้สึกถูกจำกัด ถูกข่มขี่
เมื่อมันไม่ได้ทำตามที่มันอยาก
มันก็จะกระวนกระวายดิ้นรน
ทีนี้เห็นทุกข์ชัดละ
เห็นทุกข์ทำให้เกิดปัญญา
"ทุกข์" เป็นข้อแรกของอริยสัจจ์
คนทั้งหลายพากัน เกลียดกลัวทุกข์
อยากหนีทุกข์
ไม่อยากให้มีทุกข์เลย
ความจริง ทุกข์ที่แหละจะทำให้เราฉลาดขึ้นล่ะ
ทำให้เกิดปัญญา
ทำให้เรารู้จักพิจารณาทุกข์
สุขนั่นสิมันจะปิดหูปิดตาเรา
มันจะทำให้ไม่รู้จักอด ไม่รู้จักทน
ความสุขสบายทั้งหลายจะทำให้เราประมาท

กิเลสสองตัวนี้ทุกข์เห็นได้ง่าย
ดังนั้นเราจึงต้องเอาทุกข์นี่แหละมาพิจารณา
แล้วพยายามทำความดับทุกข์ให้ได้
แต่ก่อนจะปฏิบัติภาวนาก็ต้องรู้จักเสียก่อนว่า ทุกข์คืออะไร
ตอนแรกเราจะต้องฝึกใจของเราอย่างนี้
เราอาจยังไม่เข้าใจว่ามันเป็นอย่างไร
ทำไป ทำไปก่อน
ฉะนั้นเมื่อครูอาจารย์บอกให้ ทำอย่างใดก็ทำตามไปก่อน
แล้วก็จะค่อยมีความอดทนอดกลั้นขึ้นเอง
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ให้อดทนอดกลั้นไว้ก่อน
เพราะมันเป็นอย่างนั้นเอง

อย่างเช่นเมื่อเริ่มฝึกนั่งสมาธิ
เราก็ต้องการความสงบทีเดียว
แต่ก็จะไม่ได้ความสงบ
เพราะมันไม่เคยทำสมาธิมาก่อน
ใจก็บอกว่า "จะนั่งอย่างนี้แหละจนกว่าจะได้ความสงบ"


อย่าทอดทิ้งจิต......



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: ღ•♥AD♥& Jul 27 2009, 09:02 AM


~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~


แสดงธรรมโดย...... wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

อย่าทอดทิ้งจิต
แต่พอความสงบไม่เกิดก็เป็นทุกข์
ก็เลยลุกขึ้น วิ่งหนีเลย
การปฏิบัติอย่างนี้ไม่เป็น "การพัฒนาจิต"
แต่มันเป็นการ "ทอดทิ้งจิต"
ไม่ควรปล่อยใจไปตามอารมณ์
ควรที่จะฝึกฝนอบรมตนเอง
ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ขี้เกียจก็ช่าง ขยันก็ช่าง
ให้ปฏิบัติมันไปเรื่อยๆ
ลองคิดดูซิ
ทำอย่างนี้จะไม่ดีกว่าหรือ
การปล่อยใจตามอารมณ์นั้น
จะไม่มีวันถึงธรรมของพระพุทธเจ้า

เมื่อเราปฏิบัติธรรม
ไม่ว่าอารมณ์ใดจะเกิดขึ้นก็ช่างมัน
แต่ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ
ปฏิบัติให้สม่ำเสมอ
การตามใจตัวเอง ไม่ใช่แนวทางของพระพุทธเจ้า
ถ้าเราปฏิบัติธรรมตามความคิดความเห็นของเรา
เราจะไม่มีวันรู้แจ้งว่าอันใดผิด อันใดถูก
จะไม่มีวันรู้จักใจของตัวเราเอง
และไม่มีวันรู้จักตัวเอง
ดังนั้นถ้าปฏิบัติธรรมตามแนวทางของตนเองแล้ว
ย่อมเป็นการเสียเวลามากที่สุด
แต่การปฎิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้าแล้ว
ย่อมเป็นหนทางตรงที่สุด



การพัฒนาจิต


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: zhant~ Jul 28 2009, 09:54 AM


~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~


แสดงธรรมโดย...... wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

การพัฒนาจิต

ขอให้จำไว้ว่า
ถึงจะขี้เกียจก็ให้พยายามปฏิบัติไป
ขยันก็ให้ปฏิบัติไป
ทุกเวลาและทุกหนทุกแห่ง
tongue.gif นี่จึงจะเรียกว่า "การพัฒนาจิต" tongue.gif
ถ้าหากปฏิบัติตามความคิดความเห็นของตนเองแล้ว
ก็จะเกิดความคิดความสงสัยไปมากมาย
มันจะให้คิดไปว่า .........
"เราไม่มีบุญ เราไม่มีวาสนา ปฏิบัติธรรมก็นานหนักหนาแล้ว ยังไม่รู้ เรายังไม่เห็นธรรมเลยสักที"
การปฏิบัติธรรมอย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็น "การพัฒนาจิต"
แต่เป็น "การพัฒนาความหายนะของจิต"
ถ้าเมื่อใดที่ปฏิบัติธรรมไปแล้ว
มีความรู้สึกอย่างนี้ว่า
wink.gif ยังไม่รู้อะไร
blink.gif ยังไม่เห็นอะไร
ohmy.gif ยังไม่มีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นบ้างเลย
นี่ก็เพราะที่ปฏิบัติมามันผิด
ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า


สิ้นสงสัยด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้อง......

http://forum.ampoljane.com/index.php?showtopic=123&pid=1333&st=0&#entry1333

.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: zhant~ Jul 29 2009, 08:30 PM


~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif


สิ้นสงสัยด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้อง

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ...
"อานนท์ ปฏิบัติให้มาก ทำให้มาก แล้วจะสิ้นสงสัย "
ความสงสัยไม่มีวันสิ้นไปได้
ด้วยการคิด blink.gif
ด้วยทฤษฎี tongue.gif
ด้วยการคาดคะเน wink.gif หรือ
ด้วยการถกเถียงกัน sad.gif

หรือจะอยู่เฉย ๆ ไม่ปฏิบัติภาวนาเลย
ความสงสัยก็หายไปไม่ได้อีกเหมือนกัน
กิเลสจะหายสิ้นไปได้ก็ด้วยการพัฒนาทางจิต
ซึ่งจะเกิดได้ก็ด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้น

การปฏิบัติทางจิตที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้น
ตรงกันข้ามกับหนทางของโลกอย่างสิ้นเชิง
คำสั่งสอนของพระองค์มาจากพระทัยอันบริสุทธิ์
ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิเลสอาสวะทั้งหลาย
นี่คือแนวทางของพระพุทธเจ้า และสาวกของพระองค์

เมื่อเราปฏิบัติธรรม
เราต้องทำใจของเราให้เป็นธรรม
ไม่ใช่เอาธรรมะ มาตามใจเรา
ถ้าปฏิบัติอย่างนี้
ทุกข์ก็จะเกิดขึ้น
แต่ไม่มีใครสักคนหรอกที่จะพ้นทุกข์ไปได้

พอเริ่มปฏิบัติ
ทุกข์ก็อยู่ตรงนั้นแล้ว
หน้าที่ของผู้ปฏิบัติจะต้องมี สติ สำรวม และสันโดษ
สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราหยุด
คือเลิกนิสัยความเคยชินที่เคยทำมาแต่เก่าก่อน
ทำไมถึงต้องทำอย่างนี้
ถ้าไม่ทำอย่างนี้
ไม่ฝึกฝนอบรมใจตนเองแล้ว
มันก็จะคึกคะนอง
วุ่นวายไปตามธรรมชาติของมัน


ธรรมชาติของจิตฝึกได้เสมอ......

http://forum.ampoljane.com/index.php?showtopic=123&pid=1333&st=0&#entry1333

.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&pid=5595&st=0&#entry5595

โพสต์โดย: zhant~ Jul 30 2009, 07:05 AM


~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif


ธรรมชาติของจิตฝึกได้เสมอ
ธรรมชาติของใจนี้มันฝึกกันได้
เอามาใช้ประโยชน์ได้
เปรียบได้กับต้นไม้ในป่า
ถ้าปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติของมัน
เราก็จะเอามันมาสร้างบ้านไม่ได้
จะเอามาทำแผ่นกระดานก็ไม่ได้
หรือทำอะไรอย่างอื่นที่จะใช้สร้างบ้านก็ไม่ได้
แต่ถ้าช่างไม้ผ่านมาต้องการไม้ไปสร้างบ้าน
เขาก็จะมองหาต้นไม้ในป่านี้
และตัดต้นในป่านี้เอาไปใช้ประโยชน์
ไม่ช้าเขาก็สร้างบ้านเสร็จเรียบร้อย

การปฏิบัติภาวนา และ การพัฒนาจิต ก็คล้ายกันอย่างนี้
ก็ต้องเอาใจที่ยังไม่ได้ฝึก เหมือนไม้ในป่านี่แหละ
มาฝึกมัน
จนมันละเอียดประณีตขึ้น
รู้ขึ้น และว่องไวขึ้น
ทุกอย่างมันเป็นไปตามภาวะธรรมชาติของมัน
เมื่อเรารู้จักธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ
tongue.gif เราก็เปลี่ยนมันได้
wink.gif ทิ้งมันก็ได้
huh.gif ปล่อยมันไปก็ได้
biggrin.gif แล้วเราก็จะไม่ทุกข์อีกต่อไป

จิตยึดมั่น มันก็สับสนวุ่นวาย
ธรรมชาติของใจเรา มันก็อย่างนั้น
เมื่อใดที่ เกาะเกี่ยว ผูกพัน ยึดมั่น ถือมั่น
ก็จะเกิดความวุ่นวาย สับสน
เดี๋ยวมันก็จะวิ่งวุ่นไปโน่น ไปนี่
พอมันวุ่นวาย สับสนมาก ๆเข้า
เราก็คิดว่าคงจะฝึกอบรมมันไม่ได้แล้ว
แล้วก็เป็นทุกข์
นี่ก็เพราะไม่เข้าใจว่า มันต้องเป็นของมันอย่างนั้นเอง
ความคิด ความรู้สึก มันจะ วิ่งไป วิ่งมา อยู่อย่างนี้

แม้เราจะพยายามฝึกปฏิบัติ
พยายามให้มันสงบ
มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น
มันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

เมื่อเราติดตามพิจารณา
ดูธรรมชาติ ของใจอยู่บ่อย ๆ
ก็จะค่อย ๆ เข้าใจว่า
ธรรมชาติของใจมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น
มันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้




ปล่อยวางได้จิตใจก็สงบ......

http://forum.ampoljane.com/index.php?showtopic=123&pid=1333&st=0&#entry1333

.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: ღ•♥AD♥& Jul 31 2009, 07:30 AM


~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif


http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&pid=5595&st=0&#entry5595 ปล่อยวางได้จิตใจก็สงบ
ถ้าเราเห็นอันนี้ชัด
เราก็จะทิ้งความคิด ความรู้สึกอย่างนั้นได้
ทีนี้ก็ไม่ต้องคิดนั่น คิดนี่อีก
คอยแต่บอกตัวเองไว้อย่างเดียวว่า "มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง"
พอเข้าใจได้ชัด เห็นแจ้งอย่างนี้แล้ว
ทีนี้ก็จะปล่อยอะไร ๆได้ทั้งหมด
ก็ไม่ใช่ว่าความคิด ความรู้สึกมันจะหายไป
มันก็ยังอยู่นั่นแหละ แต่มันหมดอำนาจเสียแล้ว

เปรียบก็เหมือนกับเด็กที่ชอบซน เล่นสนุก ทำให้รำคาญ
จนเราต้องดุเอา ตีเอา
แต่เราก็ต้องเข้าใจว่า ธรรมชาติของเด็กก็เป็นอย่างนั้นเอง
พอรู้อย่างนี้
เราก็ปล่อยให้เด็กเล่นไปตามเรื่องของเขา
ความเดือดร้อน รำคาญของเราก็หมดไป
มันไปได้อย่างไร
ก็เพราะเรายอมรับ ธรรมชาติของเด็ก
ความรู้สึกของเราเปลี่ยน และเรายอมรับธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย
เราปล่อยวาง จิตของเราก็มีความสงบเยือกเย็น
นี่เรามีความเข้าใจถูกต้องแล้ว เป็นสัมมาทิฎฐิ

ถ้ายังไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ยังเป็นมิจฉาทิฎฐิอยู่
แม้จะไปอยู่ในถ้ำลึกมืดสักเท่าใด ใจมันก็ยังยุ่งเหยิงอยู่
ใจจะสงบได้ก็ด้วยความเห็นที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฎฐิเท่านั้น
ทีนี้ก็หมดปัญหาจะต้องแก้
เพราะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น

tongue.gif นี่มันเป็นอย่างนี้
smile.gif เราไม่ชอบมัน
unsure.gif เราปล่อยวางมัน
ohmy.gif เมื่อใดที่มีความรู้สึกเกาะเกี่ยว ยึดมั่น ถือมั่นเกิดขึ้น
biggrin.gif เราปล่อยวางทันที

เพราะรู้แล้วว่าความรู้สึกอย่างนั้น
มันไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อจะกวนเรา
แม้บางทีเราอาจจะคิดอย่างนั้น
แต่ความเป็นจริงความรู้สึกนั้น เป็นของมันอย่างนั้นเอง
ถ้าเราปล่อยวางมันเสีย

รูป ก็เป็นสักแต่ว่ารูป
เสียง ก็สักแต่ว่าเสียง
กลิ่น ก็สักแต่ว่ากลิ่น
รส ก็สักแต่ว่ารส
โผฎฐัพพะ ก็สักแต่ว่าโผฎฐัพพะ
ธรรมารมณ์ ก็สักแต่ว่าธรรมารมณ์

เปรียบเหมือนน้ำมัน กับ น้ำท่า
ถ้าเราเอาทั้งสองอย่างนี้เทใส่ขวดเดียวกัน
มันก็ไม่ปนกัน
เพราะธรรมชาติมัน ต่างกัน
เหมือนกับคนที่ฉลาด ก็ต่างกับคนโง่
พระพุทธเจ้าก็ทรงอยู่กับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
แต่พระองค์ทรงเป็นพระอรหันต์
พระองค์จึงทรงเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสิ่ง "สักว่า" เท่านั้น

ใจ ก็สักว่าใจ ความคิด ก็สักว่าความคิด

พระองค์ทรงปล่อยวางมันไปเรื่อยๆ
ตั้งแต่ทรงเข้าพระทัยแล้วว่า.......
ใจก็สักว่าใจ
ความคิดก็สักว่าความคิด

พระองค์ไม่ทรงเอามาปนกัน
ใจก็สักว่าใจ
ความคิดความรู้สึกก็สักว่าความคิดความรู้สึก
ปล่อยให้มันเป็นเพียงสิ่ง "สักว่า"
รูปก็สักว่ารูป เสียงก็สักว่าเสียง ความคิดก็สักว่าความคิด
จะต้องไปยึดมั่น ถือมั่นทำไม

ถ้าคิดได้ รู้สึกได้อย่างนี้เราก็จะ แยกกันได้
ความคิด ความรู้สึก (อารมณ์) อยู่ทางหนึ่ง
ใจก็อยู่ทางหนึ่ง
เหมือนกับน้ำมันกับน้ำท่า อยู่ในขวดเดียวกัน แต่มันแยกกันอยู่

พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกของพระองค์
ก็อยู่ร่วมกับปุถุชนคนธรรมดา ที่ไม่ได้รู้ธรรม
ท่านไม่ได้เพียงอยู่ร่วมเท่านั้น แต่ท่านยังสอนคนเหล่านั้น
ทั้งคนฉลาด คนโง่ ให้รู้จักวิธีที่จะศึกษาธรรมปฏิบัติ และรู้แจ้งในธรรม
ท่านสอนได้ เพราะท่านได้ปฏิบัติมาเอง
ท่านรู้ว่ามันเป็นเรื่องของใจเท่านั้น เหมือนอย่างที่ได้พูดมานี้แหละ

ดังนั้นการปฏิบัติภาวนานี้ อย่าไปสงสัยมันเลย
เราหนีจากบ้านมาบวช
ไม่ใช่เพื่อหนีมาอยู่กับความหลง หรืออยู่กับความขลาด ความกลัว
แต่หนีมาเพื่อฝึกอบรมตัวเอง
เพื่อเป็นนายตัวเอง ชนะตัวเอง

ถ้าเราเข้าใจได้อย่างนี้
เราก็จะปฏิบัติธรรมได้
ธรรมะจะแจ่มชัดขึ้นในใจของเรา




ธรรมะมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง......

http://forum.ampoljane.com/index.php?showtopic=123&pid=1333&st=0&#entry1333

.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=326&st=80

โพสต์โดย: za_arnt Aug 2 2009, 06:30 AM


~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif


ธรรมะมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ผู้ที่เข้าใจธรรมะก็เข้าใจตัวเอง
ใครเข้าใจตัวเอง ก็เข้าใจธรรมะ
ทุกวันนี้ก็เหลือแต่เปลือกของธรรมะเท่านั้น
ความเป็นจริงแล้วธรรมะมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง biggrin.gif
ไม่จำเป็นที่จะต้องหนีไปไหน

ถ้าจะหนี ก็ให้หนีด้วยความฉลาด
ด้วยปัญญา
หนีด้วยความชำนิชำนาญ
อย่าหนีด้วยความโง่
ถ้าเราต้องการความสงบ
ก็ให้สงบด้วยฉลาด
ด้วยปัญญาเท่านั้นพอ


เมื่อใดที่เราเห็นธรรมะ
นั่นก็เป็นสัมมาปฏิปทาแล้ว
กิเลส ก็สักแต่ว่ากิเลส
ใจ ก็สักแต่ว่าใจ
เมื่อใดที่เราทิ้งได้
ปล่อยวางได้ แยกได้
เมื่อนั้นมันก็เป็นเพียง สักว่า
เป็นเพียงอย่างนี้ อย่างนั้นสำหรับเราเท่านั้นเอง
เมื่อเราเห็นถูกแล้ว
ก็จะมีแต่ความปลอดโปร่ง ความเป็นอิสระตลอดเวลา

พระพุทธองค์ตรัสว่า
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลายท่านอย่ายึดมั่นในธรรม"
ธรรมะคืออะไร
คือทุกสิ่งทุกอย่าง
ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ
ความรัก ความเกลียด ก็เป็นธรรมะ
ความสุข ความทุกข์ ก็เป็นธรรมะ
ความชอบ ความไม่ชอบ ก็เป็นธรรมะ
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยแค่ไหน ก็เป็นธรรมะ



ปฏิบัติเพื่อ "ละ" อย่าปฏิบัติเพื่อ "สะสม"......



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: prigtai Aug 2 2009, 06:21 PM

rolleyes.gif

เมื่อครั้งที่คุณพ่อไปรับตัวมาอยู่ที่ จ.อุบลฯด้วยใหม่ๆ
วันหนึ่งมีโอกาสได้ไปกราบหลวงพ่อชาที่วัดหนองป่าพง คุณพ่อพาไป
ในช่วงหนึ่งหลวงพ่อชาท่านได้ให้ลูกศิษย์ที่ไปกราบท่านในวันนั้นนั่งสมาธิ

ผมก็ต้องนั่งด้วยเพราะอยู่ในที่นั้นเหมือนกัน
ความที่ยังเป็นเด็กก็นั่งหลับตาตามคนอื่นเขาไปเรื่อย
สักพักรู้สึกว่ามันเมื่อยมันอึดอัดก็เลยลืมตาขึ้นพร้อมกับนึกในใจว่า "ทำบุญนี่มันยากเน๊าะ"
เท่านั้นแหละเสียงหลวงพ่อชาก็ลอยมาทันทีเหมือนกัน ท่านว่า
"ทำบุญถ้ามันยากลำบากนัก ก็อย่าไปทำบาปเพิ่มก็พอ"

เหมือนฟ้าผ่าเข้ามากลางใจเลยครับ
นับตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้และในกาลต่อไปหลวงพ่อชาท่านอยู่เหนือเกล้าผมมาตลอด

........................................ด้วยรัก...

โพสต์โดย: za_arnt Aug 3 2009, 07:05 AM

QUOTE(prigtai @ Aug 2 2009, 06:21 PM) *
rolleyes.gif

เมื่อครั้งที่คุณพ่อไปรับตัวมาอยู่ที่ จ.อุบลฯด้วยใหม่ๆ
วันหนึ่งมีโอกาสได้ไปกราบหลวงพ่อชาที่วัดหนองป่าพง คุณพ่อพาไป
ในช่วงหนึ่งหลวงพ่อชาท่านได้ให้ลูกศิษย์ที่ไปกราบท่านในวันนั้นนั่งสมาธิ

ผมก็ต้องนั่งด้วยเพราะอยู่ในที่นั้นเหมือนกัน
ความที่ยังเป็นเด็กก็นั่งหลับตาตามคนอื่นเขาไปเรื่อย
สักพักรู้สึกว่ามันเมื่อยมันอึดอัดก็เลยลืมตาขึ้นพร้อมกับนึกในใจว่า "ทำบุญนี่มันยากเน๊าะ"
เท่านั้นแหละเสียงหลวงพ่อชาก็ลอยมาทันทีเหมือนกัน ท่านว่า
"ทำบุญถ้ามันยากลำบากนัก ก็อย่าไปทำบาปเพิ่มก็พอ"

เหมือนฟ้าผ่าเข้ามากลางใจเลยครับ
นับตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้และในกาลต่อไปหลวงพ่อชาท่านอยู่เหนือเกล้าผมมาตลอด

........................................ด้วยรัก...

อย่าว่าแต่พริกไทเลยค่ะ ตอนที่อาแอ๊ดไปเป็นแม่ออกที่วัดป่าพง
ตอนนั้นหลวงพ่อชาท่านมิดแล้ว ก่อนกลับออกมาจากวัด
อาจารย์เลี่ยม (เขียนถูกหรือเปล่านะ)ท่านยังทราบว่า
กลับมา กทม. อาแอ๊ดจะเจอกับอะไร
ท่านเทศน์ก่อนออกจากวัด สรุปใจความได้ว่า
เมื่อกลับไปแล้ว
ทุกอย่างที่เป็นสมบัตินอกกาย ใครอยากดีอยากได้
ให้เขาไปนะลูก เอาชีวิตไว้ก่อน ไม่ตายต้องหาใหม่
อย่าไปเสียดาย อย่าไปยึดติด ............
กลับมากรุงเทพฯ โดนค่ะโดนจริงๆ
ก็มีคนนำมีด กับปืนมาวางกลางบ้านจะเอาบ้านพร้อมที่163ตรว.
ให้เซ็นชื่อโอนสิทธิให้เขา อาจารย์เลี่ยมท่านสอนมาได้แม่นยำมาก
ยอมค่ะพร้อมกับทำการกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลที่อาแอ๊ดได้ทำกรรมเวรกับเขามา
ขอให้ยุติในชาตินี้ และขอตั้งจิตไม่พบเจอกับผู้ชายคนนั้นไม่ว่าภพนี้ หรือภพหน้า
*ทุกคนเกิดมาเพื่อชดใช้หนี้กรรมที่เคยกระทำมาจริงๆ*
ตอนนั้นที่ได้มาจากวัดป่าพงของหลวงพ่อคือ .........
ไม่มีอะไรแน่นอน บนความไม่แน่นอน และไม่ค่อยยึดอะไรเป็นของตน ได้บ้างไม่ได้บ้าง
แต่ที่แน่ๆ รู้ซึ้งกับคำว่า "ให้" และ "พอ" ได้พอสมควรทีเดียว
บอกได้เลยว่ารักการสอนธรรมะ ที่เข้าใจได้ง่ายๆ ของท่านจริงๆ
เพราะพอไปพบพานกับธรรมะขององค์อื่นๆ ที่ใครๆบอกว่าดี
บางครั้งไม่เข้าใจค่ะ แต่ของหลวงพ่อชา
แม้เล่าให้เด็กนักเรียนฟัง พวกเขายังชอบและเป็นคนดีได้หลายๆคน
เรื่องธรรมะนี่ ท่านว่ารู้แล้วให้สงบเสงี่ยมเจียมตนว่ารู้ รู้จิตรู้ใจตนเอง
ตามจิคตามใจ ให้นิ่งให้ปล่อยวาง แต่ใจเจ้าของ(อาแอ๊ดเอง)
ไม่ค่อยนิ่ง ไม่ค่อยวาง มันแกว่งน่ะค่ะ จึงทำให้ทุกข์
ต้องใช้คำว่า "พอ" "พอแล้ว" "พอเถอะ" บอกตนเอง
เรายังเป็นมนุษย์คนนึงยังไม่บรรลุอะไรนัก
อาแอ๊ดก็พอใจในชีวิตของอาแอ๊ดที่ได้มาเท่านี้แล้ว
- ได้อย่าง ก็ต้องเสียอย่าง เลือกเดินบนทางสักทาง ได้ไหม.........
- อยากจะได้มา ก็ต้องเสียไป แต่จะเสียใคร ให้มันรู้ (รู้จิตรู้ใจตนเอง)

เพลงนี้เป็นสัจจธรรมเหมือนกันนะคะ
QUOTE(zhant~ @ Jul 30 2009, 07:05 AM) *
จิตยึดมั่น มันก็สับสนวุ่นวาย
ธรรมชาติของใจเรา มันก็อย่างนั้น
เมื่อใดที่ เกาะเกี่ยว ผูกพัน ยึดมั่น ถือมั่น
ก็จะเกิดความวุ่นวาย สับสน
เดี๋ยวมันก็จะวิ่งวุ่นไปโน่น ไปนี่
พอมันวุ่นวาย สับสนมาก ๆเข้า
เราก็คิดว่าคงจะฝึกอบรมมันไม่ได้แล้ว
แล้วก็เป็นทุกข์
นี่ก็เพราะไม่เข้าใจว่า มันต้องเป็นของมันอย่างนั้นเอง
ความคิด ความรู้สึก มันจะ วิ่งไป วิ่งมา อยู่อย่างนี้

นี่ก็เป็นเกร็ดหนึ่งของชีวิตเท่านั้นค่ะ .......

tongue.gif เป็นแค่ความคิดเห็นของตัวอาแอ๊ดเอง ...... เท่านั้นจริงๆ


โพสต์โดย: za_arnt Aug 3 2009, 05:09 PM


~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif


ปฏิบัติเพื่อ "ละ" อย่าปฏิบัติเพื่อ "สะสม"
เมื่อเราปฏิบัติธรรมเราเข้าใจอันนี้
เราก็ปล่อยวางได้
ดังนั้นก็ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า
ไม่ให้ยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งใด
ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในใจเรา ในจิตเรา ในร่างกายของเรา
มีแต่ความแปรเปลี่ยนไปทั้งนั้น
พระพุทธองค์จึงทรงสอนไม่ให้ยึดมั่น ถือมั่น
พระองค์ทรงสอนพระสาวกของพระองค์
ให้ปฏิบัติเพื่อละ เพื่อถอน
ไม่ให้ปฏิบัติเพื่อสะสม

ถ้าเราทำตามคำสอนของพระองค์
เราก็ถูกเท่านั้นแหละ
เราอยู่ในทางที่ถูกแล้ว
แต่บางทีก็ยังมีความวุ่นวายเหมือนกัน

tongue.gif ไม่ใช่คำสอนของพระองค์ ทำให้วุ่นวาย
ohmy.gif กิเลสของเรานั้นแหละที่มัน ทำให้วุ่นวาย
sad.gif มันมาบังคับความเข้าใจอันถูกต้องเสียก็เลย ทำให้เราวุ่นวาย


ความจริงการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น
ไม่มีอะไรลำบาก
ไม่มีอะไรยุ่งยาก
การปฏิบัติตามทางของพระองค์ ไม่มีทุกข์
เพราะทางของพระ องค์คือ "ปล่อยวาง" ให้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง

จุดหมายสูงสุดของการปฏิบัติภาวนานั้น
ท่านทรงสอนให้ "ปล่อยวาง"
อย่าแบกถืออะไรให้มันหนัก
ทิ้งมันเสีย
ความดีก็ทิ้ง
ความถูกต้องก็ทิ้ง
happy.gif คำว่าทิ้งหรือ ปล่อยวาง
cool.gif ไม่ใช่ไม่ต้องปฏิบัติ
แต่หมายความว่าให้ปฏิบัติ "การละ" "การปล่อยวาง" นั่นแหละ




จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต .......


