IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

ปวด..ปวด..ปวด..ตรงนี้มีนักกายภาพบำบัด...ถามได้จ้า.......
Ducklast
โพสต์ May 30 2009, 07:24 AM
โพสต์ #1


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



คลีนิคกายภาพบำบัดย้ายมาเปิดใหม่ที่นี่ี่

อันนี้คือคลีนิคเก่า
http://www.ampoljane.com/main/index.php?p=...p=15&page=8

เชิญต่อ


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
7 หน้า V   1 2 3 > »   
Start new topic
คำตอบ (1 - 19)
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 09:27 AM
โพสต์ #2


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25




ขออนุญาต คัดลอกมาให้นะคะ.... รัตติมา


QUOTE
คุณรังรอง ....

ปวดหลัง หลัง มีส่วนบน และส่วนล่าง แต่ที่มักมีอาการปวดคือส่วนล่างตรงเอว หากปวดโดยไม่ร้าวลงสะโพกหรือขา จะแยกได้ 2 กลุ่มคือ เอวแอ่นมาก กับ กระดูกสันหลังตรงเอวโก่งมาด้านหลัง

การแก้ไข ทั้งสองกลุ่มควรเริ่มที่การประคบร้อน ง่ายๆ ก็ใช้น้ำอุ่นจากฝักบัวเปิดให้กระจายเป็นฝอยฟู่ๆวนตรงที่มีอาการ 3-5 นาที แล้วดัดยืดเนื้อเยือ่ ด้วยกายบริหาร และที่สำคัญต้องเลิกนิสัยที่ส่งผลให้เกิดอาการซ้ำซาก

กายภาพบำบัด
เป็นการรักษาที่เน้นการแก้ปัญหาที่ทำให้ มีการบิดเบือนของการเคลื่อนไหว จะปวด ขัด เคล็ด ยอก จนถึงหนักมากเข้า...ก็มีการบิด แอ่น โค้ง เอียง ผิดรูปไป หรือมีการอ่อนแรงด้วย

ฉะนั้นการรักษาจะไม่สมบูรณ์เลย ถ้าไม่มีการแนะนำให้ผู้รับการรักษาดูแลตนเองอย่างถูกต้อง

การแก้ไขผู้ที่ปวดหลัง เอวแอ่นมาก
หลังประคบน้ำอุ่นแล้วให้กายบริหาร 3ท่า(เดี๋ยวบอกนะคะ) + เลิกนิสัยเอื้อมหยิบของที่อยู่ไกลเปลียนมาใช้วิธีเดินไปให้ถึงวัตถุที่จะ หยิบยก หันหน้าตรงกับวัตถุ แล้วค่อยยกเข้ามาชิดตัว + อย่ายืนเข่าแอ่น..และต้องหาจังหวะนั่งเหยียดขากระดกข้อเท้าทีละ30-50 ครั้ง ทุก 1-2 ชั่วโมง(ใช้เวลาแป๊บเดียวเองค่ะ) เพื่อผ่อนคลายหลัง และขา โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่สวมรองเท้าส้นสูงควรทำให้เป็นนิสัยเลยนะคะ..........

กายบริหาร 3 ท่า สำหรับคนปวดหลังที่เอวแอ่นมาก สวมเสื้อผ้าเบาสบายนะคะ

ท่าแรก นอนหงายชันเข่า 2 ข้าง กอดขาทั้ง2 เข้ามาจนเข่าชิดอก ถ้าตึงมาก ในครั้งแรกๆ ให้กอดดึงเข่าเข้ามาเท่าที่ทำได้โดยไม่เจ็บ ค้างไว้สักครู่(นับ1-10) แล้วกลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำ 10ครั้ง เช้า/เย็น+ก่อนนอนด้วยก็ได้ค่ะ ....และแน่นอนก่อนอาหารด้วยนะคะ

ท่าที่ 2 คล้ายท่าแรก แต่เริ่มโดยเหยียดขาไว้ 1 ข้าง จากนั้นกอดขาที่งอไว้เข้ามาชิดอก โดยยังคงเหยียดอีกขาไว้ ค้างไว้สักครู่ ทำ 10 ครั้ง แล้วทำอีกขาเช่นเดียวกัน ทำ เช้า/เย็น+ก่อนนอน

ท่าที่ 3 นอนหงายชันเข่า 2 ข้าง กางแขนในท่ากางเขน จากนั้นบิดขาทั้ง2ให้ล้มลงทางซ้าย พร้อมกับหันหน้าไปทางขวา ค้างไว้สักครู่ แล้วบิดไปด้านตรงข้ามในลักษณะเดียวกัน ทำข้างละ 10 ครั้ง เช้า/เย็น+ก่อนนอนเช่นกันค่ะ

ค่อย ๆทำตาม วัน-2วันก็จำได้
ขอเพียงทำทุกวัน+ เลิกนิสัยที่ไม่ถูกต้อง
ก็บอกลาอาการปวดหลังได้ค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ




--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 09:41 AM
โพสต์ #3


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
prigtai

ปวดแขนล่ะครับ
ใช้แขนค่อนข้างถี่ในระหว่างสงกรานต์

รังรอง

เรื่องปวดแขนนั้นจิ๊บจอยส์ค่ะ......ตราบใดที่ยังกระดกแก้วได้....ตราบนั้น...แปลว่าย
ังมีชีวิตอยู่......
..ทุกคนเกิดมาก็เพื่อใช้เวลาให้ดีที่สุด...คุ้มค่าที่สุดสำหรับตนเอง........จะบวกคน
รอบข้างด้วยก็ไม่ผิดกติกาอะไร......หากได้ทำในสิ่งที่ชอบแล้ว......เน้น...สิ่งที่ชอบ

ข้อสำคัญเวลาที่มีดีกรีอยู่ในตัว......หากหลับจะหลับลึกและหลับนาน.....ต้อง ระวังอย่านอนฟุบโดยใช้แขนหนุนศีรษะไว้ (อาจเกิดอาการSaturday's night Palsyคืออัมพาตของทั้งแขนชั่วคราว....แขนร่อยไปเลย.... หลังการดื่ม)
วิธีป้องกัน ก่อนดื่มก็เตรียมหมอนไว้นอนต่อก่อนนะคะ

Pee
ผมปวดเข่าข้างซ้ายมานานพอสมควร เกิดจากการเล่นฟุตบอล
ไม่รู้เกิดจากเอ็นหรือข้อเข่า ต้องทำกายภาพบำบัดอย่างไรบ้างครับ
และถ้าอากาศเย็น บางทีจะมีอาการปวดข้อเข่าครับ

รังรอง
ปวดเข่า
เข่า เป็นข้อต่อรับน้ำหนักที่มีอายุงานอ่อนกว่าเจ้าของเข่าประมาณ 1ปี(ก็คนเราเริ่มเดินได้เมื่ออายุ1ขวบไงคะ) ถ้าใช้เปลืองเข่าก็จะหมดอายุงานก่อนเจ้าของ อย่างไรก็ตามคนรุ่นนี้เป็นคนโชคดีค่ะ....ด้วยเดี๋ยวนี้มีข้อเข่าเทียมที่ใช้ งานได้เหมือนเข่าจริงแต่ไร้ความเจ็บปวดไว้เป็นก๊อก2 สำหรับคนที่เข่าหมดสภาพแล้ว โดยการเปลี่ยนเข่าที่ว่านี่ต้องใช้ปัจจัยหลักหลายแสน(ไม่รวมค่าผ่าตัดนะคะ)

รู้อย่างนี้แล้ว มาดูแลเข่าฟรี ที่พ่อแม่ให้มาให้อยู่คู่กายเราตลอดไปกันดีกว่านะคะ

ตอบคุณPee ปวดเข่าหลังจากไปเล่นฟุตบอลมา

อาการบาดเจ็บมักเกิดจาการล้ม...ล้มโดยด้านหน้าเข่ากระแทกพื้น....ล้มโดยการสไลด์ตัวใ
นท่าเหยียดเข่าตัวเอนไปด้านหลัง.....
ล้มขณะครอง/หรือไม่ครองบอลเข่าพลิกด้านใน/ด้านนอกลงพื้น...โดนเตะตัดขาแย่งชิงบอล บางกรณีก็มีถูกเหยียบบนขาบวกตามหลังการล้มเข้าอีก

เหล่านี้ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บในส่วนที่ต่างกัน ซึ่งมีทั้งซ่อมเองได้ และต้องพึ่งคุณหมอนะคะ



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 09:49 AM
โพสต์ #4


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
รังรอง

บาดเจ็บที่เข่าแบบที่พอซ่อมเองได้
ได้แก่บาดเจ็บแล้วยังเดินลงน้ำหนักในขานั้นได้

ถ้าบาดเจ็บมาใหม่ๆ 24-48 ชั่วโมงแรก จะที่ร่างกายส่วนไหนก็ตาม รวมทั้งที่เข่า การประคบด้วยความเย็นร่วมกับการพันผ้ายืดพอกระชับแล้วยกส่วนนั้นให้สูงกว่าปกติจะดีท
ี่สุด เพราะ ความเย็นจะทำให้หลอดเลือดหดตัว ช่วยลดเลือดที่จะมาคั่งในบริเวณนั้น ทำให้ไม่ต้องมีอาการบวมตามมา ทั้งความเย็นทำให้การรับรู้ความเจ็บปวดลดลง....กลายเป็นชาชั่วขณะแทนเจ็บ อาการเกร็งเมื่อเจ็บก็เลยลดด้วย...จึงกลับไปควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อได้ ดีเร็วกว่าการปล่อยไว้เฉยๆ แต่ถ้าเข้าใจผิดคิดเอาน้ำร้อนมาประคบในเพลาอย่างนี้......ทุกอย่างจะเป็นตรง ข้ามหมดเลยค่ะ

วิธีประคบความเย็นง่ายๆก็ซื้อโอเลี้ยงมาซัก ถุง ดูดโอเลี้ยงหมดแล้วก็นำถุงน้ำแข็งที่เหลือจากโอเลี้ยงเติมน้ำนิดหน่อยห่อ ด้วยผ้า ประคบลงตรงที่บาดเจ็บ10-20นาที ทำทุก 1-2 ชั่วโมง ใน24-48 ชั่วโมงแรก ทำเพียงเท่านี้ถ้าเนื้อเยื่อไม่เสียหายมาก รุ่งขึ้นก็ลืมการบาดเจ็บไปเลย

ถ้าบาดเจ็บมานานจนเรื้อรังอย่างกรณีคุณPee
ต้องเริ่มที่ประคบร้อนนะคะ(ย้อนไปอ่านตรงเรื่อปวดหลัง.......) แล้วดัดยืดเนื้อเยื่อที่ส่งผลให้เข่าเจ็บได้ดังนี้

ท่าที่1 นอนคว่ำ กางขาที่เจ็บประมาณ 30 องศา แล้วงอเข่าข้างเจ็บพับเข้ามาเท่าที่เข้าได้20ครั้ง(ครั้งแรกอาจเจ็บมาก แต่พอ10ครั้งไปแล้วอาการเจ็บจะลดลงจนรู้สึกได้) ค่อยๆทำวันละ 2รอบ เช้า/เย็น แล้วจบที่พับทั้ง 2ขาเข้ามาอีก 20 ครั้งเพื่อสร้างสมดุลย์ของร่างกาย

ท่าที่2 นอนหงายชันเข่า 2ข้าง ถ้าเจ็บเข่าซ้าย ให้ยกขาขวาขึ้นไขว่ห้างโดยให้ข้อเท้าขวากดเข่าซ้ายให้ล้มลงทางขวา อันนี้เพื่อยืดกล้ามด้านนอกขาซ้ายค่ะ ทำซ้ำทีละ 10-20 ครั้ง เช้า/เย็น

ท่าที่3 นอนหงายเหยียดขาขวาไว้ แล้วงอเข่าซ้ายให้เป็นรูปเลข 4 จากนั้นพยายามกดให้เข่าซ้ายแบนลงบนพื้นด้านซ้าย ทำทีละ 10-20 ครั้ง เช้า/เย็น

สรุปหลักการรักษาต้องมี
-ประคบ
-ดัดยืดเนื้อเยื่อให้หายจากการตึงหดสั้น.......
-และที่ต้องทำต่อก็คือเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อค่ะ.....(จะกลับมาเพื่มให้ช่วงหน้านะคะ)

หวังว่าคงได้รับประโยชน์

Ducklast.

