IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

ปวด..ปวด..ปวด..ตรงนี้มีนักกายภาพบำบัด...ถามได้จ้า.......
Ducklast
โพสต์ May 30 2009, 07:24 AM
โพสต์ #1


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



คลีนิคกายภาพบำบัดย้ายมาเปิดใหม่ที่นี่ี่

อันนี้คือคลีนิคเก่า
http://www.ampoljane.com/main/index.php?p=...p=15&page=8

เชิญต่อ


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
7 หน้า V  < 1 2 3 4 > »   
Start new topic
คำตอบ (20 - 39)
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 03:40 PM
โพสต์ #21


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
Ducklast.

เป็นเรื่องน่ายินดีเมื่อฟังน้ำเสียงของนักกายภาพบำบัดซึ่งถือว่าเป็นผู้รู้ในวิทยากา
รสมัยใหม่
ซึ่งไม่ได้มีอาการแสดงความหมิ่นแคลนในโยคะที่ถือว่าเป็นวิทยาการสมัยเก่า

มีความจริงอยู่ว่าบางวิชาความรู้ของคนโบราณก็ออกจะน่าหัวร่อขบขัน
แต่ในบางวิชชากลับน่าอัศจรรย์ยิ่ง

อย่างเช่นหมอแมะของศาสตร์ทางแพทย์โบราณของจีนก็ทำให้ศาสตราจารย์ทางแพทย์ของแคนาดาทึ
่งกันแล้ว

เรื่องนี้อาจไม่ได้รับการบันทึกเป็นทางการ ซึ่งจะด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ แต่ก็มีการเล่าสู่กันฟังต่อๆมาเสมอ

พี่ชายของคุณปัญญา โกวิทธวงศ์เป็นศาสตราจาย์อยู่ที่สถาบันการแพทย์อะไรสักอย่างที่แคนาดา
ข้าพเจ้าก็ลืมชื่อ จำไม่ได้ ด้วยเรื่องนี้ได้ฟังมานานกว่า10ปี


เขาเล่าว่าได้มีการนำเอาคนไข้2-3คนที่พวกเขา(แพทย์ฝรั่ง)รู้แน่ชัดว่าแต่ละคนป่วยเป็นโรคอะไรมาทำการทดสอบ

และหมอแมะก็สามารถบอกได้ถูกต้องทุกโรคทุกคนจนน่าอัศจรรย์

เขาพูดว่า
"แค่หมอจีนคนนั้นเอานิ้วมือแตะลงที่ข้อมือของคนไข้ก็สามารถบอกได้ว่าคนไข้คนนั้น
ป่วยเป็นโรคอะไร
ในขณะที่พวกผมต้องใช้เวลาตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือหลายอย่างและใช้เวลานานมาก"


นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องฝังเข็มนะขะรับเพราะว่าวิชาฝังเข็มเป็นที่ยอมรับในวงของแพท
ย์สมัยใหม่แล้ว

พอ.นพ.การุณย์ สุริยวงศ์พงษา อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายวชิรปราการ จ.ตาก ปัจจุบันย้ายไปประจำที่โรงพยาบาลอะไรก็ดันลืมอีก
ได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าเพิ่งไปรับการอบรมวิชาฝังเข็มมา แล้วก็จะนำมาใช้กับคนไข้ที่โรงพยาบาลของท่านเอง ตัวท่านเองก็เห็นว่าวิชาฝังเข็มหาใช่จะไร้สาระไม่
ถึงกับมีแผนจะไปอบรมศึกษาต่อที่เมืองจีนในเวลาอันใกล้นี้

นี่ย่อมทำให้ความเข้าใจในเรื่องศาสตร์วิชาโบราณว่าปรากฏขึ้นในวารใหม่แห่งสมัย ไม่สูญสิ้นเสื่อมหายเหมือนหลายๆศาสตร์ไปอย่างน่าเสียดาย

นั่นอาจด้วยเหตุผลที่ว่า วิชาโบราณที่ยอมรับได้นั้น ไม่ใช่จะไร้สาระไปทั้งหมด

ข้าพเจ้าจึงรู้สึกดีใจที่ได้เห็นบรรยากาศร่วมสมัยของวิชชาใดใดที่สามารถจะก่อประโยชน
์โดยเป็นที่ยอมรับได้ของผู้รู้ในศาสตร์ปัจจุบัน

เรื่องของโยคะก็เช่นเดียวกัน
ข้าพเจ้าเฝ้าสังเกตุมานานพอสมควรว่ามันไปผสมผเสปนเปอยู่แม้กระทั่งในวิทยาศาสตร์การก
ีฬา
อย่างน้อยก็กระบวนท่ายืดกล้ามเนื้อที่เหล่านักกีฬานำไปใช้ก็ละม้ายแม้นโยคะไม่น้อย

วิทยาการสมัยใหม่รู้ชัดไปถึงกล้ามเนื้อแต่ละมัด เส้นเอ็นแต่ละเส้น รวมไปถึงเส้นเลือด เส้นประสาท
เมื่อรู้เช่นนั้นการกำหนดกระบวนท่าที่จะเกิดประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อเส้นเอ็นแต่ละชนิด
ก็ชัดเจนถูกต้องขึ้น

ข้าพเจ้าซึ่งเคยมุ่งมั่นพัฒนานักกีฬาปิงปองของเมืองอุบลฯซึ่งในสมัยที่เป็น ประธานชมรมเทเบิลเทนนิสจังหวัดอุบลฯก็สร้างนักกืฬาจนติดทีมชาติได้สำเร็จ
ทั้งนี้ก็อาศัยวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้าช่วย

ข้าพเจ้าคุยกับโค้ชหลิว ยี่ เช็ง (ผู้คิดค้นการเสิร์ฟลูกโยนสูงที่นักกีฬาปิงปองนำมาใช้กันทั่วโลก)ว่าการ พัฒนากล้ามเนื้อของนักกืฬาแต่ละประเภทน่าจะทำกันคนละแบบ
คือหมายความว่ากีฬาแต่ละประเภทใช้กล้ามเนื้อไม่เหมือนกัน ถ้าเราสร้างกล้ามเนื้อให้ถูกชนิดกีฬาแล้ว น่าเกิดประโยชน์และใช้เวลาน้อยกว่าทำแบบเดิมๆคือพัฒนามั่วไปทั่งทั้งตัว

โค้ชหลิวเห็นด้วย
ดังนั้นนักกีฬาของข้าพเจ้าจึงต้องเข้าศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญก
ำหนดกระบวนท่าการพัฒนากล้ามเนื้อให้ตรงเป้า

จึงเห็นได้ชัดว่า เดี๋ยวนี้นักกีฬาสมัยใหม่ไม่ได้กล้ามใหญ่ล่ำปึ๊กแบบสมัยก่อนกันแล้ว

และนั่นเองที่ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นและเข้าใจในกระบวนการพัฒนากล้ามเนื้อสมัย ใหม่และได้เห็นการหยิบเอากระบวนท่าพัฒนาของศาสตร์สมัยเก่ามาใช้ให้ตรงเป้า ยิ่งขึ้น