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: za_arnt Aug 4 2009, 04:20 PM


~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif


จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต

พระองค์ทรงสอนให้พิจารณาธรรมทั้งหลาย
ที่กาย ที่ใจของเรา

ธรรมะ ไม่ได้อยู่ไกลที่ไหน
อยู่ที่ตรงนี้ อยู่ที่กาย ที่ใจของเรานี่แหละ
ดังนั้นนักปฏิบัติ
ต้องปฏิบัติอย่างเข้มแข็ง
เอาจริงเอาจัง ให้ใจมันผ่องใสขึ้น สว่างขึ้น
ให้มันเป็น ใจอิสระ

ทำความดีอะไรแล้วก็ ปล่อยมันไป
อย่าไปยึดไว้ หรือ งดเว้นการทำชั่วได้แล้ว ก็ปล่อยมันไป
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้อยู่กับปัจจุบันนี้
ที่นี้ และ เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่อยู่กับอดีต หรือ อนาคต

คำสอนที่เข้าใจผิดกันมาก แล้วก็ถกเถียงกันมากที่สุด
ตามความคิดเห็นของตนก็คือเรื่อง "การปล่อยวาง" หรือ "การทำงานด้วยจิตว่าง" นี่แหละ
การพูดอย่างนี้เรียกว่าพูด "ภาษาธรรม" เมื่อเอามาคิดเป็นภาษาโลกมันก็เลยยุ่ง
แล้วก็ตีความหมายว่าอย่างนั้น
ทำอะไรก็ได้ ตามใจชอบละซิ

ความจริงมันมีความหมายอย่างนี้
อุปมาเหมือนว่าเราแบกก้อนหินหนักอยู่ก้อนหนึ่ง
แบกไป ก็รู้สึกหนัก
แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมันก็ได้
แต่แบกอยู่อย่างนั้นแหละ
พอมีใครบอกว่า ให้โยนมันทิ้งเสียซี

ก็มาคิดอีกแหละว่า "เอ...ถ้าเราโยนทิ้งไปแล้ว เราก็ไม่มีอะไรเหลือน่ะซิ"
ก็เลยแบกอยู่นั่นแหละ ไม่ยอมทิ้ง




ประโยชน์ของการปล่อยวาง


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: ღ•♥AD♥& Aug 5 2009, 07:03 AM


~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

ประโยชน์ของการปล่อยวาง

ถ้าจะมีใครบอกว่า โยนทิ้งเถอะ
แล้วจะดีอย่างนั้น เป็นประโยชน์อย่างนี้
เราก็ยังไม่ยอมโยนทิ้งอยู่นั่นแหละ
เพราะกลัวแต่ว่าจะไม่มีอะไรเหลือ


ก็เลยแบกก้อนหินหนักไว้
จนเหนื่อย อ่อนเพลียเต็มที
จนแบกไม่ไหวแล้วก็เลยปล่อยมันตกลง
ตอนที่ปล่อยให้มันตกลงนี้แหละ
ก็จะเกิดความรู้เรื่อง การปล่อยวางขึ้นมาเลย

เราจะรู้สึก เบาสบาย
แล้วก็รู้ได้ด้วยตนเองว่า
การแบกก้อนหินนั้น มันหนักเพียงใด
แต่ตอนที่เราแบกอยู่นั้น
เราไม่รู้หรอกว่า
การปล่อยวางมีประโยชน์เพียงใด

ดังนั้นถ้ามีใครมาบอกให้ปล่อยวาง
คนที่ยังมืดอยู่ก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจหรอก
ก็จะหลับหู หลับตาแบกก้อนหินก้อนนั้นยังไม่ยอมปล่อย
จนกระทั่งมันหนักจนเหลือที่จะทนนั่นแหละ
ถึงจะยอมปล่อยแล้วก็จะรู้สึกได้ด้วยตนเอง
ว่ามันเบามันสบายแค่ไหนที่ปล่อยมันไปได้
http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=326&st=80ต่อมาเราอาจจะไปแบกอะไรอีกก็ได้
แต่ตอนนี้เราพอรู้แล้วว่า
ผลของการแบกนั้นเป็นอย่างไร
เราก็ปล่อยมันได้โดยง่ายขึ้น
ความเข้าใจ ในความไร้ประโยชน์ของการแบกหาม
tongue.gif และความเบาสบาย ของการปล่อยวางนี่แหละ
biggrin.gif คือตัวอย่างที่แสดงถึงการรู้จักตัวเอง


ความยึดมั่น ถือมั่นในตัวของเรา http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=326&st=80
ก็เหมือนก้อนหินหนักก้อนนั้น
พอคิดว่าจะปล่อย
"ตัวเรา" ก็เกิดความกลัวว่า
ปล่อยไปแล้วก็จะไม่มีอะไรเหลือ

เหมือนกับที่ไม่ยอมปล่อยก้อนหินนั้น แต่ในที่สุดเมื่อปล่อยมันไปได้
เราก็จะรู้สึกเองถึง ความเบาสบาย ในการที่ไม่ได้ยึดมั่น ถือมั่น





การฝึกใจต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น


http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=326&st=80 .......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=326&st=80

โพสต์โดย: za_arnt Aug 6 2009, 05:31 AM


~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

การฝึกใจต้อง ไม่ยึดมั่นถือมั่น

ในการฝึกใจนี้ เราต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น
ทั้งสรรเสริญ
ทั้งนินทา

ความต้องการแต่สรรเสริญ และไม่ต้องการนินทานั้น
เป็นวิถีทางของโลก
แต่แนวทางของพระพุทธเจ้า
ให้รับสรรเสริญ ตามเหตุ ตามปัจจัยของมัน
และ ก็ให้รับนินทา ตามเหตุ ตามปัจจัยของมันเหมือนกัน


เหมือนอย่างกับการเลี้ยงเด็ก
บางทีถ้าเราไม่ดุเด็กตลอดเวลา มันก็ดีเหมือนกัน
ผู้ใหญ่บางคนดุมากเกินไป
ผู้ใหญ่ที่ฉลาดย่อมรู้จักว่า เมื่อใดควรดุ เมื่อใดควรชม

ใจของเราก็เหมือนกัน
ใช้ปัญญาเรียนรู้จักใจ
ใช้ความฉลาดรักษาใจไว้
แล้วเราก็จะเป็นคนฉลาดที่รู้จักฝึกใจ

เมื่อฝึกบ่อย ๆมันก็จะสามารถกำจัดทุกข์ได้
ความทุกข์เกิดขึ้นที่ใจนี่เอง
มันทำให้ใจ สับสน มืดมัว
มันเกิดขึ้นที่นี่ มันก็ตายที่นี่





ถ้ายึดมั่นเข้า เราก็ถูกกัด


http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5627&#entry5627 .......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5627&#entry5627

โพสต์โดย: zhant~ Aug 7 2009, 08:07 AM


~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

ถ้ายึดมั่นเข้าเราก็ถูกกัด

เรื่องของใจมันเป็นอย่างนี้ บางทีก็คิดดี บางทีก็คิดชั่ว
ใจมันหลอกลวง เป็นมายา จงอย่าไว้ใจมัน
แต่จงมองเข้าไปที่ใจ
มองให้เห็นความเป็นอยู่อย่างนั้นของมัน
ยอมรับมันทั้งนั้น ทั้งใจดีใจชั่ว
เพราะมันเป็นของมันอย่างนั้น


ถ้าเราไม่ไปยึดถือมัน
มันก็เป็นของมันอยู่แค่นั้น
แต่ถ้าเราไปยึดมันเข้า
เราก็จะถูกมันกัดเอา แล้วเราก็เป็นทุกข์
ถ้าใจเราเป็นสัมมาทิฎฐิแล้ว
ก็จะมีแต่ความสงบ
จะเป็นสมาธิ
จะมีความฉลาด
ไม่ว่าจะนั่งหรือจะนอน
ก็จะมีแต่ความสงบ
ไม่ว่าจะไปไหน ทำอะไร ก็จะมีแต่ความสงบ

วันนี้ท่าน(ภิกษุชาวตะวันตก)
ได้พาลูกศิษย์มาฟังธรรม
ท่านอาจจะเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง
ผมได้พูดเรื่องการปฏิบัติ
เพื่อให้ท่านอาจจะเข้าใจได้ง่าย
ท่านจะคิดว่าถูกหรือไม่ก็ตาม
ก็ขอให้ท่านลองนำไปพิจารณาดู
ผมในฐานะอาจารย์องค์หนึ่ง
ก็อยู่ในฐานะคล้ายๆกัน

ผมเองก็อยากฟังธรรมเหมือนกัน
เพราะไม่ว่าผมจะไปที่ไหน
ก็ต้องไปแสดงธรรมให้ผู้อื่นฟัง
แต่ตัวเองไม่มีโอกาสฟังเลย

คราวนี้ก็ดูท่านพอใจในการฟังธรรมอยู่
เวลาผ่านไปเร็ว เมื่อท่านนั่งฟังอย่างเงียบๆ
เพราะท่านกำลังกระหายธรรมะ ท่านจึงต้องการฟัง

เมื่อก่อนนี้ ............
การแสดงธรรมก็เป็นความเพลิดเพลินอย่างหนึ่ง
แต่ต่อมาความเพลิดเพลินก็ค่อยหายไป
รู้สึกเหนื่อย และเบื่อ
ก็กลับอยากเป็นผู้ฟังบ้าง
เพราะเมื่อฟังธรรมจากครูอาจารย์นั้น
มันเข้าใจง่ายและมีกำลังใจ

แต่เมื่อเราแก่ขึ้น มีความหิวกระหายในธรรมะ
รสชาติของมัน ก็ยิ่งเอร็ดอร่อยมากขึ้น


การเป็นครูอาจารย์ของผู้อื่นนั้น
จะต้องเป็นตัวอย่างให้แก่พระภิกษุอื่นๆ
เป็นตัวอย่างแก่ลูกศิษย์ เป็นตัวอย่างแก่ทุกคน
ฉะนั้นอย่าลืมตนเอง แล้ว อย่าคิดถึงตนเอง
ถ้าความคิดอย่างนั้นเกิดขึ้น รีบกำจัดมันเสีย
ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะเป็นผู้ที่รู้จักตนเอง



ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา

http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5627&#entry5627 .......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5627&#entry5627

โพสต์โดย: za_arnt Aug 9 2009, 05:56 AM


~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา

วิธีปฏิบัติธรรมมีมากมายเป็นล้านๆ วิธี
พูดเรื่องการภาวนาไม่มีที่จบ
สิ่งที่จะทำให้เกิดความสงสัยมีมากมายหลายอย่าง
แต่ให้กวาดมันออกไปเรื่อย ๆ แล้วจะไม่เหลือความสงสัย
เมื่อเรามีความเข้าใจถูกต้องเช่นนี้
ไม่ว่าจะนั่ง หรือจะเดิน
ก็มีแต่ควาสงบ ความสบาย
ไม่ว่าจะปฏิบัติภาวนาที่ไหน
ให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
อย่าถือว่าจะปฏิบัติภาวนาแต่เฉพาะขณะนั่ง หรือเดินเท่านั้น
ทุกสิ่งทุกอย่างทุกหนทุกแห่งเป็นการปฏิบัติได้ทั้งนั้น

ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา
ให้มีสติอยู่
ให้เห็นการเกิดดับของกาย และใจ
แต่อย่าให้มันมา ทำใจให้วุ่นวาย

ให้ปล่อยวางมันไป
ความรักเกิดขึ้น ก็ปล่อยมันไป
มันมาจากไหน ก็ให้มันกลับไปที่นั่น
ความโลภเกิดขึ้น ก็ปล่อยมันไป
ตามมันไป ตามดูว่ามันอยู่ที่ไหน
แล้วตามไป ส่งมันให้ถึงที่
อย่าเก็บมันไว้สักอย่าง





ฝึกใจได้ใจ จักปราศจากกิเลส

http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5627&#entry5627 .......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5627&#entry5627


โพสต์โดย: ღ•♥AD♥& Aug 11 2009, 06:14 AM


~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

ฝึกใจได้ใจ จักปราศจากกิเลส
ถ้าท่านปฏิบัติได้อย่างนี้
ท่านก็จะเหมือนกับบ้านว่าง
หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ นี่คือใจว่าง
เป็นใจที่ว่าง และ อิสระจากกิเลส ความชั่วทั้งหลาย
เราเรียกว่าใจว่าง
แต่ไม่ใช่ว่างเหมือนว่าไม่มีอะไร
มันว่างจากกิเลส
แต่เต็มไปด้วยความฉลาด ด้วยปัญญา
ฉะนั้นไม่ว่าจะทำอะไร
ก็ทำด้วยปัญญา
คิดด้วยปัญญา
จะมีแต่ปัญญาเท่านั้น

นี่เป็นคำสอนที่ผมขอมอบให้ในวันนี้
ถ้าการฟังธรรมทำให้ใจท่านสงบ ก็ดีแล้ว
ไม่จำเป็นต้องจดจำอะไร
บางท่านอาจจะไม่เชื่อ ถ้าเราทำใจให้สงบ
ฟังแล้วก็ไม่ให้ผ่านไป
แต่นำพิจารณาอยู่เรื่อย ๆอย่างนี้
เราก็เหมือนเครื่องบันทึกเสียง เมื่อเรา "เปิด" มัน
มันก็อยู่ตรงนั้น
อย่ากลัวว่าจะไม่มีอะไร
เมื่อใดที่ท่านเปิดเครื่องบันทึกเสียงของท่าน
ทุกอย่างก็อยู่ในนั้น

ขอมอบธรรมะนี้ต่อ พระภิกษุทุกรูป และต่อทุกคน
บางท่านอาจจะรู้ภาษาไทยเพียงเล็กน้อย ก็ไม่เป็นไร
ให้ท่านเรียนภาษาธรรมเถิด เท่านี้ก็ดีเพียงพอแล้ว.




ทำใจให้เป็นบุญ
บรรยายที่วัดหนองป่าพง ให้แก่ชมรมพุทธศาสตร์เอสโซ่
เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๔



http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5627&#entry5627 .......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5627&#entry5627

โพสต์โดย: zhant~ Aug 13 2009, 05:23 AM


~@ smile.gif ทำใจให้เป็นบุญ smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

บรรยายที่วัดหนองป่าพง ให้แก่ชมรมพุทธศาสตร์เอสโซ่
เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๔

โอกาส ที่พวกเราจะได้มารวมกันแต่ละครั้งนี้ก็ลำบากนะ นับว่าเป็นมงคลอันหนึ่ง ที่ได้มาถวายสังฆทาน และได้มาฟังธรรมที่วัดหนองป่าพง เมื่อคืนคงได้ฟังหลายกัณฑ์ละมังนี่ อาตมาได้ขอโอกาส แก่พระสงฆ์ทั้งหลายและญาติโยมแล้ว ให้พระสงฆ์ทำธุระแทน

กำลังมันน้อยทุกวันนี้
ลมมันน้อย เสียงมันก็น้อย ทำไมมันจึงน้อย
มันจะหมดนะแหละ น้อยลง น้อยลงเดี๋ยวก็หมดแหละ
มาที่นี่นับเป็นโชคดีที่ยังเห็นตัว เห็นตนอยู่นะ
ถ้านาน ๆ ไปมันจะไม่ได้เห็นแล้ว
จะเห็นก็แต่วัด เท่านั้นแหละ ต่อจากนี้ให้ตั้งใจฟังธรรม


ระยะเวลานี้พวกเราแสวงบุญกันมาก
มีคนแสวงบุญกันมากทุกแห่ง
ที่ไหนที่ไหนก็มาผ่านวัดป่าพง
ที่จะไปก็ผ่านนี้ ที่ไม่ผ่านกลับ มาก็ต้องผ่านนี้
ทอดผ้าป่าทอดกฐินทุกครั้ง ถ้าขาไปไม่พบ ขากลับก็ต้องมาผ่าน
ก็คือต้องผ่านทั้งนั้น ฉะนั้นวัดป่าพงจึงเป็นเมืองผ่าน
ผ่านไปชั่วคราว ผ่านไปผ่านมา
บางคนที่มีธุระรีบร้อนก็ไม่ได้พบกัน
ไม่ได้พูดกัน ฉะนั้นจึงต้องอาศัยเวลาของพวกเรา

โดยมากก็มาแสวงหาบุญกัน
แต่ว่าไม่เคยเห็นญาติโยมที่ แสวงหาการละบาป
มีแต่แสวงบุญเรื่อยไป
ไม่รู้จะเอาบุญไปไว้ตรงไหนก็ไม่รู้
ผ้าสกปรกไม่ฟอก แต่อยากจะรับน้ำย้อมนะ
นี่มันเป็นอย่างนั้น

คำสอนของพระท่านพูดไปโดยตรงง่าย ๆ
แต่มันยากกับคนที่ จะต้องปฏิบัติ
มันยากเพราะคนไม่รู้
เพราะคนรู้ไม่ถึง มันจึงยาก
ถ้าคนรู้ถึงแล้ว มันก็ง่ายขึ้นนะ


อาตมาเคยสอนว่าเหมือนกันกะรู
มีรูอันหนึ่ง
ถ้าเราเอามือล้วงเข้าไปไม่ถึง ก็นึกว่ารูนี้มันลึก
ทุกคนตั้งร้อยคน พันคนนึกว่ารูมันลึก
ก็เลยไปโทษรูว่ามันลึก เพราะล้วงไปไม่ถึง
คนที่จะว่าแขนเราสั้นไม่ค่อยมี
ร้อยก็ทั้งร้อยว่ารูมันลึกทั้งนั้น

wink.gif คนที่จะว่าไม่ใช่ .....
tongue.gif แขนเรามันสั้น ไม่ค่อยมี
sad.gif คนแสวงหาบุญเรื่อย ๆไป
laugh.gif วันหลังต้องมาแสวงหาการละบาปกันเถอะ ไม่ค่อยจะมี


นี่มันเป็นเสียอย่างนี้
คำสอนของพระท่านบอกไว้สั้น ๆ
แต่คนเรามันผ่านไป ผ่านไป
ฉะนั้นวัดป่าพงมันจึงเป็นเมืองผ่าน
ธรรมะก็จึงเป็น เมืองผ่านของคน

สพฺพปาป สฺสอกรณํ กุสลสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ สามคาถาเท่านี้ ไม่มากเลย




http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5627&#entry5627 .......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5627&#entry5627

โพสต์โดย: ღ•♥AD♥& Aug 14 2009, 08:50 AM


~@ smile.gif ทำใจให้เป็นบุญ smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

บรรยายที่วัดหนองป่าพง ให้แก่ชมรมพุทธศาสตร์เอสโซ่
เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๔

สพฺพปาป สฺสอกรณํ กุสลสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ สามคาถาเท่านี้ ไม่มากเลย
สพฺพปาปสฺสอกรณํ การไม่กระทำบาปทั้งปวงนั่นน่ะ
เอตัง พุทธานะสาสะนัง เป็นคำสอนของพระ
อันนี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนา
แต่เราข้ามไปโน้น เราไปเอาอย่างนี้
การละบาปทั้งปวง
น้อยใหญ่ทางกาย วาจาใจน่ะเป็นเลิศ ประเสริฐแล้ว

เอตัง พุทธานะสานะนัง อันนี้เป็นคำสอนของพระ
อันนี้เป็นตัวศาสนา อันนี้เป็นคำสั่งสอนที่แท้จริง
ธรรมดาของเรานะ เวลาจะย้อมผ้า
ก็จะต้องทำผ้าของเราให้ สะอาดเสียก่อน
อันนี้ไม่อย่างนั้นสิ เราไปเที่ยวตลาด
เห็นสีมันสวยๆก็ นึกว่าสีนั้นสวยดี
เราจะย้อมผ้าละ ไม่ดูผ้าของเรา
จับสีขึ้นมา เห็นสีสวยๆ
ก็จะเอามาย้อมผ้าอย่างนั้นแหละ
เอามาถึงก็เอามาย้อมเลย
ผ้าของเรายัง ไม่ได้ฟอก ไม่สะอาด
มันก็ยิ่งขี้เหร่ไปกว่าเก่าเสียแล้ว
เราคิดดูซิ กลับไปนี่
เอาผ้าเช็ดเท้าไปย้อม ไม่ต้องซักละนะ จะดีไหมน่ะ? ดูซิ

นี่ละพระพุทธเจ้าท่านสอนกันอย่างนี้ เราข้ามกันไปหมด
พากันทำบุญ แต่ว่า ไม่พากันละบาป
ก็เท่ากับว่ารูมันลึก ใครๆก็ว่ามันลึก
ตั้งร้อยตั้งพันก็ว่ารูมันลึก
คนจะว่าแขนมันสั้นนะไม่ค่อยจะมี
มันต้องกลับธรรมะ ต้องถอยหลังกลับมาอย่างนี้
ถึงจะมองเห็นธรรมะ มัน ต้องมุ่งหน้ากันไปอย่างนี้

บางทีก็พากันไปแสวงหาบุญกัน
ไปรถบัสคันใหญ่ๆสองคัน สามคันพากันไป
ไปกันบางทีทะเลาะกันเสียบนรถก็มี
บางทีกินเหล้า sad.gif เมากันบนรถก็มี
ถามว่าไปทำไม ไปแสวงบุญกัน ไปแสวงหาบุญ
ไปเอาบุญ แต่ไม่ละบาป
ก็ไม่เจอบุญกันสักที มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ
อันนี้มันอยู่อย่างนี้ มันจะสะดุดเท้าเราใช่ไหม

biggrin.gif ให้มองดูใกล้ ๆ มองดูตัวเรา
พระพุทธเจ้าท่านให้มองดูตัวเรา
ให้สติสัมปชัญญะอยู่รอบๆตัวเรา ท่านสอนอย่างนี้
บาปกรรมทำชั่ว ทั้งหลายมันเกิดขึ้นทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ
บ่อเกิดของบาปบุญคุณโทษ ก็คือกาย วาจา ใจ
เราเอากาย วาจา ใจ มาด้วยหรือเปล่าวันนี้
หรือเอาไว้ที่บ้าน นี่ต้องดูอย่างนี้
ดูใกล้ ๆอย่าไปดูไกลเราดูกายของเรานี่ ดูวาจา ดูใจของเรา
ดูว่าศีลของเราบกพร่องหรือไม่ อย่างนี้ไม่ค่อยจะเห็นมี

โยมผู้หญิงเราก็เหมือนกันแหละ
ล้างจานแล้วก็บ่นหน้าบูด หน้าเบี้ยวอยู่นั้นแหละ
มัวไปล้างแต่จานให้มันสะอาด แต่ใจเราไม่สะอาด
นี่มันไม่รู้เรื่อง เห็นไหม ไปมองดูแต่จาน
มองดูไกลเกินไปใช่ ไหม
ดูนี่ซิใครคงจะถูกเข้าบ้างละมังนี่ นี่ให้ดูตรงนี้มันก็ไม่สะอาด
สะอาดแต่จานเท่านั้นแหละ แต่ใจเราไม่สะอาด
นี่มันก็ไม่ดี เรียกว่าเรามองข้ามตัวเอง
ไม่มองดูตัวเอง ไปมองดูแต่อย่างอื่น
จะทำความชั่วทั้งหลาย ก็ไม่เห็นตัวของเรา ไม่เห็นใจของเรา
ภรรยาก็ดี สามีก็ดี ลูกหลานก็ดี
จะทำความชั่วแต่ละอย่างก็ต้องมองโน้น มองนี้
แม่จะเห็นหรือเปล่า ลูกจะเห็นหรือเปล่า
สามีจะเห็นหรือเปล่า
ภรรยาจะเห็นหรือเปล่า อะไรอย่างนี้

ถ้าไม่มีใครเห็นแล้วก็ทำ
อันนี้มัน ดูถูกเจ้าของว่า
คนไม่เห็นก็ทำดีกว่า รีบทำเร็ว ๆเดี๋ยวคนจะมาเห็น
แล้วตัวเราที่ทำนี่มันไม่ใช่คนหรือ
เห็นไหม นี่มันมองข้ามกันไปเสียอย่างนี้
จึงไม่พบของดี ไม่พบธรรมะ

ถ้าเรามองดูตัวของเรา เราก็จะ เห็นตัวเรา
จะทำชั่วเราก็รู้จัก ก็จะได้ห้ามเสียทันที
จะทำความดีก็ให้ดู ที่ใจ
เพราะเราก็มองเห็นตัวของเราอยู่แล้ว ก็จะ
tongue.gif รู้จักบาป
รู้จักบุญ
tongue.gif รู้จักคุณ
รู้จักโทษ
tongue.gif รู้จักผิด
รู้จักถูก
อย่างนี้ก็ต้องรู้สึกสิ

นี่ถ้าไม่พูด ก็ไม่รู้
เราโลภ ก็ไม่รู้
เราหลง ก็ไม่รู้
อะไร ๆ เราก็ไม่รู้
ไปมุ่งกันอย่างอื่น
นี่เรียกว่าโทษของคนที่ ไม่มองดูตัวของเรา


ถ้าเรามองดูตัวของเรา เราก็จะเห็นชั่วเห็นดีทุกอย่าง



http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5848&#entry5848 .......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5627&#entry5627

โพสต์โดย: zhant~ Aug 15 2009, 06:36 AM


~@ smile.gif ทำใจให้เป็นบุญ smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

บรรยายที่วัดหนองป่าพง ให้แก่ชมรมพุทธศาสตร์เอสโซ่
เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๔

ถ้าเรามองดูตัวของเรา

เราก็จะเห็นชั่ว เห็นดีทุกอย่าง
อันนี้ดีก็จะได้เก็บไว้ แล้วเอามาปฏิบัติ
เก็บดีมาปฏิบัติ ดีก็ทำตาม
ความชั่วเก็บมาทำไม เก็บมาเพื่อเหวี่ยงทิ้ง

การละความชั่ว ประพฤติความดี
นี่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง การไม่ทำบาปทั้งทางกาย วาจา ใจ นั่นแหละถูกแล้ว
เป็นคำสอนของพระ ถูกแล้ว สะอาดแล้วละทีนี้ ต่อนั้นไปก็

กุสะละสูปะสัมปะทา คือ ทำใจให้เป็นบุญ เป็น กุศล คงรู้จักแล้ว
เมื่อจิตเป็นบุญ จิตเป็นกุศลแล้วเราก็ไม่ต้องนั่งรถไป แสวงหาบุญที่ไหนใช่ไหม
นั่งอยู่ที่บ้านเราก็จับบุญเอา จับเอา ก็เรารู้ จั๊กแล้ว

อันนี้ไปแสวงหาบุญกันทั่วประเทศ แต่ไม่ละบาป
กลับไปบ้าน ก็กลับไปเปล่าๆ
ไปทำหน้าบูด หน้าเบี้ยวอย่างเก่าอยู่นั่นแหละ
ไปล้างจานหน้าบูดอยู่นั้นแหละ
ไปดูแต่จานให้มันสะอาด แต่ใจเราไม่สะอาด
ไม่ค่อยจะดูกัน นี่คนเรามันพ้นจากความดีไปเสียอย่างนี้

คนเราน่ะมันรู้ แต่ว่ามันรู้ไม่ถึง
เพราะรู้ไม่ถึงใจของเรา
ฉะนั้นหัวใจของพระศาสนา จึงไม่ผ่านเข้าหัวใจของเรา ใช่ไหม
เมื่อจิตของเรา เป็นบุญ เป็นกุศลแล้ว มันก็จะสบาย
นั่งยิ้มอยู่ในใจของเรานั้นแหละ

แต่นี่หาเวลาhttp://forum.ampoljane.com/index.php?showtopic=121ได้ยากใช่ไหมนี่
เวลาที่เราชอบ ใจถึงยิ้มได้ใช่ไหม
เวลาไม่ชอบใจละก็ยิ้มไม่ได้
จะทำยังไง ไม่สบาย หรือสบายแล้ว

คนเราต้องมีอะไรชอบใจเราแล้วจึงจะสบาย
ต้องให้คนในโลกทุกคน พูดทุกคำให้ถูกใจเราหมด
แล้วจึงจะสบายอย่างนั้นหรือ
ถ้าเป็นอย่างนั้น เราจะสบายได้เมื่อไร
มีไหมใครจะพูดถูกใจเรา
ทุกคนมีไหมนี่ แล้วเราจะเอาสบายได้เมื่อไร

เราต้องอาศัยธรรมะนี่ ถูกก็ช่าง ไม่ถูกก็ช่างเถอะ
เราอย่าไป หมายมั่นมัน
จับดู แล้วก็ วางเสีย เมื่อใจมันสบายแล้ว ก็ยิ้มอยู่อย่างนั้นแหละ
อะไรที่ว่ามันไม่ดี ไม่พอใจของเราเป็นบาป มันก็หมดไป
มีอะไรดี มันก็คงต้องเป็นไปของมัน อย่างนั้น

สะ จิตตะปะริโยทะปะนัง เมื่อชำระบาปแล้ว มันก็หมดกังวล
ใจก็สงบ ใจเป็นบุญเป็นกุศล เมื่อใจเป็นบุญ
เมื่อใจเป็นกุศลแล้ว ใจก็สบายสว่าง
เมื่อจิตใจมันสว่างแล้ว ก็ละบาป
ใจสว่างใจผ่องใส จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน มันก็สบาย
เมื่อสบายสงบแล้วนั่นแหละคือ คุณสมบัติของมนุษย์ที่แท้เต็มที่
ที่เราอยู่สบายนั้นแหละ

ทีนี้เกี่ยวกับสิ่งที่เราชอบใจ ถ้าเขาพูดชอบใจเราก็ยิ้ม
ถ้าเขาพูดไม่ชอบใจเราก็หน้าบูด
เมื่อไรใครจะพูดให้ถูกใจเราทุก ๆวันมีไหม
แม้แต่ลูกในบ้านเรา เคยพูดถูกใจเราไหม
เราเคยทำให้พ่อแม่ถูกใจ หรือเปล่า

tongue.gif แน่ะไม่ใช่แต่คนอื่น
แม้แต่หัวใจของเราเองก็เหมือนกัน บางทีคิดขึ้นมาไม่ชอบใจเหมือนกัน แล้วทำอย่างไร
biggrin.gif แน่ะบางทีเดินไป
ตำหัวตอสะดุดปึ๊ก ฮึ! มันอะไรล่ะใครไปสะดุดมันล่ะ จะไปว่าใครล่ะ ก็ตัวเราทำเองนี่
จะทำยังไง ก็แต่ใจเราเองยังไม่ถูกใจตัวของเราเอง
ให้เราคิดดูสิ อันนี้มันเป็นอย่างนี้ละ มีบางอย่างเราก็ทำไม่ถูกใจเราเอง ก็ได้แต่ ฮึ!
ก็ไม่รู้จะไป ฮึ! เอาใคร นี่ล่ะมันไม่เที่ยงอย่างนี้

บุญในทางพุทธศาสนาคือ การละบาป
เมื่อละบาปแล้วมันก็ ไม่มีบาป
ไม่มีบาปมันก็ ไม่ร้อน
ไม่ร้อนมันก็ เย็น
จิตที่สงบแล้วนั้น จึงว่าเป็นกุศลจิต

ไม่คิดโมโห มันก็ผ่องใส ผ่องใสด้วยวิธีอะไร
ก็ให้โยมรู้จักว่า แหมวันนี้น่ะ ใจมันดุเหลือเกิน
ไปมองดูอะไร แม้แต่จะมองดู ถ้วยในตู้ มันก็ไม่สบาย
อยากจะทุบมันทิ้งให้หมดทุกใบเลย
ไปดูอะไรก็ไม่ชอบใจไปเสียทั้งนั้น ดูใคร ดูเป็ด ดูไก่ ดูสุนัข ดู แมว ไม่ชอบใจ
แม้แต่พ่อบ้านพูดขึ้นมาก็ไม่ชอบใจ