ตะๆๆ แต่ว่า

สงสัยปวดใจนี่ท่านรังรองพอจะมีทางบอกวิธีคลี่คลายไหมขะรับ
พักนี้ปวดบ่อยแฮะ


รังรอง

ตอบคุณDucklast.นะคะ

ถ้าปวดเพราะ......แพ้ของสวยๆงามงาม....ยิ้มได้พูดได้......อย่างนี้ต้องใช้อสุภะกรรม
ฐานค่ะ......แต่หากยังไม่ได้ผล ก็ต้องหาทางจัดงานมงคลมันซะเลย

ถ้า ปวดเพราะมีคนทำให้ไม่ชอบใจ.....ก็ต้องเอาหูไปนาเอาตาไปไร่....ทำซ้ำทุก1-2 ชั่วโมง หรือย่างน้อยก็ เช้า/เย็น...ก่อน..น้ำตราสิงห์ (เดี๋ยวลืมทำ..)

หากยังไม่ได้ผล...ก็ใช้ตาชั่ง .....ชั่งเฉยๆ....ก่อนจะชั่งมัน....ชั่งหัวมัน(เทศหรือไทยก็ได้)....ที่ เหลือต่อเอาเองนะคะว่าจะชั่งอะไรก็ชั่งกันไปเลยค่ะ........

ชั่งแล้วก็โยนทิ้งอย่าแบกไว้นะคะ รับรองวันเดียวหาย.....!!!!

George

มีช่วงหนึ่งไม่สบาย ทำงานหนัก ปวดต้นคอไม่หาย กินยาก็ไม่หาย เลยไปคลินิคกายภาพ ที่มหิดล ไปๆมาๆบอกว่ากระดูกต้นคอเคลื่อน ต้องไปทำกายภาพ ซ๊อตไฟฟ้า .... ตอนนี้ต้องออกกะลังกายด้วยตนเอง

กระทู้นี้ดี ถ้าจะให้ดีมีรูปประกอบด้วยก็ดีเนาะ


Pee
ขอบคุณมากครับ บุญกุศลที่ช่วยให้คนอื่นมีสุขภาพแข็งแร็ง ก็ขอให้คุณรังรอง
จงมีสุขภาพแข็งแร็ง อย่าได้มีโรคภัยเบียดเบียนเด้อครับ

รังรอง

นึกในใจมาตั้งน้าน..นาน ว่าทำมั๊ย...ทำมัย?.....อาจารย์ George ถึงมีลายเซ็น
"เหนื่อยก็พัก หนักก็วาง" ก็ปวดคอนี่เอง.......อิ อิ..

แล้วทราบมั๊ยคะ.....ว่า "เหนื่อยก็พัก หนักก็วาง" ที่อาจารย์ ทำอยู่นี่แหละ.....ถูกต้องที่ซู๊ดดด...สำหรับคนปวดคอ เหตุผลก็เป็นยังงี้ค่ะ......

1. การยกของหนักเป็นเวลาติดต่อกันนานๆ ต้องใช้พละกำลังของกล้ามเนื้อต้นคอช่วยพยุงลำตัวไว้ ของยิ่งหนักเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้แรงมากเป็นเงาตามน้ำหนักของ

ลองนึกภาพต้นคริสต์มาสที่เรานำเอาอะไรต่อมิอะไรขึ้นไป ติดประดับประดา หากจะไม่ให้ต้นล้ม เราต้องทำฐานให้แน่น ยิ่งขนของขึ้นติดมากเท่าไหร่.....ยิ่งต้องถมโคนต้นให้แน่นมากเท่านั้น กล้ามเนื้อคอเราก็ทำหน้าที่เช่นเดียวกันกับสิ่งที่เราต้องใช้ถมโคนต้น คริสต์มาส ยิ่งของมากก้ยิ่งใช้พละกำลังมาก

2. "เหนื่อยก็พัก หนักก็วาง" เป็นกลยุทธ์ที่ปรับทั้งกายและใจเราให้กลับสู่สมดุลย์ ถอนตัวออกมาจากความตึงเครียดได้ ถูกทั้งหลักสามัญ และถูกทั้งคลองธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสั่งสอนไว้

ถึงตรงนี้อยากเล่าถึงหลวงพ่อชาสักนิด........

หลายปีมาแล้ว มีพี่ที่ทำงานท่านหนึ่งซึ่งบัดนี้ท่านเกษียณราชการไปแล้ว ได้ไปกราบหลวงพ่อชา ตอนที่ท่านยังไม่ป่วย เล่าเรื่องทุกข์ใจกราบเรียนท่านเพื่อขอความเมตตาช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ให้
หลวงพ่อท่านได้ส่งไม้เท้าให้ บอกให้ลองยกซิ คุณพี่ท่านก็ยก จากนั้น หลวงพ่อก็บอกให้วาง แล้วมีคำถามจากท่านทำนองว่า "วางแล้ว ยังมีอะไรหนักไหม?"

ท่านใดมีอะไรมาทำให้จิตใจไม่โล่ง...ใช้คาถาอาจารย์George นีแหละค่ะเยี่ยมที่ซู๊ดดดดด.....

เรื่องภาพอยากจัดให้เหมือนกันค่ะ แต่ทำไม่ค่อยเป็น ขอไปศึกษาก่อนนะคะ

อันใดที่ค้างตอบไว้จะค่อยทะยอยตอบให้ครบทุกท่านค่ะ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 10:23 AM
โพสต์ #5


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
รังรอง

สายน้ำไม่คอยท่า เวลาไม่คอยใคร...แต่มีไว้ให้ทุกคนเติมส่วนขาดของชีวิตแต่ละคนให้เต็มนะคะ

ผ่านมา 2 วัน เพิ่มคุณค่าอะไรให้กับชีวิตกันบ้างคะ? ท่านที่มีปัญหาปวดหลัง ปวดเข่า ได้ทดลองนำวิธีปฏิบัติไปใช้กันมั่งรึเปล่า? ได้ผล/ไม่ได้ผลอย่างไรก็ถามเข้ามาอีกนะคะ ยังมีคำตอบส่วนที่เหลืออยู่อีกค่ะ ที่ให้มาแล้วนั่นเป็นพื้นฐานง่ายๆที่ทุกคนทำได้ก่อน ยังไม่อยากลงลึกนัก........

ไม่มีวิธีอะไรวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ 100 % ถึงมีคำพูดว่า "ลางเนื้อก็ชอบลางยา"...(ก็ไม่รู้อีกว่าคำว่าลางน่ะ = บาง รึเปล่า???......นะคะ) แต่.........

นี่ค่ะ" ทิตะ ศิราทัน มันทะโลกะลีลา กะละลา สติโป จะติโห คะหะตะเน" เป็นพุทธพจน์เชียวนะคะ บทนี้ คุณอำพลเรียกวา พุทธคาถาวันโลกดับ ซึ่งมีพุทธทำนายไว้ตั้งแต่ครั้งยังทรงพระชนมชีพว่าจะมีเหตุเสื่อมสุด..สุด ของวิถีการครองชีวิตของผู้คนบนโลก ก่อนที่วัฏฏจักรของโลกจะเริ่มหมุนกลับสู่ความเจริญครั้งต่อไป (คงจะเหมือนที่เคยเป็นมาแล้วในอดีตกาล...)

ใครไม่เคยทราบพุทธพจน์นี้.....กลับไปหน้าแรกคลิกที่กระทู้ล่าสุด หรือคลังบทความงานเขียนคุณอำพลนะคะ สำหรับตนเองแล้วมีเกร็ดจะเล่านิดหน่อย.......

กว่า 10 มาแล้ว ไม่ได้มีความคิดเรื่องสงคราม/การเกิดเหตุรุนแรง...อะไรมาก่อน และตอนนั้นบ้านเมืองก็ไม่มีอะไรวุ่นวาย ได้ฝันเห็นคนจำนวนมากตก กระเด็น ปลิวลงมาสู่ก้นหุบเหวหรือรอยแยกของแผ่นดินที่ตัวเองนั่งดูอยู่เบื้องล่าง บรรยากาศมืดสลัว คนปลิวลง ปลิวลง ถมทับกันลงมาไม่ขาดสาย ในเวลานั้นมีเสียงสวดมนต์ดังกึกก้องขึ้น...อิติปิโส ภควา อะระหัง สัมมา ............สวดต่อเนื่องไป..ก้องกังวาลและทรงพลัง........ใครที่สวดได้ก็พา กันสวดเต็มเสียง สวดกันไป ไม่มีหยุด.......คิดเอาเองนะคะว่าน่าจะมีพุทธคาถาบทนี้อยู่ด้วย

นี่แหละค่ะที่อยากแนะนำ....ไม่มีใครช่วยใครได้ไปเสียทุกเรื่อง คนที่จะช่วยตัวเราได้ดีที่สุด ก็คือตัวเรา ดูแลร่างกายแล้วก็ต้องดูแลจิตใจ อันใดจะเกืด อย่าตื่นตระหนก ตั้งสติกันไว้ให้ดี ถึงอย่างไรเราก็ต้องเดินถึงจุดหมดเวลาที่แต่ละคนได้มาสำหรับชีวิตนี้ เมื่อยังครองเวลาไว้เป็นของตัวเองได้ ควรรีบตักตวงเอาคุณค่าที่ดีที่สุดให้กับชีวิตกันดีกว่านะคะ

.............ยืมลายเซน คุณพริกไทใช้หน่อยนะคะ วันนี้..............ด้วยรัก..........


Ducklast.

สงสัยว่าจะพากันหายปวดไปจนหมดแล้ว
คลีนิคกายภาพนี้เลยร้างคนป่วย

ก็สบโอกาสเหมาะซีขะรับ
ด้วยว่าจ้องรอคิวมานานหลายวัน

สมัยอายุ26ปีรถคว่ำจนนอนโรงพยาบาลสระบุรีอยู่ครึ่งเดือน
นอนเป็นท่อนไม้ ขยับตัวไม่ได้ จะพลิกซ้ายพลิกขวาต้องชูมือเรียกคุณพยาบาลมาช่วยทีละสอง

คนนึงจับท่อนบนอีกคนจับท่อนล่าง

ใครก็อย่าได้คิดมากไปเล่า

จับหัวไหล่คนนึงจับสะโพกคนนึง นับ1-2-3 เอ้า...พลิกพร้อมๆกัน

ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่ากระดูกสันหลังข้าพเจ้าเป็นเหตุ
คือมันทรุดไปข้อนึง แถมมีซี่โครงหักอีก2ซี่

แต่ไม่มีบาดแผลเลยขะรับ
หมอก็ไม่ได้ทำการผ่าตัด

ปล่อยให้นอนนิ่งๆเดี๋ยวก็หาย

อันนี้แหละที่อาจเป็นเหตุให้เจ็บตอนแก่
เจ็บเป็นเส้นไล่ลงมาตั้งแต่ท้ายทอยผ่านต้นคอด้านขวาเป็นแนวลงมาที่แผ่นหลังใต้หัวไหล่ขวา
เรื่อยลงมาตามท่อนแขนขวาด้านหลัง
ผ่านศอกไปจนถึงปลายนิ้วกลางกับนิ้วนางซึ่งแสดงอาการชาไร้ความรู้สึก

ไม่ได้รักษาอะไรเป็นเรื่องเป็นราว
ถ้าเจ็บปวดมากก็piroxicamมากรอกปากจนพอทุเลา
โดยมากใช้วิธีปรมัตถ์
หายก็ช่างไม่หายก็ช่าง
จนในที่สุดก็ชินไปเอง ไม่รู้สึกรำคาญกับอาการเจ็บปวดตลอดเวลานั้น
เว้นแต่มันเสือกปวดมากเป็นพิเศษจึงรู้สึกตัวกันทีนึง ถ้าปวดธรรมดาแม้จะตลอดเวลาจะไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร

วันนึงมียายใบ้ปรากฏตัวขึ้นมา
ที่เรียกว่ายายใบ้เพราะว่ายายแกเป็นใบ้พูดไม่ได้

มาขอทำการรักษาให้โดยวิธีนวด

ปกติไม่ชอบเรื่องนวด ด้วยเห็นมาหลายคนชอบไปให้หมอนวดแล้วไม่ยักหายขาด
ต้องไปนวดกันบ่อยๆทุกวัน
วันไหนไม่ได้ไปหาหมอนวดอาจถึงกับกระสับกระส่ายกินไม่ได้นอนไม่หลับ
กลายเป็นว่าไปติดหมอนวดแล้วก็เลยเถิดถึงกับนวดหมอซะเอง