แม้กระทั่งการนวดเฟ้นนักกีฬาที่บาดเจ็บในหมู่นักกีฬาจีน เดี๋ยวนี้จีนก็นำเอาความรู้สมัยใหม่มาประกอบใช้กับการนวด
ซึ่งก็ได้เคยเห็นบ่อยๆว่านักกีฬาที่บาดเจ็บขณะแข่งขันที่ไม่ถึงกับสาหัสนัก เขายังนวดจนลุกขึ้นมาแข่งขันต่อได้

เรื่องนี้ถ้าหมอนวดบ้านเราหรือหมอนวดที่ไหนก็ตามหันมาทำการศึกษาด้วยวิชชา การสมัยใหม่ประกอบไปด้วย การนวดก็จะตรงประเด็น ไม่ใช่จะนวดเอาแค่เพลิน

ผมเข้าใจว่าการนวดแผนใหม่ที่ตรงเป้าก็น่าจะมีขึ้นแล้ว
ยังคงมีศาสตร์วิชาอีกมากมายที่คนโบราณคิดค้นเอาไว้และสงบตัวนิ่งอยู่เพื่อรอการปลุกใ
ห้ตื่นในปัจจุบัน



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 03:41 PM
โพสต์ #22


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE

รังรอง
tongue.gif ขอบคุณคุณDucklast.ค่ะที่ขยายความรู้ที่มีค่าจากประสบการณ์จริงเข้ามา

ตัวอย่างภาพ การนวดแก้ปัญหาในนักกีฬาที่บาดเจ็บในกล้ามใต้สะบักขวา ในคนที่เจ็บเรื้อรัง
(กีฬาที่ใช้กล้ามนี้มากๆและเสี่ยงต่อการบาดเจ็บแถวนี้ ได้แก่ กระโดดสูง พุ่งแหลน เทนนิส กระโดดน้ำ ยูโด ฯลฯ)

..... ในภาพจะเห็นมือนักกายภาพบำบัดผู้นวดใช้นิ้วหัวแม่มือทั้ง2 กด วนขยับให้กล้ามที่มีปัญหาบิดยืดกลับไปมาในทิศตามเข็มและทวนเข็มนาฬิกา

นอกจากนี้มือขวานักกายภาพบำบัดยังใช้นิ้วชี้มาถ่างเพื่อยืดเหยียดกล้ามที่เกร็งค้างไ
ปด้วย

การจะทำเช่นนี้ได้ ผู้ที่ทำต้องมีความชำนาญในการแยกแยะกล้ามที่มีปัญหาออกจากกล้ามหรือเนื้อเยื่อที่ปกต
ิได้ ด้วยการใช้มือคลำสัมผัส และแรงที่ใช้ต้องเหมาะสมและเพียงพอต่อการไปคลาย มิใช่ไปทำให้บาดเจ็บเพิ่มขึ้น รวมทั้งทิศของแรง
(ต้องรู้ว่ากล้ามที่มีปัญหาวางเรียงตัวแนวใดและอยู่ตื้นลึกแค่ไหนโดยวิเคราะห์หาจากส
ิ่งที่คนไข้ทำไม่ได้ตามปกติ)และเวลา
ที่ใช้ต้องถูกต้องด้วย< พื้นที่ขนาดนี้ใช้เวลา 5- 10 นาทีก็พอแล้ว


การนวดแบบนี้ไม่ใช้กับรายที่เป็นใหม่ๆ 24-48 ชม.แรก มีเจ็บสะดุ้งนะคะ กรณีนั้นให้ใช้วิธีประคบน้ำแข็ง หากจะนวดต้องเป็นวิธี ใช้โลชั่นทาผิวแล้วลูบเบาๆ ห้ามกดด้วยแรงเด็ดขาด




--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 03:48 PM
โพสต์ #23


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
รังรอง
ภาพวันนี้ เป็นการนวดด้วยหินผิวเรียบที่มีพลังจากคลื่นธรรมชาติที่ผสานอยู่ในหินแต่ละชนิด
ด้วยในหินจะมีแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติต่างๆกัน บางก้อนมีพลังสร้างสนามแม่เหล็กที่เหนี่ยวนำให้สิ่งที่อยู่ใกล้เกิดสนามแม่ เหล็กขึ้นมาได้ด้วย จึงถูกเลือกมาใช้วางตามจุดบนเส้นลมปราณ เพื่อเหนี่ยวนำให้ลมปราณ(พลังชี่)เดินในตัวเราได้คล่องไม่ติดขัด อวัยวะใหญ่น้อยของก็เราทำงานได้อย่างแข็งขันไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน

การใช้หินสีดำตามภาพนี้ ในศาสตร์การแพทย์แผนตะวันออกท่านว่าสีดำให้พลังของธาตุน้ำ อวัยวะในร่างกายเราที่สัมพันธ์กับธาตุน้ำก็คือไต หนึ่งในผู้สร้างสาร"จิง"ที่จะให้พลังความมีชีวิตชีวาแก่ร่างกาย ปกติแนวไหลเวียนพลังของธาตุน้ำจะมีทิศออกจากเบื้องล่างขึ้นไป หลังการรักษานี้ ผู้รับการรักษาน่าจะมีความรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และมีชีวิตชีวา


เรื่องแบบนี้ เป็นได้จริง


แต่ชาวเรา ล้วนมีก้อนแร่เหล็กไหล หรือ องค์เปฐวีธาตุที่คุณอำพลดั้นด้นไปหามา
ซึ่งลำพังก็มีคุณสมบัติพิเศษอยู่แล้ว เมื่อได้นำถวายไปให้หลวงปู่คาพันธ์ หลวงพ่ออุตตมะ หลวงพ่อแช่ม ฯลฯ ท่านเสกให้ ก็ยิ่งเพิ่มพลังพิเศษ บวก บวกเข้ามาประดิษฐานอยู่ในองค์ท่านมากเข้าไปอีก

สนามพลังที่เสกด้วยพุทธคุณ ย่อมป้องกันสิ่งเลวร้ายต่างๆได้เป็นยิ่งกว่าทวีคูณ อันนี้ทุกคนในweb.นี้คงทราบกันดีอยู่แล้ว แค่วางท่านไว้กลางใจเรา คือหมั่นรำลึกคุณแห่งพระรัตนตรัย พลังคุ้มครองก็ครอบตัวเราได้โดยไม่ต้องไปหาเส้นลมปราณวางกันให้ยุ่งยาก อย่างนี้ง่ายกว่าจริงไหมคะ

rolleyes.gif unsure.gif laugh.gif

หากไม่พูดกันในเรื่องพลังที่มองด้วยตาไม่เห็น

การใช้หินผิวเรียบมานวดโดยใช้หินนี้แทนการนวดด้วยมือเปล่าก็มีข้อดี
วิธีการก็คือ ใช้น้ำมันงา หรือน้ำมันมะพร้าว หรือครีมโลชั่น ทาบนผิวเสียก่อน แล้วนำหินก้อนที่มีรูปร่างกลมมนมาลูบไปตามแนวยาวจะช่วยผ่อนคลายความตึง เครียดของกล้ามเนื้อได้ดีค่ะ แรงที่ใช้ใช้แค่เบาๆ ก็พอ