เมื่อดู ในใจของเรา
ก็ไม่ชอบ ใจของเรา
ทีนี้ก็ไม่รู้จะไปอยู่ตรงไหนแล้วละ
ทำไมมันถึงได้ เกิดความร้อนอย่างนี้
นั้นแหละที่เรียกว่าคนหมดบุญล่ะ

เดี๋ยวนี้เรียก คนตายว่าคนหมดบุญแล้ว
ไม่ใช่อย่างนั้นคนที่ไม่ตาย แต่หมดบุญมีเยอะ คือคนที่ไม่รู้จักบุญ
ใจมันเป็นแต่บาปอยู่อย่างนั้น จึงสะสมแต่บาปอยู่

โยมไปทำความดี ก็เหมือนโยมอยากได้บ้านสวยๆ
จะปลูกบ้านแต่ไม่ปราบที่มันเสียก่อน
เดี๋ยวบ้านมันก็จะพังเท่านั้นเองใช่ไหม สถาปนิกไม่ดีนี่
อันนี้ก็ต้องทำเสียใหม่ พยายามใหม่ ให้เราดูของเรานะ
ดูข้อบกพร่องของเรา ดูกาย ดูวาจา ดูใจ ของเรา


กายเรานี่ ก็มีอยู่แล้ว
วาจา ก็มีอยู่แล้ว
ใจ ก็มีอยู่แล้ว

จะไปหาที่ปฏิบัติที่ไหนเล่า ไม่ใช่มันหลงหรือนี่
จะไปหาที่ปฏิบัติอยู่ในป่าวัดป่าพง สงบเรอะ
ไม่สงบ เหมือนกัน
ที่บ้านเรานั่นแหละ มันสงบ ถ้าเรามีปัญญา
ที่ไหนที่ไหน มันก็สบาย มันสบายทั้งนั้น


โลกทั้งหลาย เขาถูกต้องของเขาหมดแล้ว



http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5848&#entry5848 .......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5627&#entry5627

โพสต์โดย: ღ•♥AD♥& Aug 17 2009, 05:19 AM


~@ smile.gif ทำใจให้เป็นบุญ smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

บรรยายที่วัดหนองป่าพง ให้แก่ชมรมพุทธศาสตร์เอสโซ่
เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๔

โลกทั้งหลายเขาถูกต้องของเขาหมดแล้ว
ต้นไม้ทุกต้นมันก็ ถูกต้องตามสภาพของมันแล้ว
ต้นยาวก็มี ต้นสั้นก็มี ต้นที่มันเป็นโพรงก็มีสารพันอย่าง
ของเขาเป็นของเขาอยู่อย่างนั้น
มีแต่ตัวเรานั่นแหละ ไปคิด เพราะไม่รู้เรื่อง
เฮ้ ต้นไม้นี่มันยาวไป อ้ายต้นนี้มันสั้นไป
อ้ายต้นนี้มันเป็นโพรง
ต้นไม้น่ะเขาอยู่เฉย ๆเขาสบายกว่าเรา

ฉะนั้น จึงไปเขียนคำโคลงไว้ที่ต้นไม้ดีกว่า
ให้ต้นไม้มันสอนเรา ได้อะไรบ้างหรือไม่ล่ะ
มาวันนี้ได้อะไรที่ต้นไม้ไปบ้างไหม
ต้องเอาให้ได้สักอย่างหนึ่งน่ะ

ต้นไม้หลายต้นมีทุกอย่างที่จะสอนเราได้
อย่างนี้เรียกว่า ธรรมะมันมี
อยู่ทุกสภาพตามธรรมชาติทุกอย่าง
ให้เข้าใจนะ อย่าไปติเสียว่ารูมันลึก
เข้าใจไหม ให้วกมาดูแขนของเราสิ
อ้อแขนของเรามันสั้น อย่างนี้ก็สบาย
เมื่อจะตรวจก็ให้รู้ว่ามันไม่ดีอย่างไร
อย่าไปว่าแต่ว่า รูมันลึก
ให้เข้าใจเสียบ้างอย่างนั้น

บุญกุศลใด ๆ ที่เราทำให้มันมีไว้ในใจแล้ว
นั่นละมันเลิศ
ที่ทำบุญกันวันนี้ก็ดี แต่ว่ามันไม่เลิศ
จะสร้างวัตถุอะไรถาวรก็ดี แต่ว่ามันไม่เลิศ
ถ้าสร้างใจให้เป็นบุญนั่นแหละ มันจึงเลิศ

มานั่งที่นี่ก็สบาย กลับไปบ้านก็สบาย ให้มันเลิศ
ให้มันเป็นบุญไว้นะ อันนี้มันเป็นเพียง ตัววัตถุ
เป็นกะพี้ของแก่น
แต่ว่าแก่นมันจะมีได้ ก็ต้องอาศัยกะพี้
มันเป็นเสียอย่างนั้น
แก่นมันต้องอาศัยกะพี้
มีกะพี้จึงมีแก่น
ให้เข้าใจอย่างนั้น
ทุกอย่างก็เหมือนกันฉันนั้น

ฉะนั้นถ้าเรามีปัญญาแล้ว
มองดูที่ไหน ที่ไหน มันก็จะเห็นธรรมะทั้งนั้น
ถ้าคนขาดปัญญาแล้ว
มองไปเห็นสิ่งที่ว่าดี
มันก็เลย กลายเป็นไม่ดี
ก็ความไม่ดีมันอยู่ที่ไหน
มันก็อยู่ที่ใจของเรานี่แหละ

ตามันเปลี่ยน
จิตใจมันก็เปลี่ยน
อะไรๆมันก็เปลี่ยนไปทั้งนั้น

สามี ภรรยาเคยพูดกันสบาย ๆเอาหูฟังได้
อีกวันหนึ่งใจมันไม่ค่อยดี
ใครพูด อะไรมันก็ไม่เข้าท่า
ไม่รับทั้งนั้น มันไม่เอาทั้งนั้นแหละ
ใช่ไหม ใจมันไม่ดี
ใจมันเปลี่ยนไปเสียแล้ว
มันเป็นเสียอย่างนั้น

ฉะนั้นการละความชั่ว ประพฤติความดี
จึงไม่ต้องไปหาที่อื่น
ถ้าใจมันไม่ดีขึ้นมาแล้ว
อย่าไปมองคนโน้น หรือไปว่าคนโน้น ว่าคนนี้
ให้ดูใจของเราว่า ใครเป็นผู้พูดอะไร
ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้
จิตใจ ทำไมมันเป็นอย่างนี้นะ



นี่ให้เข้าใจว่าลักษณะทั้งหลายนี้ มันไม่เที่ยง



http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5848&#entry5848 .......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ http://www.friendlyz.com/board/index.php?s=&showtopic=454&view=findpost&p=5892

โพสต์โดย: za_arnt Aug 18 2009, 06:53 AM


~@ smile.gif ทำใจให้เป็นบุญ smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

บรรยายที่วัดหนองป่าพง ให้แก่ชมรมพุทธศาสตร์เอสโซ่
เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๔

นี่ให้เข้าใจว่าลักษณะทั้งหลายนี้มันไม่เที่ยง
ความรัก มันก็ไม่เที่ยง
ความเกลียด มันก็ไม่เที่ยง

tongue.gif “เราเคยรักลูกบ้างไหม” ถามอย่างนี้ก็ได้
“รัก เคยรัก” อาตมาตอบแทนเอง
tongue.gif “เคยเกลียดบ้างไหม” ตอบแทนเลยเนาะนี่
“บางทีก็เกลียดมัน”
tongue.gif “ทิ้งมันได้ไหม”
“ทิ้งไม่ได้”

“ทำไม”
“ลูกคนไม่เหมือนลูกกระสุน”
ลูกกระสุนยิงโป้งออกไปข้างนอก
ลูกคนยิงโป้งมาโดนที่ใจเรานี้
ดี ก็มาถูกตัวนี้ ชั่วก็มาถูกตัวนี้

อย่างนี้เรียกว่ามันเป็นกรรม
ลูกเรานั่นแหละมีคนดี มีคนชั่ว
ทั้งดีทั้งชั่ว ก็เป็นลูกเราทั้งนั้น

เขาเกิดมาแล้ว ดูสิคนที่ไม่ดูขนาดไหนก็ยิ่งรัก
เกิดมาเป็นโรคโปลิโอ ขาเป๋
ดูซิรักคนนั้นกว่าเขาแล้ว
จะออกไปจากบ้าน เพราะรักคนนี้
จึงต้องสั่งว่า [b]ดูน้อง ดูคนนี้
ด้วยเถิด
เมื่อจะตายจากไปก็ สั่งไว้ให้ดู ให้ดูคนนี้
ดูลูกฉันคนนี้ มันไม่แข็งแรงยิ่งรักมันมาก [/b]

ถ้าเป็นผลไม้ มันเน่าละก็เหวี่ยงเข้าป่าไปเลย
ไม่เสียดาย แต่คนเน่ายิ่งเสียดาย
มันลูกเรานี่ ทำอย่างไรเล่า นี่ให้เข้าใจเสียอย่างนี้
ฉะนั้นจงทำใจ ไว้เสียดีกว่านะ
รักครึ่ง ชังครึ่ง อย่าทิ้งมันสักอย่าง ให้มันอยู่รวมๆกัน

ของๆเรานี่ นี่คือกรรม
กรรมนั้นละ เป็นของเก่าของเราละน้อ
นี่มันก็สมกันกับเจ้าของ
เขาคือกรรม? ก็ต้องเสวยไป
ถ้ามันทุกข์ใจเข้ามาเต็มที่ ก็ ฮึ กรรมนะ กรรม
ถ้ามันสบายใจดีก็ ฮึ กรรมนะ

บางทีอยู่ที่บ้าน
ทุกข์ก็อยากหนีไปน่ะ มันวุ่นวาย
ถ้ามันวุ่นวายเข้าจริงๆ
บางทีอยากผูกคอตายก็มี
กรรม เราต้องยอมรับมันอย่างนี้เรื่อยๆไป
สิ่งที่ไม่ดี ก็ไม่ต้องทำล่ะซี

เท่านี้ก็พอมองเห็น เจ้าของแล้วใช่ไหม
พอมองเห็นเจ้าของแล้วนะ
นี่เรื่องการพิจารณาสำคัญอย่างนี้




เรื่องการภาวนา ....



http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5848&#entry5848 .......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ http://www.friendlyz.com/board/index.php?s=&showtopic=454&view=findpost&p=5892
[/quote]

โพสต์โดย: ღ•♥AD♥& Aug 20 2009, 01:50 PM


~@ smile.gif ทำใจให้เป็นบุญ smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

บรรยายที่วัดหนองป่าพง ให้แก่ชมรมพุทธศาสตร์เอสโซ่
เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๔

เรื่องการภาวนา

อารมณ์ที่เรียกว่าภาวนา
เขาเอาพุทโธ ธัมโม สังโฆ
มาภาวนาทำกรรมฐานกัน

แต่เราเอาสั้นกว่านั้น
เมื่อรู้สึกว่า ใจมันหงุดหงิด
ใจไม่ดี โกรธ เราก็ร้อง ฮึ
เวลาใจดีขึ้นมาก็ร้อง ฮึ
ว่ามัน ไม่เที่ยงดอก
ถ้ามันรักคนนั้นขึ้นมาในใจก็ ฮึ
ถ้ามันจะโกรธคนนั้นขึ้น มาก็ ฮึ
เข้าใจไหม

ไม่ต้องไปดูลึก
ไม่ต้องไปดูพระไตรปิฎกหรอก
ไอ้ ฮึ นี่เรียกว่า มันไม่เที่ยง
wub.gif ความรัก นี่มันก็ไม่เที่ยง
angry.gif ความชัง นี่มันก็ไม่เที่ยง
tongue.gif ความดี มันก็ไม่เที่ยง
wink.gif ความชั่ว มันก็ไม่เที่ยง

มันเที่ยง อย่างไรเล่า
มันจะเที่ยงตรงไหม
มันเที่ยงก็เพราะ ของเหล่านั้นมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น
คือมันเที่ยงอย่างนี้ มันไม่แปรเป็นอย่างอื่น
มันเป็นอย่างนั้น
นี่ เรียกว่าความเที่ยง
เที่ยงก็เพราะว่ามันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น
มันไม่ได้แปรเป็นอย่างอื่น

เดี๋ยวมันก็รัก เดี๋ยวมันก็ชัง
มันเป็นของมันอยู่อย่างนี้
นี่คือ มันเที่ยงอย่างนี้




ฉะนั้น จึงจะบอกว่าเมื่อความรักเกิดขึ้น tongue.gif ....


http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5848&#entry5848 .......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ http://www.friendlyz.com/board/index.php?s=&showtopic=454&view=findpost&p=5892


โพสต์โดย: za_arnt Aug 22 2009, 11:05 AM


~@ smile.gif ทำใจให้เป็นบุญ smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

บรรยายที่วัดหนองป่าพง ให้แก่ชมรมพุทธศาสตร์เอสโซ่
เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๔

ฉะนั้น จึงจะบอกว่าเมื่อความรักเกิดขึ้น
เราก็บอก ฮึ มันไม่ เปลืองเวลาดี
ไม่ต้องว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว
ถ้าโยมขี้เกียจ ภาวนามาก
เอาง่าย ๆดีกว่า คือ ถ้ามันเกิดมีความรักขึ้นมา
มันจะหลง ก็ร้อง ฮึ เท่านี้แหละ
อะไร ๆมันก็ไม่เที่ยง ทั้งนั้น

มันเที่ยงก็เพราะมัน เป็นของมันอยู่อย่างนั้น
เห็นเท่านี้ ก็เห็นแก่นของธรรมะ คือสัจธรรม
อันนี้ถ้าเรามา ฮึ กันบ่อยๆ
ค่อย ๆทะยอยไป
อุปาทาน ก็จะน้อยไป น้อยไปอย่างนี้แหละ

tongue.gif ความรักนี้ ฉันก็ไม่ติดใจ
sad.gif sad.gif ความชั่ว ฉันก็ไม่ติดใจ
wink.gif อะไร ๆ ฉันก็ไม่ติดใจทั้งนั้น
อย่างนี้จึงจะเรียกว่า ไม่เชื่ออะไรทั้งนั้น
เชื่อสัจธรรมอย่างเดียว
รู้ธรรมะเท่านี้ก็พอแล้วโยม
จะไปดูที่ไหนอีกเล่า
วันนี้มีโชคด้วยได้อัดทั้งเทปภายนอก ภายใน

เข้าหู ตรงนี้ก็อัด
เข้าตรงนี้ก็ได้ เทปนั้นก็จะได้มีทั้งสองอย่าง
ถ้าโยมทำไม่ได้อย่างนี้ก็ไม่ค่อยจะดีเสียละมังเนาะ
ไม่ต้องมาวัดป่าพงอีกละมัง
นี่ข้างในก็อัด ข้างนอกก็อัด

แต่ว่าเทปนี้มันไม่ค่อยสำคัญดอก
เทปในใจ นั่นละมันสำคัญกว่า
เทปอันนี้มันเสื่อมได้
ซื้อมาแล้วมันก็เสื่อมได้
เทปภายในของเรา นั้นน่ะ
เมื่อมันถึงใจแล้ว มันดีเหลือเกินนะโยม


มันมีอยู่ตลอดเวลา
ไม่ เปลืองถ่าน
ไปอัดอยู่ในป่าพูดอยู่นั่นแล้ว
ในวันในพรุ่ง ให้มันรู้อยู่ อย่างนั้นแหละ
มันรู้ว่ากระไร ภาวนาพุทโธ พุทโธ ต้องรู้อย่างนั้น
เข้าใจกันแล้วหรือยัง

เข้าใจให้ถึงนะ
ถ้ามันเข้าใจ
ถ้ามันถูกอารมณ์ปุ๊บ
รู้จักแล้วละก็ หยุดเลย

ฟังเข้าใจนะ ถ้ามันโกรธขึ้นมา
ก็ว่า ฮึ พอแล้วระงับเลย
ถ้ามันยังไม่เข้าใจ ก็ติดตามเข้าไปดู
ถ้ามันเข้าใจ แล้ว เช่นว่า
พ่อบ้านโกรธให้แม่บ้าน
แม่บ้านโกรธให้พ่อบ้าน โกรธขึ้น
มาในใจก็ร้อง ฮึ มันไม่เที่ยง

เอาละเทศน์ให้ฟังก็ขึ้นอักษร พอได้แล้วนะ
ที่พอแล้วก็คือ มันสบายแล้ว
เรียกว่าสงบแล้ว เอาละพอนะ






ขอขอบพระคุณ ..... คุณเจริญชัย เจริญทั้งเมือง
๒๐๐/๑๔๑ หมู่ ๘ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ๑๒๑๓๐ .
ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๙.



http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5848&#entry5848 .......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ http://www.friendlyz.com/board/index.php?s=&showtopic=454&view=findpost&p=5892

โพสต์โดย: za_arnt Aug 25 2009, 01:18 PM



~@ wub.gif คำสอน หลวงพ่อชา จากหนังสืออภิมหามงคลธรรม wub.gif @~


ความอยากอย่างแรงกล้า ที่จะหลุดพ้นหรือรู้แจ้งนั้น
จะเป็นความอยากที่ขวางกั้น การหลุดพ้น...
พยายามมากเกินไป
แต่ขาดปัญญา เป็นการเคี่ยวเข็ญตนเองไปสู่ความทุกข์ยาก โดยไม่จำเป็น
... เดินทางสายกลาง คือ สงบ วางสุข วางทุกข์

หน้าที่ของเรานั้น ทำเหตุให้ดีที่สุดเท่านั้น
ส่วนผลที่จะได้รับ เป็นเรื่องของเขา...
ถ้าเราดำเนินชีวิตโดยมีการปล่อยวาง เช่นนี้แล้ว
ทุกข์ก็ไม่รุมล้อมเรา...

จิตของคนตามธรรมชาตินั้น ไม่มีความดีใจ เสียใจ
...ที่มีความดีใจ เสียใจนั้นไม่ใช่จิต
แต่เป็นอารมณ์ที่มาหลอกลวง
จิตก็หลงไป ตามอารมณ์ โดยไม่รู้ตัว
แล้วก็เป็นสุข เป็นทุกข์ ไปตามอารมณ์...
ผู้ใดตามดูจิต ผู้นั้นจักพ้นจาก บ่วงของมาร




.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&pid=5595&st=0&#entry5595

โพสต์โดย: za_arnt Aug 26 2009, 07:56 AM


~@ wub.gif คำสอน หลวงพ่อชา จากหนังสืออภิมหามงคลธรรม wub.gif @~

การกระทำจิตให้สงบนั้น
อย่าเพิ่งเข้าใจว่า ......
มาทำวันเดียว หรือสองวันมันจะสงบได้... ???
จะต้องพยายามทำเรื่อย ๆ ไป
ให้เห็นความสงบเกิดขึ้นมา
ต้องพยายามทำให้มาก
ทำบ่อย ๆ ยืน เดิน นั่ง นอน ต้องมีสติอยู่เสมอ


.... มักง่ายได้ยาก ลำบากได้ดี ...
------------~@~-------------

.... ถ้าเราเอาชนะตัวเอง
มันก็จะชนะ ทั้งตัวเอง
ชนะทั้งคนอื่น ชนะทั้งอารมณ์
ชนะ ทั้งรูป ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งรส ทั้งโผฏฐัพพะ

เป็นอันว่า ชนะทั้งหมด ...





.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: zhant~ Aug 28 2009, 11:44 AM



~@ wub.gif คำสอน หลวงพ่อชา จากหนังสืออภิมหามงคลธรรม wub.gif @~

"ดูไม้ท่อนนี้ซิ มันสั้น หรือยาว
สมมุติว่า....
คุณอยากได้ ไม้ที่ยาวกว่านี้
ไม้ท่อนนี้มันก็สั้น
แต่ถ้าคุณอยากได้ ไม้สั้นกว่านี้
ไม้ท่อนนี้ มันก็ยาว"


"ถึงบอกให้ ก็ไม่รู้หรอก..
มันเหมือนนก ที่อยากรู้เรื่องของปลาในน้ำ
ถึงปลา บอกความจริงว่า......
อยู่ในน้ำ เป็นอย่างไร
นกก็ไม่มีทาง จะรู้ได้
ตราบใดที่ นก ยังไม่เป็น ปลา"


......ใจของเรามันอยู่ในกรง
ยิ่งกว่านั้น มันยังมีเสือ
กำลังอาละวาด อยู่ในกรงนั้นด้วย
ใจที่มัน เอาแต่ใจของเรานี้
ถ้าหากมันไม่ได้อะไร ตามที่มันต้องการแล้ว
มันก็อาละวาด
เราจะต้อง อบรมใจ
ด้วยการ ปฏิบัติ ภาวนา
ด้วย สมาธิ
นี่แหละที่เราเรียกว่า "การฝึกใจ"......






ขอบคุณ
ชงโค ~ bkkonline.com
marty ~ board.palungjit.com


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีก... หากยังมีผู้อ่านเข้ามาค่ะ

โพสต์โดย: zhant~ Aug 28 2009, 11:25 PM


tongue.gif เรื่องราวของหลวงพ่อชา มีอีก แต่คงไม่ได้ลงตรงนี้แล้ว tongue.gif



tongue.gif ตอนนี้ได้ลงประวัติของท่านไว้ที่ ..... friendlyz.com tongue.gif
http://www.friendlyz.com/board/index.php?s=&showtopic=454&view=findpost&p=6080
หากอยากอ่านก็คลิกตามไปได้ค่ะ

เพราะลงที่นี่ อาจจะเป็นเอามะพร้าวมาขายสวน
บางท่าน เข้ามาอ่าน แต่บางท่านก็ ไม่เคยเข้ามาอ่านเลย
จึงไม่พบท่าน และ "ของดี ๆ ของหลวงพ่อชา" ที่สุดรักของดิฉัน

อ่านเถอะค่ะเวลานั่งทำเรื่อง หลวงพ่อชาเนี่ยจะใช้เวลานาน
เพราะพยายามทำให้น่าอ่าน

ท่านสอนเราด้วยคำพูดง่าย ๆ ธรรมดา ๆ
ที่พบได้ทั่วไป เปรียบเทียบสิ่งใกล้ตัว

จึงเป็นเหตุ และผลว่า
ทำไมดิฉัน และหลาย ๆ ท่านในบอร์ดนี้
จึงรักหลวงพ่อชากันนัก


ขอบคุณสำหรับทุกจิ้มที่ "จิ้ม" เข้ามาอ่านอย่างจริงจัง
เพราะทุกท่านที่อ่าน น่าจะได้ประโยชน์ ไปเต็มๆ

กำลังคิดว่า หลวงปู่ทูลก็มีอะไร ๆ น่าสนใจมากมาย
บางทีเท่านั้นค่ะ เพราะดิฉันไม่ค่อยเก่ง
ในเรื่องพระพุทธศาสนาสักเท่าไร
เพราะแค่อยากรู้แจ้ง เห็นจริงเฉพาะที่ดิฉันได้สัมผัส
กับ ความเมตตาของหลวงพ่อ/หลวงปู่นั้น ๆ เท่านั้น

คงไม่คิดว่าดิฉัน "แคบ" นักนะคะเพราะดิฉันรู้จักเท่านี้จริงๆ
หลวงพ่อชา
หลวงพ่อเต๋
หลวงพ่อนวม(วัดอนงค์)
หลวงพ่อลี
หลวงพ่อทูล
หลวงปู่คำพันธ์
หลวงปู่พรหมา
และ หลวงปู่ผ่านผู้มียิ้มน่ารัก

แค่แปดเซียนเท่านี้ค่ะ


tongue.gif ขอบคุณ ที่เข้ามาอ่านความในใจของดิฉัน สวัสดีค่ะ tongue.gif

http://www.friendlyz.com/board/index.php?s=&showtopic=454&view=findpost&p=6080



ขอบคุณ
ทุก ๆ "จิ้ม" ที่จิ้มเข้ามาอ่านค่ะ



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif มาอ่านประเทืองปัญญากันนะคะ

โพสต์โดย: zhant~ Sep 6 2009, 08:40 AM

เป็นอันว่า ดิฉันคงไม่ปล่อยให้กระทู้หลวงพ่อชาตาย ที่ว่าไว้จะไม่โพสท์อีก ก็กลับมาโพสท์ตามแรง "จิ้ม" (ไม่ทราบใครจิ้มเข้ามาอ่านกันบ้างคะ)
แต่ก็ดีค่ะ ท่านที่เข้ามาอ่านจะได้ระลึกถึง "หลวงพ่อชา" ที่เรารักกันสืบไป
ซึ่งการปล่อยวางนี้ เข้ากันได้ดีกับ เรื่อง http://forum.ampoljane.com/index.php?s=&showtopic=57&view=findpost&p=1779 ที่พูดเรืองของมนุษย์ อย่างเราท่าน



~@ wub.gif การปล่อยวาง ตอนที่ ๑ เทศนาธรรมหลวงพ่อชา wub.gif @~

tongue.gif เราท่านทั้งหลายได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา
เป็นการยากแท้ที่สัตว์หลายล้านตัว ไม่มีโอกาสอย่างเรา
จงอย่าประมาท รีบสร้างบารมีให้แก่ตน

ด้วยการทำดี
ทั้งชั้นต้น ชั้นกลาง และชั้นสูง
อย่าปล่อยให้เวลาเสียไป โดยเปล่าปราศจากประโยชน์เลย
ฉะนั้นควรจะทำตนให้เข้าถึงพุทธธรรมเสียแต่วันนี้
"มรรค ผล ไม่พ้นสมัย"

การที่เราอยู่ร่วมกันนี้จะต้องมีระเบียบ
ระเบียบ
เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนหมู่มาก
ไม่ใช่จำเป็นเฉพาะบุคคลเท่านั้น
อยู่คนเดียว ก็ต้องมีระเบียบ อย่างพระวินัย
พระวินัยสมัยก่อนนี้ มีนิดเดียว

พระสงฆ์ที่มาบวชในพระพุทธศาสนามีมากขึ้น
ต่างคนต่างจะทำอะไร ก็มีหลายเรื่อง
บางคนอยากจะทำอย่างนั้น
บางคนอยากจะทำอย่างนี้
ก็มีกันมาเรื่อย ๆ เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าของเราตั้งข้อกติกา
คือพระวินัยขึ้นมา เพื่อเป็นข้อปฏิบัติ
อยู่ไปนาน ๆ ก็มีบางคนก็ทำเรื่องมาอีกหลายอย่าง
ดังนั้นพระวินัยจึงไม่มีทางจบสิ้น หลายล้านสิกขาบท แต่ก็ยังไม่จบ
พระวินัยไม่มีทางจบลงได้

แต่ถ้าพูดถึงเรื่องธรรม
tongue.gif เรื่องธรรมะนี้มีทางจบ ก็คือ "การปล่อยวาง"
tongue.gif เรื่องพระวินัยก็คือ เอาเหตุผลกัน
ถ้าเอาเหตุผลกันแล้ว ไม่จบหรอก

สมัยหนึ่งอาตมาไปบริหารพระ 3-4 องค์ ไปอยู่ในป่า
ไฟไม่ค่อยจะมี เพราะอยู่บ้านป่า องค์หนึ่งก็ได้หนังสือธรรมะมาอ่าน
อ่านอยู่ที่หน้าพระประธาน ที่ทำวัตรกัน
อ่านอยู่ตรงนั้น ก็ทิ้งตรงนั้นแล้วก็หนีไป
ไฟไม่มี มันก็มืด พระองค์มาทีหลังก็มาเหยียบหนังสือนั้น
จับหนังสือขึ้นมาก็โวยวายขึ้นว่า
"พระองค์ไหนนี่ ไม่มีสติ ทำไมไม่รู้จักที่เก็บหนังสือ"
สอบสวน ถามก็ไปถึงพระองค์นั้น

wink.gif พระองค์นั้นก็รับปากว่า
"ผมเอาหนังสือเล่มนี้ไว้ที่นี่"
พระองค์ที่เหยียบหนังสือนั้นก็ว่า
sad.gif "ทำไมท่านไม่รู้จักที่เก็บหนังสือ ผมเดินมาผมเหยียบหนังสือนี่"

"โอ... อันนั้นเป็นเพราะท่านไม่สำรวมต่างหากเล่า"
เห็นไหมมันมีเหตุผลอย่างนั้น จึงเถียงกัน

องค์นั้นบอกว่า
"เพราะท่านไม่เอาไปไว้ในที่เก็บ ท่านไม่รู้จักเก็บหนังสือ ท่านจึงไว้อย่างนี้"

องค์นี้บอกว่า
"เป็นเพราะท่านไม่สำรวม ถ้าท่านสำรวมแล้วคงไม่เดินมาเหยียบหนังสือเล่มนี้"

มีเหตุผลว่าอย่างนั้น มันก็เกิดเรื่องทะเลาะกัน
ทะเลาะกันไม่จบ ด้วยเรื่องเหตุผล




เรื่องธรรมะที่แท้จริงนั้น



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: za_arnt Sep 8 2009, 12:51 PM

เป็นอันว่า ดิฉันคงไม่ปล่อยให้กระทู้หลวงพ่อชาตาย ที่ว่าไว้จะไม่โพสท์อีก ก็กลับมาโพสท์ตามแรงการ "จิ้ม" เพราะมัน น่าละอายต่อบาปค่ะ
ที่มีการจิ้มแต่ไม่ได้อัพเรื่องให้ท่านอ่าน แต่ก็ดีค่ะ ท่านที่เข้ามาอ่านจะได้ระลึกถึง "หลวงพ่อชา" ที่เรารักกันสืบไป

ซึ่งการปล่อยวางนี้ เข้ากันได้ดีกับ เรื่อง http://forum.ampoljane.com/index.php?s=&showtopic=57&view=findpost&p=1779 ที่พูดเรืองของมนุษย์ อย่างเราท่าน



~@ wub.gif การปล่อยวาง ตอนที่ ๑ เทศนาธรรมหลวงพ่อชา wub.gif @~
เรื่องธรรมะที่แท้จริงนั้น
ต้องทิ้งเหตุทิ้งผล คือธรรมะมันสูงกว่านั้น
ธรรมะที่พระพุทธองค์ท่านตรัสรู้ ระงับกิเลสทั้งหลายได้นั้น
มันอยู่นอกเหตุ เหนือผล ไม่อยู่ในเหตุ อยู่เหนือผล
ทุกข์มันจึงไม่มี
สุขมันจึงไม่มี
ธรรมนั้นท่านเรียกว่าระงับ
ระงับเหตุ ระงับผล
ถ้าพวกใช้เหตุผลอยู่อย่างนี้
เถียงกันตลอดจนตาย เหมือนพระสององค์นั่น.