ยายใบ้ท่านนี้มาทราบทีหลังว่าเป็นนักปฏบัติที่ไม่ธรรมดา มีลูกศิษย์ลูกหานับถือไม่น้อย เคยอยู่กับครูบาอาจารย์สำคัญแทบทุกองค์
กระทั่งหลวงพ่อชาก็เคยอยู่ปฏิบัติ

วัดไหนหลวงพ่อใดไม่นั่นจริง ยายใบ้ไม่ไป หรือไปแล้วเห็นว่าไม่เข้าท่าก็หนีแล้วไม่หวนกลับไปอีก

แกบอกกับผมด้วยภาษามือว่า โรคของข้าพเจ้า ไม่มีใครรักษาได้ นอกจากแกคนเดียว
ซึ่งก็ได้ไปที่วัดดอนธาตุนั่งภาวนาหาวิธีรักษา แล้วก็บอกว่าหลวงปู่เสาร์ได้มาบอกวิธีดังกล่าวให้
จากนั้นก็ลงมือกับข้าพเจ้า

แปลกดี

หลังจากนวดครั้งแรกอาการทุเลาอย่างเห็นได้ชัด

หลังจากรับการนวดอีก6-7ครั้ง แทบจะบอกได้ว่าหายเป็นปกติ

แม้ว่านานๆจะเกิดอาการอย่างเดิมอีกมั่ง
คือนานหลายเดือนจะมีอาการเจ็บเกิดขึ้นก็ไม่ทรมานเหมือนเก่า
ยกแขนขวาชูขึ้นหักข้อศอกให้มือและท่อนแขนผ่านข้ามหัวไปทางไหล่ซ้าย
แล้วเอามึือซ้ายดึงให้ตึงสักครู่หนึ่งก็ทุเลา

ไม่ได้หายปวดโดยพลันนะขะรับ
อาจทรงอาการต่อเนื่องไปอีก2-3วัน
แต่นั่นก็นับว่าดีกว่าสมัยก่อนรับการนวดจากยายใบ้

เดี๋ยวนี้ยายใบ้หายตัวไปไหนแล้วไม่ทราบ
เชื่อว่ายังอยู่ในเมืองอุบลฯ


เรื่องนี้ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าที่ตนเองเจ็บนั้นมันเป็นเพราะเส้นเอ็นไม่อยู่ในร่องที่ม
ันเคยอยู่
ู่หรือว่าเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ
หรือว่าอะไร

ไม่มีคำถามเพราะว่าไม่รู้จะถามประเด็นไหน
อยากให้ท่านรังรองพูดอะไรสักอย่างก็ได้ตามแต่จะเห็นประเด็น

ฝากภาพแสดงแนวเส้นที่ปวดให้ดูด้วย
ไฟล์ที่แนบมา  muscular_anatomy_back.jpg ( 33.44กิโลไบต์ ) จำนวนการดาวน์โหลด: 2

เส้นสีเขียวคืออาการที่ปวดไปจนถึงอาการชาที่นิ้วกลางกับนิ้วนางขะรับ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 10:40 AM
โพสต์ #6


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
zhant

และแล้วเจ้าบ้านก็มาถามและบอกราย ละเอียดซะที ขออภัยคุณรังรองนะคะที่เข้ามาก่อนเพราะอาการที่ คุณDucklast. บอกมาคล้ายกับดิฉันเป็นเมื่อปี 2540-2544 เจ็บจากคอสู่ลึก ๆ ใต้สะบักและจากสะบักผ่านบ่าไปหัวไหล่ และไปสู่ไบเซฟ(เจ็บตรงนี้มาก)ทำให้ไม่มีแรง ไปกายภาพเดือนละ 4 ครั้ง ๆ ละ 3 ชั่วโมง 6 เดือนค่ะ .....แต่ดิฉันเป็น ซีกซ้าย กลัวเป็นอัมพาตค่ะเลยขยันไปกายภาพ

การรักษา มี .....
- ประคบร้อน
- การจัดเรียงมัดกล้ามเนื้อที่ผิดที่
- ใช้นิ้วโป้งกดจุดที่ปวด(ได้รับการสอนมาด้วยไว้กดตัวเอง)
- จบด้วยประคบเย็น

ผู้รักษาคนละคนกับคุณสราวุฒิ แต่เป็นอ.สุรศักดิ์ (ตอนนี้คงเป็นอาจารย์แล้ว)
อ.บอกว่าคนทำงานศิลป์ต้องก้ม แล้วบางทีนานไปกล้ามเนื้อที่ถูกใช้มานาน
เราไม่เคยดูแลเขา รักษาสภาพเขา เขาเลยร้องเรียนมาว่าเจ็บแล้วนะ

เจ็บจนแขนซ้ายไม่มีแรง แม่บอกให้นวดแต่ไม่ชอบ ทรมานมาก
เวลานอนตะแคงขวาต้องเอาหมอนมายันไหล่ซ้ายไว้ จะได้ไม่ปวดแล้วหลับได้
จนไปรักษา ที่กายภาพมหิดล หายแล้วค่ะถ้ามีอาการขัด ก็บริหารตามอาจารย์สั่งมา

ปี 2550-2551 ไปรักษาอาการเจ็บจาก ลึกๆ ใต้ข้อศอก ไปตามกล้ามเนื้อแขนส่วนหน้า ถึงปลายนิ้วโป้ง กลาง และนาง
สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ๆละ 2ชั่วโมง
การรักษา มี .....
- ข้อมือแช่พาราฟิน
- ประคบร้อน
- การจัดเรียงมัดกล้ามเนื้อที่ผิดที่
- ไฟฟ้ากระตุ้นกล้ามเนื้อ



ภาพนี้ขโมยคุณหมอมา เพราะอยากเก็บไว้ดูค่ะ

- จบด้วยประคบเย็น

คราวนี้โดนเป็นเคสที่น่าสนใจ เป็นเคสที่มีนักศึกษามาขอทดลอบวิชา
ทำให้อาจารย์ทั้งหลาย มาให้คำปรึกษาและบอกท่าบริหาร และท่าที่ควรระวัง
รักษาอยู่ 4 เดือนค่ะ

แต่ปัจจุบัน หากใช้คอมนาน ๆ ก็ต้องบริหารตามเคย
แต่คิดว่าควรไปดูแลกล้ามเนื้ออีกสักที คงจะดีค่ะ เพราะใคร ๆ เขาว่า
ผู้หญิงที่เจ็บกล้ามเนื้อด้านซ้าย มีสิทธิอันชอบธรรมที่อัมพาต มาเคาะประตู...จริงเปล่าคะ

สุดท้ายนี้ เลยเอาภาพการนั่งเล่นคอม ที่ดีมาฝากนะคะ



ขออานิสสงส์ที่คุณรังรองเข้ามาตอบ ให้คุณพบพานแต่ความสุขความเจริญนะคะ



คุณรังรองรู้จักบาล์มตัวนี้ไหมคะ สนใจมานาน แต่หาไม่ได้เพื่อนไปสิงค์โปรก็ไม่มีเวลาหาให้ค่ะ

-----------------~@zhant@~-----------------


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 10:43 AM
โพสต์ #7


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



prigtai

หลังคำว่า......................ด้วยรัก...
จะใช้เพียง 3 จุดครับ

....................................ด้วยรัก...


รังรอง

ขอบคุณพี่เลี้ยงทุกท่านนะคะ เข้ามาลุ้นกันใหญ่เลย......ยังไม่ไปไหนค่ะ

วันก่อนได้ภาพชี้นำจากคุณDucklast.มา
ลงมือเขียนตอบไปบ้าง แต่อธิบายเยิ่นเย้อจนตัวเองยังรำคาญ ก็เลยถอยไปตั้งหลักใหม่

เปิดมาใหม่วันนี้
ก็ได้ประสบการณ์และภาพจาก อจ.แอ๊ด มาเพิ่มสีสรรให้อีก รู้สึกดีมากๆ เลยค่ะ
(เรื่องยาเดี๋ยวจะลองถามเภสัชฯมาให้นะคะ ยี่ห้อคุ้นๆ.......)

จากภาพและประวัติอาการปวดของท่านDucklast
ลักษณาการอันแสดงด้วยภาพนี้ (ปวดตามเส้นสีเขียว)+ ลักษณะการประกอบอาชีพ งานอดิเรกและ กีฬาโปรด(mtb) + ประวัติการได้รับอุบัติเหตุครั้งอยู่ในพิมพ์หน้าหนุ่ม

ทำให้พอมองได้ว่า เหตุที่ทำให้คุณDucklast.ของเราปวดต้นคอ และชาร้าวลงไปถึงแขนและสุดที่นิ้วกลาง นาง ก้อย ข้างขวานั้น
น่าจะมาจากการทรุดตัวของกระดูกสันหลังอันที่อยู่ต่ำกว่าคอลงมา (วิเคราะห์จากที่คุณDuck บอกว่าทรุดและซี่โครงหัก จะเป็นระดับใกล้เคียงกัน)


การทรุดนี้ น่าจะไม่มากมาย และไม่มีผลต่อเส้นประสาทในระยะที่เกิดอุบัติเหตุ

แต่จุดนี้ส่งผลให้เกิดภาวะแผลเป็น ซ่อนเร้นอยู่ภายในกล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่ออ่อนต่างๆในบริเวณนั้น รวมทั้งมีการบิดเบนไปบ้างของแนวรับแรงบนลำตัวสะสมมากขึ้นทีละน้อย

แผลเป็นกระจุกนี้จะคอยเป็นตัวต้านการเคลื่อนไหวตามปกติที่เคยทำได้ หากไม่ได้รับการแก้ไขตั้งแต่ต้น จะทำให้แผลเป็นนี้แข็งและจับตัวหนาเพิ่มขึ้น
(คนส่วนใหญ่ไม่ทราบหรอกค่ะ ว่าอุบัติเหตุทิ้งพวกนี้ไว้กับเราด้วย นึกว่ากระดูกที่หักติดกันแล้ว ทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม เดิ๊ม เดิม)

และก็ อย่างว่า........
เมื่อเข้าสู่พิมพ์หน้ากลาง ผลจากแผลเป็นนี้ก็สะสมได้ที่มากพอที่จะกระทบเบียดเบียนกับแนวที่เส้นราก ประสาทเส้นที่7 (ใช่เส้นเขียวนี่เลยค่ะ) ที่มีจุดแยกตัวออกจากสันหลังตรงกระดูกคออันล่างๆ

และนับเป็นฟ้าบันดาลให้คนที่เป็นมือสร้างโลกให้สวยงามอย่างคุณDuck ได้พบนักกายภาพบำบัดมือฉมังผู้มีญาณวิเศษ และมีพลังฝ่ามืออรหันต์คือยายใบ้ ที่ช่วยแก้ปัญหาให้แล้วแบบสวรรค์ส่งมา ตัวเองเชื่อเรื่องนี้ค่ะ พูดมากเดี๋ยวเฝือ......