บางคนถือโอกาสขัดสีเอาคราบไคลออกไปด้วย
ก็ใช้ผ้าขนหนูเช็ดตามหลัง (อย่าใช้หินขัดรุนแรง จะทำลายเซลผิวหนังได้ค่ะ)


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 03:51 PM
โพสต์ #24


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
รังรอง


ยังมีภาพที่คุณDucklast.แนบมา หลายวันก่อน
แสดงการหักทรุดตัวของกระดูกสันหลังระดับเหนือเอว เมื่อครั้งได้รับอุบัติเหตุเมื่อท่านอายุ26
การหักครั้งนั้นมีกระดูกซี่โครงพลอยหักไปด้วย(เล่าไว้ที่หน้า2)

ในเมื่อทุกวันนี้(ผ่านเวลามาอีกกว่า20ปี) ท่านสามารถทำกิจกรรมปกติต่างๆ ได้เหมือนบุคคลทั่วไป
แถมบางเรื่อง ทำได้ดี จนเป็นแชมป์เทเบิ้ลเทนนิส สามารถท่องเที่ยวด้วยmtb.บางครั้งได้ไป
ในที่ทุรกันดาร ขึ้นเขา ลงเขา เป็นร้อยกิโลเมตร ที่คนทั่วไปยากจะทำได้

ก็นับว่า สิ่งที่เกิดกับท่านครั้งกระโน้น เป็นเพียงสัญญาณเตือนที่ฟ้าเบื้องบนส่งมาให้ไม่ประมาทกับชีวิต
และคิดพัฒนาสุขภาพและความสามารถในการใช้ร่างกายให้คุ้มกับการเกิดมา

ด้วย ณ วันนี้ ท่านคือบุคคลตัวอย่างให้ผู้อื่นทำตามได้อย่างยอดเยี่ยม
นี่...ไม่ใช่คำชมนะคะ แต่เป็นความจริงที่ทุกคนเห็นได้

และไม่ต้องกังวลกับอดีต
รอยหักนั้นก็คือการหักของตัวกระดูกที่สามารถสมานตัวได้ภายใน 6 สัปดาห์ ไม่ต่างกับกระดูกท่อนอื่นๆหัก
ลักษณะการหักไม่มีการเคลื่อนไปกดทับไขสันหลังที่เป็นส่วนที่มีตัวเซลประสาทสั่งงาน
ให้แขนขาทำงาน และรับความรู้สึก ก็เลยไม่เป็นอัมพาตแขนขาอ่อนแรงแบบถาวร เกิดขึ้นกับชีวิต


ถ้าจำกันได้ ระยะที่หักใหม่ๆกระดูกยังไม่ติด คุณหมอจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจำกัดการเคลื่อนไหว
ที่ท่านDucklast.เล่าไว้แล้วว่า การลุก การพลิกตัว ต้องมีคนช่วย ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้รอยหัก ร้าว
หลุดเลื่อนไปกดไขสันหลังได้นั่นเอง มิฉะนั้นผลที่ตามมาจะต่างกันยิ่งกว่าฟ้ากับดิน
เข้าขั้นสวรรค์กับนรกเลยทีเดียวค่ะ
(คือหาย กับ กลายเป็นอัมพาตขาอ่อนแรงถาวรไปตลอดชีวิต)

และเป็นโชคดีที่กระดูกชุดนี้มีเฝือกธรรมชาติคือกระดูกซี่โครงกำกับบังคับเป็นโครงร่า
งโดยรอบอยู่ด้วย
จึงทำให้การสมานตัวกลับคืนรูปร่างเดิมมีโอกาสมากขึ้น กอร์ปกับเป็นในช่วงอายุไม่มาก
การพยายามยืดตัวฝืนให้หลังไม่คุ้มงอยิ่งมีมาก ปัญหาหลังโก่งงอจึงไม่มี

ในทางกลับกัน หากเกิดปัญหากระดูกสันหลังหักแบบนี้ในผู้สูงอายุ ที่ฮอร์โมนเริ่มลดลง
กระดูกจะบาง หัก แตกร้าวง่าย ที่เรียก ภาวะ"กระดูกพรุน"

(การหกล้ม การให้คนเหยียบ การนวดที่รุนแรง เป็นสาเหตุที่ทำให้กระดูกในวัยนี้หักได้ง่าย)

ถ้าเกิดกระดูกหักในวัยนี้ กระดูกที่มีมวลน้อยจะติดยาก ความแข็งแรงที่จะเหยียดตัวไว้ก็น้อยลง
หลังจะคุ้มงอได้ง่าย และอาจเกืดการเคลื่อนไปกดไขสันหลังทำให้เป็นอัมพาตได้
จึงต้องระวังสาเหตุที่จะนำไปสู่การเกิดกระดูกหักในผู้สูงอายุไว้ให้ดี



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 03:59 PM
โพสต์ #25


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
รังรอง
tongue.gif การป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ
หากมีผู้สูงอายุอยู่ในบ้านต้องหมั่นพาท่านออกกำลังกายให้มีความคล่องตัว ไม่ล้มง่าย
ลีลาศ ว่ายน้ำ รำไท้เก็ก เป็นตัวอย่างการทำให้มีความคล่องตัวที่ดีมากค่ะ

rolleyes.gif


นอกจากนี้ การจัดบ้านไม่ให้มีสิ่งกีดขวางทางเดิน พื้นไม่ลื่น การให้ใส่รองเท้าปกติคู่ที่ถนัดเดินในบ้านก็ลดอุบัติเหตุได้ (ไม่ควรใส่รองเท้าผ้า เพราะลื่นง่ายมาก และไม่ค่อยกระชับ)
ไม่ควรวางผ้าเช็ดเท้าไว้ที่บันไดชั้นบนของบ้าน อาจเป็นสาเหตุให้ผู้สูงอายุที่การทรงตัวไม่ดีลื่นตกบันได

tongue.gif แสงสว่างภายในบ้านก็สำคัญ ผู้สูงอายุมักมีสายตาฝ้าฟางไป
การจัดให้มีแสงสว่างเพียงพอช่วยให้การกะระยะดีขึ้น ลดอุบัติเหตุได้

rolleyes.gif ขอให้มีความสุขกับการดูแลคุณพ่อคุณแม่นะคะ



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 04:01 PM
โพสต์ #26


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
morinaka

อ้ะๆๆ biggrin.gif เจอเพื่อนร่วมกระทรวงกันเสียแล้วครับ งืมมม เรียนพี่ๆทุกท่านครับ ปัญหาอันดับต้นๆของผู้สูงอายุคุณลุงคุณป้าทั้งหลายอันดับต้นๆมักเจอพวก หมอนรองกระดูกเสื่อมบ่อยครับ บางรายที่ผมเจอมาด้วยอาการอัมพาตเป็นท่อนๆพบมากที่สุดคือ paraplegia หรืออัมพาตหมดแรงครึ่งท่อนล่าง หรืออาจสูงขึ้นมาในระดับอก ลำคอ ทำไมนะหรือ ก้อเนื่องด้วยเหตุผล spinal stenosis ด้วยกันทั้งสิ้น ตกต้นไม้ลงมาบ้าง(รายล่าสุดอายุ60กว่าๆแระ ไม่รู้ว่าปีนขึ้นไปทำไม) อุบัติเหตุ ล้มเอง นำหนักตัวมาก นอกจากนี้ บางท่านไม่ได้มาด้วยโรคปวดๆๆๆ เฉยๆ ยังมีเบาหวาน ความดันและคณะตามมาด้วย จึงอยากเชิญชวนแกมบังคับให้ทุกท่านหันมาดูแลตัวเองบ้างนะครับ จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ออกกำลังกาย ทานอาหารครบห้าหมู่ นั่งสมาธิบ้างเพื่อบริหารจิต เท่านี้ชีวีก้อจะเป็นสุข