ธรรมที่พระพุทธองค์ท่านตรัสรู้ ต้องอยู่
tongue.gif นอกเหตุ เหนือผล
tongue.gif นอกสุข เหนือทุกข์
tongue.gif นอกเกิด เหนือตาย


ธรรมนี้มันเป็นธรรมที่ระงับ คนเราก็มาสงสัยอยู่นี่แหละ
ผู้ชายยิ่งสงสัยมาก ความสงสัยนี่ตัวสำคัญ
มีเหตุผลอย่างนั้น อย่างนี้ มันจะตายอยู่แล้ว(หัวเราะ)
มันไม่ใช่ธรรมของพระพุทธองค์

ธรรมนั้นเป็นข้อปฏิบัติ
เป็นทางเดิน เดินไปเท่านั้น
ถ้ามัวคิดว่าเมื่อไปถึงนี่
tongue.gif ฉันนี้สุขเหลือเกิน ไม่ได้
tongue.gif ฉันนี้ทุกข์เหลือเกิน ไม่ได้

แต่ถ้าฉันไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ นี่คือมันระงับแล้ว สงสัยไม่มี

ตรงโน้นมันจะมีอยู่ที่ตรงไหน
มันก็อยู่ที่ตรงที่ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ
สุขเกิดขึ้นมา ทุกข์เกิดขึ้นมา
เรารู้นัยทั้งสองอย่างนี้
สุขนี้ ก็สักว่าสุข
ทุกข์นี้ ก็สักว่าทุกข์เท่านั้น

ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ตัวตน เราเขา
ธรรมนี้เกิดขึ้นแล้วดับไป
เกิดขึ้นมา ดับไปเท่านั้น

จะเอาอะไรกับมัน สงสัยทำไมมันเกิดอย่างนั้น
เมื่อเกิดอีก ทำไมมันไปอย่างนั้นละ
สงสัยอย่างนี้ มันเป็นทุกข์
ปฏิบัติไปจนตาย ก็ไม่รู้เรื่อง
มันทำให้เกิดเหตุ ไม่ระงับเหตุของมัน

ความเป็นจริง ธรรมที่พวกเราปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้
ธรรมนี้นำเราไปสู่ความสงบ
สงบ จากอะไร ...
จากสิ่งที่ชอบใจ
จากสิ่งที่ไม่ชอบใจ
ถ้าเราชอบ สิ่งที่เราชอบใจ
ไม่ชอบ ในสิ่งที่เราไม่ชอบใจ
มันไม่หมด ธรรมนี้ไม่ใช่ธรรมระงับ
ธรรมนี้เป็นธรรมก่อทุกข์ขึ้นมา ให้เข้าใจอย่างนั้น

ฉะนั้น เราจึงสงสัยตลอดเวลา แหม
วันนี้ฉันได้มาแล้ว
พรุ่งนี้ทำไมหายไปแล้ว
มันหายไปไหน
ฉันนั่งเมื่อวานนี้ มันสงบดีเหลือเกิน
วันนี้ทำไมมันวุ่นวาย
มันไม่สงบ เพราะอะไร
อย่างนี้ก็เพราะเรา ไม่รู้เหตุของมัน

ครั้นปล่อยวางว่า มันเป็นของมันอยู่อย่างนี้
เห็นไหม มันเป็นอยู่ของมันอย่างนี้
วันนี้มันสงบแล้ว
tongue.gif เออ ไม่แน่นอนหนอ
เราต้องเห็นโทษมันอย่างนี้
rolleyes.gif สงบแล้ว มันก็ไม่แน่นอน
ฉันไม่ยึดมั่นไว้ สงบก็สงบเถอะ
tongue.gif ความไม่สงบ ก็ไม่แน่นอนเหมือนกัน

ฉันไม่ว่า ฉันเป็นผู้ดูเท่านั้น
ที่สงบฉันก็รู้ว่าเรื่อง มันสงบ
ที่ไม่สงบฉันก็รู้ว่า ไม่สงบ




แต่ว่าฉันไม่ยึดมั่น ถือมั่น



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน ~@~ สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: zhant~ Sep 15 2009, 09:43 AM

เป็นอันว่า ดิฉันคงไม่ปล่อยให้กระทู้หลวงพ่อชาตาย ที่ว่าไว้จะไม่โพสท์อีก ก็กลับมาโพสท์ตามแรงการ "จิ้ม" เพราะมัน น่าละอายต่อบาปค่ะ
ที่มีการจิ้มแต่ไม่ได้อัพเรื่องให้ท่านอ่าน แต่ก็ดีค่ะ ท่านที่เข้ามาอ่านจะได้ระลึกถึง "หลวงพ่อชา" ที่เรารักกันสืบไป

ซึ่งการปล่อยวางนี้ เข้ากันได้ดีกับ เรื่อง http://forum.ampoljane.com/index.php?s=&showtopic=57&view=findpost&p=1779 ที่พูดเรืองของมนุษย์ อย่างเราท่าน



~@ wub.gif การปล่อยวาง ตอนที่ ๑ เทศนาธรรมหลวงพ่อชา wub.gif @~
แต่ว่าฉันไม่ยึดมั่น ถือมั่น
ในเรื่องที่ว่า มันสงบ หรือไม่สงบ
เห็นไหมเรื่องมันเป็นอยู่ของมันอย่างนั้น
อย่างนี้มันก็ ระงับ มันก็ไม่วุ่นวาย มันจะสงบ

ฉันก็รู้ว่ามันเรื่องของมัน ฉันจะดูอยู่แค่นี้แหละ
ดูเรื่องที่มันสงบ มันก็ไม่แน่นอน
ดูเรื่องที่มันวุ่นวาย มันก็ไม่แน่นอน

มันแน่นอนอยู่แต่ว่า
มันจะเป็นของมัน อยู่อย่างนั้น
เราอย่าไปเป็น กับมันเลย

ถ้าอย่างนี้ มันก็สบาย และสงบ
เพราะเรารู้เรื่องมัน ไม่ใช่ว่าเรา
อยากจะให้เรื่องนั้นเป็นอย่างนั้น
อยากให้เรื่องนี้เป็นอย่างนี้
tongue.gif มันสงบเพราะ เรารู้เรื่องว่าเป็นอย่างนั้น

แล้วก็มี การปล่อยวาง
เราคิดดูซิว่า ถ้าทุกคนต้องพูดให้ถูกใจฉัน
คนทุกคน ต้องทำให้ถูกใจฉัน
unsure.gif ฉันจึงจะสงบ
unsure.gif ฉันจึงจะสบาย


คนทั้งโลก จะให้เขามาพูดถูกใจเรา มีไหม ไม่มี
จะมาทำถูกใจเราทุกคน มีไหม ไม่มี

เมื่อไม่มี เราก็เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา
ถ้าเราไม่มีการปล่อยวาง
เราเกิดมาในชีวิตหนึ่ง
เราจะหาความสงบว่า
คุณต้องพูดให้ถูกใจฉัน
คุณต้องทำให้ถูกใจฉัน
ฉันจึงจะสบาย

ในชีวิตหนึ่งจะได้สบายไหมคนเรา
คุณต้องพูดให้ถูกใจฉัน
คุณต้องทำให้ถูกใจฉัน
ฉันจึงจะสงบ

ถ้าไม่อย่างนั้น ฉันก็ไม่สงบ

คนคนนี้เกิดมา ไม่รู้กี่ชีวิตก็ไม่มีความสงบ
เพราะคนหลายคน
ใครจะมาพูดถูกใจเราทุกคน
ใครจะมาทำให้ดีทุกหน
มันไม่มีหรอกอย่างนี้


นี่มันเป็นธรรมะ เราจะต้องศึกษาอย่างนี้




ฉะนั้นเราจะต้องอดทน อดทนต่ออารมณ์.......



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน ~@~ สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: za_arnt Jan 12 2010, 06:46 AM

รักหลวงพ่อท่าน ควรอ่านเพื่อประดับปัญญา เพื่อได้แก่นธรรม
ซึ่งการปล่อยวางนี้ เข้ากันได้ดีกับ เรื่อง http://forum.ampoljane.com/index.php?s=&showtopic=57&view=findpost&p=1779 ที่พูดเรืองของมนุษย์ อย่างเราท่าน



~@ wub.gif การปล่อยวาง ตอนที่ ๑ เทศนาธรรมหลวงพ่อชา wub.gif @~
ฉะนั้นเราจะต้องอดทน
อดทนต่ออารมณ์ที่มันเกิดขึ้นมา
อย่าไปหมายมั่น
อย่าไปยึดมั่น
จับมาดูแล้วรู้เรื่อง
เราก็ปล่อยมันไปเสีย

อย่างนางเตยนี่ เห็นไหม
มันทำอย่างนั้น มันถูกใจเราไหม
บางทีก็ไปในวัด และก็เข้าห้องน้ำเสีย
ฉันจะปลงสังขารเดี๋ยวนี้ ฉันไม่หนีหรอก
จะต้องไปรื้อส้วม เอามันออกมา

ต่อมามันก็ทำอีก เพราะคนมันเป็นบ้าเสียแล้ว
จำเป็นก็ต้องปล่อยไป นางเตยน่ะมันเป็นบ้าเสียแล้ว
เราต้องรู้เรื่องกันว่ามันเป็นบ้า
ohmy.gif มันสติไม่ดี มันเสียสติ
wink.gif อย่าไปถือมันเลย
laugh.gif มันจะพูดอย่างไรก็รับฟังมันไปเถอะ

มันจะทำอย่างไรก็ระวังไว้
มันเป็นอย่างนั้นของมัน
เราต้องถอยกลับมา อยู่ตรงนี้
เราก็มีความสบายอารมณ์ก็เหมือนกัน ฉันนั้น

ที่มันมากระทบเราอยู่ทุกวันนี้
บางทีก็ร้าย บางทีก็ดี
บางทีก็ชอบใจ บางทีก็ไม่ชอบใจ


คนทุก ๆคนนั่งอยู่ในนี้ก็เหมือนกัน
จะทำให้ถูกใจเราทุกคน มีไหม
มันไม่ได้ นอกจากเราปฏิบัติธรรมะให้รู้ว่า
คน คนนี้มันเป็นอย่างนี้ นานาจิตตัง ไม่เหมือนกัน




เราจำเป็นต้องอบรมใจของเราทุกๆ คน เมื่อมันโกรธขึ้นก็ดูความโกรธ.......


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน ~@~ สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ


โพสต์โดย: ღ•♥AD♥& Jan 18 2010, 06:40 AM

รักหลวงพ่อท่าน ควรอ่านเพื่อประดับปัญญา เพื่อได้แก่นธรรม
ซึ่งการปล่อยวางนี้ เข้ากันได้ดีกับ เรื่อง http://forum.ampoljane.com/index.php?s=&showtopic=57&view=findpost&p=1779 ที่พูดเรืองของมนุษย์ อย่างเราท่าน



~@ wub.gif การปล่อยวาง ตอนที่ ๑ เทศนาธรรมหลวงพ่อชา wub.gif @~

เราจำเป็นต้องอบรมใจของเราทุกๆ คน
เมื่อมันโกรธขึ้น ก็ดูความโกรธ
ความโกรธนี้มันมาจากไหน .... เราให้มันโกรธหรือเปล่า
ดูว่ามันดีไหม ทำไมเราถึงชอบมัน
ทำไมเราถึงไม่ทิ้งมัน


เมื่อโกรธขึ้นมาแล้วไม่ดี
ไม่ดีเราเก็บมันไว้ทำไม ก็เป็นบ้าเท่านั้น
ทิ้งมันเสียถ้าเห็นว่ามันไม่ดี มันก็จะไปในทำนองนี้
เมื่ออยู่ด้วยกันกับคนมากๆ
มันก็ยิ่งให้การศึกษาเรามากที่สุด
ให้มันวุ่นวายเสียก่อน
ให้รู้เรื่องของความวุ่นวายเสียก่อน
มันจึงจะถึงความสงบ
อย่าหนีไปที่ไหน

พระอานนท์ กับพระพุทธเจ้าของเราในสมัยก่อน
ไปบิณฑบาตบ้านมิจฉาทิฏฐิ พอไปถึงหน้าบ้าน
พระพุทธองค์ก็สะพายบาตรยืนเฉย
ท่านก็สบายเพราะท่านเข้าใจว่าเรายืนอยู่เฉยๆ มันไม่บาปหรอก
เขาจะให้ก็ไม่เป็นไร เขาจะไม่ให้ก็ไม่เป็นไร ท่านยืนอยู่เฉยๆ

พระอานนท์เดินย่ำเท้าไปมา อายเขา
คิดว่าพระพุทธองค์นี้อยู่ทำไม
ถ้าเขาไล่ก็น่าจะหนีไป เขาไม่ให้ก็ยังทนอยู่
ไม่ก่อประโยชน์อะไรเลย พระพุทธองค์ก็เฉย
จนกว่าสุดวิสัยแล้วก็ไป

บางทีเขาก็ให้ ให้ในฐานที่ไม่เคารพ
พระพุทธเจ้าก็เอา เขาให้พระพุทธเจ้าก็เอาท่านไม่หนีไปไหน


ไม่เหมือนพระอานนท์ พอกลับมาถึงอาราม
พระอานนท์ก็กราบพระพุทธองค์ถามว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรงไหนที่เขาไม่ใส่บาตรให้เรา เราจะไปยืนอยู่ทำไม มันเป็นทุกข์ อายเขา เขาไม่ให้ก็รีบไปที่อื่นเสียดีกว่า"

พระพุทธองค์ตรัสว่า "อานนท์ ตรงนี้ถ้าเรายังไม่ชนะมัน ไปที่อื่นก็ไม่ชนะ ถ้าเราชนะอยู่ที่นี่ ไปที่อื่นเราก็ชนะ"

พระอานนท์ว่า "ชนะไม่ชนะไม่รู้เรื่องแหละ อายเขา"

"อายทำไมอานนท์ อย่างนี้มันผิดหรือเปล่า เป็นบาปไหม เรายืนอยู่เขาไม่ให้ก็ไม่เป็นไร"

พระอานนท์บอกว่า "อาย" "อายทำไมเรายืนอยู่เฉยๆ มันเป็นบาปที่ไหน อานนท์เราจะต้องทำอยู่อย่างนี้ ถ้าเราชนะมันตรงนี้ ไปที่ไหนมันก็ชนะ แต่ถ้าเขาไม่ให้เราก็ไปที่โน้น ถ้าไปที่โน้นแล้ว เขาไม่ให้ เราจะไปไหนอานนท์"

"ไปอีก ไปบ้านโน้นอีก"

"ถ้าหากบ้านโน้นเขาก็ไม่ให้ เราจะไปตรงไหน"

"ไปตรงโน้นอีก"

พระพุทธองค์ตรัสว่า "เลยไปไม่มีหยุดเลย อานนท์ ถ้าเราไม่ชนะตรงนี้ ไปข้างหน้ามันก็ไม่ชนะ ถ้าเราชนะอยู่ที่นี่แห่งเดียว ไปที่อื่นมันก็ชนะทั้งนั้น อานนท์เข้าใจผิดแล้ว ไม่ต้องอายซิ"


พระองค์ตรัสว่าอะไรเป็นบาป อันนั้นท่านให้อาย
อะไรที่ไม่เป็นบาป จะอายทำไม
ใครอายก็โง่เท่านั้น ภาวนายังไม่เป็นเลย
ถ้าอายอย่างนั้น เราจะไปอยู่ตรงไหนจึงจะมีปัญญา
ถ้าไปอยู่คนเดียว ไม่มีใครพูดดี พูดชั่วให้ มันก็สบาย
แต่เราจะไม่รู้เรื่อง สบายอย่างนี้ มันไม่มีปัญญา


ถ้าถูกอารมณ์แล้ว ปัญญามันไม่มี ก็เป็นทุกข์อย่างนั้น
ฉะนั้นเราอยู่ในโลก ก็ต้องมีความสัมพันธ์กับมนุษย์เรื่อยไปเป็นธรรมดา
ไม่อยากเป็นมันก็เป็น
ไม่อยากจะอยู่มันก็อยู่
เป็นไปอยู่อย่างนั้น ให้เรามาพิจารณาอย่างนั้น
เราต้องกลับมาย้อน พิจารณาอารมณ์ที่ท่านตรัสว่า


นินทา สรรเสริญ มันเป็นคู่กันมา
เรื่องนินทา เรื่องสรรเสริญ เป็นธรรมดาของโลก
ถ้าไม่ดีเขาก็นินทา ถ้าดีเขาก็สรรเสริญ
พระพุทธองค์ท่านไม่เห็นแก่นินทา ไม่เห็นแก่สรรเสริญ
จงเรียนสรรเสริญ ให้มันรู้จัก
จงมาเรียนนินทา ให้มันรู้จัก
ให้รู้จักสรรเสริญ กับนินทา

สรรเสริญ นินทา มันก็มีผล มีเหตุเท่ากัน
นินทาเราไม่ชอบ นี่เป็นเรื่องธรรมดาของโลก
ถ้าสรรเสริญเราชอบ
สิ่งที่เราชอบ มันพาให้เราทุกข์มีไหม
เช่นว่า เรามีเพชรสักก้อนหนึ่ง เราชอบมาก
ชอบกว่าก้อนหินธรรมดา เอาวางไว้
ถ้ามีขโมยมาหยิบเอาก้อนเพชรไป
เราจะเป็นอย่างไร นั่นของดีมันหาย
ทำให้เราเป็นทุกข์ได้เหมือนกัน tongue.gif







ดังนั้น เราต้องอดทนต่อสู้ ให้เรามีสติคุ้มครองจิตของเรา.......


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน ~@~ สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: zhant~ Jan 29 2010, 07:07 AM

รักหลวงพ่อท่าน ควรอ่านเพื่อประดับปัญญา เพื่อได้แก่นธรรม
ซึ่งการปล่อยวางนี้ เข้ากันได้ดีกับ เรื่อง http://forum.ampoljane.com/index.php?s=&showtopic=57&view=findpost&p=1779 ที่พูดเรืองของมนุษย์ อย่างเราท่าน



~@ wub.gif เทศนาธรรมหลวงพ่อชา การปล่อยวาง ตอนที่ ๑ wub.gif @~

ดังนั้น เราต้องอดทนต่อสู้ ให้เรามีสติคุ้มครองจิตของเรา
[color="#9932CC"]สติ
คือความระลึกได้
สัมปชัญญะ คือความรู้ตัว อันนี้ช่วยประคับประคองดวงใจของเราให้อยู่กับธรรมะ

สติระลึกได้ว่า บัดนี้เราจะจับไม้เท้า
เมื่อเราจับไม้เท้าอยู่เราก็รู้ว่าเราจับไม้เท้า
นี่เป็นสัมปชัญญะ ถ้าเรารู้อยู่ในขณะนี้
ขณะเมื่อเราจะทำ หรือเมื่อเราทำอยู่ก็รู้ตามความจริงของมันอยู่อย่างนั้น
อันนี้แหละที่จะช่วยประคับประคองใจของเราให้รู้ธรรมะที่แท้จริง


ทีนี้ถ้าหากว่า เราเผลอไปนาทีหนึ่ง ก็เป็นบ้านาทีหนึ่ง
เราไม่มีสติสองนาที เราก็เป็นบ้าสองนาที
ถ้าไม่มีสติครึ่งวัน เราก็เป็นบ้าอยู่ครึ่งวัน เป็นอย่างนี้

สตินี้คือความระลึกได้
เมื่อเราจะพูดอะไรทำอะไร
ต้องรู้ตัว เราทำอยู่ เราก็รู้ตัวอยู่ ระลึกได้อยู่อย่างนี้
คล้ายๆ กับเราขายของอยู่ในบ้านเรา
เราก็ดูของของเราอยู่ คนจะเข้ามาซื้อของหรือจะมาขโมยของของเรา


ถ้าเราสะกดรอยมันอยู่เสมอ
เราก็รู้เรื่องว่า คนคนนี้มันมาทำไม
เราจับอาวุธของเราไว้อยู่อย่างนี้ คือเรามองเห็น
พอขโมยมันเห็นเรา มันก็ไม่กล้าจะทำเรา

อารมณ์ก็เหมือนกัน ถ้ามีสติรู้อยู่
มันจะทำอะไรเราไม่ได้
อารมณ์มันจะทำให้เราดีใจอยู่อย่างนี้ตลอดไปไม่ได้
มันไม่แน่นอนหรอก เดี๋ยวมันก็หายไป
จะไปยึดมั่นถือมั่นทำไม






อันนี้ฉันไม่ชอบ อันนี้ก็ไม่แน่นอนหรอก .......



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน ~@~ สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: za_arnt Feb 5 2010, 11:11 AM

รักหลวงพ่อท่าน ควรอ่านเพื่อประดับปัญญา เพื่อได้แก่นธรรม
ซึ่งการปล่อยวางนี้ เข้ากันได้ดีกับ เรื่อง http://forum.ampoljane.com/index.php?s=&showtopic=57&view=findpost&p=1779 ที่พูดเรืองของมนุษย์ อย่างเราท่าน



~@ wub.gif การปล่อยวาง ตอนที่ ๑ เทศนาธรรมหลวงพ่อชา wub.gif @~

อันนี้ฉันไม่ชอบ อันนี้ ก็ไม่แน่นอนหรอก
ถ้าอย่างนี้ อารมณ์นั้นมันก็เป็นโมฆะเท่านั้น
เราสอนตัวของเราอยู่ เรามีสติอย่างนี้
เราก็รักษาอย่างนี้เรื่อยๆ ไป ทำเรื่อยๆ ไป
ตอนกลางวัน ตอนกลางคืน ตอนไหนๆ ก็ตาม
เมื่อเรายังมีสติอยู่ เมื่อนั้นแหละเราได้ภาวนาอยู่

การภาวนา ไม่ใช่ว่า เราจะนั่งสมาธิอย่างเดียว
ยืน เดิน นั่งอยู่ เราก็รู้จัก นอนอยู่ เราก็รู้จัก
เรารู้จักตัวของเรา อยู่เสมอ
จิตเรามีความประมาท เราก็รู้จัก
ไม่มีความประมาท เรารู้จักของเราอยู่

ความรู้อันนี้แหละที่เรียกว่า "พุทโธ"
เรารู้เห็นนานๆ พิจารณาดีๆ มันก็รู้จักเหตุ ผลของมัน มันรู้เรื่อง

ยกตัวอย่างเช่น ชาวตะวันตกมาอยู่ในประเทศไทย
อยู่ไปเฉยๆ อย่างนั้น ความที่อยู่ติดต่อใกล้ชิดกันไป
ถึงแม้พูดภาษาไม่รู้เรื่องก็ตาม แต่มันรู้เรื่องเข้าใจได้
เห็นไหม มองดูหน้ากันรู้เรื่องกัน
ถึงพูดภาษาไม่รู้เรื่อง แต่ก็อยู่กันไปได้

มันรู้กันด้วยวิธีนี้ไม่ต้องพูดกัน ทำงานก็ต่างคนต่างทำ
ทำอยู่ใกล้ๆ กันนั่นแหละไม่รู้จักพูดกัน
มันก็ยังรู้เรื่องกัน อยู่ด้วยกันได้
รู้ได้โดยอากัปกิริยาที่ว่า รักกัน หรือชอบกัน
อะไรมันก็รู้ของมันอยู่อย่างนี้ เป็นอย่างนั้น

เหมือนกันกับ แมว กับสุนัข
มันไม่รู้ภาษา แต่ว่ามันก็รู้จักรักเจ้าของเหมือนกัน
แมว หรือสุนัข มันอยู่บ้านเรา
ถ้าเรามาถึงบ้าน สุนัขมันก็วิ่งไปทำความขอบคุณด้วย
เห็นไหม ถ้าเรามาจากตลาดหรือมาจากที่อื่นมาถึงบ้าน
แมวอยู่ที่บ้านเรา มันก็มาทำความขอบคุณ
มันจะร้องว่า เหมียวๆ มันมาเสียดมาสีเรา
แต่ภาษามันไม่รู้ แต่จิตมันรู้อย่างนั้น



อันนี้เราก็อยู่ไปได้อย่างนั้น เราต้องให้เข้าใจกันอย่างนั้น .......



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน ~@~ สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

โพสต์โดย: zhant~ Feb 26 2010, 08:37 AM


รักหลวงพ่อท่าน ควรอ่านเพื่อประดับปัญญา เพื่อได้แก่นธรรม
ซึ่งการปล่อยวางนี้ เข้ากันได้ดีกับ เรื่อง http://forum.ampoljane.com/index.php?s=&showtopic=57&view=findpost&p=1779 ที่พูดเรืองของมนุษย์ อย่างเราท่าน


~@ wub.gif การปล่อยวาง ตอนที่ ๑ เทศนาธรรมหลวงพ่อชา wub.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif


อันนี้เราก็อยู่ไปได้อย่างนั้น เราต้องให้เข้าใจกันอย่างนั้น

เราปฏิบัติธรรมะบ่อยๆ จิตมันก็คุ้นเคยกับธรรมะ
เช่นว่า ความโกรธเกิดขึ้นมา มันเป็นทุกข์
พระท่านว่ามันเป็นทุกข์มาแล้ว
ชอบทุกข์ไหม
ไม่ชอบ แล้วเอาไว้ทำไมถ้าไม่ชอบ
จะยึดเอาไว้ทำไม
ทิ้งมันไปซิ
ถ้าทุกข์มันเกิดล่ะ คุณชอบทุกข์หรือเปล่า
ไม่ชอบ เมื่อไม่ชอบทุกข์แล้วยึดไว้ทำไม
ก็ทิ้งมันเสียซิ

ท่านก็สอนทุกวันๆ ก็รู้เข้าไป ๆ
ทุกข์มันเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่ง เราก็รู้จักคำสอนครั้งหนึ่ง
ทุกข์มันเกิดมาครั้งหนึ่ง เราก็รู้จักคำสอนครั้งหนึ่ง


ทุกข์เราก็ไม่ชอบ ไม่ชอบทุกข์แต่เราไปยึดไว้ทำไม
สอนอยู่เรื่อย ๆ บางทีก็เห็นชัด
เห็นชัดก็ค่อย ๆ วาง วางไป เป็นเรื่องธรรมดาอย่างเก่า

ทีหนึ่งก็ดี สองทีก็ดี สามทีก็ดี
มันก็เกิดประโยชน์แล้ว เกิดรู้เรื่องขึ้นแล้ว
เมื่อ มันเกิดความรู้เฉพาะตัวของเรา
เราจะนั่งอยู่ก็ดี เดินอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี
พูดภาษาไม่เป็น แต่จิตเรารู้ภาษาธรรมะ
เราปิดปากตรงนี้ไว้


ปิดปากกาย แต่เปิดปากใจนี้ไว้ ใจมันพูด
นั่งอยู่เงียบๆ ยิ่งพูดดี พูดกับอารมณ์
รู้อารมณ์เสมอ นี่เรียกว่า "ปากใน"

นั่งอยู่เฉยๆ เราก็รู้จัก
พูดอยู่ข้างใน รู้อยู่ข้างใน ไม่ใช่คนโง่



คนรู้อยู่ข้างใน รู้จักอารมณ์ สั่ง สอน ตัวเองก็เพราะอันนี้... tongue.gif ....


http://www.friendlyz.com/board/index.php?showtopic=454&st=0&gopid=5848&#entry5848 .......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ http://www.friendlyz.com/board/index.php?s=&showtopic=454&view=findpost&p=5892

โพสต์โดย: เปียกปูน Jul 15 2011, 10:59 AM

พระธรรมเทศนาของหลวงพ่อชา
-------------------------------------------------------------------



วันนี้เป็นวันธรรมสวนะ ซึ่งประกอบด้วยเดือน ๑๐ เพ็ญภาษาประเพณีบ้านเราเรียกว่า "บุญข้าวสาก" (สลาก) ศัพท์เดิมมาจากคำว่า ข้าวสลากภัต ตามภาษาบ้านเราเรียกว่า "ข้าวสาก" (ภาษาท้องถิ่นอิสาน) ความเป็นจริง คำว่า "สาก" มันออกมาจาก "สลาก" สลากภัต... ประเพณีบรรพบุรุษของเราทั้งหลายนับถือกันว่าเป็นบุญในกลางพรรษา จะมีการทำบุญกันในช่วงเดือน ๙ ดับเดือนเพ็ญ ๑๐


ในสมัยก่อนนั้น วันนี้จะมีเทศน์ตลอดวัน แจกหนังสือเป็นกัณฑ์ให้พระภิกษุสามเณรกันทุกปี ข้าวสลากภัต... เนื่องมาจากญาติโยมทั้งหลายถวายทาน จับสลากกัน คือญาติโยมเขียนชื่อพระภิกษุสามเณรลงในบาตร แล้วให้ญาติโยมจับสลาก ใครจับถูกพระองค์ไหนก็เอาไทยทานไปถวายพระภิกษุองค์นั้น เรียกว่า "ข้าวสลาก" เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลหาเปรตญาติทั้งหลาย ซึ่งเป็นบุพการี ระลึกถึงคุณบิดามารดา ซึ่งเป็นที่นับถือของกุลบุตรลูกกหลาน ตามประเพณีของเราเรียกว่า พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยายที่ล่วงลับไปนมนาน และสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่ดับขันธ์ไปสู่ปรโลกหน้า และที่ยังมีจิตวิญญาณเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร

ในกลางพรรษาแต่ละคราวทำบุญครั้งหนึ่ง เรียกว่า บุญข้าวสลาก บ้านเราแต่ก่อนห่อข้าวสาก (ประเพณีชาวอิสาน) ห่อข้าวไปวางไว้ตามรอบๆ วัด หรือรอบๆ บ้านเรา เป็นประเพณีของพวกเราทั้งหลายเคยทำกันมาทุกๆ ปีมิได้ขาด แล้วก็เอาเรื่องชาดกต่างๆ มาเทศน์ เกี่ยวกับนิยายของบรรพบุรุษทั้งหลาย เอามาเทศน์สู่กันฟัง ปีหนึ่งๆ จะต้องทำกัน และมีกฎเกณฑ์ว่าวันนี้พวกเราที่เป็นชาวพุทธ เป็นลูกเป็นหลานของบิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้วได้พากันมาให้ทานพ่อแม่ โบราณเขาถือว่าวันนี้ยมบาลปล่อยเปรตปล่อยสัตว์นรกมารับของแจกทาน ในศาลาโรงธรรม

สมัยก่อนไม่เรียกว่า "ศาลาโรงธรรม" แต่เรียกว่า "หอแจก" คือหมายความว่าเป็นสถานที่เราชาวพุทธบริษัทได้มาทำบุญให้ทาน ถวายทาน ในสถานที่นั้นเรียกว่า "หอแจก" เพราะเป็นโรงทานสำหรับแจกอาหารบริโภคขบฉัน เป็นสถานที่แจกทาน ทุกวันนี้เรียกว่า "ศาลาโรงธรรม" เป็นสถานที่ฟังธรรม อธิบายธรรมะ เกี่ยวกับการแนะนำพร่ำสอนกุลบุตรลูกหลาน พวกเราทั้งหลาย เราที่ทำกันมาอย่างนี้เรื่อยๆ ตลอดมา เรียกว่าการทำบุญ รวมเป็นบุญอันเดียวกัน ชื่อของบุญต่างกัน แต่ว่ามารวมเป็นบุญอันเดียวกัน เหมือนกับคนเราถึงว่าชื่อจะแตกต่างกัน ก็ชื่อว่าเป็นคนธรรมดาอันเดียวกัน แต่ชื่ออาจจะแตกต่างกัน แต่ก็เป็นคนเหมือนกัน

การทำบุญสุนทานเรียกว่า "บุญ" "บุญ" คือความดี สร้างความดี สร้างความดีเมื่อใดนั้นแหละท่านเรียกว่ามันเป็นบุญ เรียกว่าได้บุญ คนเราไม่เข้าใจเรื่องบุญ มาทำบุญก็นึกว่าได้บุญ กลับบ้านก็ไม่เอาบุญไปด้วย พระพุทธองค์ท่านสอนว่าให้เอาบุญกลับไปด้วย จึงได้มาฟังธรรมกัน ฟังธรรมแล้วก็รู้จักผิด รู้จักถูกแล้วก็จำคำนั้นไปปฏิบัติ รักษากาย รักษาวาจา รักษาใจเรา อยู่ที่บ้าน เรียกว่าเป็นผู้มีบุญ ถ้าใครเป็นผู้มีบุญก็จะมีความสุขความสบายในครอบครัวตลอดถึงหมู่บ้าน ถ้าบ้านไหนมีบุญ ไม่ใช่บุญแบบบุญบ้องไฟ ซึ่งมีแต่การตีรันฟันแทงกัน อันนี้ชื่อว่าบุญแต่ว่าไม่เป็นบุญ

คำที่ว่าบุญคือความดี พี่น้องทั้งหลายก็ว่ามาเอาบุญ กลับไปบ้านลูกหลานถามว่า "มาแต่ไหนแม่?" ตอบลูกว่า "มาจากการเอาบุญ" แล้วลูกถามต่อไปอีกว่า "บุญอยู่ไหนแม่" ตอบลูกไม่ได้ซะแล้ว ได้แต่ถ้วยเปล่ากลับบ้าน ได้แต่กล่องข้าวเปล่ากลับบ้าน พระฉันหมด เพราะพวกเราไม่รู้จักคำว่าบุญกัน จึงตอบลูกไม่ได้ เลยไม่เคยได้บุญกัน แล้วก็มีคนบางคนเคยบ่นว่าทำบุญไม่เคยเห็นได้บุญอะไร เอาข้าวไปก็หมดข้าว เอาแกงไปก็หมดแกง ไม่ได้บุญอะไร อย่างนี้เรียกว่า คนไม่รู้จักบุญ เลยไม่ได้บุญสักที

คำว่า "บุญ" ก็ คือความดี ความดีที่เกิดจากการปฏิบัติเอาการละบาปทางกาย ทางวาจา ทางใจของเรา เข้าใจแล้วก็นำไปปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าจะมาเอาบุญแต่ในวัด ไปบ้านเป็นพ่อบ้านแม่บ้านเป็นลูกเป็นหลานในครอบครัว ก็ทำให้ครอบครัวหมู่บ้านของเราอยู่เย็นเป็นสุข เพราะพูดกันดี ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน มีความถูกต้องสามัคคีกัน แม่บ้านก็ทำหน้าที่ของแม่บ้านให้ถูกต้องพ่อบ้านก็ทำหน้าที่ของพ่อบ้านให้ถูกต้อง ต่างคนต่างก็พยายามสร้างความดีกันทุกคน ความเลวร้ายก็ไม่เกิดขึ้นมา นี้เรียกว่าบุญบุญคือความดี ถ้าไปตั้งอยู่ที่ไหนก็สบาย

ถ้าใจเราเป็นบุญ ความจริงต้องให้ใจของเรารับเอาบุญ รับเอาความดีไปประพฤติปฏิบัติชำระบาปคือความชั่วทั้งหลายออกจากใจของเรา อย่าให้มีราคะ โทสะ โมหะ ให้อดให้กลั้น ให้หมั่นเพียร ให้ถูกต้อง สามัคคีกลมเกลียวกันทั้งพ่อแม่ลูกหลานบ้านเมือง มันก็จะเห็นบุญได้ ทำไมจะไม่เห็น คือความดีมันตั้งขึ้น มีขึ้นอยู่ที่ไหน บ้านนั้นก็อยู่เย็นเป็นสุข นี้ชื่อว่าเราได้เอาบุญไปด้วย เอาไปประพฤติปฏิบัติถ้าไม่ได้ประพ

ถ้าใจเป็นบุญ จะไปอยู่ที่ไหนก็มีความดีเกิดขึ้นมา ให้พากันเข้าใจคำว่าบุญ ถ้าคนไม่รู้จักบุญก็ไม่ได้ปฏิบัติ ไม่รู้ว่าบุญอยู่ที่ไหน เพราะว่าบุญไม่เป็นวัตถุ คือจิตใจเรามันเป็นบุญ มีเมตตาความรักใคร่ หวังให้ผู้อื่นเป็นสุข มีความกรุณา ความสงสาร มนุษย์ทั้งหลายเกิดขึ้นมาร่วมโลกอันเดียวกัน เป็นญาติกัน ญาติคือความแก่ ญาติคือความเจ็บ ญาติคือความตาย

พระพุทธเจ้าของเรา พระองค์สอนให้กระทำในปัจจุบัน ให้มีบุญในปัจจุบัน อย่างเราทำบุญอุทิศไปหาพ่อแม่ของเรา ไม่รู้ว่าพ่อแม่เราอยู่ไหน ไม่มีใครพาไปดูได้ เพราะไม่รู้จัก ฉะนั้นพระพุทธองค์ของเราท่านสอนว่า อย่าไปเอาบุญเมื่อตาย... มันไม่รู้จัก ทำบุญแล้วได้รับหรือไม่ได้รับก็ไม่รู้จัก เพราะอะไร? เพราะไม่ได้ทำไว้ในปัจจุบัน ผู้ตายไปแล้วไม่รู้ว่าไปเกิดที่ไหน หรือว่าไม่เกิดก็ไม่รู้จัก ทำบุญกันไปแบบไม่รู้มันก็เกิดความสงสัย

พระพุทธองค์ของเราสอนว่าให้ทำเมื่อมีชีวิตนี้แหละ เป็นคนใจดี เป็นคนใจงาม เป็นคนใจกว้างขวาง ไม่อิจฉาพยาบาทกัน ให้ความสุขซึ่งกันและกัน ทุกคนถ้าเข้าใจธรรมะอย่างนี้ บุญมันก็เกิดขึ้นมาเป็นบุญ ความดีที่ปราศจากโทษนั้นแหละชื่อว่า "บุญ" ถ้าใครรู้จักความดีที่ปราศจากโทษ คนนั้นก็รู้จักตัวบุญ บุญนั้นมันเกิดขึ้นในจิตใจของเรา

ฉะนั้น วันนี้ท่านจึงถือว่าเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง ที่จะปล่อยสัตว์นรกทั้งหลายมารับไทยทานกับลูกหลาน ก็เปรียบประหนึ่งว่าตัวเรานั้นแหละปล่อยตัวเรา คือเรามาวัดวันนี้ เป็นวันบุญข้าวสลาก ก็พยายามมากัน ถึงจะยุ่งยากก็อุตส่าห์มา ปรารภตัวพ่อแม่เราขึ้นเป็นประธานว่าทำบุญอุทิศให้พ่อแม่ เราเกิดมาจากพ่อแม่ทุกคน ถ้าพูดถึงพ่อแม่แล้วก็คิดถึง ก็เลยเป็นเหตุให้มาวัด ถึงจะมีภาระยุ่งยากที่บ้านก็อุตส่าห์มา ลาการ ลางานมา ก็เพื่อทำจิตใจของเราให้สงบระงับ เพื่อให้เป็นบุญเป็นกุศล ให้ใจดี ใจงาม ใจกว้างขวางให้ทำซะในปัจจุบันนี้ดีกว่าวันหน้า ทำวันนี้ดีกว่าวันพรุ่งนี้ ความผิดทั้งหลายที่เกิดมาในเรา เราก็รู้จักในขณะที่เรามีชีวิตอยู่ ความชั่วทั้งหลายที่มันหมดไป ที่เราจะละก็รู้จักในเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ นี้เรียกว่า "ละบาป บำเพ็ญบุญ"

พระพุทธศาสนาสอนให้พวกเราทั้งหลายกระทำกันอย่างนี้อยู่กันฉันพี่น้องไม่ให้เป็นอื่น ให้ความสุขคนอื่นก็คือให้ความสุขเราผู้อื่นได้รับความสุขก็เหมือนเราได้ความสุข ในชีวิตหนึ่งเกิดมาอย่างมากก็ ๑๐๐ ปี เป็นอายุขัยของมนุษย์ แต่ไม่ค่อยถึงหรอกในเมื่อเราเกิดมาเราไม่ได้เอาอะไรมา ไม่ได้มาเอาเรือกสวนไร่นา แต่สักว่าเราเกิดมาก็ต้องทำกิน มีถิ่นฐานบ้านเรือน มีไร่นาทำไปได้อาศัยอยู่กินไปเพื่อเป็นปัจจัยเครื่องอาศัยให้ชีวิตเป็นอยู่ได้ เพื่อได้ทำบุญ เพราะว่าโลกที่เราอยู่อาศัยนี้มันไม่ใช่บ้านเรา ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยที่แท้จริง ถึงจะเป็นของเราก็ไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง เป็นตัวเราก็ไม่ใช่ตัวเราอย่างแท้จริง

อันนี้จะเห็นได้ง่ายๆ ว่า เราเคยมีพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย มีพี่น้องมันไม่ยั่งยืน เดี๋ยวก็จากหายไป ไม่รู้ว่าไปไหน ผลที่สุดก็เหลือแต่ผู้เกิดภายหลัง เหมือนกันกับผลไม้เป็นดอกแล้วก็เป็นผลเป็นผลเล็กๆแล้วก็ห่าม ห่ามแล้วก็เละ แล้วก็ร่วงหล่นไป มันเป็นไปในทำนองนี้ คนเราก็ไม่แตกต่างจากผลไม้ แต่ว่าเราไม่ค่อยรู้จัก เมื่อเกิดมาแล้วก็ไปยึดมั่นถือมั่นว่าอันนี้เป็นตัวเราอย่างแน่นอนถึงอย่างไรก็อยู่ไ
ม่ได้ในโลกนี้ จำเป็นต้องลาโลกนี้ไปเบื้องหน้า คนเราเกิดมาจึงทุกข์มาก ทุกข์เพราะว่าไปหมายมั่นของที่ไม่ใช่ของตนว่าเป็นของตน เมื่อเกิดมาแล้วไม่อยากแก่สักคน ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากไปทางไหน แต่ก็ไม่ได้ตามปรารถนา เราจำเป็นก็ต้องไป จำเป็นต้องหนี ถึงแม้จะเรียกร้องให้อยู่ ไม่อยากหนีก็ต้องหนี ผู้ไม่อยากหนีร้องไห้อยากอยู่ก็ไม่ได้อยู่ เป็นเรื่องจำเป็นของมันอย่างนี้

ฉะนั้นพระบรมศาสดาของเราท่านจึงบอกว่า "อย่าประมาท" เป็นหนุ่มเป็นสาวบางคนก็หลง ไม่รู้ว่ามาจากไหน จะไปไหนไม่รู้จักผลที่สุดพออายุแก่หน่อยก็พอรู้จักหรอก แต่ช่วงที่อยู่ในวัยหนุ่มๆ นี้ก็เพลิดเพลินมาก พอแก่มาสักหน่อยฟันมันโยก ฟันมันหลุด เอ้า!...ลองดูทีนี้ เดินไปตามทางเด็กมันบอกร้องเพลงให้มันฟัง ก็ไม่อยากร้องหรอกคือมันไม่เพลิดเพลินเหมือนแต่ก่อน มันไม่อยากจะเพลิดเพลิน เพราะมันไม่ใช่ที่อยู่ของเรา มันเสื่อมไปนี้แหละมันไม่ใช่ของเราแท้ๆ ถ้าไม่ใช่ของเราจะทำอย่างไร?

พระพุทธองค์ท่านว่าให้สร้างความดี สิ่งที่นำพาไปสู่ที่ดีนั้นแหละ ถ้าพูดถึงธรรมะอันสูงนั้น พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าให้พ้นจากเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่พวกเราก็ไม่อยากจะไปกัน... ไปพระนิพพาน...ว่ามันไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ก็ไม่อยากไป กลัวจะไม่เห็นหน้าเพื่อนฝูง กลัวจะไม่เห็นหน้าลูกหลาน เรามันติดอยู่อย่างนี้ เพราะไม่ได้ฟังธรรมะอันแท้จริง เห็นอะไรก็ห่วงใยอยู่ตลอดกาลตลอดเวลา ใจเราเศร้าหมองไม่ได้ผ่องใส ไม่ได้สะอาด มันขุ่นมัว ใจขุ่นมัวเมื่อใดการพูดเราก็เป็นอกุศลกรรม การกระทำของเราก็เป็นบาป ไม่ผ่องใส เราไม่ต้องดูจากที่อื่น ดูที่ตัวของเรานี้แหละ เวลาเราโกรธทำไมมันถึงพูดไม่เพราะ ไม่น่าฟัง กรรมนี้แหละมันบังคับให้ทำความชั่วอยู่เรื่อยไป

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าของเราท่านจึงสอน สอนสิ่งที่เราเป็นอยู่นี้แหละให้รู้จักเพราะเราไม่ค่อยรู้จัก สมัยก่อนพอถึงบุญข้าวสลากบุญข้าวประดับดิน ก็เอาหนังสือชาดกมาอ่าน เทศน์ไปโน้น เทศน์ไปเรื่องของคนอื่น ไม่เทศน์เรื่องของพวกเราสักที มันก็เลยไม่รู้เรื่องของตัวเอง

บุญข้าวสลากนี้ตามประวัติกาลมันเกิดมาจากบุคคล มันเกิดมาจากเรื่องของเมียน้อยกับเมียหลวง มีคนๆ หนึ่ง มีสามีแล้วแต่ไม่มีลูกด้วยกัน มีแต่สองสามีภรรยาอยู่ด้วยกัน ก็กลัวว่าจะไม่มีผู้สืบวงศ์ตระกูล อยากจะได้ลูกเพื่อไว้รับมรดก เมียหลวงก็เลยไปหาเมียน้อยมาให้ผัว เพราะว่าอยากได้ลูกเพื่อจะได้สืบวงศ์ตระกูล พอได้เมียน้อยมาอยู่ด้วย เมียน้อยก็ตั้งท้อง ฝ่ายเมียหลวงกลัวว่าเมียน้อยจะได้รับมรดกคนเดียว จึงคิดจะทำลายลูกของเมียน้อย คือหายามาทำลายครรภ์ของเมียน้อยให้ตกไป (แท้งลูก) ทำอยู่หลายครั้ง

ครั้งสุดท้ายได้เอายาพิษให้เมียน้อยกินเป็นเหตุให้เมียน้อยตายทั้งลูกทั้งแม่ ก่อนที่เมียน้อยจะตายก็รู้ว่าเมียหลวงเป็นผู้ทำลายตัวและลูก จึงผูกพยาบาทอาฆาตไว้ว่า เกิดชาติไหนๆ ก็ขอให้ได้ฆ่าลูกของเมียหลวง และตัวของเมียหลวง เพื่อเป็นการแก้แค้นด้วย จึงเป็นเหตุให้เกิดการจองเวรกันขึ้น ระหว่างเมียน้อยกับเมียหลวง

พอเกิดชาติใหม่ เมียหลวงเกิดเป็นไก่ เมียน้อยเกิดเป็นแมว แมวก็ไปกินไข่ของไก่ และกินตัวไก่ด้วย ตายจากชาตินั้นคนหนึ่งเกิดเป็นเนื้อ คนหนึ่งเกิดเป็นเสือ ผูกเวรกันไปเรื่อยๆ ตามทำลายกันอยู่ทุกๆ ชาติ ทุกๆ ภพ ครั้งสุดท้ายคนหนึ่งเกิดมาเป็นคน คนหนึ่งเกิดมาเป็นยักษ์ ลูกของคนเกิดมานางยักษ์ก็จับไปกิน หลายต่อหลายครั้ง พอดีตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่งก็คิดว่าจะไปคลอดลูกที่บ้านแม่ของตน ฝ่ายนางยักษ์พอทราบข่าวว่านางมนุษย์จะไปคลอดลูกที่บ้านแม่ก็เลยตามไป

นางมนุษย์ยังไม่ถึงบ้านแม่ก็คลอดลูกในระหว่างทาง นางจึงอุ้มลูกไปที่สระน้ำ ขณะที่นางอุ้มลูกอยู่ ฝ่ายสามีก็ลงไปอาบน้ำในสระ นางยักษ์ ก็มาถึงพอดี ก็ตรงเข้าไปจะแย่งลูกของนางมนุษย์คนนั้น นางมนุษย์พอเห็นนางยักษ์มาแย่งลูกของตัวก็วิ่งหนี นางยักษ์ก็วิ่งตาม เป็นเหตุบังเอิญอย่างไรไม่ทราบ นางมนุษย์ก็วิ่งเข้าไปในวัดเชตวัน อันเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ขณะนั้นพระพุทธองค์กำลังแสดงพระธรรมให้พุทธบริษัทฟังอยู่ นางมนุษย์พอวิ่งเข้าไปถึงก็ เอาลูกไปวางไว้ตรงหน้าพระพุทธเจ้านางยักษ์ก็วิ่งตามไป พระองค์ก็บอกให้หยุด

พระพุทธองค์ตรัสว่า เธอทั้งสองคนในอดีตกาลเคยจองเวรกันมาหลายภพหลายชาติแล้ว เวรจะไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่เวรจะระงับได้ด้วยการไม่จองเวรกัน นางยักษ์พอได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าก็เกิดความกลัว เกิดความละอายต่อบาป ก็รับศีลห้าจากพระพุทธองค์ว่า จะไม่เบียดเบียนกันต่อไปอีก พระพุทธองค์ก็เลยให้นางมนุษย์เอานางยักษ์ไปเลี้ยงดูด้วย

นางยักษ์มีความรู้พิเศษอย่างหนึ่ง คือสามารถรู้ว่าปีไหนน้ำมาก ปีไหนน้ำน้อย นางมนุษย์ก็ได้อาศัยนางยักษ์จึงรู้ว่าปีไหนน้ำมากก็ทำนาในที่ดอน ปีไหนน้ำน้อยก็ทำนาในที่ลุ่ม นางมนุษย์ทำนาไม่ผิดหวัง น้ำน้อยก็ได้ผล น้ำมากก็ได้ผล พวกชาวบ้านสงสัยจึงถาม ก็ทราบเรื่องราวทั้งหมด ที่ทำนาได้ผลดีก็เพราะนางยักษ์เป็นผู้บอกว่าฝนจะมากหรือจะน้อยประการใด ถ้าพวกชาวบ้านทั้งหลายอยากอยู่กินอุดมสมบูรณ์ ก็มาช่วยเลี้ยงดูนางยักษ์นี้ด้วยกัน จึงเป็นเหตุให้มีการบนบานกันมาตามบ้านเล็กเมืองน้อย เช่นมีปู่ตา ศาลตาแฮกขึ้นมา พอถึงฤดูทำนาก็มีการเลี้ยงดูปู่ตา เลี้ยงตาแฮก เป็นประเพณีสืบเนื่องมาจากเรื่องเมียน้อยกับเมียหลวงนี้เอง

พอถึงกาลของงานบุญข้าวสลากภัต ก็เอามาให้นางยักษ์กินตามสบาย อุดมสมบูรณ์ ฟ้าฝนก็ตกถูกต้องตามฤดูกาล ได้ทำไร่ทำนาไม่ผิดหวัง การทำอย่างนี้จนมาถึงเราทุกวันนี้ จึงเป็นเหตุให้มีปู่ตาย่าแฮก ทุกอย่างต้องมีการบวงสรวง เป็นประเพณีเนื่องมาจากเรื่องของนางยักษ์นี้เอง

อันนี้เป็นนิทาน ท่านยกตัวอย่างให้เราได้เห็น พระพุทธองค์ท่านไม่สอนไปอย่างนั้น ท่านสอนว่า ให้พวกเรามีศีลธรรมให้มีธรรมะอยู่ ในใจของเราให้มี "ขันติ" ความอดทน ให้มี "วิริยะ" ความเพียรให้ มี "สมาธิ" ความตั้งใจมั่น ชำระความโลภ ความโกรธ ความหลงให้มันหายคลายจากไป ให้อ่านเข้ามาที่ตัวเรา อย่าอ่านข้างนอก

พระพุทธองค์ท่านสอนว่าให้มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา สอนศีลสอนสมาธิให้ เป็นหลักของพุทธศาสนา ศีลคืออะไร? คือการไม่เบียดเบียนกัน ไม่ลักขโมยของกันและกัน ไม่อิจฉาพยาบาทกัน ความเดือดร้อนก็ไม่เกิดขึ้นมา ต่างคนต่างก็มีศีล มีกาย วาจา ใจ ข้อประพฤติปฏิบัติไม่ต้องไปเอามาจากที่อื่น ให้เอาจากตัวเรา "สมาธิ" คือความตั้งใจมั่น ไม่หวั่นไหวในทางที่ถูก มีหน้าที่การงานที่ถูกต้อง พระองค์ให้เราขยันหมั่นเพียรด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา รู้จักหน้าที่การงานของเราทุกประเภท ให้หมั่นขยัน อย่าเป็นคนหละหลวม นี้ก็เป็นสมาธิอันหนึ่ง

"ปัญญา" ให้เป็นคนฉลาดเฉลียว สามารถสอนตัวเราให้พ้นจากความชั่วทั้งหลายได้ เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ให้พระท่านฝึกทุกวันนี้ ฝึกญาติโยมฝึกลูกหลานให้ทำวัตรสวดมนต์ รู้จักกราบรู้จักไหว้ รู้จักนั่งสมาธิ ฝึกหัดให้มีศีลธรรม เป็นคนว่าง่ายสอนง่าย เป็นพ่อเป็นแม่เขาก็ให้รู้จักสอนลูกหลาน ลูกหลานก็ให้เป็นคนว่าง่ายสอนง่าย อยู่ในครอบครัวก็อย่าไปทะเลาะเบาะแว้งเถียงกัน ให้ใจดี ใจงาม ให้อดทน แต่โดยมากไม่เป็นอย่างนี้ บางทีสามีภรรยาทะเลาะกันทุกวันก็ได้ ร้องไห้ทุกวันก็มี แต่หนีไม่ได้ มันทุกข์ยากลำบาก อยู่ด้วยกันอย่างไม่มีศีลธรรมก็เป็นอย่างนี้ มันไม่สบาย


งามเบื้องต้นคือศีล งามท่ามกลางคือสมาธิ งามเบื้องปลายคือปัญญา คนงามถ้ากายงามมันก็งาม กายงามคือการไม่กระทำบาปทางกาย วาจาพูดไม่ตลบตะแลง พูดคำซื่อสัตย์สุจริต ใจก็ให้เป็นใจดี ใจงาม กายก็งาม วาจาก็งาม ถึงจะเอาสีทาปากแดงถ้าใจไม่ดีมันก็ไม่งามหรอก ทาปากแดง ทำเล็บแดง มันงามแต่ข้างนอก ส่วนใจเป็นเปรตเป็นผี มันก็งามไม่ได้ อันนั้นมันข้างนอกพระพุทธองค์ท่านให้ "โอปนยิโก...น้อมเข้ามา" น้อมเข้ามาใส่ใจ รู้เฉพาะตัวเรา เรื่องของเราตัดสินเอาเองก็ได้ เราทำชั่วเราก็รู้จัก เราทำดีเราก็รู้จัก เราทำผิดเราก็รู้จัก เราทำถูกเราก็รู้จัก มันรู้จักที่เราให้ฝึกเราไม่ให้ฝึกอย่างอื่น สามารถเข้าสู่ศีลธรรมได้

พระพุทธองค์ท่านว่าให้นับถือคุณพระศรีรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้เป็นสรณะที่พึ่งของพวกเรา อย่าไปพึ่งอย่างอื่น ถ้าไปถืออย่างอื่นไม่มีอะไร ไม่เป็นแก่นเป็นสารบางคนถ้าทุกข์มาถึงก็ไปไหว้ต้นไม้ซะ ไปไหว้ภูเขา จอมปลวก สิ่งเหล่านี้เป็นที่พึ่งไม่ได้ เป็นการพึ่งสิ่งที่ผิด ไม่ดี ไม่ต้องพูดอื่นไกล ถ้าคนถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ก็ไม่ตกนรกทุกวันนี้แล้วแต่ใครจะถือ แล้วแต่ใครจะประพฤติปฏิบัติ

ถ้าเจ็บป่วยมาก็ไปโทษแต่ข้างนอก ถ้าเจ็บป่วยมาก็ให้กินหยูกกินยา แต่ถ้าเราไปหาคนที่ถือผี... ก็มีผี ไปหาพวกไม่ถือผี... ก็ไม่มีผี อย่างพวกฝรั่งเขาไม่รู้จักผีเลย ไม่รู้ว่าผีเป็นอย่างไร นั่งอยู่กับคนตายสองต่อสองตลอดคืนเขาไม่กลัว พวกเราพ่อตายก็กลัวอันนี้ไม่ถูก เป็นพุทธบริษัทยังไม่รอบคอบอะไร

พระพุทธองค์ท่านให้กลัวในสิ่งที่ควรกลัว ไม่ให้กลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว ให้พากันเข้าสู่ศีลธรรม ให้พากันเข้าถึงพระรัตนตรัยมันก็ดีขึ้นเท่านั้นแหละ มันก็ไม่เป็นเปรตเป็นผีเท่านั้นแหละ เลิกด่าทอกัน ให้มีศีลมีธรรม

ปีนี้อาตมาสอนคนในฤดูพรรษามาให้ปฏิบัติเอาดี ให้ว่า "ดี" ไว้ ถ้ามันโกรธมาจะด่าคนก็ว่า "ดี" ไม่ให้ว่าอย่างอื่น ให้ว่าดี มันก็ดีเท่านั้นแหละ...ลองดู ส่วนมากไม่ฝึกตัวเองสักที เวลาโกรธขึ้นมาก็พูดแต่คำเจ็บๆ แสบๆ อย่างนี้ไม่ดี เรานี้แหละเป็นพ่อเป็นแม่แทนพ่อแม่ของเราที่ล่วงลับไปแล้ว ให้พากันสร้างสมอบรมต่อๆ ไป ให้พากันมีศีลมีธรรม.