มาดูทางกายภาพบำบัดกันบ้าง
ทางกายภาพบบำบัดมีการรักษาภาวะเนื้อเยื่อยึดตัวเป็นก้อนไร้ระเบียบเหล่านี้ ด้วยเครื่องมือประเภทUltrasound(แบบที่ใช้รักษาการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อไม่ ใช่แบบที
่ใช้ดูภาพของแพทย์นะคะ
หรือการกระตุ้นไฟฟ้า และอื่นๆอีกมาก
หรือเหมือนที่อจ.สุรศักดิ์ใช้การนวดด้วยปลายนิ้วให้อจ.แอ๊ด(อจ.เก่งมากค่ะ ถ้าหมายถึงอจ.สุรศักดิ์ ศรีสุข)

นอกจากนี้การออกกะลังกาย ก็เป็นเรื่องสำคัญมาก
เพราะหลังแก้อาการด้วยการใช้เครื่องมือต่างๆแล้ว เราจะต้องธำรงรักษาภาวะไร้ปวดให้คงอยู่กับตัวเราไว้ให้ได้อย่างมั่นคง

และหยิบใช้วิธีแก้ปัญหาอาการที่อาจเริ่มจะกลับมาด้วยตนเองได้ถูกไม่ต่างอะไร กับที่เราเลือกคว้ายาแก้ปวดมากินตอนปวดไม่ใช่ตอนท้องเสียฉะนั้น

ซึ่งนักกายภาพบำบัดจะสอนให้เหมาะกับภาวะอาการของแต่ละบุคคลค่ะ

มีท่าดีๆ ที่น่ารู้สำหรับผู้ที่ปวดคอใหม่จะใช้แก้ไขตัวเองได้

ท่านั้นคือ
นั่งตัวตรง ศีรษะตรง ตามองไปข้างหน้าระดับสายตา ไม่ก้ม ไม่เงยนะคะ
หดคางเก็บไปด้านหลัง (คล้ายเลื่อนลิ้นชัก) แล้วกลับคืนที่เก่า(ไม่ต้องค้างไว้)
ทำซ้ำ 10 ครั้ง แล้วสังเกตอาการว่า มีเจ็บมากขึ้นหรือไม่? ถ้าไม่..ทำต่ออีก 10 แล้วสังเกตอีก ถ้าไม่เจ็บหรือดีขึ้นให้ทำอีก 10

อาจมีบางคน ในการเก็บคาง2-3ครั้งแรก จะรู้สึกเจ็บตึงตอนหดคางไปด้านหลัง แต่หากกลับสู่ท่าเดิมไม่เจ็บให้ทำต่อเลยค่ะ แบบนี้พอถึงครั้งที่10 จะเจ็บน้อยกว่าครั้งที่ 1

ท่าออกกะลังกายนี้ คนส่วนใหญ่ 7ใน 10คน จะมีอาการดีขึ้นค่ะ
แต่ถ้าใครทำไม่ได้ควรไปพบนักกายภาพบำบัดนะคะ

ต้องไปทำงานแย้ว.....แล้วพบกันใหม่ค่ะ



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 11:01 AM
โพสต์ #8


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
prigtai
หดคาง... ph34r.gif

..................................ด้วยรัก..


zhant

คุณรังรองเธอบอกว่า เป็นคล้ายกับ "เจ้มุมตึก เอ้ย มุมตัส" จากหนังอินตะระเดีย
ที่ทำคาง และคอยึกยักไปมานั่นแหละค่ะ แต่เป็นยื่นไปข้างหน้า และ หดคางเข้ามาค่ะ

พอยืดคาง ออกไป ...แล้วหดคางเข้ามาให้สุดแบบว่า คางถอยไปไม่ได้อีกแล้ว
ให้นิ่งแล้วค่อย ๆ เงยหน้าไปด้านหลัง (นับในใจ หรือจะตะโกนหากมีเสียงก็ลองเอา อิ อิ)
ค่อย ๆ ทำนะคะอย่าเกร็ง เดี๋ยวจะเจ็บมาก ครบสิบแล้ว ให้ค่อย ๆ
นำหน้าที่สวย/หล่อคืนท่าปกติ ...

คุณรังรองเจ้าคะ มีจังหวะหายใจเข้าออกอย่างไร กรุณามาบอกอีกทีนะคะ...... +++ ขอให้คุณรังรองได้รับอานิสสงส์ ในการรักษานี้ด้วยค่ะ

-----------------------------------------------------

รังรอง

ชักสนุกแล้วกับ.......หดคาง.........
งานนี้ใครทำถูก มีรางวัลนะคะ
ก้อ.....หายปวดเมื่อยคอไงคะ อิ อิ

หดคาง ครืออออ........
นั่งอย่างที่บอก ตัวตรง ศีรษะตั้งตรง
(ตอนนี้ติ๊ต่างว่าเรามองตัวเองจากด้านข้างเสียก่อน)
แล้วสไลด์ศีรษะเราเลื่อนไปด้านหลังจนสุดโดยหน้าเราไม่ต้องก้มหรือเงยแต่อย่างใด
และโดยมิต้องค้างไว้ ก็เลื่อนศีรษะกลับสู่ท่าเริ่มต้นโดยมิต้องชะโงกหน้ายื่นไปด้านหน้าด้วยค่ะ

ส่วนที่อจ.แอ๊ดมีเงยหน้าด้วย
นั่นเป็นท่าที่ 2 ซึ่งเป็นProgression ต่อจากท่าแรก
หากทำแค่ท่าแรกอาการทุเลาแล้ว ก็ใช้ท่าเดียวนั่นแหละทำไปทุกวัน ทุกวัน
เหมือนน้ำหยดลงหิน ทุกวัน หินมันยังกร่อน
แต่นี่เนื้อเยื่ออ่อนๆ ต้องยืดออกได้ในมินาน

แต่หากทว่า.......
ทำท่าแรกนั้นแล้วดีขึ้น แต่ก็ดูคล้ายกับยังมีอะไรตึงอยู่อีกนิดๆค่อยมาทำท่าที่ 2 แบบนี้ค่ะ
นั่งเหมียนเดิม.......ตัวตรง ศีรษะตั้งตรง
หดคางไปด้านหลังจนสุด
แหงนเงยหน้าขึ้นมองฟ้า หรือเพดานบ้าน เงยจนสุด....
(ไม่ต้องฝืน ไปเท่าที่ทำได้) ไม่ต้องค้างไว้
แล้วย้อนกลับคือ กลับจากแหงนมาตรงที่หดคางไว้จนสุด ก่อนที่จะกลับสู่ท่าเริ่มต้น

ไงคะ....คุณพริกไท? มีคำถามอีกไหมคะ???? ..............ด้วยยึกยัก...

Postไปตะกี๊
ลูกสาว เพิ่งบอกว่า แม่ก็บอกว่าทำเหมือนเต่าสิ.......
เออ...จริง คล้ายเต่าหดหัวเข้ากระดอง เลยมาแก้ไขเพิ่มค่ะ


laugh.gif เอิ๊ก เอิ๊ก เอิ๊ก laugh.gif




--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 11:04 AM
โพสต์ #9


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
รังรอง

มีคำถามค้างตอบของอจ.แอ๊ด เรื่องจังหวะการหายใจ

ในการทำท่าหดคาง หรือกายบริหารใดๆ
โดยส่วนตัวแล้ว ไม่อยากให้เอาเข้ามาเกี่ยวในระยะเริ่มใหม่ๆค่ะ เพราะมักทำให้ผู้ฝึกกังวล

ปกติที่ทำอยู่ไม่เน้นเรื่องนี้ค่ะ
ต่อไป..เมื่อทำจนชินแล้ว คล่องตัวแล้ว จังหวะหายใจจะลงตัวของเขาเอง

โดยเมื่อมีการงอเข้าของแขนหรือขาเข้าหาดัว จะเป็นจังหวะของหายใจเข้า
และถ้าเหยียดออกไป ก็หายใจออก มันเป็นของมันเองค่ะ

แต่ถ้ารำมวยจีนที่มีการร่ายแขน ขา เข้าออกสลับกัน
ขณะเปิดพลังไปทางทิศใด...ก็หายใจออกปล่อยพลังไปทางทิศนั้นค่ะ
รวมทั้งท่ากายบริหารแบบพิลาทิสด้วย

เริ่ม...เห็นความยุ่งยากแล้วใช่ไหมคะ???

เอาเป็นว่า.....อย่ากังวลกับเรื่องนี้ดีกว่าคนเราต้องหายใจ และเราก็ลืมเสมอเป็นปกติว่าเรากำลังหายใจอยู่

การกำหนดลมหายใจ เป็นแบบหนึ่งของการทำสมาธิก็จริงอยู่
แต่...การตามรู้ในการเคลื่อนไหว...ก็คือสติปัฏฐาน ก่อให้เกิดสมาธิได้เช่นกัน

เมื่อเราทำกายบริหารอะไรอยู่ เราก็มีสมาธิในการทำท่าเหล่านั้น
ลมหายใจก็จะเป็นไปของเขาเองค่ะ

2-3 วันต่อไปนี้จะต้องไปประชุมที่ต่างจังหวัด
ไม่แน่ใจว่าจะมีเวลาเข้ามาในนี้แค่ไหน เพราะต้องเดินทางไปกับคณะ

ขอบคุณท่านDucklast. ที่มาทำตัวอย่างสอนวิธีแบ่งวรรคตอนให้ผู้อ่านสบายตาขึ้น
และช่วยเปิดประเด็น ให้ลากยาวได้


ครั้งต่อไปจะมาเปิดกรุให้ชมกันจะจะ เกี่ยวกะกายภาพบำบัดนะคะ
ของขลัง..ต้องไปห้วยไผ่ค่ะ (ใครไปก่อนอย่าเพิ่งขุดหมดนะคะ เหลือไว้ให้มั่ง)

อยากเล่าและตอบสารพัดคำถามที่คนไข้มักถามกันบ่อยๆ เช่น
"หมอบอกว่าเป็นโรค(หมอนรอง)กระดูกทับเส้น "
ได้รับบอกเล่ามาจากคุณหมอ ฟังดูเหมือนตัวเองจะรู้เรื่อง เที่ยวบอกใคร ใครๆ ก็เป็นกันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่ "..เอ...ตูเป็นอะไรหว่า? กระดูกอะไร? มันทับเส้น..เส้นอะไร?"

หรือคำถามประเภท"ปวดแขนปวดขา ถ้าไม่รักษาจะเป็นอัมพาตไหม?"

"หน้าเบี้ยวจากเส้นประสาทไม่ทำงานต้องกระตุ้นไฟฟ้า ทำไปทำไม ไม่ทำได้ไหม?"

ที่อยากเล่า........
ก็เพื่อความกระจ่าง และเพื่อบอกสิ่งไม่น่าพลาดให้ทราบกันไว้ค่ะ

เพราะจากประสบการณ์การทำงาน มีหลายราย เวลามีอาการน้อยๆ
ก็ไม่ทราบว่าควรต้องเริ่มรักษา กลับปล่อยทิ้งไว้จนรักษายากแล้วค่อยมาให้รักษา

ทำให้เสียทั้งเวลา และค่าใช้จ่ายมากกว่าที่ควรเป็น
รวมทั้งสร้างความหวาดวิตกกันไปต่างๆนานา

งานนี้ รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าไม่ต้องแบกหาม...(มีแต่ประดับยศค่ะ)


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 11:07 AM
โพสต์ #10


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
zhant

อยากบอกว่า ปวดตรงข้อพับลึก ๆ ข้างในแขนซ้ายมา 2-3 วันแล้วค่ะ วันนั้นที่นั่งตัวตรง คว่ำข้อมือ แล้วอาจจะผิดท่า



"มันแปล๊ป ตรงที่กากบาท แต่จะแปล๊ปตอน ยกของที่มีน้ำหนักอย่างแก้วน้ำที่ใช้ประจำ(ใบใหญ่) จะเจ็บลึกต้องใช้มือขวาถือแทน

กรุณาช่วยด้วยค่ะ



แก้วขนาดเท่าของจริง จุเกือบครึ่งลิตรค่ะ....หนักไปหรือเปล่า? blink.gif

และเมื่อยืดแขนตรง กำมือบิดข้อมือออกแบบบิดขี้เกียจ ก็แปล็ปตึง เจ็บ ตอนนี้กำลังประคบเย็น น่าจะถูกเนอะ

prigtai

นั่งตัวตรงคว่ำข้อมือแล้วยกแก้ว
................. ... ...
แล้วจะดื่มยังไงครับ
เอ่อ......ยกแก้วแล้วเจ็บข้อพับ
ยกดัมเบล์ลน่าจะดี อิอิ............ ph34r.gif

...............................ด้วยรัก...




--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 11:12 AM
โพสต์ #11


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
รังรอง

จากภาพ มีความเจ็บที่กากะบาด แต่หากกดหาก็ว่าอยู่ลึก
แบบนี้แนะนำให้เลิกกดก่อนเลยค่ะ เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อช้ำมากขึ้น

กรณีที่มีอาการเจ็บเนื้อเยื่อบริเวณเหนือศอกด้านใน
ให้ลองตรวจตัวเอง ดังภาพนี้นะคะ(ตามภาพเป็นการตรวจของด้านซ้าย)



ถ้าเจ็บลดลง.....รอยโรคน่าจะอยู่ที่กล้ามเนื้อลำคอด้านซ้ายเกิดการหดสั้นตึงรั้งเกิน
ปกติ
หลังการใช้งานต่อเนื่องกันนานๆ

เช่น การใช้คอม มากๆ การยก หิ้ว ของหนัก หรือแม้ไม่หนัก แต่มีการหิ้ว ยก ต่อเนื่องกันนานๆค่ะ (ที่เคยบอกว่าเป็นดินถมโคนต้นคริสต์มาสนั่นแหละค่ะ)

เพราะเมื่อเราทำแขนแบบภาพแรกจะทำให้กลุ่มรากประสาทตรงคอหย่อนลงจนพ้นจากการ กดกับกระดูกไหปล้าร้าของเรา เราก็เลยเจ็บลดลงเวลาทำท่านี้
(ดูภาพถัดไป ที่หารูปกายวิภาคการยกแขนซ้ายไม่ได้เลยใช้ของแขนขวาแทนค่ะ)



นอกจากนี้ การเจ็บที่เนื้อเยื่อบริเวณเหนือศอกด้านในเช่นนี้
ก็อาจมีรอยโรคอยู่ที่ตรงกล้ามเนือศอกด้านในร่วมด้วย(ดูภาพถัดไปค่ะ)

....