ปล.ช่วงนี้โรคชิกุนคุนยา (โรคไข้เลือดออกอีกสายพันธุ์หนึ่ง) ระบาดจากภาคใต้ถึงกรุงเทพแล้วนะครับ เป็นแล้วหายแล้วสองราย เฝ้าระวังอีกสิบกว่าราย ใครมีไข้สูงลอย ปวดศรีษะ ปวดกล้ามเนื้อและข้อ หรือมีฝื่นแดงอาการคล้ายส่าไข้ขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์นะครับ แม้ว่าจะมีความรุนแรงไม่ถึงชีวิตแต่ถ้าหากเป็นก้อจะเรื้อรังมากนับเดือนที เดียวครับ โรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ก้อเช่นกัน คนไทยก้อมีเป็นแล้วนะครับ โรคนี้มันมากับสายลม(เหมือนคุณไสยเลย) อย่าประมาท อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ไปหาหมอแถวบ้านโลดเดี๋ยวหาว่านู๋ไม่เตือนนะก๊าบบบ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 04:05 PM
โพสต์ #27


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
spinnecker
ผมspinnecker
ท่านอาเขียนแล้วให้ผมมาโพสต์ลงแทนครับ

ความว่าดังต่อไปนี้ครับ

-----------------------------------------------------
ท่านรังรองก็ช่างยกย่องข้าพเจ้าจนเกินไป
ไม่อาจรับคำสรรเสริญนี้ได้
ข้าพเจ้าก็แค่คนๆหนึ่งที่เมื่อชีวิตตนยังไม่สิ้นก็ดิ้นไปเหมือนคนอื่นๆเขานั่นแหละขะ
รับ
ไม่ได้ดีเด่นวิเศษวิโสปานนั้น
แต่ก็ขอขอบคุณอย่างจริงใจกับแง่มุมที่มองข้าพเจ้าในด้านดีเสมอ


---------------------------------

สำหรับวิจารณ์ของท่านรังรองเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังของข้าพเจ้ามีประโ
ยชน์มาก
แต่เดิมไม่เคยเข้าใจมาก่อนว่ามันเกิดขึ้นมาแล้วจะเป็นอย่างไรจะมีผลแบบไหน

เคยถามคุณหมอที่เป็นเจ้าของไข้สมัยนอนป่วยด้วยอุบัติเหตุครั้งนั้นที่โรงพยาบาลสระบุ
รีก็ไม่ได้รับความกระจ่าง
ด้วยคุณหมอเอาแต่ยิ้มไม่พูดไม่จา
ข้าพเจ้าในตอนนั้นคงเสมือนภาพที่ใครๆเห็นแล้วก็ต้องนึกว่าพูดไปมันก็ไม่รู้เรื่องกระ
มัง

ต้ิองขอบคุณกันอีกขะรับ

นึกย้อนหลังไปหาเหตุการณ์คราวโน้นก็จะนึกเห็นวิธีการรักษาของคุณหมอท่านนั้นที่สั่งใ
ห้ข้าพเจ้านอนอย่างเดียว
ห้ามลุกขึ้นนั่ง
สั่งแล้วก็ไม่ลงมือทำอะไรอีกเลย
แม้แต่จะเอาตัวไปผ่าตัด
คงแค่จ่ายยาให้กินตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาลเท่านั้น
เป็นเหตุให้นึกในใจว่าเขาไม่ได้ลงมือรักษาอะไรเราหรอกหรือ

หลังจากฟังท่านรังรองอธิบายจึงเกิดความเข้าใจขึ้นมาทันที
แท้จริงแล้วเขากำลังรักษาเราอย่างถูกต้องและดีที่สุด

ไหนๆก็ไหนๆ
ขออาศัยพื้นที่นี้เล่าเรื่องเชิงบันทึกเอาไว้สักนิดหน่อย
ทำนองว่าออกนอกเรื่อง,แวะข้างทางเลี้ยวเข้าซอย


บังเอิญยังเก็บภาพรถคันที่เกิดอุบัติเหตุเมื่อวันที่10 มค 2524 เอาไว้


เอามาให้ดูกันเล่นๆ

สุภาพสตรีที่เห็นในภาพนั้นเป็นผู้ขับและเป็นเจ้าของรถ
ปัจจุบันสุภาพสตรีท่านนี้เป็นนายกสมาคมผู้ค้าน้ำมันในจังหวัดหนึ่งแถบภาคใต้
ภาพนี้ข้าพเจ้าเป็นผู้ถ่าย
หลังจากนั้นก็ถูกหามส่งโรงพยาบาลแล้วก็ต้องนอนนิ่งๆอยู่นาน15วัน

อุบัติเหตุนี้เกิดขึ้นที่หนองแค สระบุรี ผู้ขับตกใจเมื่อเห็นสุนัขวิ่งตัดหน้าในขณะใช้ความเร็วประมาณ110กมต่อชั่วโมง
เบรคและหักหลบ ทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำ3ตระหลบ
ตกลงไปคูข้างถนน หยุดสนิทเพราะกระแทกกับเสาไฟฟ้า
หาไม่อาจพลิกต่อไปอีกหลายรอบ

อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้จักท่านเจ้าคุณนรฯเป็นครั้งแรก
คือสุภาพสตรีท่านนี้แขวนเหรียญเจ้าคุณนรฯในคอแค่เหรียญเดียว
ส่วนข้าพเจ้าแขวน3องค์คือ หลวงพ่อชา หลวงปู่แหวน และหลวงปู่ฝั้น

ทั้ง2คน คือสุภาพสตรีท่านนี้กับข้าพเจ้าต่างไม่มีบาดแผลแม้แต่รอยถลอกด้วยกันทั้งคู่อย่างน่า
อัศจรรย์

ขณะที่เรายังไม่สามารถจะออกจากทรากรถได้
มีคนเข้ามามุงดูข้างรถหลายคน
ได้ยินเสียงวิจารณที่์เป็นไปในทางเดียวกันคือไม่รอด
"กูว่าตายหมดทั้งคันไม่มีเหลือ"

พอข้าพเจ้าถึบประตูรถออกมา คำแรกที่ถูกถาม

"พี่ๆ..พี่แขวนพระอะไร"