โพสต์โดย: ღ•♥AD♥& Jul 15 2011, 01:32 PM


smile.gif อนุโมทนาค่ะ อ่านทั้งตาช้ำ ๆ ก็ยังปิติในคำสอนของท่าน

คนทุกคนมักไม่มองว่าตนเองผิด
หากใครคนนึงลุกขึ้นมาบอกว่า ตนเองผิด ตนเองไม่ดี
คนอื่นก็อาจจะมองว่า "ไอ้/อีนี่บ้าไปแล้ว"
นั่งด่าตัวเองว่าผิด ว่าตัวเองไม่ดี .... biggrin.gif
แต่หารู้ไม่ว่า คนที่ด่าว่าตนเองนั้น
อาจจะคิดว่าตัวเขาเองยังไม่ดีพอจริง ๆ
แทนที่จะด่าว่าคนอื่น ....หลวงพ่อท่านให้หันมามองตนเองว่า "ทำดีหรือยัง"

สาธุ บุญนี้ส่งให้นายบุญประสิทธ์ ตรงการดี

โพสต์โดย: เปียกปูน Jul 16 2011, 06:59 AM

ประนมมือไหว้พระ โพธิญาณ
หลวงพ่อชาอาจารย์ พ่อเจ้า
ประคุณแห่งอีสาน สะอาดสว่าง สงบแฮ
หนองป่าพงยงเหย้า อยู่รู้เจริญธรรม

วารินชำราบพื้น พสุธา
ธรรมแห่งหลวงพ่อชา เช่นนั้น
แผ่ไปทุกทิศา นุทิศ
จากจิตสู่จิตขั้น ข่วงข้ามข่วงเข็ญ

"ทุกข์มีเพราะยึด"ตั้ง อัตตา
"ทุกข์ยึดเพราะอยาก"หา เหตุตั้ง
"ทุกข์มากเพราะพลอย" พาตนเชิด
เป็นเหยื่อกิเลสรั้ง จิตเต้าตามรอย

"ทุกข์น้อยเพราะหยุด" ตั้งยึดตน
"ทุกข์หลุดเพราะปล่อย" ผลผัสสะห้า
คำหลวงพ่อบันดล ดวงจิต
กราบพระโพธิญาณกล้า กราบแก้วกมลเสมอฯ



เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย
ศุกร์ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๓๕

โพสต์โดย: เปียกปูน Jul 16 2011, 11:07 AM

พระธรรมเทศนาของหลวงพ่อชา



เมื่อพระปัญจวัคคีย์หนีจากพระพุทธองค์แล้ว ท่านเห็นว่าเป็นลาภเป็นโชคของท่าน จะได้มีโอกาสทำความเพียร ครั้งเมื่อพระปัญจวัคคีย์อยู่ก็วุ่นวายก่อกวนหลายอารมณ์ บัดนี้พระปัญจวัคคีย์ออกจากท่าน พระปัญจวัคคีย์เห็นว่าพระพุทธองค์นั้นคลายออกจากความเพียรเวียนมาหาความมักมาก เพราะว่าสมัยก่อนนั้นเอาจริงเอาจังเรื่องอัตตกิลมถานุโยโค เรื่องการทรมาน เรื่องการขบ เรื่องการฉัน เรื่องการหลับการนอน เอาแท้ๆ เมื่อถึงคราวอันนี้แล้ว พอมาพิจารณาแล้วมันก็ไม่เป็นไป ประพฤติด้วยทิฏฐิ ประพฤติด้วยมานะ ด้วยความยึดมั่นถือมั่น คิดปรารภโลกว่าเป็นธรรม คิดปรารภตนว่าเป็นธรรมมันไม่ได้ปรารภธรรมะ


อย่างว่าเราจะทรมาน ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก่อนจะทำอย่างนั้นก็ปรารภว่าให้โลกสรรเสริญ ให้เขาว่านี่แหละเป็นคนเอาจริงเอาจังก็เลยทำอันนั้น เป็นโลกหมด ทำเพื่อความยกย่องสรรเสริญ ให้เขาว่าดี ให้เขาว่าเลิศ ให้เขาว่าประเสริฐ ให้เขาว่าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คิดอย่างนี้แล้วจึงทำ เรียกว่ามันปรารภโลก อีกอย่างหนึ่งคือปรารภตนเอง เชื่อมั่นในความเห็นของตนเอง เชื่อมั่นในการประพฤติปฏิบัติของตน ใครจะว่าผิดก็ช่างถูกก็ตาม ไม่เอาเป็นประมาณ ชอบอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ไม่ได้คลำหน้าคลำหลัง นี่ปรารภตนเองอีกประเภทหนึ่ง

อย่าปล่อยอย่าวางด้วยความยึดมั่น
เรื่องปรารภโลกกับปรารภตนนี้ มันมีแต่เรื่องอุปาทานแน่นหนาอยู่เท่านั้น พระพุทธองค์พิจารณาเห็นว่าเรื่องที่จะปรารภธรรมะ คือให้มันถูกธรรมะแล้วจึงทำไม่มี ฉะนั้นการปฏิบัติจึงเป็นหมัน ละกิเลสไม่ได้ ท่านก็หวนมาพิจารณาใหม่คือ ที่ทำงานตั้งแต่ต้นท่านก็มาดูผลงานมัน สิ่งที่ประพฤติปฏิบัตินั้น ผลที่เกิดจากเหตุที่ท่านกระทำนั้นเป็นอย่างไร ภาวนาแล้วคิดไปลึกซึ้งแล้วเห็นว่ามันไม่ถูก มีแต่เรื่องตนเท่านั้น เรื่องโลกเท่านั้น เรื่องธรรมะเรื่องอนัตตานี้ไม่มี เรื่องสูญ เรื่องว่าง เรื่องปล่อย เรื่องวาง ไม่มี คือเรื่องปล่อยวางมันมีอยู่ แต่ว่าปล่อยโดยความยึดมั่นถือมั่น

ท่านก็คิดไปคิดมาพิจารณาดูแล้ว ถึงจะสอนลูกศิษย์เขาก็เห็นไม่ได้ ไม่ใช่สิ่งที่จะบอกให้ลูกศิษย์เข้าใจกันได้ง่าย เพราะว่าลูกศิษย์นั้นเขาแน่นเหลือเกินในการกระทำอย่างนั้น ในการสอนอย่างนั้น ในความเห็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าของเราท่านก็เห็นว่าทำอย่างนั้นก็ทำตายเปล่า อดตายเปล่า ทำตามโลก ทำตามตน ท่านก็พิจารณาใหม่ หาสิ่งที่มันพอดี เป็นสัมมาปฏิปทา ส่วนจิตก็เป็นจิต ส่วนกายก็เป็นกายเรื่องกายนี้มันไม่ใช่กิเลสตัณหากับใครหรอก ถ้าจะไปฆ่าอันนั้นเฉยๆมันก็ไม่หมดกิเลส มันไม่ใช่ที่ของมัน แม้จะอดขบอดฉัน อดหลับอดนอนให้มันเหี่ยวมันแห้ง ว่าจะให้มันหมดกิเลสนั้น มันก็หมดไม่ได้แต่ความเข้าใจที่ว่ามันได้สั่งสอนในการทรมานนี้ พระปัญจวัคคีย์ติดมาก

ทำอะไรให้เป็นเรื่องธรรมดาๆ
ต่อนั้นพระพุทธเจ้าก็กลับมาฉันจังหันให้มากขึ้น ให้มันธรรมดาอะไรก็ให้มันธรรมดาๆมากขึ้น พอพระปัญจวัคคีย์เห็นการประพฤติปฏิบัติของพระพุทธองค์เคลื่อนจากของเก่า มันเปลี่ยนจากการปฏิบัตินั้นมา ก็เลยพากันเข้าใจว่าพระพุทธองค์นั้นคลายความเพียรเวียนมาหาความมักมาก ความเห็นผู้หนึ่งมันจะเลื่อนขึ้นไปข้างบน คือพ้นสมมติ อีกผู้หนึ่งเห็นว่ามันจะเลื่อนลงไปข้างล่าง คือคลายความเพียรเวียนมาหาความมักมาก การทนมานตนเองมันแน่นอยู่ในหัวใจของพระปัญจวัคคีย์ทั้งหลาย เพราะพระพุทธองค์ก็เคยสอนอย่างนั้นปฏิบัติมาอย่างนั้น สอนมาอย่างนั้น จนกว่าท่านได้เห็นโทษมัน เห็นโทษมันชัดเจน ท่านจึงละมันได้ เมื่อละมันได้แล้ว ท่านก็เห็นประโยชน์ในการละนั้น ท่านจึงกระทำอย่างนั้นโดยมิได้ลงขอผู้อื่นเลยพอพระปัญจวัคคีย์เห็นพระพุทธเจ้าทำอย่า
งนั้น ก็พากันหนีจากท่าน เห็นว่ามันไม่ถูก ไม่ทำตาม ก็เหมือนนกที่หนีจากต้นไม้ เห็นว่าต้นไม้ไม่มีกิ่งหรือก้านกว้างขวาง ไม่มีร่มมีเย็น หรือปลาจะหนีจากน้ำ ก็เห็นว่าน้ำมันน้อย ไม่เย็น มันเบื่อ ว่าอย่างนั้น ความเห็นเป็นอย่างนั้น ก็เลยเลิกกันจากพระพุทธเจ้า

กายก็ให้เป็นกาย จิตก็ให้เป็นจิต
ทีนี้พระองค์ก็ได้พิจารณาธรรม ท่านก็เลยฉันให้สบาย อยู่ให้สบาย จิตก็ให้มันเป็นจิต กายก็ให้มันเป็นกาย จิตมันก็เป็นเรื่องของจิต กายมันก็เป็นเรื่องของกาย ท่านก็ไม่ได้บีบมันเท่าไร ไม่ได้บังคับมันเท่าไร พอแต่จะทำราคะ โทสะ โมหะ ให้บรรเทาลง แต่ก่อนท่านก็เดินอยู่สองทาง กามสุขัลลิกานุโยโค มีความสุขมีความรักเกิดขึ้นมาแล้วก็สนใจเกาะด้วยอุปาทาน เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา ไม่ได้ปล่อยไม่ได้วาง กระทบความสุขก็ติดในความสุข กระทบความทุกข์ก็ติดในความทุกข์ เป็นกามสุขัลลิกานุโยโค กับอัตตกิลมถานุโยโค พระองค์ติดอยู่ในสงสาร ท่านมองพิจารณาเห็นชัดเจนเข้าไปว่า อันนี้ไม่ใช่หน้าที่ของสมณะที่จะเดินไปในทางนั้น สุขแล้วก็ยึดสุข ทุกข์แล้วก็ยึดทุกข์คุณสมบัติของผู้เป็นสมณะไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่เรื่องยึดเรื่องมั่นเรื่องหมายในสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ครั้นติดอยู่ในนั้นมันก็เป็นตัวเป็นตน มันก็เป็นโลก ถ้าปฏิบัติบากบั่นในสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ก็ยังไม่เป็นโลกวิทูไม่รู้แจ้งโลก วิ่งทางซ้ายวิ่งทางขวาอยู่ตลอดเวลา บัดนี้ท่านเพ่งถึงส่วนจิตจริงๆ ตามรักษาจิตของตนล้วนๆ สอนจิตของตนล้วนๆ

เราหวงแหนกายของเราเพราะอะไร?
เรื่องธรรมชาติทุกอย่างมันเป็นไปตามเรื่องของมัน ไม่ได้เป็นอะไร เหมือนกันกับโรคในร่างกายเรานี้ เป็นเจ็บ เป็นไข้ เป็นหวัดเป็นไอ เป็นโรคนั้นโรคนี้ ก็เป็นในร่างกายของเรา ความเป็นจริงคนเราก็หวงแหนกายของเราจนเกินขอบเขตเหมือนกัน ก่อนที่มันจะหวงแหนก็เนื่องจากความเห็นผิด มันจึงปล่อยไม่ได้ อย่างศาลาเราอยู่เดี๋ยวนี้เราสร้างมันขึ้นเป็นศาลาของเรา จิ้งเหลนมันก็มาอยู่ จิ้กจกมันก็มาอยู่หนูมันก็มาอยู่ เราก็เบียดเบียนแต่มัน เพราะเราเห็นว่าศาลาของเราไม่ใช่ของจิ้งเหลนจิ้งจก เลยเบียดเบียนมัน เหมือนกันกับโรคในร่างกายเราที่เป็นอยู่ ร่างกายเราถือว่าเป็นบ้านเป็นของของเรา ถ้าจะมาเจ็บหัวปวดท้องนิดหนึ่งก็ทุรนทุราย ไม่อยากให้มันเจ็บ ไม่อยากให้มันเป็นทุกข์ ขาก็ขาของเราไม่อยากให้มันเจ็บ แขนก็แขนของเราไม่อยากให้มันเจ็บ หัวนี่ก็หัวของเรา ไม่อยากให้มันเจ็บ ไม่อยากให้มันเป็นอะไรเลย ที่นี่ รักษามันให้ได้ หลงไป หลงจากความจริงมา เราก็จรเข้ามาอยู่กับสังขาร นี้ก็เหมือนกัน ศาลานี้ไม่ใช่ศาลาของเราตามความจริงนะ เราก็เป็นเจ้าของชั่วคราว หนูมันก็เป็นเจ้าของชั่วคราวจิ้งเหลนมันก็เป็นเจ้าของชั่วคราว จิ้งจกมันก็เป็นเจ้าของชั่วคราวเท่านั้นแต่มันไม่รู้จักกัน

เมื่อยึดมั่นในสังขารก็เป็นทุกข์
ร่างกายนี้ก็เหมือนกัน ความเป็นจริงพระพุทธเจ้าท่านสอนว่าไม่มีตัวไม่มีตนอยู่นี้ เราก็มายึดสังขารก้อนนี้ว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขาแน่นอนเข้าไป ทีนี้สังขารจะเปลี่ยนแปลงก็ไม่อยากให้เปลี่ยนบอกเท่าไรก็ไม่เข้าใจ พูดเท่าไรก็ไม่เข้าใจ บอกจริงๆก็ยิ่งหลงจริงๆอันนี้ไม่ใช่ตัว ว่าอย่างนั้น ก็ยิ่งหลงใหญ่ ยิ่งไม่รู้เรื่อง เรามาภาวนาให้มันเป็นตัวเป็นตน ฉะนั้นคนโดยมากไม่เห็นตัวตน ผู้ที่เห็นตัวตนจริงๆก็คือผู้ที่เห็นว่ามิใช่ตัวมิใช่ตน คือเห็นตนตามธรรมชาติ ผู้ที่เห็นตัวด้วยอุปาทานนี้ว่า นี่เป็นตัวเป็นตน ผู้นั้นไม่เห็น มันก้าวก่ายอยู่อย่างนี้นะ จะทำอย่างไร มันไม่เห็นง่ายๆก้อนนี้ อุปาทานมันยึดไว้

ใช้ปัญญาในการดับทุกข์
ฉะนั้นท่านจึงบอกว่าให้พิจารณารู้เท่าด้วยปัญญา ให้เห็นด้วยปัญญา คือพิจารณาสังขารว่า มันจริงอย่างไรก็ให้เห็นตามเป็นจริงอย่างนั้น อาศัยปัญญารู้ตามเป็นจริงของสังขารเรียกว่าตัวปัญญา ถ้ารู้ไม่ตามเป็นจริงของสังขารนั้นก็ไปแย้งกัน ไปขัดกัน สังขารนี้มันสมควรที่จะปล่อยไปแล้ว ก็ยังจะไปกางไปกั้นมันไว้ ไปร้องขอให้เป็นอยู่อย่างนั้น หาสิ่งของสารพัดอย่างมาแก้มัน มาไถ่ถอนเอาสารพัด ถ้ามันเจ็บมันไข้แล้วไม่อยากไป จึงค้นหาสูตรอะไรต่างๆพากันมาสวด สูตร โพชฌังโค ธัมมจักร อนัตตลักขณสูตร ไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้นพากันกั้นพากันห้าม ก็เลยเป็นพิธีรีตองไป ยึดมั่นถือมั่นยิ่งไปกันใหญ่โดยบทสวดต่างๆ คือสวดให้มันหายโรค เอามาสวดต่ออายุกัน เอามาสวดให้มันยืนยาว สารพัดอย่าง

จุดหมายของการสวดมนต์-ท่องมนต์
ความเป็นจริงท่านให้สวดเพื่อเห็นชัด แต่เรามาสวดให้หลงรูปัง อนิจจัง เวทนา อนิจจา สัญญา อนิจจา สังขารา อนิจจา วิญญาณัง อนิจจัง...บทที่สวดนั้นไม่ใช่สวดให้เราหลงนะ สวดให้เรารู้เรื่องตามความเป็นจริงของมันอย่างนั้น จะได้ปล่อยจะได้วาง จะได้ไม่เสียใจ จะได้ทอดอาลัย อันนั้นมันจะสั้น แต่เรามาสวดให้มันยาวออก ถ้ามันยาวอยากจะให้มันสั้น บังคับธรรมชาติให้มันเป็นไป หลงกันหมด ที่มาทำกันในศาลานั้นก็มาหลงกันหมดทุกคน คนที่สวดก็หลง คนที่นอนฟังอยู่ก็หลง ใครที่ไหนก็หลงทั้งนั้น ทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์ คิดอย่างนั้น จะปฏิบัติที่ไหนกัน จึงปฏิบัติให้มันหลงไปแก้ความจริงในเรื่องนั้น ถ้ามันเกิดขึ้นมาแล้ว ท่านผู้รู้ทั้งหลายเห็นว่ามันไม่มีอะไรเกิดมาแล้วต้องมีโรคอย่างนี้ แต่ว่าพระพุทธเจ้าก็ดี อริยสาวกของท่านก็ดี มีเจ็บมีไข้เป็นธรรมดา ท่านก็รักษาฉันยาเป็นธรรมดาเท่านั้นแหละ มันเป็นเรื่องแก้ธาตุ แต่ความเป็นจริงท่านไม่ได้ถือมั่นถือลางถือขลัง ยึดมั่นจนเกินไปหรอก ท่านก็รักษามันด้วยความเห็นชอบ ไม่ใช่รักษาด้วยความหลง มันหายก็หาย ไม่หายก็ไม่หาย เป็นอย่างนั้น

สวดมนต์เพื่อให้ใจพบแสงสว่าง
อันนี้แหละ เขาว่าศาสนาในประเทศไทยเรามันเจริญ แต่ผมว่ามันเสื่อมจนถึงที่สุดมันแล้ว ในศาลามีแต่หูฟังทั้งนั้น หมดศาลาเลยเอียงหูฟัง มันเอียงซ้ายเลยนะ ตลอดผู้ใหญ่ผู้โตก็ทำอย่างนั้นอยู่ ว่ามันเป็นอย่างนั้น มันเลยหลงตามกันหมดทุกอย่างเลย ฉะนั้นถ้าเราไปเห็นอย่างนั้นแล้ว ก็เลยพูดอะไรไม่ออก มันคนละเรื่องกัน แล้วจะให้มันพ้นทุกข์กันที่ไหน ท่านให้สวดเพื่อให้มันแจ้ง เรามาสวดให้มันมืดมันหันหลังใส่กันเลย ผู้หนึ่งเดินไปทางตะวันตก อีกผู้หนึ่งเดินไปทางตะวันออก จะพบกันได้อย่างไร มันไม่ใกล้เลยเรื่องเหล่านี้ ถ้าหากว่าเราได้ภาวนาแล้ว ตามความเป็นจริงมันเป็นอย่างนั้น ก็กำลังหลงกัน ไม่รู้จะว่ากันได้อย่างไร อะไรก็เป็นพิธีรีตองไปหมดทุกอย่าง สวดอยู่ แต่ว่าสวดด้วยความโง่ ไม่ใช่สวดด้วยปัญญา เรียนแต่เรียนด้วยความโง่ ไม่ได้เรียนด้วยปัญญา รู้ก็รู้ด้วยความโง่ ไม่ได้รู้ด้วยปัญญา มันเลยไปก็ไปด้วยความโง่ อยู่ก็อยู่ด้วยความโง่ มันก็เป็นอย่างนั้น ที่สอนกันทุกวันนี้ก็เรียกว่าสอนให้คนโง่ทั้งนั้นแหละ แต่เขาว่าสอนให้คนฉลาด สอนให้คนรู้ แต่หลักความเป็นจริง ฟังๆดูแล้วก็สอนให้คนหลงงมงาย

อย่ายึดมั่นว่าเป็นของเรา
ความเป็นจริง หลักธรรมะท่านสอนให้พวกเราทั้งหลายปฏิบัติเพื่อเห็นอนัตตา คือเห็นตัวตนนี้ว่ามันเป็นของว่าง ไม่ใช่เป็นของมีตัวตน เป็นของว่างจากตัวตน แต่เราก็มาเรียนกันให้มันเป็นตัวเป็นตนก็เลยไม่อยากจะให้มันทุกข์ ไม่อยากจะให้มันลำบาก อยากจะให้มันสะดวก อยากจะให้มันพ้นทุกข์ ถ้ามีตัวมีตนมันจะพ้นทุกข์เมื่อไร ดูซิอย่างเรามีของชิ้นหนึ่งที่มีราคามาก เมื่อเราได้รับมาเป็นของเราแล้ว เปลี่ยนเสีย จิตใจเปลี่ยนแล้ว ต้องหาที่วางมัน จะเอาไว้ตรงไหนดีหนอ เอาไว้ตรงนั้นขโมยมันจะย่องเอาไปละมั้ง คิดจนเลิกคิดแล้วหาที่ซ่อนของนะ แล้วจิตมันเปลี่ยนเมื่อไร มันเปลี่ยนเมื่อเราได้วัตถุอันนี้เอง ทุกข์แล้วเอาไว้ตรงนี้ก็ไม่ค่อยสบายใจ เอาไว้ตรงนั้นก็ไม่ค่อยสบายใจ เลยวุ่นกันจนหมดแหละ นั่งก็ทุกข์ เดินก็ทุกข์ นอนก็ทุกข์ นี่ทุกข์เกิดขึ้นมาแล้ว มันเกิดเมื่อไร มันเกิดในเมื่อเราเข้าใจว่าของของเรามันมีมาแล้ว ได้มาแล้ว ทุกข์อยู่เดี๋ยวนี้ แต่ก่อนไม่มี มันก็ไม่เป็นทุกข์ ทุกข์ยังไม่เกิด ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่จะจับมัน

พลิกสมมุติให้เป็นวิมุตติ
อัตตานี้ก็เหมือนกัน ถ้าเราเข้าใจว่าตัวของเรา ตนของเรา สภาพสิ่งแวดล้อมนั้นมันก็เป็นของตนไปด้วย ของเราไปด้วย มันก็เลยวุ่นขึ้นไป เพราะอะไร ต้นเหตุคือมันมีตัวมีตน ไม่ได้เพิกสมมุติอันนี้ออกให้เห็นวิมุตติ ตัวตนนี้มันเป็นของสมมุติ ให้เพิกให้รื้อสมมุติอันนี้ออกให้เห็นแก่นของมัน คือวิมุตติ พลิกสมมุติอันนี้กลับให้เป็นวิมุตติ

อันนี้ถ้าเปรียบกับข้าวก็เรียกว่าข้าวยังไม่ได้ซ้อม ข้าวนั้นกินได้ไหม กินได้ แต่เราไปปฏิบัติมันซิ คือให้เอาไปซ้อมมัน ให้ถอดเปลือกออกไปเสีย มันก็จะเจอข้าวสารอยู่ตรงนั้นแหละ ทีนี้ถ้าเราไม่ได้สีมันออกจากเปลือกของมันก็ไม่เป็นข้าวสาร ความเห็นเช่นนี้ก็เหมือนกันกับสุนัข สุนัขมันนอนอยู่บนกองข้าวเปลือกนั่นแหละ ท้องร้องจ๊อก...จ๊อก..จ๊อก...มันก็มัวแต่นอนอยู่นั่นแหละ จิตมันหวั่นวิตก "จะไปหากินที่ไหนหนอ" แน่ะ ท้องมันหิวมันก็โจนออกจากกองข้าวเปลือก วิ่งไปหากินอาหารเศษๆทั้งหลายเหล่านั้น ทั้งๆที่มันนอนทับอยู่อาหารมันอยู่ตรงนั้น แต่มันไม่รู้จัก เพราะอะไร มันไม่เห็นข้าว สุนัขมันกินข้าวเปลือกไม่ได้ อาหารมันมีอยู่แต่มันกินไม่ได้ ความรู้เรามีอยู่ถ้าเราไม่เอาไปปฏิบัติ เราก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน โง่ขนาดสุนัขมันนอนอยู่บนกองข้าวเปลือก นอนทับอาหารอยู่ได้ แต่ว่าไม่รู้จักกินอาหารที่มันนอนทับอยู่ เมื่อหิวอาหารก็ต้องโจนจากข้าววิ่งไปหากินที่อื่น อันนี้มันก็น่าสงสารอยู่เหมือนกัน

อย่าทำตัวเหมือนสุนัขนอนอยู่บนกองข้าวเปลือก
เหมือนกันฉันนั้นข้าวสารมีอยู่ อะไรมันปิด เปลือกข้าวมันปิดสุนัขกินไม่ได้ วิมุตติก็มีอยู่ อะไรมันปิดไว้ สมมุติมันปิดไม่ให้เห็นวิมุตติ ให้พุทธบริษัททั้งหลายนั่งทับ ไม่รู้จัก..'ข้าว' ไม่รู้จักการประพฤติปฏิบัติ นั่นจึงไม่เห็นวิมุตติ มันก็จึงติดสมมุติอยู่ตลอดกาลตลอดเวลา เมื่อมันติดอยู่ในสมมุติมันก็เกิดทุกข์ขึ้นมา เกิดภพขึ้นมา เกิดชาติขึ้นมา ชรา พยาธิ มรณะ ถึงวันตายตามเข้ามา ฉะนั้นมันไม่มีอะไรบังอยู่หรอก มันบังอยู่ตรงนี้ เราเรียนธรรมะ ไม่รู้จักธรรมะ ก็เหมือนกับสุนัขนอนอยู่บนข้าวเปลือก ไม่รู้จักข้าว หิวจวนจะตายมันก็ตายทิ้งเฉยๆนั่นแหละ ไม่มีอะไรกิน ข้าวเปลือกมันกินไม่ได้ มันไม่รู้จักหาอาหารของมันเลย นานๆไปไม่มีอะไรกิน มันก็ตายไปบนกองข้าวเปลือกนั่นแหละ บนอาหารนั่นแหละ

อย่าคิดว่ารู้มากแล้วจะเห็นพระพุทธเจ้า
มนุษย์เรานี้ก็เหมือนกัน ธรรมที่เราเรียนมา ธรรมะที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ ถึงจะศึกษาธรรมะเท่าไรก็ตามทีเถิด ถ้าไม่ประพฤติปฏิบัติแล้วก็ไม่เห็น ไม่เห็นแล้วก็ไม่รู้ ไม่รู้ก็ไม่รู้จักข้อปฏิบัติ อย่าพึงว่าเราเรียนมาก เรารู้มากแล้วเราจะเห็นธรรมะของพระพุทธเจ้า ก็เหมือนเรามีตา อย่างนี้ก็นึกว่าเราเห็นทุกอย่าง เพราะว่าเรามองไปแล้ว หรือจะนึกว่าเราได้ยินแล้วทุกอย่าง เพราะเรามีหูอยู่แล้ว มันเห็นไม่ถึงที่สุดของมัน มันก็เป็นตานอกไป ท่านไม่จัดว่าเป็นตาใน หูก็เรียกว่าหูนอกไม่ได้เรียกว่าหูใน มิฉะนั้นถ้าท่านพลิกสมมุติเข้าไปเห็นวิมุตติ แล้วก็เป็นของจริง เห็นชัด ถอนทันที มันจึงถอนสมมุติออก ถอนความยึดมั่นถือมั่นออก ถอนทุกสิ่งทุกอย่าง

ผลไม้ (ธรรมะ) มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ
เหมือนกับผลไม้หวานๆใบหนึ่ง ผลไม้นั้นมันหวานอยู่ก็จริงแต่ว่ามันต้องอาศัยการกระทบประสบจึงรู้ว่ามันหวานหรือมัน
เปรี้ยวจริงผลไม้นั้นถ้าไม่มีอะไรกระทบ มันก็หวานอยู่ตามธรรมชาติ หวานแต่ไม่มีใครรู้จัก เหมือนธรรมะของพระพุทธเจ้าของเรา เป็นสัจจธรรมจริงอยู่ก็ตาม แต่สำหรับคนที่ไม่รู้จริงนั้นก็เป็นของไม่จริง ถึงมันจะดีเลิศประเสริฐสักเท่าไรก็ตามทีเถอะมันไม่มีราคาเฉพาะกับคนที่ไม่รู้เรื่อง

ฉะนั้นจะไปเอาทุกข์ทำไม ใครในโลกนี้อยากเอาทุกข์ใส่ตัวมีไหม ไม่มีใครทั้งนั้นแหละ ไม่อยากได้ทุกข์ แต่ว่าสร้างเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้นมา มันก็เท่ากับเราไปแสวงหาความทุกข์นั่นเอง แต่ใจจริงของเราแสวงหาความสุข ไม่อยากได้ทุกข์ นี่มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนี้ทำไมจิตใจของเรามันสร้างเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้นมาได้ เรารู้เท่านี้ก็พอแล้วใจเราไม่ชอบทุกข์ แต่เราสร้างความทุกข์ขึ้นมาเป็นตัวของเราทำไม มันก็เห็นง่ายๆก็คือคนที่ไม่รู้จักทุกข์นั่นเอง ไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักเหตุเกิดของทุกข์ ไม่รู้ความดับทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ จึงประพฤติอย่างนั้น จึงเห็นอย่างนั้น จะไม่มีความทุกข์ได้อย่างไรก็เพราะคนไปทำอย่างนั้น

เมื่อคิดผิดก็เกิดทุกข์
ถ้ามันเป็นเช่นนั้น มันก็เป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งดุ้นนั้นแหละ แต่ว่าเราไม่เข้าใจว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ อะไรที่เราได้พูด เราได้เห็น เราได้ทำแล้วเป็นทุกข์ อันนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น ถ้าไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิมันไม่ทุกข์อย่างนั้นหรอก มันไม่ยึดในความทุกข์อันนั้น มันไม่ยึดในความสุขนั้นๆ ไม่ได้ยึดตามอาการทั้งหลายเหล่านั้น มันจะปล่อยวางตามเรื่องของมัน เช่น กระแสน้ำที่มันไหลมา ไม่ต้องกางกั้นมัน ให้มันไหลไปตามสะดวกของมันนั้นแหละ เพราะมันไหลอย่างนั้น กระแสธรรมก็เป็นอย่างนั้น กระแสจิตของเราที่ไม่รู้จักมันก็ไปกางกั้นธรรมะด้วยที่ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วไปตะโกน โน้น มิจฉาทิฏฐิอยู่ที่โน้น คนโน้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ แต่ตัวเราเองเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือทุกข์เกิดขึ้นมาเพราะเราเป็นมิจฉาทิฏฐิ อันนั้นเราไม่รู้เรื่อง อันนี้ก็น่าสังเกตน่าพิจารณาเหมือนกันนะ ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิเมื่อไรก็เป็นทุกข์เมื่อนั้น ไม่ทุกข์ในเวลาปัจจุบันนั้น ต่อไปมันก็ให้ผลมาเป็นทุกข์