ถ้ากล้ามตรงนี้หดรั้งมากกว่าปกติ หรือถูกดึงรั้งขึ้นไป ด้วยเหตุที่กลุ่มข้างคอ(ที่กล่าวมาข้างบน)หดสั้น ก็เจ็บมากขึ้นได้

การรักษา
1.ประคบเย็นตรงกล้ามด้านข้างคอด้านขวา และตรงด้านในศอกด้วยค่ะ (เพิ่งเป็นใช่ไหมคะ?)
ใช้ผ้าห่อน้ำแข็งทุบก็ได้ ทุก1-2 ชม.นะคะ

2.ดัดยืดคอตามภาพข้างล่างนี้ค่ะ
(เป็นภาพแสดงการยืดกล้ามคอด้านขวานะคะ ใครมีปัญหาด้านซ้ายก็ทำตรงข้ามกะภาพนี้นะคะ ขอโทษ มีเวลาค้นภาพจำกัดจริงๆ ค่ะ ดูของด้านขวาไปก่อน คงดีกว่าไม่มีภาพเนอะ...)

ทำได้บ่อยๆ ครั้งละ ครึ่งถึง1นาที แล้วซ้ำ5-10 ครั้ง
จะใช้มือด้านตรงข้ามช่วยดัดด้วยก็ได้นะคะ



ส่วนการดัดยืดศอกก็กางรักแร้ตั้งฉากจากลำตัวแล้วทำอย่างในภาพที่3 ข้างบนค่ะ

3. อย่าลืมท่า"ด้วยยึกยัก"ของเรา(เพื่อแก้ปัญหาตรงคอตึงรั้ง) ใช้ได้เลยค่ะ

4. อย่ายกของไกลตัว ด้องเดินจนของอยู่ตรงหน้าแล้วค่อยยกขึ้นมาประคองไว้ชิดตัวนะคะ

อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น หรืออาจลืมไปเลย แล้วพบกันใหม่ค่ะ

ได้ลูกสาวสอนดึงภาพ ต้องยกความดีนี้ให้เขาค่ะ

zhant

เพิ่งเป็นค่ะ ขอบคุณมากกับแนวทางแก้ไขค่ะ + แก้ไขภาพให้แล้ว เดี๋ยวจะ สอนเรื่องภาพให้ทางเมล์ หรือ PM นะคะ




--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 11:19 AM
โพสต์ #12


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
รังรอง

ขอบคุณอจ.แอ๊ดมากค่ะ สำหรับทุกอย่าง

แต่จากที่มาอ่านทวนดู พบข้อผิดพลาดมหันต์ เข้าเต็มๆใบเลย
ตรงที่ดูภาพแล้วกลับมองภาพแขนอาจารย์แล้วเห็นเป็นการปวดที่เหนือศอกด้านใน
(ตอนตอบเมื่อเช้านึกว่าตรงสีน้ำตาลเป็นชายแขนเสื้อของอาจารย์ค่ะ
โดยไม่ได้รำลึกว่าภาพนี้เป็นภาพแขนซ้าย)
ต้องขออภัยนะคะ

เมื่อมาดูกันอีกที ก็กลายเป็นว่าที่ตอบแล้วเป็นกรณีเจ็บเหนือศอกด้านในค่ะ
และได้ขัดเกลาให้ถูกสำหรับกรณีเหนือศอกด้านในทั้งหมดแล้ว

ใครที่เจ็บขัดเหนือศอกด้านในใช้คำตอบนั้นได้เลยค่ะ

ส่วนอาการเจ็บขัดที่ศอกด้านในตรงข้อหรือต่ำลงไปเล็กน้อยมีคำตอบอยู่ถัดไปค่ะ



เริ่มที่ภาพนี้ใหม่นะคะ

ตรงที่กากะบาด
เป็นที่เกาะของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการคว่ำฝ่ามือลงขณะงอศอกกับเพื่อนๆของเขา คือกล้ามที่ใช้กำมือและกระดกข้อมือไปทางด้านฝ่ามือของคนเรา(ดูภาพ)



ในคนที่ใช้เม้าซ์เล่นคอมบ่อย ๆ เช่น อาจารย์นะคะ
ขณะที่มีการงอศอกและคว่ำแขนช่วงต่ำกว่าศอกอยู่ แล้วกระดกข้อมือขึ้น

กล้ามที่กล่าวแล้วเหล่านี้จะถูกยืดไปทางตรงข้าม
และหากมีการเล่นต่อเนื่องนานๆ เขาก็ต้องทำงานตลอดเวลา

ก็จะเกิดการสะสมของเสีย .... (เป็นสารเคมีที่เกิดจากการที่กล้ามเนื้อถูกใช้งาน อาหาร และออกซิเจนที่ส่งมาตามกระแสเลือดที่มาเลี้ยงลดลงและหมดไป สารเคมีเหล่านี้ก็เกิดมากขึ้นเป็นเงาตาม เรียกง่ายๆว่า ของเสีย)

หากเราไม่มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวแบบอื่นเปลี่ยนท่าทางให้แขนได้ระบายของเสียออกไ

ของเสียก็จะสะสมอยู่ในบริเวณนั้นมากเข้า ๆ ก็มีผลให้เกิดการอักเสบ บวม แดง ร้อน ขึ้นมาในจุดที่ทำงานหนักที่สุดในกล้ามนั้นคือตรงที่เกาะตรงศอก(ในภาพที่ถาม มาจะเห็นรอยแดง ๆ ด้วย)

และยิ่งหากมีน้ำหนักของแก้วน้ำใบใหญ่ในมือเพิ่มเข้ามาอีก ในตอนยกจะนำแก้วมาที่ปาก
จะต้องกำหูแก้วให้แน่น ก็ต้องใช้กล้ามเหล่านี้ด้วย

แต่กล้ามเหล่านี้ไม่มีความพร้อมที่จะต้องรับแรงมากขึ้น (ด้วยตัวเขาเริ่มป่วยแล้ว)

รอยอักเสบตรงที่กากะบาดไว้ ก็แสดงอาการจ็บแปล๊บ เพื่อร้องเตือนให้เรายุติการใช้เขาได้แล้ว ทำนองว่า
"อั้ว ป่วยแล้วนะโว้ย อย่าใช้อั๊วอีก เป็นอันขาด อั๊วไม่ทำอะไรแล้ววววว "

การรักษา
1.ระยะบวม แดง ร้อน ประคบน้ำแข็ง(เจ้าเก่า หากินได้ตลอด..จริงๆ ย้อนไปดูรายละเอียดได้)

2.เมื่อพ้นระยะแรก ไม่เจ็บสะดุ้งแล้วปรับเป็นประคบน้ำอุ่นได้

3.การยืด ในกรณีเป็นจุดเจ็บอย่างนี้ ห้ามทำในขณะยังบวม แดง ร้อน นะคะ

ใช้โลชั่นทาผิวทาบริเวณที่เจ็บแล้วใช้ด้านข้างกระป๋องพลาสติก (จะเป็นกระป๋องแป้งฝุ่นก็ได้)นวด โดยลูบไปตามแนวของกล้ามเนื้อ ใช้แรงแค่กดเบาๆ อย่าให้ถึงเจ็บ ลูบไล้ไปครั้งละ1-2 นาทีก่อน
ทุก 2-3 ชม.

หรือใช้ยางลบดินสอของลูก หรือของเราเอง(ที่เป็นอุปกรณ์เล่นSUDOKU)กดแช่ตรงรอยเจ็บครั้งละ 10วินาที แล้วปล่อย แล้วทำซ้ำได้เรื่อยๆค่ะ

ต้องไปทำงานแล้ว

เนื่องจากผู้เขียนไม่สันทัดเรื่องใส่ภาพ และมีเวลาเขียนจำกัด
อาจมีภาพที่หามาประกอบไม่ตรงกับด้านที่เป็นไปบ้าง ต้องขออภัย
แต่สาระในการดูแลตนเองคือสิ่งที่อยากเน้นค่ะ

สวัสดีนะคะ



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 11:29 AM
โพสต์ #13


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
zhant

อรุณสวัสดิ์ค่ะ



ออกจะเป็นคนนิสัยเสียค่ะ เวลาจับหูของแก้ว ใช้ 3 นิ้วเอง โป้ง ชี้ และกลาง
และลองกำอย่าที่บอก ปรากฏว่า.. น้ำหนักถูกถ่ายไปทั่วกำมือ ดีจัง จะพยายามแก้นิสัย ปกติทานน้ำเก่ง กาแฟ 1 แก้ว =250 มล. น้ำอีกวันละ 4-5 แก้วค่ะ ฉนั้น มือซ้ายยกแก้วประจำ

ส่วนคอม เล่นจริงค่ะ เป็นเกมใน HI 5 ไม่ต้องเล่นชนะ/แข่งกับใคร ชนะตัวเองก็ยากแล้ว อิ อิ ใช้เมาส์คลิกตลอดเลยค่ะ เมื่อวานเลยเลิกเล่น ไปดูหนังเกาหลีแทน

เพราะตอนนี้ อาจจะเพราะไม่ค่อยได้ไปไหน อยู่แต่บ้านกับแม่
จะพยายามไปจากหน้าคอมค่ะ ....แต่ไม่สัญญา
...แต่จะเล่นเกมให้น้อยลง ไปเดินลอยหน้าให้คนแถวนี้รู้จักบ้าง
ท่าจะดี เพราะวัน ๆ ไม่ออกไปไหน เพื่อนบอกไม่คบแล้ว

เขาแซวกันว่า "เนื้อตัวคงขึ้นรา เพราะไม่ออกไปนอกบ้าน" ท่าจะจริงแฮะ

ขอบคุณในไมตรีที่ตอบให้ค่ะ โดยมากจะCopy แล้วปริ้นท์ออกมาอ่านและเก็บไว้ ........... จะพยายามรักษาตัวค่ะ


มารายงานผลค่ะ


อรุณสวัสดิ์ค่ะ + เอาดอกไม้มาฝาก

ที่บอกว่า เวลายกแก้วน้ำใช้กำมือ กับ 3 นิ้ง กล้ามเนื้อส่วนที่เจ็บเบาลงค่ะ
- วันแรก ๆ เวลายกแก้วน้ำด้วย 3 นิ้ว เจ็บแปล๊บลึก ๆ ที่บริเวณวงสีดำ ต่อมาเมื่อนั่งตัวตรง
- แล้วกำมือยืดแขนออกข้างตัว บิดข้อมือไปด้านหลัง มันร้อนที่กล้ามเนื้อตรงจุดสีเขียว



- ใช้ไม้อาญาสิทธิ์กดจุดที่ต้นคอ เป็นเถาวัลย์เอามาดัดอยู่หลายวัน(น้าชายทำให้ค่ะ เลียนแบบของจีน) มีความยืดหยุ่นดีเมื่อกดแล้ว คลาย



- อาการดีขึ้นค่ะ และลดการใช้นิ้วมือ ดึงคอยืดหด และทำทุกอย่างที่บอก (เพราะเคยเจ็บแถบซ้าย จนข้อมือไม่มีแรงเข้าเกียร์ ขับรถค่ะ)
- อาการเจ็บร้อนบริเวณ จุดสีเขียวหายไปแล้วค่ะ
- แต่ยีงเมื่อย ๆ หัวไหล่ด้านหน้า ไม่แรงค่ะ

~@ขอบคุณมาก สำหรับการดูแลหญิงชราคนนี้ค่ะ@~


*** เรียนทุกท่านค่ะ***

เรื่องเจ็บกล้ามเนื้อ/เส้นเอ็นต่าง ๆ
หากเป็นใหม่ ๆ รีบถาม และทำเบื้องต้น คือประคบน้ำแข็งอย่างที่ คุณรังรองสอนนะคะ