ไม่ได้ตอบเขาไปหรอกขะรับ
แค่บอกพวกเขาว่าใครก็ได้ช่วยตามตำรวจให้ที

พอตำรวจทางหลวงมาถึง
เราจึงได้รับการช่วยเหลือส่งโรงพยาบาล
ข้าพเจ้าต้องนอนโรงพยาบาล
ส่วนสุภาพสตรีท่านนั้นไม่ต้องนอน แค่เข้าเฝือกบั้นเอวก็กลับบ้านได้

ไม่ทราบว่าเข้าเฝือกบั้นเอวนี่เรียกถูกต้องหรือไม่
ดูแล้วคล้ายๆภาพที่ท่านรังรองนำมาลงไว้

http://www.jansenmedical.net/images/T/DJO7989030.jpg

อุบัติเหตุครั้งนี้เองที่ทำให้จิตใจข้าพเจ้าเกิดความมั่นคงศรัทธาคุณพระคุณเจ้าอย่าง
บอกไม่ถูกจนปัจจุบัน



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 04:08 PM
โพสต์ #28


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
Ducklast.

อุบัติเหตุรถคว่ำคราวนั้นเป็นเหตุให้ได้นอนโรงพยาบาลเป็นครั้งแรกและยังคงเป็นครั้งเ
ดียวในชีวิต
แม้จะเกิดอุบัติรถพลิกคว่ำอีกหนหนึ่งเมื่อประมาณปี2536 ซึ่งถือว่ารุนแรงมาก ถึงกับนึกเชื่อว่าตนเองตายไปแล้ว
แต่ก็ไม่ถึงกับจะต้องนอนโรงพยาบาล แค่ได้รับการดูแลรักษาแผลที่ศรีษะแล้วก็ให้กลับบ้านได้

ประสบการณ์ในโรงพยาบาลสระบุรี15วัน มีคุณค่ามาก ทำให้รู้เห็นชีวิตของคนไข้,ญาติคนไข้,หมอ,พยาบาลและนักเรียนพยาบาล
จนถึงกับคิดเอาไว้ในใจว่าจะต้องเขียนเรื่องอะไรสักเรื่องที่มีโรงพยาบาลเป็นฉาก
แต่จนบัดนี้ยังคงไม่ได้ทำตามที่ตั้งใจไว้นั้น

วันแรกที่ถูกนำส่งโรงพยาบาล
สุภาพสตรีท่านนั้นขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่รักษาตัวในห้องพิเศษ
แต่ข้าพเจ้าปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าจะเป็นการลำบากแก่คนอื่นที่ต้องมาอยู่ เฝ้า จึงขออยู่ห้องรวมกับคนไข้คนอื่นซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลประจำน่าจะดีกว่า
จะได้ไม่ต้องรบกวนใครๆให้ต้องมีคนเดือดร้อนมานอนเฝ้ากันทุกวัน

พอถูกเข็นเข้าเตียงว่างในห้องรวมเท่านั้นก็รู้สึกเหมือนตนเองเป็นน้องใหม่เข้าโรงเรี
ยนใหม่เลยขะรับ
คือมีคนป่วยรุ่นพี่ที่อยู่มานานกว่าใคร เป็นพี่เบิ้ม คอยแนะนำ ช่วยเหลือคนป่วยรุ่นน้องผู้มาทีหลัง ทำนองแบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่พยาบาลไปในตัว

คนป่วยหลายคนอยู่มานานก่อนที่ข้าพเจ้าจะเข้าไปนั้น
ดูท่าทีจะมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่พยาบาลแทบทุกคน
ถึงกับเย้าแหย่ พูดเล่นกับพยาบาลสาวๆได้ไม่ถือสากัน

มีศัพท์เรียกอุปกรณ์คนป่วยแปลกๆ ฟังแล้วไม่เข้าใจอยู่นานเหมือนกัน ต้องตั้งใจสังเกตุจึงรู้จักว่ามันคืออะไร

"คุณหมอครับขอกระต่ายตัว" เขาเรียกคุณพยาบาลว่าคุณหมอกันทุกคน

"รอเดี๋ยว ไปกินข้าวกับกิ๊กก่อน" พยาบาลสาวหน้าใสๆพูดทีเล่นทีจริงแล้วเดินหนี

"โอ้ยๆมันจะทะลักออกมาแล้วครับ เร็วๆครับ"

"ขืนเธอปล่อยออกมาเธอต้องเช็ดเองนะยะ"

สักครู่คุณพยาบาลก็หิ้วกระโถนเยี่ยวมาให้

ถึงได้เข้าใจว่ากระโถนเยี่ยวเขาเรียกเป็นศัฟท์สะแลงว่ากระต่าย

กระโถนอึก็เรียกว่าเต่า

อุปกรณ์ทั้ง2ชิ้นนี้เป็นของจำเป็นสำหรับข้าพเจ้าด้วยเช่นกัน
เนื่องจากข้อห้ามลุกขึ้นนั่งนั่นเอง
ที่ปลายเตียงของข้าพเจ้ามีป้ายเขียนไว้ว่า"ห้ามลุกขึ้นจากเตียง"
ข้าพเจ้าทราบเรื่องป้ายก็เพราะคนที่มาเยี่ยมได้อ่านให้ฟัง

จริงๆแล้วอุปกรณ์จำเป็นทั้ง2ชิ้นนี้ ข้าพเจ้าได้ใช้แค่ชิ้นเดียวคือกระต่าย
ส่วนเต่าไม่เคยใช้

ทุกเช้าคุณหมอจะเข้ามาตรวจคนไข้ทีละเตียงโดยมีนักเรียนพยาบาลเดินตามมาเป็น ขบวน หน้าตาจิ้มลิ้มทั้งนั้น เป็นที่เพลินตาเพลินใจของคนป่วยทุกคน
เมื่อมาถึงข้าพเจ้า คุณหมอเปิดแฟ้มอ่านโน่นอ่านนี่แล้วก็ถาม

"ยังไม่อึ๊อีกหรือ"
"ไม่ครับ"

หลังจากนั้นคำถามเรื่องอึ๊หรือไม่นั้นมีขึ้นทุกวันโดยคุณพยาบาล
แล้วก็ถามเรื่องฉี่ควบคู่ไปด้วยว่าวันนี้ฉี่ไปกี่ครั้ง
ถามแล้วจดๆๆ
ทุกครั้งที่ตอบว่าไม่อึ๊ เขาจะทำหน้าตาแปลกๆ
ซึ่งข้าพเจ้ารับว่าไม่มีความเข้าใจทำไมต้องมาถามเรื่องยังงี้ด้วย

จนกระทั่งวันหนึ่งจึงได้ร้องอ้อ
เพราะคำถามนั้นมันเกี่ยวกับอาการป่วยของข้าพเจ้า จะเรียกว่าเป็นการสังเกตุอาการก็น่าจะได้
ก็เลยจำเป็นต้องอธิบายให้คุณพยาบาลฟัง