อันนี้พูดเฉพาะคนเรามันหลงเท่านั้น อะไรมันปิดไว้ อะไรมันบังไว้ สมมุติมันบังวิมุตติให้คนมองเห็นไม่ชัดในธรรมทั้งหลาย ต่างคนก็ต่างศึกษา ต่างคนก็ต่างเล่าเรียน ต่างคนก็ต่างทำ แต่ทำด้วยความไม่รู้จัก ก็เหมือนกันกับคนหลงตะวันนั้นแหละ เดินไปทางตะวันตกเข้าใจว่าเดินไปทางตะวันออก หรือเดินไปทิศเหนือเข้าใจว่าเดินไปทิศใต้ มันหลงขนาดนี้ เราปฏิบัตินี้มันก็เลยเป็นขี้ของการปฏิบัติโดยตรงแล้วมันก็เป็นวิบัติ วิบัตินี้คือมันพลิกไปคนละทาง หมดจากความมุ่งหมายของธรรมะที่ถูกต้อง สภาพอันนี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เราก็เข้าใจว่าอันนี้ถ้าทำขึ้น ถ้าบ่นขึ้น ถ้าท่องขึ้น ถ้ารู้เรื่องอันนี้ มันจะเป็นเหตุให้ทุกข์ดับ ก็เหมือนกันกับคนที่อยากได้มากๆนั่นแหละ อะไรๆก็หามามากๆ ถ้าเราได้มากแล้วมันก็ดับทุกข์ จะไม่มีทุกข์ ความเข้าใจของคนมันเป็นอย่างนี้ แต่ว่ามันคิดไปคนละทาง เหมือนกันกับคนนี้ไปทิศเหนือ คนนั้นไปทิศใต้ นึกว่าไปทางเดียวกัน

สังขารทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไปเสมอ
ฉะนั้นพุทธบริษัททั้งหลาย มนุษย์เราทั้งหลายจึงจมอยู่ในกองทุกข์ อยู่ในวัฏฏสงสาร ก็เพราะคิดอย่างนี้ ถ้ามีโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมาก็นึกแต่จะให้มันหายเท่านั้น อยากจะให้มันหายเดี๋ยวนี้ จะให้มันหายเท่านั้นแหละ ไม่นึกว่าอันนี้มันเป็นสังขาร อันนี้ไม่มีใครรู้จักสังขารมันเปลี่ยน ทนไม่ได้ ฟังไม่ได้ จะต้องให้หายให้หมด แต่ผลสุดท้ายมันก็สู้ไม่ได้ สู้ความจริงไม่ได้ พังหมด อันนี้คือเราไม่ได้คิด คือมันเห็นผิดหนักเข้าไปเรื่อยๆ

การประพฤติปฏิบัติทุกอย่างเพื่อเห็นธรรมะมันเลิศกว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง พระพุทธองค์สร้างบารมีตั้งแต่ทานบารมีไปถึงปรมัตถบารมีเพื่ออะไร ก็เพื่อให้รู้จักอันนี้ เพื่อให้เห็นธรรมะ ให้ปฏิบัติธรรมะ แล้วให้รู้ธรรมะ ให้ใจเป็นธรรมะ ให้ปล่อยวางเพื่อจะไม่ให้หนัก อย่าไปยึดมั่นถือมั่นมัน หรือจะพูดง่ายๆอีกอย่างหนึ่งว่า ให้ยึดแต่อย่าให้มั่น นี่ก็ถูกเหมือนกัน คือเราเห็นอะไรก็จับมันขึ้นมาดูเสีย "เออ...อันนี้ก็อันนั้น" แล้วก็วางมันไป เห็นอันนั้นอีกก็ยึดมาอีก แต่อย่ายึดให้มันมั่น เอามาพิจารณา รู้เรื่องแล้วก็ปล่อยวางเท่านั้นแหละ ถ้ายึดไม่วาง แบกไม่หยุดมันก็หนักตลอดเวลาสิ ถ้าเรายึดมาแบกรู้สึกว่ามันหนักก็ปลงมันไป ทิ้งมันเสีย อย่าให้ทุกข์เกิดขึ้นมา ถ้าเป็นเช่นนี้เราก็รู้จักว่าอันนี้เป็นเหตุให้ทุกข์เกิด เมื่อรู้จักเหตุให้ทุกข์เกิดแล้ว ทุกข์มันเกิดไม่ได้ ทุกข์จะเกิด สุขจะเกิด มันอาศัยอัตตาตัวตน อาศัยเรา อาศัยของของเรา อาศัยสมมติอันนี้ ถ้าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้ววิ่งไปถึงวิมุตติ มันก็เลิกถอน มันถอนสมมุติออก ถอนความสุขออกจากที่นั่น ถอนความทุกข์ออกจากที่นั่น ถอนความยึดมั่นถือมั่นออกจากที่มันยึดนั้น เท่านั้นแหละ

เมื่อของของเราหายไป ทำไมเราต้องเป็นทุกข์
ก็คล้ายกับว่าของของเราชิ้นหนึ่งมันหลุดมือหายไป เราก็เป็นห่วงก็เป็นทุกข์กับมัน อีกเวลาหนึ่งเราก็พบของนั้นขึ้นมา ความทุกข์ก็หายแว้บไปทีเดียว แม้ยังไม่เห็นวัตถุอันนั้นความทุกข์มันก็หาย อย่างเราเอาของมาวางไว้ตรงนี้ แล้วหลงเสียนึกว่าของเรามันหายไปก็เป็นทุกข์ เมื่อทุกข์เกิดขึ้นแล้วจิตก็พะวงถึงสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น อีกวันหนึ่งอีกเวลาหนึ่ง จิตใจก็วิตกไปถึงของของเราว่า "อ้อ..เอาไว้ตรงนั้นแน่นอนเลย" พอนึกอย่างนั้น รู้ตามความจริงแล้ว ตายังไม่เห็นของเลย สบายใจเลยทีนี้ อันนี้เรียกว่าเห็นทางใน เห็นกับตาใจไม่ใช่เห็นกับตานอก เห็นด้วยตาใจ ถึงตานอกยังไม่เห็น มันก็สบายแล้ว มันก็ถอนทุกข์ออกทันที อย่างนี้ก็เหมือนกัน ผู้ที่บำเพ็ญธรรมะ บรรลุธรรมะ เห็นธรรมะ ประสบอารมณ์เมื่อไรปุ๊บ นั่นก็คือปัญญาเกิดขึ้น ก็แก้ปัญหาได้ทันท่วงทีเท่านั้นแหละ หายไปเลย วาง ปล่อย

จงปฏิบัติให้เห็นธรรมะ
ฉะนั้นท่านจึงให้พวกเราพบธรรมะ ทีนี้เราพบธรรมะแต่ตัวหนังสือ พบธรรมะกับตำรา อย่างนั้นมันพบแต่เรื่องของธรรมะ ไม่ได้พบธรรมะตามความจริงที่พระบรมครูของเราสอน จะเข้าใจว่าพวกเราทั้งหลายปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้อย่างไร มันไกลกันมาก พระพุทธองค์เป็นโลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลก เดี๋ยวนี้เรารู้ไม่แจ้ง รู้เท่าไรก็ยิ่งมืดเข้าไปเท่านั้น รู้เท่าไรก็ยิ่งมืดเข้าไป คือมันรู้มืด ไม่ใช่รู้แจ้ง รู้ไม่ถึงนั่นเองไม่แจ้ง ไม่สว่าง ไม่เบิกบาน คนก็มาคาติดแค่นี้เท่านั้นแหละ แต่ว่ามันไม่ใช่น้อย มันเป็นของมาก

จงละทุกข์ทันทีเมื่อมองเห็นโทษของมัน
ทุกคนโดยมากก็ต้องการความดี ต้องการความสุข แต่ว่าไม่รู้จักว่าอะไรมันเป็นเหตุให้สุขให้ทุกข์เกิดขึ้นมา อะไรทุกอย่างถ้าเรายังไม่เห็นโทษมัน เราก็ละมันไม่ได้ มันจะชั่วขนาดไหนก็ละมันไม่ได้ถ้าเรายังไม่ได้เห็นโทษอย่างจริงจัง แต่เมื่อเราเห็นโทษอย่างแน่นอนจริงๆนั่นแหละ สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเราถึงจะปล่อยได้วางได้ พอเห็นโทษอย่างแน่นอนจริงๆ พร้อมกระทั่งเห็นประโยชน์ในการกระทำอย่างนั้น ในการประพฤติอย่างนั้น เปลี่ยนขึ้นมาทันทีเลย อันนี้คนเราประพฤติปฏิบัติอยู่ทำไมมันยังไปไม่ได้ ทำไมมันถึงวางไม่ได้ คือมันยังไม่เห็นโทษอย่างแน่ชัด คือยังไม่รู้แจ้งนี่แหละ รู้ไม่ถึงหรือรู้มืด มันจึงละไม่ได้ ถ้ารู้แจ้งอย่างอรหันตสาวกหรือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ก็เลิกกันเท่านั้นแหละ แก้ปัญหาหลุดไปทีเดียวแหละ ไม่เป็นของยาก ไม่เป็นของลำบาก

มันก็เหมือนกันกับเรานั่นแหละ หูเราได้ยินเสียงก็ให้มันทำงานตามหน้าที่ของมันสิ ตาทำงานทางรูปก็ให้มันทำสิ จมูกทำงานทางกลิ่นก็ให้มันทำสิ ร่างกายทำงานถูกต้องโผฏฐัพพะก็ให้มันทำงานตามเรื่องของมันสิ ถ้าแบ่งให้มันทำงานตามหน้าที่ของมันแล้ว มันจะมีอะไรมาแย้งกัน มันไม่ได้ขัดขวางกันเลย อันนี้ก็เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้มันก็เป็นสมมุติเราก็ให้มันสิ สิ่งเหล่านั้นก็เป็นวิมุตติ เราก็แบ่งมันสิ เราเป็นผู้รู้เฉยๆ เท่านั้นแหละ รู้ไม่ให้มันขัดข้อง รู้แล้วก็ปล่อย วางมันตามธรรมดา เป็นของมันอยู่อย่างนั้น ของทั้งหลายเหล่านี้เป็นอยู่อย่างนั้น ที่เรายึดมั่นว่าอันนี้ของเรา ใครเป็นคนได้ พ่อเราได้ไหม แม่เราได้ไหมญาติของเราได้ไหม ใครได้ไหม ไม่มีใครได้ พระพุทธองค์จึงบอกให้วางมันเสีย ปล่อยมันเสีย รู้มันเสีย รู้มันโดยที่ว่ายึดแต่อย่าให้มั่น ใช้มันไปในทางที่เป็นประโยชน์ อย่าใช้มันในทางที่เป็นโทษ คือความยึดมั่นถือมั่นที่ทำให้เราเป็นทุกข์

รู้ธรรมเพื่อพ้นทุกข์
รู้ธรรมะมันต้องรู้อย่างนี้ คือรู้ในแง่ที่มันพ้นทุกข์ ความรู้นี้เป็นสิ่งสำคัญ รู้เครื่องยนต์กลไก รู้อะไรสารพัดอย่างก็ดีอยู่ แต่ว่ามันไม่เลิศ ธรรมะก็ต้องรู้อย่างนี้เห็นอย่างนี้ ไม่ต้องรู้อะไรมากหรอก ให้รู้เท่านี้ก็พอ สำหรับผู้ประพฤติปฏิบัติรู้แล้วก็วาง ไม่ใช่ว่าตายแล้วจึงจะไม่มีทุกข์นะ มันไม่มีทุกข์ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ เพราะมันรู้จักแก้ปัญหามันรู้จักสมมุติวิมุตตินี้เมื่อเรามีชีวิตอยู่ เมื่อเราประพฤติปฏิบัตินี่เองไม่ใช่เอาที่อื่นหรอก ดังนั้นท่านอย่าไปยึดมั่นถือมั่นอะไรมาก ยึดอย่าให้มันมั่น บางทีจะคิดว่า "ท่านอาจารย์ทำไมจึงพูดอย่างนี้ สอนอย่างนี้" จะไม่ให้สอนอย่างไร ไม่ให้พูดอย่างไร เพราะว่ามันแน่นอนอย่างนั้น มันจริงอย่างนั้น จริงก็อย่าไปยึดมั่นมันซิ ถ้าไปยึดมั่นมันก็เป็นไม่จริงเท่านั้นแหละ เหมือนสุนัขไปจับขามันดูซิ จับมันไม่วางเดี๋ยวมันก็วุ่นมากัด ลองๆดูซิสัตว์ทั้งปวงก็เหมือนกัน เช่น งูไปยึดหางมันซิ ยึดไม่ปล่อยวาง เดี๋ยวมันก็กัดเราเท่านั้นแหละ

สมมุตินี้ก็เหมือนกัน ให้ทำตามสมมุติ สมมุตินี้เป็นของใช้เพื่อให้มันสะดวก เมื่อเรามีชีวิตอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องจะต้องยึดมั่นถือมั่นจนมันเกิดทุกข์ทรมาน แล้วก็แล้วไปเท่านั้น อะไรที่เราเข้าใจว่าถูก แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นไม่แบ่งใคร นั่นแหละคือมันเห็นผิดแล้ว เป็นมิจฉาทิฏฐิแล้ว เมื่อทุกข์เกิดขึ้นมาปุ๊บ มันเกิดมาจากอะไร เหตุมันก็คือมิจฉาทิฏฐิ มันจึงให้ผลเป็นทุกข์ ถ้ามันถูก ผลที่จะเกิดขึ้นมาจะไม่เป็นทุกข์ ท่านไม่ให้แบก ไม่ให้ยึด ไม่ให้มั่น ถูกก็เป็นของสมมุติ แล้วก็แล้วไป ผิดก็เป็นของสมมุติ แล้วก็แล้วไปเท่านั้น ถ้าเราเห็นว่าถูกแล้วคนอื่นมาแย้งก็อย่าไปถือมัน ปล่อยไป ไม่ได้เสียหายอะไร มันไปตามเรื่องตามเหตุ ตามปัจจัยของมันอย่างเก่า พอรู้แล้วก็ปล่อยมันไปตรงนั้นเลย

แต่โดยมากมันไม่ใช่อย่างนั้น คนเรามันไม่ค่อยยอมกันอย่างนั้นผู้ปฏิบัติเรายังไม่รู้ตัว ยังไม่รู้จิตใจของตน พอพูดอะไรจนคนอื่นว่ามันโง่เต็มที่แล้ว ก็ยังนึกว่ามันฉลาดอยู่นั่นแหละ พูดสิ่งที่มันโง่จนคนอื่นฟังไม่ได้ แต่ก็นึกว่าเราฉลาดกว่าคนอื่น คนอื่นทนฟังไม่ได้ก็ยังว่าเราดีเราถูกอยู่นั่นแหละ มันขายความโง่ของตัวเองโดยไม่รู้เรื่อง
ปราชญ์ทั้งหลายท่านบอกว่า คำพูดอันใดวาจาอันใดที่ปราศจากอนิจจังแล้ว คำพูดนั้นไม่ใช่คำพูดของนักปราชญ์ เป็นคำพูดที่โง่ เป็นคำพูดที่หลง เป็นคำพูดที่ไม่รู้จักว่าทุกข์จะเกิดตรงนั้น พูดง่ายๆให้เห็นเช่นพรุ่งนี้เราตั้งใจว่าจะไปกรุงเทพฯ แล้วมีคนมาถามว่า
"พรุ่งนี้ท่านจะไปกรุงเทพฯ หรือเปล่า"
"คิดว่าจะไปกรุงเทพฯ ถ้าไม่มีอุปสรรคขัดข้องก็คงจะไป"

นี่เรียกว่าพูดอิงธรรมะ อิงอนิจจัง อิงความจริง อิงความไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนตามปัจจัยของมัน ไม่ใช่ว่า "พรุ่งนี้ฉันจะไปแน่"
"ถ้าไม่ไปจริงจะให้ทำอย่างไร จะยอมให้ฆ่าให้แกงไหม" อะไรอย่างนี้ พูดกันบ้าๆ บอๆ

มันยังเหลืออยู่มากเหมือนกัน การปฏิบัติธรรมะมันลึกซึ้งไปจนเรามองไม่เห็น ที่เรานึกว่าเราพูดถูก แต่มันจะผิดไปทุกคำ ผิดจากหลักความจริงทุกคำ แต่ก็นึกว่าเราพูดถูกไปทุกคำ พูดง่ายๆ เราพูดอะไรบ้าง ทำอะไรบ้าง อันที่มันเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด นั่นแหละเรียกว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เรียกว่าคนหลง คนโง่

อย่าติดลาภ ติดยศ ติดสรรเสริญ
โดยมากนักปฏิบัติเราไม่ค่อยจะทบทวนอย่างนี้ เห็นว่าเราดีก็ดีเรื่อยๆไป เช่นเราได้อันหนึ่งขึ้นมา จะเป็นลาภก็ดี ยศก็ดี สรรเสริญก็ดี ก็นึกว่ามันดี ดีตลอดกาลตลอดเวลา แล้วก็ถือเนื้อถือตัวขึ้นมาไม่รู้จักว่าเรานี้คือใคร ที่มันดี มันเกิดจากอะไร เดินไปพบ นาย ก.นาย ข. เหมือนกันหรือไม่ อย่างนี้ พระพุทธองค์ท่านให้วางเป็นปกติอย่างนี้ ถ้าเราไม่สับ เราไม่ขบ ไม่เคี้ยว ไม่ปฏิบัติค้นคว้าอันนี้ ก็เรียกว่ายังจมอยู่ จมอยู่ในใจของเรานั่นแหละ เรียกว่าติดลาภบ้างติดยศบ้าง ติดสรรเสริญบ้าง ก็เปลี่ยนเป็นคนอื่น เพราะสำคัญว่าตัวเรานี้ดีขึ้นแล้ว สำคัญว่าเราเลิศขึ้นแล้ว สำคัญว่าเราเป็นโน่นเป็นนี่แล้วก็เกิดอะไรต่ออะไรขึ้นมาวุ่นวาย

ลักษณะเสมอกันของมนุษย์ทุกคน
ความเป็นจริงมันไม่เป็นอะไรหรอกคนเรา เป็นก็เป็นด้วยสมมุติถ้าถอนสมมุติไปเป็นวิมุตติ มันก็ไม่เป็นอะไร เป็นสามัญลักษณะ มีลักษณะเสมอกัน ความเกิดขึ้นเบื้องต้น มีความแปรไปเป็นท่ามกลางแล้วก็ดับไปที่สุด มันก็แค่นั้น เห็นสภาพมันเป็นอย่างนั้นแล้ว มันก็ไม่มีอะไรจะเกิดขึ้นมา ถ้าเราเข้าใจเช่นนั้นแล้ว มันก็สบาย มันก็สงบ ที่มันไม่สงบก็เหมือนกับพระปัญจวัคคีย์ประพฤติตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสอน เมื่อท่านพลิกไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าท่านคิดอะไร ท่านทำอะไรก็เลยหาว่าท่านคลายความเพียรเวียนมาหาความมักมาก ถ้าตัวเราเป็นเช่นนั้น ก็คงจะคิดอย่างนั้น คงจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่มีทางแก้ไข แต่ความเป็นจริงแล้วพระพุทธเจ้าท่านเดินขั้นสูงขึ้นไปอีกจากพวกเรา เรายังถือตัวอย่างเก่า คิดไปในทางต่ำ ก็นึกว่าเราคิดอยู่ในทางสูง เห็นพระพุทธเจ้าก็คิดว่า ท่านคลายความเพียรเวียนมาหาความมักมากแล้ว เหมือนกับปัญจวัคคีย์ ปฏิบัติกี่พรรษาคิดดูซิ ขนาดนั้นก็ยังหลงอยู่ ยังไม่ถนัด

อย่ายึดมั่นถือมั่นแม้กระทั่งสิ่งที่ถูก
ท่านจึงให้ทำงานและให้ตรวจผลงานของตน คือที่มันไม่ยอมเรื่องที่มันไม่ยอม เรื่องที่มันยอม มันก็สลายตัวไปเท่านั้นแหละ ไม่มีอะไร ถ้ามันไม่ยอมมันไม่สลาย มันตั้งตัวขึ้นมาเป็นก้อน เป็นตัวอุปาทาน มันไม่มีการแบ่งเบา นักบวชนักพรตเราโดยมากก็ชอบเป็นอย่างนั้น ถ้าติดอยู่ในแง่ไหนก็ดึงอยู่แง่นั้นแหละ ไม่เปลี่ยนแปลงไม่พินิจพิจารณาเห็นว่าเราถูกแล้วก็เห็นว่าเราไม่ผิด แต่ความเป็นจริงความผิดมันฝังอยู่ในความถูก แต่เราไม่รู้จัก เป็นอย่างไรล่ะ "อันนี้แหละถูกแล้ว" แต่คนอื่นว่ามันไม่ถูก ก็ไม่ยอม เถียงกัน นี่อะไรทิฏฐิมานะ ทิฏฐิคือความเห็น มานะคือความยึดไว้ถือไว้ ถ้าเรายึดในสิ่งที่ถูกไม่ปล่อยให้ใครเลยก็เรียกว่ามันผิด ถือถูกนั่นแหละ ยึดมั่นถือมั่นในความถูก มันเป็นขึ้นเดี๋ยวนี้แหละ ไม่เป็นการปล่อยวาง

แก้ความยึดมั่นถือมั่นได้อย่างไร
สิ่งอันนี้เป็นเหตุที่ทำให้คนเราไม่ค่อยสบาย นอกจากผู้ประพฤติปฏิบัติที่เห็นว่า แง่นี้ปุ่มนี้เป็นปุ่มที่สำคัญ ท่านจะจดไว้ พอพูดไปถึงปุ่มนั้นปั๊บมันจะวิ่งขึ้นมาทันทีเลย ความยึดมั่นถือมั่นวิ่งขึ้นมาอาจจะเป็นอยู่นาน บางทีวันหนึ่ง สองวัน สามเดือนสี่เดือน ถึงปีก็ได้ ขนาดช้านะ แต่ขนาดเร็วความปล่อยวางมันจะวิ่งเข้ามาสกัดหน้าเลย คือพอความยึดเกิดขึ้นปุ๊บก็จะมีการปล่อย บังคับให้วางในเวลานั้นเลย จะต้องเห็นสองอย่างนี้พร้อมกันประสานงานกัน ตัวยึดก็มี ผู้ที่ห้ามความยึดนั้นก็มี เราดูสองอย่างนี้เท่านั้นแหละ ไปแก้ปัญหาอันนี้ บางทีมันก็ยึดไปนานก็ปล่อย พิจารณาเรื่อยไป ทำเรื่อยไป มันก็ค่อยบรรเทาไปน้อยไป ความเห็นถูกมันก็เพิ่มเข้ามา ความเห็นผิดมันก็หายไป ความยึดมั่นถือมั่นมันน้อยลง ความไม่ยึดมั่นถือมั่นก็เกิดขึ้นมา มันเป็นเรื่องธรรมดา ทุกคนเป็นอย่างนั้น

พิจารณาใจของตนเอง เพื่อแก้ปัญหาให้สำเร็จ
ฉะนั้นจึงให้พิจารณา แก้ปัญหาได้ในปัจจุบัน บางทีตัวนั้นมันวิ่งขึ้นมา ตัวนี้มันก็วิ่งตะครุบเลย หายไปเลย อันนี้เราดูภายในใจของเราหรอก ดูภายในใจของเรา แก้ปัญหาเฉพาะภายในใจของเราเองถ้าเราแก้มันไม่ได้ตรงนี้ เป็นต้น ปุ่มนี้จับไว้ เมื่อมันเกิดอีกที่ไหนก็พิจารณาตรงนั้น พระพุทธองค์ก็ให้เพ่งตรงนี้ให้มากที่สุด

โพสต์โดย: ღ•♥AD♥& Jul 17 2011, 05:04 AM


biggrin.gif biggrin.gif

โพสต์โดย: เปียกปูน Jul 17 2011, 02:43 PM

หลวงพ่อชาแสดงธรรมหลายระดับ
ขึ้นอยู่กับระดับของผู้ฟัง

เทศน์กัณฑ์แรกที่เปียกปูนนำมานั้น
เทศน์ให้ชาวบ้านฟัง

ถ้าเทศน์ให้พระหรือนักปฏิบัติ ก็จะแยบยลลึกซึ้ึิงขึ้นไปตามระดับของผู้ฟังอีกเช่นกัน

ต่อไปนี้ก็คล้ายกันกับเทศน์กัณฑ์แรก

หลวงพ่อเทศน์ให้ฝรั่งฟัง เมื่อครั้งไปอังกฤษเมื่อปี2522

เชิญน้อมกายน้อมใจสดับธรรมของหลวงพ่อ ณ บัดนี้

-------------------------------------------



พระธรรมเทศนาของหลวงพ่อชา


วันนี้ ถึงเวลาที่จะได้มาพบท่านทั้งหลายอีกแล้ว จำเป็นจะต้องขอโอกาสท่านทั้งหลายตามเคย วันนี้รู้สึกว่าประชาชนมาเพิ่มขึ้น ดูเหมือนจะมีการถ่ายทอดฉายหนังด้วยไม่ใช่รึ? ทุกวันที่ผ่านมาพูดถึงเรื่องกรรมฐาน ทำจิตใจให้สงบ ทุกครั้งทุกเวลามาแล้ว วันนี้พวกท่านทั้งหลายคงจะซาบซึ้งในอิริยาบถของพระสงฆ์ในหนังด้วย วันนี้ จะขอพูดถึงวัฒนธรรมเมืองไทย บางท่านบางคนอาจจะสงสัยว่าพระสงฆ์นี่คืออะไร? มีไว้ทำไม? มีประโยชน์อะไร? อย่างนั้นก็เคยจะมีบ้าง พระสงฆ์เมืองไทยเป็นหลักป้องกันความวุ่นวายจำพวกหนึ่ง เรียกว่า พระสงฆ์ มีประโยชน์มาก เกี่ยวข้องกับประชาชน พุทธบริษัททั้งหลาย ให้ความเห็น ให้มีความสงบระงับ

เช่นว่า ผู้ครองเรือนมีปัญหาเกิดขึ้นแต่อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว จะต้องเข้าไปกราบเรียนพระสงฆ์ขอขยายความนั้นให้รู้จักความเป็นจริง
นับตั้งแต่ว่าใครมีลูกหลานว่ายาก สอนยาก ทั้งหลายเหล่านี้ จะต้องนำตัวเข้าไปหาพระสงฆ์ให้พระสงฆ์ช่วยแนะนำให้เป็นคนดีด้วย

พระสงฆ์กับวัฒนธรรมไทย
หรือมีการทำบุญสุนทานด้วยประการต่างๆ ยกตัวอย่างเช่นว่า การแต่งงานเหล่านี้เป็นต้น ต้องเอาพระสงฆ์เป็นพยาน พร้อมทั้งการช่วยแนะนำสั่งสอนเมื่อแต่งงานกันแล้วจะให้ปฏิบัติอย่างไร? ผู้หยิงจะปฏิบัติอย่างไร ผู้ชายจะปฏิบัติอย่างไร ครอบครัวนั้นจึงจะเจริญอย่างนี้เป็นต้น มีเพื่อการเคารพ คารวะพระสงฆ์นั่นเอง วัฒนธรรมเมืองไทยพระสงฆ์ช่วยสั่งสอนกุลบุตรลูกหลานให้เคารพคนเฒ่าคนแก่ ให้เคารพพ่อแม่ ให้เคารพครูบาอาจารย์ ตลอดมาเรื่อยๆ มา อันนี้เป็นวัฒนธรรมของคนไทย แต่ในเวลานี้ก็เสื่อมไปบ้างแล้วล่ะ มันเสื่อมไปบ้างเพราะว่าไฟน้ำมันสบาย ไฟมันสว่าง ใจคนก็ยิ่งมืด ไฟฟ้ายิ่งสว่างใจคนก็ยิ่งมืดไปเท่านั้น พูดถึงประชาชนเมืองไทยนะเมืองนี้อาตมาเข้ามาอยู่ไม่กี่เดือนยังไม่ทราบนะ ไม่รู้จะเป็นยังไงก็ไม่รู้ (เสียงหัวเราะ ฮือฮา) คงจะเรียบร้อยดีกว่าเมืองไทยมั๊ง

อันนี้พูดถึงวัฒนธรรมเก่าแก่เมืองไทยให้ฟัง เช่นว่า การแต่งงานผู้หญิงต้องอย่างน้อยอายุ 20 ปี ผู้ชายอายุ 25 ปี เป็นปกติจึงแต่งงานกันได้ เดี๋ยวนี้คงจะข้ามเขตแล้วมั๊งเดี๋ยวนี้ ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่น้อย โจรมาก คุมไม่ไหว เนี๊ยะมันเป็นเช่นนี้ ฉะนั้นพวกเราทั้งหลายจึงมาอบรม อบรมพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ธรรมะที่มาอบรมมาตั้งหลายแล้วนี่เป็นธรรมะที่ไม่พ้นสมัย ทุกวันนี้ก็ยังทันสมัยอยู่ เมื่อไรก็ทันสมัยคือไม่มีของเก่า มันใหม่อยู่เรื่อย เช่นว่าคนทำดีก็ยังได้ดีอยู่ คนทำชั่วมันก็ยังได้ชั่วอยู่ตลอดเวลา เมื่อไรก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงยังเป็นของใหม่อยู่เสมอ ไม่เหมือนจิตใจของบุคคลเรา
ระยะเวลาประมาณสัก 60 กว่าปีมานี้ ที่อาตมาเกิดมามีอายุ 60 กว่าปีนี้ มันเปลี่ยนไปไกลลิบเกือบจะมองไม่เห็นเสียแล้ว นี่วัฒนธรรมมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ฉะนั้นวัฒนธรรมของสังคมไทยและธรรมะของพระพุทธเจ้ายังไม่เปลี่ยน ทำดีทุกวันนี้ก็ยังได้ดีอยู่ ทำชั่วก็ยังได้ชั่วอยู่ มิฉะนั้นพวกเราจะต้องนำมาคิด นำมาพิจารณาให้มาก ถึงแก่นสารของธรรมะ เห็นจะดีกว่าวัฒนธรรมที่เราตั้งเอาเองทุกวันนี้ซึ่งไม่ได้เรื่อง แต่มันได้เรื่องมากเกินไป คือมันไม่หมดเรื่องเสียที เรื่องมันมากเหลือเกินจนไม่รู้จะทำอย่างไร เรื่องมากปัญหามันก็มาก ปัญหามากก็แก้ปัญหาไม่ไหวแล้วนี่ แก้ปัญหาทุกวัน หรือยังไง? นี่พูดให้คิดนะไม่ใช่สอนให้เชื่อ สอนให้ไปพิจารณาดีก็เอา ไม่ดีก็ทิ้งไป