อย่าประมาทค่ะ เด็ก ๆ อายุ16 ยังเจ็บมาแล้วเรื่องกล้ามเนื้อแผ่นหลังค่ะ

ฉนั้น เมื่อเรามีนักกายภาพดี ๆ มาเจาะลึกให้ตรงนี้แล้ว ..... นับว่าเป็นความโชคดี ของชาวเราค่ะ

ถามเถอะค่ะ ....อย่าอาย/เกรงใจนักกายภาพคนเก่งของเราเลย นะคะ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 11:31 AM
โพสต์ #14


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
รังรอง

วันนี้อยู่กทม.นี่เอง มาประชุมค่ะ
ไม้อาญาสิทธิ์สวยมากค่ะ คุณน้าทำได้สวยมาก จนอยากได้มั่งจังเลย

ไม้กดจุดนี้ดีมากสำหรับใช้ตรงที่มีจุดเจ็บชัดเจน คือกดลงก็พบอาการเฉพาะที่ตรงนั้น
สำคัญที่น้ำหนักการกด จะต้องพอดีนะคะ อย่าเอาความมันส์...ในอารมณ์เข้าว่า

ข้อควรระวังในการใช้ไม้กด
กรณีกดที่ลำคอนั้น ควรนำด้านข้างของตาขอลูบแบบเบาๆก็พอ
อย่าเอาปลายกดจิกลงบนกล้ามแถวนี้
เพราะกล้ามแถวนี้อยู่ใกล้ชิดกับระบบประสาทมากๆ และมักเป็นกล้ามที่บางเฉียบกันเป็นส่วนใหญ่
อาจมีอันตรายต่อเส้นประสาทควบคุมศูนย์การหายใจ

(ถ้าเคยดูมวยปล้ำ จะมีท่าที่เขาใช้เรียกว่า Japanese sleep hold ซึ่งใช้วิธีกดลงบนเส้นประสาทตรงคอที่ไปควบคุมการทำงานของศูนย์การหายใจ ผลก็คือคนถูกกดจะหมดสติได้)

แต่หากเป็นจุดกดเจ็บที่อยู่ตำแหน่งที่มีกล้ามหนาๆ เช่นตามแขน ขา ก้นหรือสะโพก อย่างนั้นอาจใช้ปลายกดได้บ้างค่ะ แต่ก็ยังขอเน้นให้ใช้น้ำหนักเบาๆอยู่ดี

เบาแค่ไหน?(แว่วยินเสียงคุณพริกไท ถามกลับมา ไม่รู้ หูฝาดไปรึเปล่า?)
คำตอบคือให้ลองกดลงบนตาชั่งที่ใช้ชั่งของขายตามร้านค้าผัก ผลไม้ ประมาณนั้น

กดให้ตาชั่งอ่านได้ ครึ่งขีด แล้วกดซ้ำ กดจนชินว่ากดครั้งใดก็ได้ครึ่งขีดจึงค่อยจำไปใช้ในการกดที่จุดเจ็บเพื่อ รักษาตัวเองค่ะ โดยกดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทีละ 10 ครั้ง 2-3 รอบนะคะ

แล้วทีนี้ไม้อันนี้ก็จะเรียกว่า"ไม้อาญาสิทธิ์"ได้เลย

ดีจังค่ะพี่แอ๊ดแจกไม้อาญาสิทธิ์ด้วย(แจกไอเดีย)
ลงชื่อจองอันต่อไป(ของจริง)ได้ตรงนี้มั๊ยคะ? จาได้จองล่วย....

ขอบคุณดอกไม้สวยๆมาประดับตรงนี้ให้หายจืดชืด ดีมากๆเลยค่ะ ค่อยรู้สึกมีเพื่อนเดินต่อ

และขอบคุณที่รายงานอาการให้ทราบค่ะ
ฝากทุกท่านที่เคยถามมาด้วยนะคะ หากยังไม่ดีขึ้นกับคำตอบที่ให้ไป
ช่วยแจ้งมาให้ทราบ อย่างที่พี่แอ๊ดบอกกลับมา

มีอะไรยังมีปัญหา
คนตอบจะได้รู้ตัวว่ายังตอบไม่กระจ่าง หรือยังมีสิ่งที่ท่านจำเป็นต้องทราบเพิ่มอีก


สำหรับอาการยังเมื่อยๆหัวไหล่ด้านหน้าของพี่แอ๊ด

งานนี้ไม่ยาก ถ้าแค่เมื่อยๆ
ประคบด้านหน้าไหล่แล้ว ให้ดัดยืดท่านี้(ดูภาพ)

ดัดที่ขอบประตู(เอาหมอนเด็กรองแขนเรากะขอบประตูก่อนนะคะ) แล้วเดินหน้าครึ่งก้าว
ฝืนไว้แค่พอนับ 1-10 แล้วซ้ำสัก 10 ครั้ง

อย่างที่พี่แอ๊ดบอกนะคะทุกท่าน
เป็นใหม่ๆ รักษาง่ายกว่าปล่อยให้เรื้อรังแล้ว


แล้วพบกันใหม่ค่ะ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 11:36 AM
โพสต์ #15


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
spinnecker

สงสัยเรื่องโยคะครับ
ไม่ทราบว่าจะขัดกับกายบำบัดหรือเปล่า
ขอความเห็นด้วยครับ


รังรอง

โยคะกับกายภาพบำบัด
2 เรื่องนี้ไปด้วยกันได้ดีค่ะ

ทั้ง 2 เรื่อง ต่างเป็นการจัดการให้สรีระร่างกายของเราผ่อนคลายสบายดี
มีความสามารถในการเคลื่อนไหวที่มีความราบรื่นไม่ติดขัด และเป็นธรรมชาติ

การแก้ไขปัญหาการเคลื่อนไหวที่ไม่ราบรื่นทางกายภาพบำบัดหลัก ใหญ่ๆ ใช้วิธี นำความรู้ในเรื่องของกลไกการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ถูกต้อง ความรู้ในเรื่องของการบาดเจ็บและการซ่อมแซมตัวของเนื้อเยื่อต่างๆ การจัดให้สรีระอยู่ในสมดุลย์ ทั้งแบบที่นักกายภาพบำบัดจัดการให้ และแบบให้ผู้มีปัญหาจัดการตัวเอง รวมทั้งการนำเครื่องมือทางฟิสิกส์มาช่วยเร่งการหายและทำให้กลับสู่ภาวะปกติ





ส่วนโยคะก็เป็นศาสตร์ของการรักษาดุลยภาพของร่างกาย
ที่เน้นให้คนเราเกิดการผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน
โดยให้ผู้ปฏิบัติใช้สติอย่างต่อเนื่องอยู่กับการเคลื่อนไหว
จึงช่วยให้เกิดสมาธิ ทำให้จิตสงบระงับจากเรื่องวุ่นวายที่เป็นสาเหตุของความเครียด



คำว่า"โยค" หมายถึงไม้แอกเทียมเกวียนในภาษาอินเดียซึ่งเป็นประเทศต้นตำรับโยคะศาสตร์
เกวียนจะเดินหน้าไปอย่างราบรื่น วัวทั้งคู่ที่เทียมไว้จะต้องเดินไปอย่างสัมพันธ์กัน ก้าวถูกทั้งจังหวะและเวลา
โยคะ จึงมีคุณค่าในการดูแลร่างกายของเราเองไว้ตั้งแต่ก่อนจะมีปัญหา จนถึงมีปัญหาแล้วในการทำให้ร่างกายเรายืดหยุ่นได้ดีและมีสมดุลย์ในการ เคลื่อนไหว

ใครที่ทำโยคะไว้เป็นประจำ
ร่างกายจะบาดเจ็บจากการใช้งานในชีวิตประจำวันยากกว่าคนไม่เคยทำ
แต่วันใดที่บาดเจ็บมากจนเกินกว่าจะรักษาด้วยตนเอง เช่น ถูกกระทบกระแทก กายภาพบำบัดก็จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่อให้ได้ค่ะ

เฉพาะชาวAJ.com
ท่านใดต้องการ เอกสารโยคะพื้นฐาน การฝึกทำทุกวัน
ตามหลักสูตรของ สถาบัน ไกวัลยธรรม ประเทศอินเดีย
โดย โครงการเผยแพร่โยคะเพื่อสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน



กรูณาแจ้งชื่อ ที่อยู่ของท่าน
เพื่อขอรับเอกสารนี้ได้ (เนื้อหา 25 หน้ากระดาษ A4 ค่ะ)
ยินดีมอบให้ท่านที่ขอเข้ามา ฟรี......

เนื้อหาประกอบด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาจนถึงศีรษะ
เรียกว่าทุกกล้ามในร่างกาย ไม่มีกล้ามไหนได้รับการยกเว้น
แล้วตามด้วยท่าโยคะพื้นฐานง่ายๆสำหรับทุกเพศ ทุกวัย
แม้คนที่สุขภาพทรุดโทรม เจ็บป่วยก็ทำได้ สูงวัยก็ทำได้ค่ะ

มอบให้ 20 ท่านนะคะ



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 03:00 PM
โพสต์ #16


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
spinnecker
ขอบคุณครับสำหรับคำตอบ

พอจะพูดว่าโยคะป้องกัน กายภาพบำบัดรักษาได้ไหมครับ

ขอเอกสารโยคะด้วยครับ

ส่งไปที่ท่านอาเลยครับแล้ววงเล็บว่าส่งต่อ"เหน่ง"
ผมทำงานอยู่กับท่านอาแทบทุกวันครับ

รังรอง
โยคะ = ป้องกัน + ธำรงรักษา + รักษาตนเองเบื้องต้น

กายภาพบำบัด = ปูพื้นความรู้และทักษะเพื่อป้องกัน + รักษา + ฟื้นฟูความสามารถให้กลับมาให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ค่ะ
(บางกรณีก็มีข้อจำกัดให้คืนสภาพเหมือนเก่าไม่ได้)

ยินดีส่งให้ค่ะ
-------------------------------
อย่างที่โบราณว่าไว้ กันไว้ดีกว่าแก้

วันนี้จึงขอเสนอหลักในการหยิบยกสิ่งของให้ถูกวิธีเพื่อปกป้องหลังของเราให้มีสุขภาพด
ีตลอดอายุขัยของเรานะคะ
เริ่มจากภาพนี้ค่ะ
(Patient_Care_and_Education การยกของให้ถูกวิธี จาก cache.smartdraw.com)



ด้านซ้ายของภาพแสดงการยกของที่ไม่ถูกวิธี มีการก้มโน้มตัวไปด้านหน้า ต้องใช้พละกำลังของกล้ามเนื้อหลังอย่างมาก
เปิดโอกาสให้กล้ามเนื้อที่หลังเกิดการอักเสบ บาดเจ็บ มีสภาพอ่อนแอลงไป

ผลของกล้ามที่อ่อนแอก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานกำกับกระดูกสันหลังและหมอนรองกระ
ดูกให้อยู่ในแนวปกติลดลง
เป็นที่มาของอาการที่มักได้รับการวินิจฉัยจากโรงพยาบาลบ่อยๆว่า "กระดูกทับเส้น"บ้าง "หมอนรองกระดูกทับเส้นบ้าง" หน้าตากระดูกที่มีปัญหาก็นี่เลยค่ะ



กระดูก=กระดูกสันหลัง
หมอนกระดูกเป็นอุปกรณ์จากพระเจ้าให้มาไว้กันสะเทือนเวลากระโดดโลดเต้น(เหลืองๆในภาพ)
ช่องว่างระหว่างกระดูก = บรืเวณที่เส้นรากประสาทออกจากแกนกลางมาทำงานสั่งให้กล้ามเนื้อขยับได้ และรับความรู้สึกเจ็บปวด

การยกที่ถูกวิธีเราต้องทำอย่างด้านขวาของภาพแรกค่ะ

ถูกอย่างไร? ดูนี่



เวลาเรายกแบบด้านขวาของภาพ(ถูกวิธี) แนวแรงต่างๆ จะอยู่ไม่ล้นออกไปนอกฐานรองรับน้ำหนักที่ขาทั้ง2ของเรากางไว้บนพื้น
(ซึ่งตรงข้ามกับการยกผิดวิธีแบบด้านซ้าย แนวแรงต่างๆ ออกไปนอกฐานรองรับน้ำหนักเยอะเลย กว่าจะงัดลำตัว + น้ำหนักของ ให้ตั้งตรงขึ้นมาได้ จะต้องให้พละกำลังของกล้ามเนื้อหลังอย่างมาก..มากส์ มหาศาล เราจึงไม่ควรใช้หลังของเราเปลืองแบบนี้ไงคะ)