"ที่ผมไม่อึ๊เลยนั้น เป็นเพราะผมไม่กิน เรื่องนอนเตียงแล้วอึ๊ได้นั้นผมลืมไปแล้วว่าทำยังไง โตแล้วก็ทำไม่เป็น จึงงดกินอาหารทุกชนิด กินนมสดอย่างเดียว เพราะเชื่อว่้านมสดมีกากสำหรับขับถ่ายน้อยที่สุด"

คุณพยาบาลก็เลยถึงร้องอ้อมั่ง
แล้วก็จดๆๆ

15วันในโรงพยาบาลโดยไม่อึ๊นั้น นับว่าเป็นปฏิบัติการที่ข้าพเจ้าสามารถทำได้สำเร็จลุล่วงตามเป้าจริงๆ




--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 04:11 PM
โพสต์ #29


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
morinaka
ตายหล่ะหว่า!!! unsure.gif คุณอาอยู่ยังไง 15วันไม่"อี้"อย่างงี้บรรดาหมอๆเค้าก้อต้องทำหน้าแปลกๆด้วยกันทั้งนั้นแร่ะ คับคุณอาที่รัก งืมๆๆๆสงสัยไม่ค่อยได้กินอะไรเลยจริงๆ แนะนำนิดนึงนะครับ คนที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล หากมีออเดอร์ให้นอนอยู่เฉยๆยังงั้น แล้วยิ่งไม่ อี้ ด้วย ไม่สมควรกินนมนะครับ เพราะนมเคลือบกระเพาะได้ก็จริง แต่นมอาจจะทำให้ท้องอืดได้ง่ายครับ ท่านจะปวดท้องมาก ผายลมยก อึดอัดเป็นที่สุด เปลี่ยนได้น่าจะลองเป็นซุปใส หรือพวกน้ำหวานน้ำผลไม้ก็ไม่เลวนะครับ แต่การที่นอนนึ่งๆก็ควรเปลี่ยนท่านอนหรือpositionอื่นๆนะครับ เช่น นั่งพิงหมอน45องศา หรือพลิกตะแคงตัวบ่อยๆ เพื่อกันปัญหาอื่นๆเช่น ติดเชื้อในปอดจากการนอนมาก แผลกดทับจากเตียงนอน หรืออาการข้อติดแข็งครับ




--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 04:15 PM
โพสต์ #30


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
รังรอง
สวัสดีค่ะคุณ หมอ" ริ นาคา"
ดีเลยค่ะที่มีสิ่งที่เพื่อนๆในweb.ควรทราบ มาบอกกล่าวไว้ตรงนี้
เชิญมาแจ้งเตือน หรือให้สาระที่เป็นประโยชน์ได้ตามอัธยาศัยนะคะ

อย่างที่คุณDucklast.บรรยายมาถึงบรรยากาศการเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล
ครั้งหนึ่งในชีวิต

บางครั้งได้เกิดช่องว่างของการสร้างความเข้าใจระหว่างผู้รักษาและผู้รับการรักษาขึ้น
โดยที่ผู้รักษาเองก็อาจนึกไม่ถึงว่าจะเกิดมีสิ่งที่ค้างคาใจคนไข้ได้ เช่นกรณีนี้ คนไข้ได้รับการบอกเล่าไม่พอว่าคุณหมอกำลังช่วยเขาแบบไหน

การให้คนไข้นอนนิ่งๆ คือการรักษาอาการนี้ เมื่อไม่บอกว่ากำลังใช้วิธีนี้รักษา
ในความรู้สึกของคนธรรมดาก็ย่อมนึกว่าหมอไม่ช่วยเขาเท่าที่ควร ทั้งที่อาการของเขาในขณะนั้นถึงกับขยับตัวไม่ได้ น่าจะผ่า หรือทำอะไรสักอย่างให้เขามากกว่ากินยาแล้วให้นอนมองเห็นเพื่อนคนไข้คนอื่นๆ ได้รับการรักษาที่แตกต่างจากเขา
เขาไม่เข้าใจว่าบางครั้งการแสดงอาการคล้ายกัน แต่การตรวจพบต่างกัน วิธีการรักษาก็แตกต่างกันได้

ยิ่งในหอผู้ป่วยนั้นมีหมอแพทย์หลายท่านมาดูแลคนไข้ เขาย่อมมองดูอยู่เงียบๆ และอาจนึกว่า
เพื่อนคนไข้คนอื่นๆ ได้หมอที่ดีกว่าเขา บางคนได้ไปเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ บางคนได้ผ่าตัด ฯลฯ แต่....ของเรามีแต่นอน ๆ ๆ ๆ (เช่น กรณีของคุณDucklast.) แล้ววันหนึ่งก็ให้กลับบ้าน ทั้งที่มีเครื่องหมายคำถามเต็มหัวใจ จะถามก็ถามไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะถามว่าอะไร ?

แบบนี้นักกายภาพบำบัดอย่างข้าพเจ้าพบบ่อยมาก และก็มาช่วยเติมเต็มกันตรงนี้เสมอ
เนื่องจากการรักษาของนักกายภาพบำบัดต้องใช้เวลากับคนไข้มากพอที่จะได้พูดคุยกันนานพอ
ควร

ที่จำเป็นต้องคุยด้วย ก็เพื่อค้นหาปัญหาของคนไข้ นั่นประการหนึ่ง
และการรักษาที่ต้องให้คนไข้ร่วมมือกับเรา จำเป็นต้องบอกว่าต้องการให้เขาทำตามเพราะเหตุใด? (มิฉะนั้นคนไข้ก็อาจไม่ร่วมมือทำตาม) นั่นอีกประการหนึ่ง

บางกรณีคนไข้จำเป็นต้องฝืนทนต่อความเจ็บปวด ที่อาจต้องพบบนเส้นทางของการรักษา เช่น
ในการดัดข้อที่ติดแข็ง แต่ความเจ็บปวดนั้นจะเป็นเฉพาะเวลาที่ปรับให้เข้าที่ พอเข้าที่แล้วก้จะดีวันดีคืน ก็ต้องทำความเข้าใจว่าตัวเขาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผ่านตรงนี้ให้ได้ก่อน ต้องบอกเขา

และนับเป็นโชคดีที่แผนกกายภาพบำบัดจะมีคนไข้รุ่นพี่ที่มีอาการแบบเดียวกันมา รับการรักษาซ้ำ เคยผ่านstepแรก จนดีขึ้นมาแล้วไว้ให้คนไข้รายใหม่ๆ ได้พบปะ สอบถามกัน

เมื่อทำการรักษาตามที่บอกไว้ แล้วคนไข้ก็พบว่าที่เราบอกเขานั้น เป็นเช่นที่บอกเขาจริงๆ
คือเจ็บมากๆ แล้วก็ตามมาด้วยอาการที่ดีขึ้น ก็สิ้นสงสัยและหมั่นปฏิบัติตาม ทุกอย่างก็ลงตัว

พูดมานี่ไม่ใช่ว่าตัวเองดีเด่นอันใดก็หาไม่ หากแต่เป็นลักษณะการประกอบอาชีพ
ได้เปรียบคุณหมอแพทย์ตรงที่ได้พบคนไข้นานกว่าและพบทีละคน ทีละคน ก็ถือโอกาสสร้างความเข้าใจวิธีการรักษาทั้งกระบวนการให้แก่คนไข้ได้ตรงนั้น