วัฒนธรรมของเมืองไทยพูดถึงลูกหลาน พ่อแม่กับคนแก่ พ่อแม่มีลูกหลายคน แก่ไปแล้วลูกแย่งเอาไปปฏิบัติ เดี๋ยวคนนั้นเอาไปปฏิบัติ 7 วัน 15 วัน เดี๋ยวคนนั้นไม่สบายใจเอาไปปฏิบัติให้สบายกัน อาตมามาเมืองนี้เห็นแต่เอาคนแก่ไปทิ้งไว้ อย่างมากก็มีสุนัขตัวหนึ่งอยู่นั่นนะ วิ่งไปวิ่งมาตอนเช้า เดินตุตะ ตุตะ ตอนเช้า หิ้วของหนักๆ ก็ไม่มีใครจะช่วย ไม่รู้ว่าเป็นไง อาตมายังไม่รู้นะ อบรมกรรมฐานจิตใจเราก็ไม่ได้ ไม่รู้จะไปพึ่งอะไรที่ไหนแล้ว ลูกหลานก็ไม่ค่อยไปเยี่ยม มัวสนุกกันอยู่โน้นอะไรก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอย่างนี้ ถ้าหากเราแก่มาแล้วเป็นอย่างนั้นจะเป็นอย่างไร สบายไหม? อันนี้ประการหนึ่ง อาตมาซึ่งเห็นแต่ยังไม่เห็นไม่รู้นะ ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ มันแปลกมีความรู้สึกอย่างนั้น มีความรู้สึกอยู่ในใจว่าเลี้ยงลูกขึ้นมาไม่มีความหมายอะไรมาก ลูกไม่ช่วยแม่ ไม่ช่วยพ่อ ก็ปล่อยไปอย่างนั้นแหละ

วัฒนธรรมนี้ก็น่าพิจารณาอยู่เหมือนกันนะ ถ้าเราถูกอย่างนั้น เป็นคนแก่จะเป็นอย่างไรไหม? ใจระทมทุกข์อยู่เสมอทุกเวลา อันนี้ให้เอาไปพิจารณาเอา นี่วัฒนธรรมของคนไทยเป็นอย่างนั้น แต่ในระยะนั้น ในจุดนั้นตามที่อาตมาพิจารณาแล้ว อาคารบ้านช่องก็ไม่สวยงาม ไฟก็ไม่สว่าง เรือนที่อยู่นั้นก็ไม่สวยงาม แต่ว่าใจงาม ไม่ร้อน สบาย สว่างอยู่ในใจ เย็นด้วยความเห็นอย่างนั้น สมัยนั้นเคหะสถานบ้านช่องไม่เจริญ ทุกวันนี้เจริญขึ้นทุกอย่าง แต่ว่าไฟข้างนอกมันสว่าง ไฟข้างในมันจะดับแล้วเดี๋ยวนี้ มืด มืด ผู้หญิงผู้ชายโตขึ้นมาแล้ว อยากจะแต่งงานจะไปขออนุญาตกับพ่อแม่ ปรึกษาพ่อแม่ พอพ่อแม่อนุญาตให้แต่งงานกับคนนี้ก็จะแต่งงานกับคนนี้ ไม่ให้แต่งงานกับคนนี้ก้ไม่ต้องแต่ง สมัยนี้ไม่ต้องปรึกษาใครล่ะมั๊ง มันช้ามันไม่ทันเวลา หึหึ คุมไม่ไหวแล้วเดี๋ยวนี้ ก็เลยไปกันใหญ่อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรล่ะนะ อันนี้พูดให้ฟังนะ ไม่ใช่นินทานะ ขอโทษด้วยนะมันเป็นอย่างนั้น

โลกเจริญสว่างไสว แต่ใจเรายังไม่สว่าง
เราจะอุปมาให้ฟังอย่างหนึ่งนะ เราอยู่อาคารหลังใหญ่ๆ อย่างนี้มันสบายมาก แต่เรากินยาพิษร้อนอยู่ข้างในจะสบายไหม? อีกคนหนึ่งอยู่อาคารหลังเล็กๆ แต่อาหารไม่มีพิษ ไม่มีโทษ ก็นอนอยู่สบาย อย่างนั้นใครจะเอาอาคารหลังใหญ่หรือหลังเล็ก นอนอาคารหลังใหญ่ถูกลูกศรเขากลิ้งไปกลิ้งมาอยู่อย่างนี้ อาคารหลังใหญ่ๆ นั่นช่วยได้หรือเปล่าไม่รู้ อีกคนหนึ่งอยู่อาคารหลังเล็กๆ ที่ไม่ดีนักแต่ไม่ถูกลูกศรของใคร อยู่ตามสบายอย่างนั้น ใครจะเอาอะไร? เอาล่ะเรื่องวัฒนธรรมเอาแค่นี้ก็พอเนาะ พูดไปมากมันจะมากเหลือเกิน มันจะแสบมากเจ็บมาก

เอาพูดถึงวัฒนธรรมของพระพุทธเจ้าของเรานะ วัฒนธรรมของพระพุทธเจ้าที่เรามาฝึกกรรมฐานนี้เพื่อให้วัฒนธรรมที่ถูกต้อง เป็นวัฒนธรรมที่ไม่ตามใจของคน เป็นวัฒนธรรมที่ถูกต้องทำแล้วสบาย ทำแล้วไม่เดือดร้อน ทำแล้วไม่วุ่นวาย ทำแล้วมีความสุขมีความสงบ วัฒนธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ให้ขโมยของของตนเอง ของคนอื่น เป็นวัฒนธรรมที่ถูกต้องตัวเราเองก็สงบ ผู้อื่นก็สงบ ประเทศชาติก็สงบทั้งนั้น นี่เป็นวัฒนธรรมของพระพุทธเจ้า


วัฒนธรรมนี้มีพระพุทธเจ้าเป็นผู้อำนวยการ วัฒนธรรมตัวของเรานี่มีตัณหาเป็นผู้อำนวยการ มีสุขในปัจจุบันแต่มีทุกในวิบากต่อไป วัฒนธรรมของพระพุทธเจ้ามีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขในวิบากต่อไปหรือมีสุขในปัจจุบันและมีสุขในวิบากต่อไป ส่วนวัฒนธรรมของตัณหานั้น มันมีทุกข์ในปัจจุบัน และมีทุกข์ในวิบากต่อไปด้วย ญาติโยมจะเลือกเอาอันใดก็เอา ที่พวกเราทั้งหลายมานั่งสมาธิกันนี่นะดีแล้ว มันสงบแล้ว แต่ว่าเราไปทำข้างในมันก่อน อย่างอาตมามาจากเมืองไทยนะ เข้าไปในท่าอากาศยานเขาต้องตรวจนะ เรียบร้อยเขาถึงให้เข้าไป ไม่ได้เขาไปเลยหรอก พาสปอร์ตมีไหม ใบเดินทางมีไหม อะไรๆ มีไหม เขาจึงปล่อยให้ไป ตัวเราเหมือนกันต้องตรวจเสียก่อนที่จะไปนั่งสมาธิมันถึงจะสงบง่าย อันนี้ไม่เรียบร้อยไปนั่งก็ไม่สงบหรอก ไม่ค่อยสงบดี

ฉะนั้นเรื่องศีลธรรมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างหนึ่ง ใครมีเรื่องเดือดร้อนในการนั่งสมาธิ มีหรือเปล่าตรงนี้? ตรวจดูก่อนนะ มีของซ่อนภาษีเขานะถึงไม่สบาย ต้องตรวจก่อนนะ ถ้าไม่มีของต้องห้ามมันก็สบาย อันนี้พูดแล้วส่งคืนให้เจ้าของตรวจดูเอาเอง อาตมาพูดถึงตรงนี้ ส่งให้ตรงนี้ที่เหลือเป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายต้องตรวจดูเอาเอง อันไหนมันผิดก็เขี่ยมันออก มันถูกแล้วก็นั่งสมาธิสบายทีนี้ไม่งั้นพระก็ต้องมาสอบอารมณ์อยู่เรื่อย มาตอบปัญหาอยู่เรื่อย มาเทศน์ให้ฟังอยู่เรื่อยอย่างนี้ เราไม่ตอบปัญหาเราเอง แก้ปัญหาเราเอง สอบอารมณ์เราเอง คอยให้พระมาเทศน์ให้ฟังอยู่นั่นแหละ ถ้าเราไม่สอบอารมณ์ตัวเอง ว่ามันผิดตรงไหนคอยแต่จะให้คนอื่นมาสอบเรื่องมันก็ไม่จบ

คงพอแล้วนะวันนี้ ถ้าคนหิวอาหารไม่ต้องให้นั่งเฝ้าสำรับนานหรอกมาถึงก็ตักเลย มีใครมีปัญหาอะไรไหม? มันมีปัญหาอะไรอยู่ตรงไหน ปัญหานี่จะจับให้หมดจะเอาไปเทที่เมืองไทยให้หมด ปัญหามากเหลือเกินตรงนี้

ญาติโยม : เรื่องเมืองไทยมีวัฒนธรรมของพระพุทธเจ้านั้น แต่ทำไมเรื่องการบ้านการเมืองถึงยุ่งยากแท้
หลวงพ่อ : เอ้า นั่นไม่ใช่เรื่องของพระพุทธเจ้า มันเป็นเรื่องการบ้านการเมืองต่างหาก อย่างเมืองนี้มีกฎหมายอยู่ ดีอยู่ ทำไมมันถึงมีโจรมีขโมยอยู่ล่ะ ที่มีขโมยเพราะคนไปขโมย กฎหมายไม่ได้ขโมย เป็นคนไปขโมยมันคนละเรื่องกัน

ญาติโยม : ในประสบการณ์ของหลวงพ่อเองนะครับ เคยได้พบเจอคนที่เป็นชาวบ้าน แต่เขาก็มีจิตใจที่สงบระงับ เงียบสงบ เคยได้เจอหรือเปล่า?
หลวงพ่อ : มี เจอ เป็นชาวบ้านแต่เขาฝึกกรรมฐาน

ญาติโยม : หลวงพ่อยังไม่ได้อธิบายเรื่องโกหกเจ้าของ ขโมยเจ้าของ มีความหมายอย่างไร?
หลวงพ่อ : ยังไม่เคยโกหกเจ้าของหรือนั่นนะ อยู่ไปอีกเถอะเดี๋ยวเห็นหรอก ดูเอามันอยู่ในเจ้าของนั่นล่ะไม่ต้องไปศึกษาคนอื่นเลย ดูจิตเจ้าของนั่นแหละ คนมันไม่โกหกเจ้าของ ไม่รู้จักโกหกเจ้าของมันก็โกหกคนอื่นอยู่เรื่อยไป

ญาติโยม : แล้วเรื่องขโมยเจ้าของล่ะครับยังไม่อธิบาย
หลวงพ่อ : จะไปอธิบายอะไรอีกล่ะ มันขโมยมันก็ขโมยอยู่นั่นแหละ ก็หยุดเสียซิ จะให้อธิบายอะไรอีกล่ะ ก้หยุดเสียมันก็ไม่ขโมยเท่านั้น ปัญหานี้ไม่น่าจะให้มันเกิดขึ้นนะ

ญาติโยม : ความเจริญในโลก หลวงพ่อเห็นว่าไม่ได้อำนวยในการปฏิบัติทางศาสนา หรือว่าต้องมีทั้งสองอย่างจึงจะสมบูรณ์
หลวงพ่อ : มีทั้งสองอย่าง โลกเจิญแต่ว่ามันมืดเมื่อโลกเจริญขึ้น โลโกท่านแปลว่าความมืด โลกเจริญก็คือความมืดมันเจริญ ไฟฟ้ามันเจริญขึ้นสะดวกมากตาคนก็ยิ่งบอดเข้าไปทุกวันๆ น้ำสะดวกเท่าใดคนก็ยิ่งไม่อาบน้ำ มันเป้นอย่างนั้น ถ้าคนมีปัญญามันก็สะดวก สะดวกได้ แต่คนมาหลงสุขซะ มาหลงความสว่างซะ หลงน้ำซะ โลกก็เป็นของเขาอยู่อย่างนั้น เรามันหลงตัวเราเองไม่มีอะไร ทุกอย่างในโลกมันถูกต้องทุกอย่างแล้ว จิตของเรายังไม่ถูกต้อง จึงไปสรรเสริญเขาไปโทษเขา ดีใจกับเขา เสียใจกับเขา เพราะเราคิดไม่ถูก เพราะเราไม่มีปัญญา เราคิดผิดไปจึงต้องมานั่งกรรมฐานให้ปัญญามันเกิด ตาในมันเกิด จะได้สว่าง รู้จักว่าผิดก็จะไม่ทำผิดอีกก็เกิดประโยชน์อย่างนั้น

โพสต์โดย: ღ•♥AD♥& Jul 18 2011, 03:44 AM


ฯลฯ .........
งามเบื้องต้น คือศีล
งามท่ามกลาง คือสมาธิ
งามเบื้องปลาย คือปัญญา

คนงาม ถ้ากายงามมันก็งาม
กายงาม คือการไม่กระทำบาปทางกาย วาจาพูดไม่ตลบตะแลง พูดคำซื่อสัตย์สุจริต

ใจก็ให้เป็นใจดี ใจงาม กายก็งาม วาจาก็งาม
ถึงจะเอาสีทาปากแดงถ้าใจไม่ดีมันก็ไม่งามหรอก ทาปากแดง ทำเล็บแดง มันงามแต่ข้างนอก
ส่วนใจเป็นเปรตเป็นผี มันก็งามไม่ได้ อันนั้นมันข้างนอก

พระพุทธองค์ท่านให้ "โอปนยิโก...น้อมเข้ามา" น้อมเข้ามาใส่ใจ รู้เฉพาะตัวเรา
เรื่องของเรา ตัดสินเอาเองก็ได้
เราทำชั่ว เราก็รู้จัก
เราทำดี เราก็รู้จัก
เราทำผิด เราก็รู้จัก
เราทำถูก เราก็รู้จัก
มันรู้จักที่เราให้ฝึกเรา ไม่ให้ฝึกอย่างอื่น สามารถเข้าสู่ศีลธรรมได้


biggrin.gif ขออนุญาตบันทึก และ นำไปเผยแพร่นะคะ biggrin.gif

โพสต์โดย: เปียกปูน Jul 18 2011, 09:05 AM

เปลี่ยนปรรยากาศมาฟังเสียงแท้ๆของหลวงพ่อชาฮะ

เทศน์เรื่องสีลัพพตปรามาส

คลิกโลด แล้วโหลดเลย

http://www.mediafire.com/?78cdazwd9ys3yy9

โพสต์โดย: ღ•♥AD♥& Jul 24 2011, 10:58 PM

tongue.gif มีอีกไหมคะ โหลดง่ายดี tongue.gif

เสียงท่านแจ่มมาก
"กวาดลานวัดนี่มันสะอาด เราทำความเพียรเพื่อกวาดกิเลสออกจากใจเราเหมือนกัน" tongue.gif

โพสต์โดย: Ducklast Nov 2 2011, 09:58 AM




โพสต์โดย: Ducklast Nov 3 2011, 07:19 AM




โพสต์โดย: ღ•♥AD♥& Nov 15 2011, 12:33 PM

เด๋วกลับบ้านแล้วคงได้ดู เน็ตที่นี่เขาบล๊อก ดูไม่ด้าย

sad.gif

โพสต์โดย: Ducklast Nov 19 2011, 09:29 AM






โพสต์โดย: Ducklast Nov 19 2011, 09:56 AM


โพสต์โดย: Ducklast Nov 19 2011, 10:02 AM


โพสต์โดย: Ducklast Dec 19 2011, 08:11 AM

doanload รวมคำสอนหลวงพ่อชา รวบรวมจากหนังสือเทศน์และประวัติของหลวงพ่อชา 20 กว่าเล่ม ในไฟล์เดียว

เชิญโหลด


http://www.ziddu.com/download/17868683/AjahnChah.zip.html

โพสต์โดย: mclarens Dec 19 2011, 10:43 PM

QUOTE(Ducklast @ Dec 19 2011, 08:11 AM) *
doanload รวมคำสอนหลวงพ่อชา รวบรวมจากหนังสือเทศน์และประวัติของหลวงพ่อชา 20 กว่าเล่ม ในไฟล์เดียว

เชิญโหลด


http://www.ziddu.com/download/17868683/AjahnChah.zip.html



ขอบคุณครับ

โพสต์โดย: ViratFaidum Jul 5 2012, 03:29 AM

ท่านคุณพี่พริกไท จัดมาให้เต็มๆ ครับผม...

โพสต์โดย: za_arnt Jul 5 2012, 08:09 AM

QUOTE(ViratFaidum @ Jul 5 2012, 03:29 AM) *
ท่านคุณพี่พริกไท จัดมาให้เต็มๆ ครับผม...


จัดพระ หรือเปล่านะ

จัดวีดีโอน่ะเฒ่าน้อย


จัดคำสอนน่ะ พี่เต็มร้อยยังลงโพสท์ ไม่หมดเลย laugh.gif laugh.gif laugh.gif

โพสต์โดย: มนัส May 6 2013, 10:18 PM

หลวงปู่ชา สุภัทโท ก็เคยสอนญาติโยมเรื่อง "คนดี"
สอนว่า "อย่าเป็นคนดี"
แปลกไหมครับ
ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ชาลงไปเยี่ยมวัดที่อังกฤษ
มีญาติโยมคนหนึ่งถามหลวงปู่ชาเรื่อง "การปฏิบัติ"
"คนที่ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอรหันต์ กับคนปฏิบัติเพื่อเป็นพระโพธิสัตว์
อันไหนจะดีกว่ากัน อันไหนจะสูงกว่ากัน"
แทนที่หลวงปู่ชาจะตอบตรงๆ ท่านกลับเทศนาธรรม
"อย่าเป็นอะไรเลย พระอรหันต์ก็อย่าเป็นเลย
พระโพธิสัตว์ก็อย่าเป็นเลย แม้พระพุทธเจ้าก็อย่าเป็นเลย"
และสรุปว่า "เป็น" อะไร ก็ต้องเป็นทุกข์ทันที
ท่านสอนว่าอย่าเป็นคนดี อย่าไปถึงระดับนั้น
ให้เป็น "คน" อย่าเป็น "คนดี"
เพราะถ้าเป็นคนดีแล้วต้องรำคาญคนไม่ดี
ทุกวันนี้คนไม่ดีมีมากกว่าคนดีเยอะ ไปที่ไหนก็กลุ้มใจ
มีแต่ความไม่พอใจ
เหมือนกับคนที่เลิกสูบบุหรี่แล้วดูคนอื่นสูบ
"นี่เรียกว่าติดดี ท่านไม่ให้ติด แม้จะเป็นความดีท่านก็ไม่ให้เราติด"
หลวงปู่ชาบอกว่า เพราะความติดเป็นทุกข์ สร้างความทุกข์ใจ
ให้ทำความดีเพื่อความดี.....
ทำความดีเพราะรักความดี
แต่ไม่ได้ทำเพื่อจะเป็นคนดี.....
"เพราะถ้าเราเป็นคนดี แล้วจะเป็นทุกข์"

จากหนังสือ "กรอบที่ไม่มีเส้น" ของคุณ"หนุ่มเมืองจันทน์"

โพสต์โดย: Yellow Ribbons May 6 2013, 11:43 PM

QUOTE(มนัส @ May 6 2013, 10:18 PM) *
หลวงปู่ชา สุภัทโท ก็เคยสอนญาติโยมเรื่อง "คนดี"
สอนว่า "อย่าเป็นคนดี"
แปลกไหมครับ
ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ชาลงไปเยี่ยมวัดที่อังกฤษ
มีญาติโยมคนหนึ่งถามหลวงปู่ชาเรื่อง "การปฏิบัติ"
"คนที่ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอรหันต์ กับคนปฏิบัติเพื่อเป็นพระโพธิสัตว์
อันไหนจะดีกว่ากัน อันไหนจะสูงกว่ากัน"
แทนที่หลวงปู่ชาจะตอบตรงๆ ท่านกลับเทศนาธรรม
"อย่าเป็นอะไรเลย พระอรหันต์ก็อย่าเป็นเลย
พระโพธิสัตว์ก็อย่าเป็นเลย แม้พระพุทธเจ้าก็อย่าเป็นเลย"
และสรุปว่า "เป็น" อะไร ก็ต้องเป็นทุกข์ทันที
ท่านสอนว่าอย่าเป็นคนดี อย่าไปถึงระดับนั้น
ให้เป็น "คน" อย่าเป็น "คนดี"
เพราะถ้าเป็นคนดีแล้วต้องรำคาญคนไม่ดี
ทุกวันนี้คนไม่ดีมีมากกว่าคนดีเยอะ ไปที่ไหนก็กลุ้มใจ
มีแต่ความไม่พอใจ
เหมือนกับคนที่เลิกสูบบุหรี่แล้วดูคนอื่นสูบ
"นี่เรียกว่าติดดี ท่านไม่ให้ติด แม้จะเป็นความดีท่านก็ไม่ให้เราติด"
หลวงปู่ชาบอกว่า เพราะความติดเป็นทุกข์ สร้างความทุกข์ใจ
ให้ทำความดีเพื่อความดี.....
ทำความดีเพราะรักความดี
แต่ไม่ได้ทำเพื่อจะเป็นคนดี.....
"เพราะถ้าเราเป็นคนดี แล้วจะเป็นทุกข์"

จากหนังสือ "กรอบที่ไม่มีเส้น" ของคุณ"หนุ่มเมืองจันทน์"


แหม...อ่านเฉพาะช่วงต้น ที่หลวงพ่อชาบอกว่า "อย่าเป็นคนดี"

ข้อยรู้สึกลิงโลด ดีใจ เพราะว่า ช่างเป็นคำพูดที่ถูกใจ "คนไม่ดี" อย่างตัวข้อยจริงจริ๊ง

แต่...หลังจากอ่านคำสอนของหลวงพ่อชา ที่คุณมนัสเขียนมาให้อ่านทั้งหมดแล้ว

ก็รู้ตัวว่าข้อยหลงดีใจไปเปล่าๆ...แป่วๆๆๆๆ


เรื่องนี้ หลวงพ่อชา สอนไว้แบบผิดความคาดหมายของข้อยจริงๆ

เป็นคำสอนที่ลึกซึ้งมาก ถ้าไม่อธิบายไว้อย่างละเอียด ข้อยก็คงไม่มีวันที่จะเข้าใจแน่ๆ


อย่างไรก็ตาม...หลังจากที่ได้อ่านคำสอนทั้งหมดแล้ว

ข้อยก็พอจะเข้าใจได้นะครับ

laugh.gif laugh.gif laugh.gif

โพสต์โดย: ViratFaidum May 7 2013, 01:11 AM

QUOTE(Yellow Ribbons @ May 6 2013, 11:43 PM) *
แหม...อ่านเฉพาะช่วงต้น ที่หลวงพ่อชาบอกว่า "อย่าเป็นคนดี"

ข้อยรู้สึกลิงโลด ดีใจ เพราะว่า ช่างเป็นคำพูดที่ถูกใจ "คนไม่ดี" อย่างตัวข้อยจริงจริ๊ง

แต่...หลังจากอ่านคำสอนของหลวงพ่อชา ที่คุณมนัสเขียนมาให้อ่านทั้งหมดแล้ว

ก็รู้ตัวว่าข้อยหลงดีใจไปเปล่าๆ...แป่วๆๆๆๆ


เรื่องนี้ หลวงพ่อชา สอนไว้แบบผิดความคาดหมายของข้อยจริงๆ

เป็นคำสอนที่ลึกซึ้งมาก ถ้าไม่อธิบายไว้อย่างละเอียด ข้อยก็คงไม่มีวันที่จะเข้าใจแน่ๆ


อย่างไรก็ตาม...หลังจากที่ได้อ่านคำสอนทั้งหมดแล้ว

ข้อยก็พอจะเข้าใจได้นะครับ

laugh.gif laugh.gif laugh.gif


เข้าใจยังดี แต่สำหรับผม ยังเป็นกบเฒ่านั่งเฝ้ากอบัว...

โพสต์โดย: Yellow Ribbons May 7 2013, 01:41 AM

QUOTE(ViratFaidum @ May 7 2013, 01:11 AM) *
เข้าใจยังดี แต่สำหรับผม ยังเป็น กบเฒ่านั่งเฝ้ากอบัว...


"กบเฒ่านั่งเฝ้ากอบัว..."

คำกล่าวนี้ หมายความว่าอันหยังน้อ (เพิ่งจะเคยเห็นนี่แหละครับ)

เป็นคำเปรียบเทียบ อุปมาอุปไมย หรือ สุภาษิตครับ

ข้อยไม่เข้าใจจริงๆ เด้อครับ biggrin.gif


อ้าย ViratFaidum ช่วยอธิบายความหมาย

สงเคราะห์คนเซ่อๆ ซ่าๆ อย่างข้อยหน่อยครับ..แหะๆ


ข้อยไปพบเห็นที่ไหน จะได้เข้าใจ...

laugh.gif laugh.gif laugh.gif

โพสต์โดย: มนัส May 7 2013, 09:15 AM

ลองฟังดูที่นี่ "กบเฒ่านั่งเฝ้ากอบัว"





......และผูกพัน.....

โพสต์โดย: Yellow Ribbons May 7 2013, 10:51 AM

อา...มีคนมาสงเคราะห์ข้อย ก่อนท่าน ViratFaidum แล้ว


ต้องขอบคุณ คุณมนัสหลายๆ ครับ ที่แนะนำแหล่งความรู้

ข้อยจะได้เข้าใจเสียที ไม่ไปปล่อยไก่ที่ไหนอีก...ฮิๆๆ

laugh.gif biggrin.gif laugh.gif

โพสต์โดย: Ducklast Feb 27 2015, 08:51 PM



ครั้งหนึ่งพระอาจารย์สุเมโธได้กราบเรียนหลวงพ่อชาว่า

" ในเมืองอังกฤษนี้ ถ้าไม่ได้จับเงินก็ยากหน่อย เพราะว่าไม่มีอะไรจะอำนวยความสะดวกในการอยู่การไป
เพราะว่าคนที่อังกฤษไม่รู้เรื่อง ..
มีพระเถระจากลังกาองค์หนึ่งท่านก็ไปปรึกษากับมหาเถรสมาคมที่นั่น เรื่องการจับเงินในเมืองอังกฤษ
มหาเถรสมาคมก็ให้อนุญาต เวลาอยู่ที่นี่ก็จับได้..เขาพูดอย่างนั้น"

หลวงพ่อชาตอบว่า

"อันนี้มันก็ไม่ดี มันไปแก้บัญญัติของพระพุทธเจ้า ทางที่ดีนั้น ให้เขาเขียนใบปวารณา
ใจความว่าข้าพเจ้ามีศรัทธาถวายปัจจัยมูลค่า ๕๐ บาท หรือ ๑๐๐ บาทหรือ ๑๐ บาท..
เมื่อพระคุณเจ้าต้องการปัจจัยสี่อันควรแก่พระคุณเจ้า จงเรียกร้องเอากับไวยาวัจกร...
หรือหากท่านต้องไปเพียงลำพังองค์เดียว ท่านรับเงินไม่ได้ ไม่มีโยมรับเงินแทนท่าน ก็ให้เก็บไว้ที่โยมผู้ถวายก่อนก็ได้..
เมื่อต้องการก็เขียนหนังสือไปบอก โยมก็เอาเงินนี้ให้กับรถที่ไปรับก็ได้.. แต่มันยากหน่อย
ถ้าหากจะเอาตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆก็ดีอย่างนี้
ถ้าไม่มีสตางค์ก็เดินเอาสักหน่อยก็ได้
เพราะว่าจะต้องรักษาพระวินัยให้ยืนนานถาวร

ต่อไปหากพระมีเงินมีทอง‬,ซื้อเอง ขายเอง,ก็หมดกัน
‎ไม่มีพระบริสุทธิเหลืออยู่ในเมืองไทยเมืองอังกฤษ‬
ในแผ่นดินนี้ไม่มี‬..หมด


อันนี้ถ้ามันดีที่สุดแล้ว พยายามรักษาไว้ให้ดี สงวนเอาไว้
สะดวกเกินไปมันก็ประมาท
ประมาทไม่ได้

เรื่องของการปวารณานั้น ถ้าเราจะพูดให้เขาเข้าใจอย่างนี้ก็ได้
ปวารณาปากเปล่าก็ได้

เช่นพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้อย่างนี้
ข้าพเจ้าของปวารณาปัจจัยสี่ต่อพระพระผู้เป็นเจ้าตลอดชีวิตก็ได้ เดือนหนึ่งก็ได้ ห้าเดือนก็ได้ เจ็ดวันก็ได้ ...
ปวารณาของที่สมควร อย่างเช่นค่ารถค่าเรือ ไม่ใช่ให้ร่ำรวย
ถ้าสุเมโธหรือเขมธัมโมหรือผมมาเมื่อไหร่ก็ขอได้ ปัจจัยสี่ หยูกยา อะไรต่างๆเหล่านี้ เพื่อบำบัดโรค
หรือมิสเตอร์ซอว์อยากจะปวารณาปัจจัยสี่ตลอดชีวิต ปวารณาทั้งครอบครัวกระผมนี้ ขอปวารณาไว้ตลอดชีวิต

แต่ต้องปวารณาไว้กับพระที่สมควร‬
‎อย่าไปปวารณากับพระที่ไม่รู้เรื่อง‬
‎เดี๋ยวจะมาขอเอาหมดเท่านั้นแหละ‬


อะไรที่สมควรแก่สมณแล้วขอได้ทุกเวลา แม่บ้านผผมก็ตาม ผมไม่อยู่ก็ตาม ลูกอยู่นี่ก็ตาม ขอปวารณาอย่างนี้..
นี่เป็นบุญอันเลิศ บุญอันประเสริฐเเลยทีเดียว แม้ว่านั่งเฉยๆก็เรียกว่าได้บุญอยู่เรื่อยๆ
นี่ดีมาก อันนี้ดีมาก "

(คัดลอกจาก - หนังสือบุญฤทธิ์พระโพธิญาณเถร)

โพสต์โดย: Ducklast Feb 20 2016, 03:05 PM


Powered by Invision Power Board
© Invision Power Services