มีภาพการยกสวยๆให้ดูอีกสักภาพ จะได้ไม่ต้องยกค้างไว้
จาก catalog.nucleusinc.com ค่ะ



ยกแล้วต้องนำของที่ยก มากอดชิดๆตัว แบบพระอุ้มบาตร
เพื่อให้แนวของน้ำหนักสิ่งของผ่านควบไปกับลำตัวเราได้เลย...วิธีนี้ไม่เปลืองหลังค่ะ


ไม่อยากเป็นเพื่อนกะอาการปวดหลัง ก็จำไปใช้นะคะ
รู้แล้วอย่าลืมบอกต่อ บอกต่อ และบอกต่อกันค่ะ เป็นการให้ที่ไม่ต้องใช้กะตังค์เลย
แถมยังช่วยให้คนอื่นๆสามารถประหยัด ไม่ต้องไปหาหมอบ่อยๆด้วย ทำบุญค่ะ ทำบุญ

โดยเฉพาะเด็กๆ เราต้องช่วยกันสอน เขาจะได้มีสุขภาพหลังที่ดีตลอดไป ด้วยรู้จักวิธีกันไว้ดีกว่าแก้

ขอให้มีความสุขกับวันหยุด หลายท่านคงเดินทางไปทำบุญในที่ต่างๆ
เดินทางปลอดภัยและมีสวัสดิภาพทุกคนนะคะ rolleyes.gif




--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 03:11 PM
โพสต์ #17


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE

รังรอง

เวลาจาม...ทำไมบางคนจึงมีอาการเจ็บสะดุ้ง เสียวแปล๊บ ที่หลัง?
ดูภาพจาก physiowork.net /lumbar_disc_herniation นี่ค่ะ



ภาพนี้เป็นภาพคนหันลำตัวด้านซ้ายมาทางพวกเราคนดูนะคะ

ด้านขวาของภาพ เป็นกระดูกสันหลังตรงเอวของเราที่มีปัญหาหมอนกระดูกแตก(Herniated disc)
ทำให้สิ่งที่บรรจุภายในหมอนนั้นดันตัวออกมาภายนอกเปลือกหุ้ม มากินที่ของส่วนที่เส้นประสาทพาดตัวอยู่

ผู้ที่มีปัญหาแบบนี้แหละที่หากไอ หรือจามขึ้นมา แต่ละครั้ง
แรงดันในช่องท้องที่เพิ่มขึ้นจากการหดตัวอย่างรุนแรงโดยขาดการเตรียมพร้อมไว้ก่อน
ของกล้ามเนื้อที่อยู่รายรอบลำตัวเรา จะไปดันให้สิ่งที่ปลิ้นออกจากรอยแตกของเปลือกหุ้มหมอนกระดูกไปกระทบกับเส้น ประสาทที่อยู่ตรงนั้นอย่างพอดิบพอดี

ผลก็คือ คนนั้นต้องเจ็บสะดุ้งเสียวแปล๊บ...!!!...ขึ้นมาในทันใด

ในคนที่ทำงานยกของหนักมากๆๆๆ....
การเกิดภาวะหมอนกระดูกถึงขั้นแตกนี้ มักเกิดจากการยกของไม่ถูกวิธีที่บอกไปในครั้งก่อน

การแก้ไขในรายที่เพิ่งมีอาการครั้งแรกๆ และสิ่งที่ทะลักจากรอยแตกมีปริมาณไม่มากหนักหนาสาหัสจนเกินไป กายภาพบำบัดพอมีทางลดขนาดของปัญหาได้อยู่ค่ะ ขอนำไปบอกไนส่วนถัดไปนะคะ

การไอ หรือจาม ไม่ใช่สาเหตุโดยตรง
แต่จะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ที่มีปัญหาหมอนกระดูกแตกอยู่แล้วมีอาการแย่ลง

บางราย การทะลักนั้นออกมามากเข้า
ก็กดทับเส้นรากประสาทที่มีอยู่ทั้งด้านซ้ายและขวาของกระดูกสันหลัง
ทำให้กระแสประสาทผ่านไปยังสะโพกและขาไม่สะดวก
คนคนนั้นก็จะเกิดอาการกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เดินก้าวขาไม่ได้ เพราะทั้งปวด และไม่มีกำลัง

ถ้าถึงขั้นนี้ จะต้องพึ่งการผ่าตัดแก้ไข เพราะกายภาพบำบัดก็ยากจะช่วยได้

และมีบางรายมาหาหมอช้าไป รากประสาทถูกทับจนกล้ามเนื้อฝ่อลีบแล้ว
การผ่าตัดก็อาจช่วยไม่ได้แล้ว คนนั้นต้องกลายเป็นผู้นั่งรถเข็นต่อไป อย่างน่าเสียดาย


นี่คือสิ่งที่อยากให้ทุกท่านพึงระลึกไว้เสมอว่า "กันไว้ดีกว่าแก้" นั้นสำคัญมาก

แค่เรายกให้ถูกวิธี ก็จะช่วยให้เราไม่สูญเสียความสามารถปกติของเราไป

และหากรู้ว่าตัวเองมีปัญหาหมอนกระดูกแตก(มีอาการปวดหลังมากๆๆๆ ทันทีหลังยกของหนักไม่ถูกวิธี หรือเกิดการบาดเจ็บล้มก้นกระแทกพื้นอย่างแรง)

ก็ต้องทำตัวให้ห่างจากการต้องไอ จาม คือ ควรดื่มน้ำให้มากพอ กินวิตามินCขนาด 500- 1000 มิลลิกรัมเพิ่มภูมิต้านทานกันหวัด และอยู่ห่างไกลคนเป็นหวัดไว้ก่อน ก็จะช่วยให้ไม่แย่ลงอีกทางด้วย


ใครจะว่าเราเป็นยายก็ช่าง ถ้าเราคือคนที่บอกได้แล้วเราไม่บอก.........
คนอีกจำนวนหนึ่งอาจกลายเป็นคนพิการจากการไม่รู้เรื่องง่ายๆ แค่นี้เอง นะค้า...คุณพริกไท

zhant

ถึงวันนี้ 11.30 น. ค่ะ
ขอบคุณในน้ำใจ .... ที่มอบมาค่ะ




รังรอง
เอกสารนี้ ได้จากการเข้ารับการอบรมจากอาจารย์ที่จบจากสถาบัน
ไกวัลยธรรม ประเทศอินเดีย ที่มาอบรมให้นักกายภาพบำบัดที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เมื่อ 3-4 ปีก่อนค่ะ
(รู้สึกแย่จริงๆ ที่วันนี้จำชื่อท่านไม่ได้ ในครั้งนั้น ท่านเผยแพร่ผ่านมูลนิธิหมอชาวบ้านอยู่เรื่อยๆ)


หลังอบรมแล้ว ได้นำความรู้นี้มาใช้สอนคนที่ปวดหลังได้ผลดีมาก
และดีไปนาน ไม่ต้องกลับมาหาเราซ้ำๆ

หลักสูตรเต็ม อาจารย์ที่สอนท่านบอกว่า ต้องเรียนกันถึง 6 ปีเลยทีเดียว

ท่าในชุด "โยคะ การฝึกทำทุกวัน" นี้
อาจารย์คัดมาเฉพาะท่าง่าย ๆ คนทุกเพศ ทุกวัย แม้คนที่ป่วยก็ทำได้

วัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ
มุ่งให้ผู้ฝึกได้พื้นฐานการปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้เข้าถึงความผ่อนคลาย
จากภาวะตึงเครียดในชีวิตประจำวัน

เริ่มต้นที่ การยืดเหยียดกล้ามตั้งแต่ฝ่าเท้าเราขึ้นมาจนถึงศีรษะ

ทุกเวลาที่ทำ เน้นย้ำ..ให้นึกถึงหลัก
1. นิ่ง(คือไม่มีอาการสั่น หรือส่าย) สบาย ใช้แรงน้อยๆ และมีสติ (ทำอะไรอยู่ก็ให้รู้ไปด้วย)

2. แต่ละท่า ทำข้างขวาแล้วต้องทำข้างซ้ายด้วยจำนวนครั้งเท่ากัน หรือใกล้เคียงกัน (ประมาณเอา ไม่ถึงกับต้องตั้งอกตั้งใจนับก็ได้ค่ะ แต่ให้มีสติกำกับว่า ตัวเรากำลังก้ม เงย หรือหมุน หรือ....อยู่ในท่าไหน ซึ่งก็คือการเจริญสติไปด้วยนั่นเอง

3. จะทำเวลาไหนดี ?
คำตอบก็คือ ตื่นนอนเช้าหลังเข้าห้องน้ำแล้ว ตอนท้องยังว่างอยู่ ดีที่สุดค่ะ
(ตอนไปอบรมอาจารย์ให้งดอาหารว่างระหว่างอบรมตอน 10 โมงไปเลย ห้ามทุกคนออกจากห้องจนฝึกเรียบร้อยแล้ว ตอนอบรมเรียนรู้ท่า และหลักการต่างๆ จึงจบเอาเกือบเทียง
แต่ถ้ารู้ท่าแล้ว 30 นาทีเท่านั้นค่ะ)

ฉะนั้นจึงควรตื่นนอนเช้าขึ้นอีกสัก 30 นาที
สำหรับคนที่ยังไม่เคยออกกำลังกายตอนเช้าๆ

แต่ถ้าเคยออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว
สามารถใช้ท่ายืดเหยียดตามที่แสดงในเอกสารนี้อบอุ่นร่างกายได้เลยค่ะ

เมื่อยืดเหยียดแล้ว ต่อไปก็ทำท่าพื้นฐาน ในท่านอนหงาย นอนคว่ำ ท่านั่ง ท่ายืน (รวมประมาณ 10 ท่า)

เมื่อได้ลองทำสักครั้งแล้ว
เท่าที่ทราบ...ไม่มีใครไม่ติดใจในความสบายที่ตามมา


ใครยังไม่มีเอกสารนี้ ขอได้ค่ะ ตั้งใจจะแจก ให้กับ 20 ท่านที่ขอมา
การแจกนี้ถือเป็นการมอบของขวัญให้แก่เพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้

บางที่คนหนึ่งได้ไป แต่คนเริ่มนำไปใช้กลับเป็นคนข้างเคียงก็มี
คนหาไปก็ว่า rolleyes.gif "ดี ดี แต่...มันไม่ค่อยมีเวลา...ไว้หาวันว่างก่อน..นะ นะ นะ" wink.gif

หากท่านเป็นแบบนี้คือผลัดวันประกันพรุ่ง ท่านก็จะไปถึงคำว่า
"รู้งี้ ทำซะตั้งนานแล้ว......." ช้าเกินไปนะคะ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 03:19 PM
โพสต์ #18


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
รังรอง

วันนี้มาต่อกันที่เรือง"หมอนรองกระดูกแตก"กันดีกว่านะคะ

ดูกันชัดๆ หมอนแตก

blink.gif


การรักษาทางกายภาพบำบัด

ระยะเป็นแรกๆ
ต้องเน้นให้คนที่มีปัญหาปฏิบัติตนเองให้เอื้อต่อการหาย

นอน ใช้ท่านอนคว่ำเป็นหลัก มีหมอนรองใต้ท้อง1ใบ เพื่อจัดแนวให้สันหลังไม่มีการบิดโค้งใดๆ
หากจะประคบต้องใช้ความเย็นเท่านั้น เน้น...ความเย็นเท่านั้น

การพลิกตัว ต้องพลิกเหมือนลำตัวเป็นท่อนซุง
คือกลิ้งโดยไร้การบิดใดๆทั้งสิ้น(ถ้าทำเองยาก ต้องมีคนช่วย คล้ายตอนที่คุณDucklast.เกิดอุบัติเหตุเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่ท่านเล่าไว้ในกระทู้นี้ตรงหน้าแรกๆ นั่นแหละค่ะ)