อย่างไรก็ตาม ขอฝากถึงทุกท่านที่ต้องใช้บริการจากโรงพยาบาล
ถามเถอะค่ะ เมื่อมีคำถาม อย่าเก็บค้างคาใจไว้

เชื่อว่าคำถามต้องได้รับคำตอบค่ะ
ที่ไม่บอกเล่า บางทีตอนนั้น จะให้คุณหมอฟันธงกันชัดๆไปเลยว่าสาหัส ไม่สาหัสก็ยากจะพูดได้ ต้องรอดูอาการแสดงบางอย่างอยู๋ เช่น ที่ไม่อึ้ อาจเป็นได้ว่ามีการสูญเสียการทำงานของระบบประสาทที่ควบคุมการขับถ่าย หรือคนไข้เครียดเฉยๆ ก็ได้ เขาจึงต้องให้ความสนใจตรงนั้นกันมาก ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามเฝ้าสังเกต ถ้าเกิดจากระบบประสาทถูกกดทับ การผ่าตัดก็เป็นเรื่องที่อาจต้องเกิดขึ้น

ก่อนจบ เหลือบเห็นคุณ"หมอรินาคา" แนะนำให้คนไข้ที่นอนนานพลิกตัว เปลี่ยนอิริยาบทนั้น เห็นด้วยค่ะ แต่การให้นั่งพิงหมอน 45องศา ในกรณีนี้ คือมีกระดูกสันหลังระดับเหนือเอวหัก และมีซี่โครงหักร่วม แม้ท่านี้จะทำให้กล้ามหน้าท้องหย่อนขึ้นก็ตาม แต่จะทำให้มีแรงกดดันในโครงกระดูกที่หักเพิ่มขึ้นจากน้ำหนักของร่างกายส่วน บนที่มีจุดศูนย์ถ่วงตกใกล้บริเวณที่หักพอดีเมื่ออยู่ในท่านี้ ทำให้เจ็บมากขึ้นได้ โดยส่วนตัวจึงไม่อยากแนะนำให้ทำโดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรกหลังอุบัติเหตุ

นอกจากนี้ท่านี้ยังทำให้กล้ามเนื้อชั้นลึกที่ประกับข้างตัวกระดูกสันหลังหด สั้น หากคนไข้ ทำเป็นประจำโดยไขยกหัวเตียงให้สูงขึ้นกันเรื่อยๆ(เพราะมันง่ายดี ไม่ต้องใช้คนมายกพยุง) ผลเสียที่ตามมาที่นักกายภาพบำบัดต้องมาตามแก้ ก็คือคนไข้จะมีปัญหาข้อพับตรงหน้าต้นขาหดรั้ง ไม่สามารถเหยียดข้อสะโพกตรงได้ มีการเดินผิดไปจากปกติ ก้าวขึ้นเนินหรือบันไดยาก

ดังนั้นกรณีนี้(กระดูกสันหลังเหนือเอวหัก) ใช้การนอนราบ พลิกตะแคง และนอนคว่ำ ไว้ก่อน โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรกจะดีกว่าอย่างที่ให้เหตุผลไว้แล้วค่ะ ส่วนท่านอนหงายจะลุกยากมากและกดทับหลัง ก็ยังไม่ควรใช้จนกว่าอาการอักเสบทุเลาแล้ว
อันนี้ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นละกันนะคะ

mellow.gif


ส่วนการนั่งเอนพิงหมอน45 องศา ในผู้ป่วยทั่วๆ ไปที่ต้องนอนนาน โดยสลับกับท่าอื่นเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ หรือเพื่อลดภาวะตึงเครียดจากการอยู่ในท่าซ้ำๆ อย่างที่คุณ"หมอรินาคา"บอกก็เห็นด้วยทุกประการค่ะ

laugh.gif unsure.gif rolleyes.gif laugh.gif

ฝากภาพท่าดัดลำตัวสำหรับผู้เคยมีปัญหาข้อต่อกระดูกสันหลังระดับเหนือเอว
ไว้ให้คุณDucklast.และชาวweb.ที่มีปัญหาตรงเดียวกันไว้แก้เมื่อยค่ะ
ลองคลิกดูนะคะ เป็นweb.ให้ความรู้จากวิชาชีพกายภาพบำบัดค่ะ


http://www.physioadvisor.com.au/8110950/up...r-back-pain.htm



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 04:17 PM
โพสต์ #31


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
Ducklast.
ถ้าย้อนเวลากลับไปนอนโรงพยาบาลเหมือนตอนนั้นได้
คำแนะนำของคุณหมอ"ริ นาคา"นับว่าน่าสนใจ
โดยเฉพาะเรื่องกิน
ข้าพเจ้าเป็นผู้มีปกติในเรื่องชอบกิน
ถึงกับมีคำขวัญประจำชีวิตเอาไว้ว่า

"เรากินมากเราว่าเราชอบ,เขากินมากเราว่าเขาตะกละ"

อย่างที่คุณชายคึกฤทธิ ปราโมชเคยกล่าวเรื่องกินเอาไว้แหละขะรับ
ท่านว่าเมื่อถึงเวลากินก็ต้องกิน ไม่หิวก็ต้องกิน ไม่งั้นจะเป็นภัยแก่กระเพาะ ,จานแรกก็เฉยๆ กินไปตามหน้าที่เท่านั้น,พอจานที่สองหมด,เพิ่งจะเริ่มรู้สึกหิว,เลยต้องตัก อีกจาน

ส่วนคำแนะนำในการเปลี่ยนอิริยาบถนั้นอยากทำใจแทบขาด แต่ทำไม่ได้ มันเจ็บมากๆขะรับ ขยับตัวนิดเดียวก็ร้องโอดร้องโอยอยู่ในใจ

แม้ยามที่คุณพยาบาลฝาแฝดมาช่วยพลิกตัวก็ยังต้องกล้ำกลืนความเจ็บเอาไว้

ในตอนนั้นข้าพเจ้ามีแค่3กระบวนท่า คือนอนหงาย1 ตะแคงซ้ายและตะแคงขวาอย่างละอีก1

ไม่นับกระบวนท่ากรอกลูกตาประหลับประเหลือกไปตามเรื่อง

จะว่าไปการนอนโรงพยาบาลครั้งกระโน้นมีประโยชน์มาก

ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน

ประโยชน์ตนคือทำให้ได้เห็นอนิจจังและอนัตตาในสังขารตน แล้วก็ได้ปฏิบัติการสมาธิภาวนาแทบทั้งวันทั้งคืน

เรียกว่านอนสมาธิขนานแท้

ส่วนประโยชน์ท่านก็คือได้ช่วยบรรดาน้องสาวบางคน
คือนักเรียนพยาบาลนั่นแหละขะรับ
เขียนเรียงความมั่ง วาดภาพมั่ง ทำรายงานมั่งให้เขาเอาไปส่งครู