อาจใช้สิ่งนี้คาดเอวไว้เพื่อช่วยพยุงหลัง

การลุกจากเตียง
ง่ายที่สุด ต้องลุกจากท่านอนคว่ำ
โดยขยับตัวจนสามารถหย่อนเท้าไปวางกับพื้น ใช้ 2แขนยันพื้นเตียง รักษาแนวสันหลังให้ตรงเข้าไว้ แล้วยืนขึ้นมาเฉยเลย
(ข้ามการนั่งไป เพราะท่านั่ง มีน้ำหนักตัวเราเอง และแรงดันจากภายในช่องท้องเพิ่มขึ้นมาก มากล่อแหลมต่อการทำให้สิ่งที่ทะลักออกมาจากหมอนกระดูกที่แตก ออกมาเพิ่มขึ้น)

การเข้าห้องน้ำ
สิ่งที่ง่ายขึ้นตอนนี้ ใช้วิธีหันหน้าเข้า กางขาคร่อมโถ
เกาะที่พิงพยุงให้หลังตรงไว้ ค่อยๆย่อขาลงนั่ง
การลุกก็ย้อนรอยเอานะคะ

รายที่หมอนกระดูกแตกแต่ยังไม่ล้นออกนอกเปลือกหุ้มของ มัน มีแค่ดันตุงๆออกมาเบียดเส้นรากประสาท นักกายภาพบำบัดอาจพิจารณาจัดการปรับ อัดกลับคืนการยื่นของมันเข้าไป

huh.gif ท่ากายบริหารที่ควรทำ เน้นที่ท่าแอ่นหลัง เพื่อกดอัดให้สิ่งที่ทะลักย้อนคืนต้นสังกัดเขาค่ะ
(นี่คือเหตุที่เน้นว่าต้องนอนคว่ำมากๆไว้ก่อน)

ใช้ท่าตามนี้ก็ได้ ค่อยๆทำแบบค่อยเป็นค่อยไปนะคะ หากแอ่นสูงยังไม่ได้ก็ค้างไว้ที่แอ่นต่ำไปก่อน

อย่างน้อยต้องใช้ชีวิตกันแบบนี้ประมาณ 1 สัปดาห์ค่ะ
แต่หากยังไม่ดี งานนี้ค่อยคุยกะหมอผ่าตัด

เล่าแล้วยาวเนอะ เอาไว้ใช้เวลาไปเยี่ยมคนที่มีปัญหา
จะได้แนะนำเขาถูกไงคะ


ที่ร่ายยาวมานี้เป็นเรื่องกรณีหมอนกระดูกแตกแบบ Knock out กันเลยนะคะ
แต่ถ้าแตกแบบซึมลึก ค่อยๆมีอาการแย่ไปทีละน้อย การรักษาก็จะมีอีกแบบค่ะ
เก็บไว้เล่าวันหน้านะคะ

ขอให้ทุกท่านห่างไกลจากการเกิดอาการนี้นะคะ สวัสดีค่ะ



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 03:25 PM
โพสต์ #19


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
spinnecker
ได้รับCDพร้อมเอกสารโยคะเรียบร้อยแล้วครับ
ท่านอาฝากขอบคุณด้วยครับ
ผมก็ขอขอบพระคุณครับ

Ducklast.
ฝากหลานspinneckerมาขอบคุณท่านรังรองล่วงหน้า
แต่ยังไงก็ต้องมาขอบคุณด้วยตนเองให้ได้

หนังสือดีมากขะรับ
มีประโยชน์ทันทีที่รู้จักเอามาใช้

เรื่องของโยคะนี้ ข้าพเจ้าใช้กับตนเองเป็นบางกระบวนท่า
อย่างเช่นภุชงคาศนะที่หนังสือของท่านว่าท่าภุชงคะซัน
ก็เป็นท่าที่ข้าพเจ้าทำทุกวันที่รู้สึกตัวตื่นจากนิทราในตอนเช้า
ก่อนจะลุกขึ้นโผเข้าซบโถบำบัดทุกข์บำรุงสุข
มันช่วยในการบำบัดปัดเป่าของเสียได้ดีจริงๆ

แล้วก็ปลุกประสาทปลุกสติสตังให้ตื่นเต็มที่อีกด้วย

ส่วนกระบวนท่าชาละวันข้าพเจ้าเพิ่งทราบว่าเป็นกระบวนท่า1ในหลายกระบวนท่าที่มีอยู่ขอ
งโยคะศาสตร์
กระบวนท่านี้ข้าพเจ้าทำเวลาเข้านอน
คือข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ชอบนอนคว่ำหน้าแล้วก็เอาแขนสองข้างสอดเข้าใต้หมอนจนหลับไป
ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกับกระบวนท่าชาละวัน

เมื่อหนังสือของท่านมาถึง ข้าพเจ้าก็ปรับกระบวนท่าเสียใหม่โดยย้ายแขนที่เคยสอดเข้าใต้หมอนมาโอบรอบศรีษะตามภาพ
ที่แสดงอยู่ในหนังสือ

ผลปรากฏว่ามันวิเศษสุดจริงๆ

ระบบการหายใจดีขึ้นและคล่องตัวกว่าแบบเก่าที่ทำเองโดยธรรมชาติถนัด
(เข้าใจว่ามันไปช่วยขยายโพรงที่บรรจุปอดให้กว้างขึ้น)

ทำให้การภาวนาอานาปานสติไปเรื่อยๆจนกว่าจะหลับนั้นมีความสบายขึ้น

ขอบคุณอีกครั้งขะรับ

ฝากภาพลักษณะกระดูกสันหลังที่ทรุดให้ท่านรังรองดูด้วย
เหมือนเป๊ะเลยขะรับ
มันทรุดตอนรถคว่ำสมัยอายุ26

โชคดีที่มันปรากฏอยู่ในช่วงที่ค่อนข้างจะแข็งแรง มีทั้งซี่โครงและกล้ามเนื้อช่วยพยุงเอาไว้ได้มาก
ถ้าต่ำลงมาอีกสักคืบ
สงสัยจะแย่

ตรงลูกศรส้มชี้นั่นคือจุดที่ข้อกระดูกทรุด
เดาๆว่าน่าจะเป็นข้อที่12 ถ้านับจากต้นคอลงมา





--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 03:37 PM
โพสต์ #20


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
รังรอง

tongue.gif คุณDucklast.เข้ามาเยี่ยม รู้สึกเป็นเกียรติค่ะ

คุยกันเรื่องโยคะนี้ หากไม่มีภาพมาให้ชมกันคงยากแก่การเดานะคะ
วันนี้จึงค้น ได้ภาพจากwww.thaibone.com มาฝาก


3 ภาพต่อไปนี้เป็นท่าพื้นฐานขณะนอนคว่ำ
ได้แก่ ท่าจรเข้ ท่างู และท่าตั๊กแตน ค่ะ


ท่าจรเข้(มัคระซัน) เป็นท่าพักในท่านอนคว่ำ


ท่างู(ภุชงคะซัน) มีการยกศีรษะ ก็ช่วยให้ระบบของเส้นรากประสาทถูกเลื่อนมาทางส่วนบนของลำตัว


ท่าตั๊กแตน(ชาลภะซัน) การยกขา ช่วยให้มีการเลื่อนระบบของรากเส้นประสาทไปทางส่วนล่างของร่างกาย

ในความเห็นส่วนตัว น่าทำท่างูก่อนท่าตั๊กแตน (คือรวบหัวแล้วค่อยรวบหาง ประมาณนั้นนะคะ)
ที่ปฏิบัติอยู่ก็ทำเช่นนั้น
(ตอนเรียนกับอาจารย์ก็เรียงแบบนี้โดยไม่มีใครถามเหตุผลกับท่าน
ในที่นี้ วิเคราะห์เอง จากการนำมาใช้เองและจากการรักษาคนไข้ค่ะ )
-------------------------------------------------------------
ส่วน 2 ท่าต่อไปนี้เป็นท่าพื้นฐานขณะนอนหงาย ท่าแรกมีชื่ออันเป็นมงคลว่า ท่าศพ และอีกท่าคือท่าคันไถ



ท่าศพ(ศวะซัน) เป็นท่าพักขณะนอนหงาย ขณะอยู่ในท่านี้ให้ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกาย สังเกตตัวเองว่ายังมีขมวดคิ้ว นิ่วหน้า ขบฟันอยู่ไหม ถ้ามีก็คลายออก ทำนองนี้นะคะ ในส่วนลำตัวก็เช่นกัน และที่สำคัญ มีสติระลึกรู้ด้วย ไม่ใช่นอนหลับ แต่หากหลับจริงๆ ตื่นมาก็รู้ต่อนะคะ


ท่าคันไถ(อารดะ หาละซัน) มีการยกขาทั้งคู่ขึ้นมาค้างใว้ที่30, 60 และ 90องศา ทีละนานเท่าที่จะนิ่งอยู่ได้ และเวลากลับสู่ท่าเดิมก็มาค้างที่ 60 และ 90 องศาแบบเดียวกัน
ท่านี้ หากยกทีละ 2 ขาไม่ไหว จะยกทีละขาก็ได้ เรียกเป็นท่าคันไถครึ่งตัวค่ะ

การทำท่านี้ มีการยกขา ก็เป็นการยืดกล้ามด้านหลังลำตัวเราและทำให้ระบบรากประสาทจากช่วงบนร่างกายเลื่อนไปหา
ส่วนล่าง


แต่การทำโยคะทุกครั้ง ต้องไม่ลืมหลักการของโยคะ คือ

นิ่ง(มีความมั่นคงในท่า ไม่สั่น หรือส่ายขณะยก เหยียดต่างๆ หากสั่น ก็กลับสู่ท่าที่ไม่สั่นส่ายสิคะ แค่นั้นก็หายสั่นแล้ว ไม่ต้องฝืน วันหลังก็ทำอีก วันต่อๆไปการสั่นส่ายจะค่อยลดไปเอง จนเราลืมไปเลย ว่าเคยสั่น ส่าย)

สบาย คือไม่ฝืนในท่า ถ้ายกไกลอีกนิด จะมีเจ็บหรือตึง ก็ไม่ต้องไปจนถึงตรงนั้น เช่นท่างู เราเงยศีรษะได้แคเล็กน้อยก็ตึงเสียแล้ว อย่างนี้ให้กลับท่าเดิมไปเลยค่ะ เดี๋ยววันต่อๆไปก็ยกได้สูงเอง คืออย่าฝืนจนเจ็บตั้งแต่วันแรกที่ทำ แต่ขอให้ทำสม่ำเสมออย่างสบายๆที่สุด

ใช้แรงน้อยๆ คือไม่ฝืนนั่นเอง

มีสติ คือทำอะไรอยู่ เช่น กำลังยืด /เหยียดขาอยู่ก็ให้รู้ตาม เป็นสติปัฏฐานด้วยนะคะ(มีสติอยู่กับทุกอิริยาบท ที่ระลึกได้ ทำเรื่อยๆ มันก็จะระลึกได้ถี่ขึ้น จนกลายเป็นระลึกอยู่ทุกลมหายใจไปเอง ด้วยลมหายใจทำงานไม่หยุดชั่วชีวิต ทำได้ถึงตรงนั้นก็....(ถามคุณอำพลกันเองนะคะ ตัวเองตอบไม่ได้ รู้แต่ว่าจะดีมาก มาก ระดับไม่เสียทีที่เกิดมาเชียวค่ะ)


ผลที่ตามมาจากการทำโยคะอย่างถูกหลัก ทุกคนจะรู้สึกผ่อนคลาย สบาย ไม่หนักตัว เกิดความคล่องแคล่ว กระปรี้กระเปร่า สมองปลอดโปร่งแจ่มใส รู้สึกว่าได้พักผ่อนเพียงพอ

อยากรู้สึกอย่างนี้ ต้องเริ่มที่ตัวเราค่ะ ตื่นให้เช้าขึ้นอีกสัก ครึ่งชั่วโมง เราก็สามารถเป็นเจ้าของความรู้สึกแบบนี้ได้ อยูที่ในบ้านของเราเอง

ขอให้มีความสุขกับโยคะ นะคะ
laugh.gif unsure.gif laugh.gif

ใครที่ต้องการเอกสารโยคะ ยังขอได้นะคะ pmที่อยู่มา จะทะยอยจัดส่งให้ อยากให้สบายๆกันค่ะ

วันนี้ก็ควรแก่เวลาแล้ว ไว้พบกันวันต่อๆไปนะคะ สวัสดีค่ะ



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post

7 หน้า V   1 2 3 > » 
Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



RSS ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 19th January 2020 - 03:24 PM