เห็นบอกว่าได้คะแนนดีกว่าที่ตัวเขาเองเคยทำ

ในตอนนั้นนึกเห็นภาพและความรู้สึกของไมเคิล แองเจโลได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ไมเคิลปีนนั่งร้านไปนอนหงายวาดภาพเพดานวิหารเซนต์ปีเตอร์อยู่นานปีกว่าจะเสร็จ
พอเสร็จแล้วปู่ไมเคิลก็เดินเสียศูนย์ไปพักใหญ่ละขะรับ

ข้าพเจ้าก็ทำได้เช่นกัน

จะมีความลำบากเกิดขึ้นก็อีตอนน้ำหมึกมันไหลลงมาที่ปลายปากกาอีกฟาก ทำให้เขียนไม่ออกบ่อยๆ

ขณะนั้นใช่แต่จะเขียนโน่นวาดนี่รับใช้คุณนักเรียนพยาบาล แม้งานประจำที่ต้องเขียนส่งหนังสือรายสัปดาห์ก็ต้องทำ
คือต้องเขียนนิยายภาพลงหนังสือแปลกรายสัปดาห์อยู่ประจำ
พอป่วยก็เขียนไม่ได้ต้องให้ผดุง ไกรศรีขัดตาทัพเป็นมวยแทน
แต่ว่าผดุงจะต้องเดินทางมารับเรื่องและบทจากข้าพเจ้าที่โรงพยาบาลจึงสามารถกลับไปวาด
เป็นภาพได้

เอ่่ยชื่อผดุง ไกรศรีคงไม่ไคร่จะมีคนรู้จัก ถ้าเอ่ยว่า"เอ๊าะ"ผู้เขียนการ์ตูน"หนูหิ่นอินเตอร์"คงรู้กัน
เอ๊าะในเวลานั้นคือเด็กปั้นของข้าพเจ้า
ปั้นมันมากับมือจริงๆ

อย่างไรก็ตามต้องกล่าวขอบคุณเหล่านักเรียนพยาบาลซึ่งอยู่ที่นั่นเวลานั้น
ต่างก็มีส่วนช่วยให้การอยู่โรงพยาบาลของข้าพเจ้าไม่เงียบเหงาเศร้่าสร้อยหรือแม้แต่ห
ดหู่เดียวดาย

หลายวันของที่นั่นทำให้เกิดอะไรๆที่นึกไม่ถึงเหมือนกัน

หนึ่งในหลายๆอะไๆที่ว่าก็คือเรื่องของมิตรภาพ

มิตรภาพนี้เกิดขึ้นได้ทุกที่จริงๆ

ข้าพเจ้าน่ะกลายเป็นขวัญใจของน้องสาวนักเรียนพยาบาลคนหนึ่งไปไม่รู้ตัว
และนักเรียนพยาบาลท่านนั้นก็กลายเป็นขวัญใจของข้าพเจ้าไม่รู้ตัวเหมือนกัน

ทุกวันนี้ยังคงความรู้สึกที่ดีต่อกันเอาไว้จนเหมือนว่าเราคือญาติสนิท
เราเป็นพี่เป็นน้องท้องเดียวกัน
ทั้งพ่อทั้งแม่ทั้งตระกูลของเขาก็รับเอาข้าพเจ้าไว้เสมือนเป็นลูกชายหรือพี่ชายคนโตข
องพวกเขา
ไม่เคยลืมกันตลอดกาล

นั่นน่ะเป็นด้วยเหตุที่เกิดมาจาก15วันในโรงพยาบาลสระบุรี


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 04:19 PM
โพสต์ #32


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
morinaka
blink.gif อืมครับพี่ๆ ผมเป็น นศ.อยู่เลยครับ มีอะไรก้อแนะนำได้ครับ เรียนพี่รับรองหากFx.ribs ก้อห้ามนอนงอตัวนั่นล่ะครับถูกต้องแล้ว แต่ในกรณีผ่าตัดช่องท้องผมก็ยังแนะนำให้นอน45องศาอยู่นะครับ (จริงๆบทบาทการพลิกตะแคงตัวหรือจับเปลี่ยนposition ควรจะสอนให้ญาติที่เฝ้ารู้วิธีการและเหตุผลการทำครับ เพราะสุดท้ายแล้ว ญาติจะอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากที่สุด งานวิจัยออกมาว่าทุก2ชม.นะครับ อย่าลืม อิอิ) ส่วนบทบาทของพยาบาลและนักกายภาพ(รวมไปถึงเวชกรรมฟื้นฟูทั้งหลาย) ผมว่าเค้ามีบทบาทมากที่สุดกับคนไข้ครับ หนึ่งเลยแพทย์ขาดพยาบาลไม่ได้ ขาดนักกายภาพไม่ได้ sad.gif เพราะวิชาชีพผมคงไม่ชำนาญไปทำหัตถการอย่างพวกท่านไม่ได้ ให้ได้แต่treatmentหรือการรักษาเท่านั้นครับ การบำบัดฟื้นฟูคงเป็นหน้าที่ของท่านเหล่านั้นทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ (ต้องฝากด้วยนะคร้าบ)ส่วนเรื่องการกิน คงเป็นสาเหตุของการไม่อี๊ครั้งนี้ เพราะผู้ป่วย(พี่ducklast)ไม่อยากใช้เจ้าเต่าครับ เลยไม่ยอมทานอะไรเลย ไม่รู้ว่าพี่อายน้องๆพยาบาลรึป่าว อิอิ biggrin.gif



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 04:25 PM
โพสต์ #33


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
รังรอง
tongue.gif laugh.gif อย่างนี้ก็ เรื่อง "A Tale of Superman" ตอน "Adventure in the Hospital" ชัดเลยค่ะ มีนางเอกด้วย

ขอ AJ Movie ตรงนี้สักเรื่องบ้างสิคะ..........ขอจริงๆ..นะคะ

ว่ากันเรื่องกระดูกสันหลังหักไปแล้ว
ในอุบัติเหตุครั้งนั้นุคุณDucklast.เล่าไว้ด้วยว่าท่านมีกระดูกซี่โครงหักร่วมด้วย
วันนี้จึงขอเล่าเรื่องซี่โครงหักสักเล็กน้อย



ซี่โครงมีทั้งหมด 12 ซี่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันอวัยวะภายในที่สำคัญระดับชี้เป็นชี้ตายของคนเราคือ หัวใจ(โรงงานสูบเลือดไปเลี้ยงทั่วตัว)
ปอด(โรงงานฟอกเลือด) และบางส่วนของตับ(โรงงานสร้างเม็ดเลือดแดง ขจัดสารพิษ สร้างน้ำดีที่ช่วยย่อยไขมัน ปรับสมดุลย์น้ำตาลในร่างกาย)

ซี่โครง 2ซี่ล่าง จะมีขนาดสั้น เกาะกับแค่กระดูกสันหลัง เพื่อช่วยให้โครงสร้างข้างบนไม่ล็อคตัวจนเกินไป คือเป็นคล้ายหางเสือให้กระดูกสันหลังมั่นคง แต่บิดเปลี่ยนทิศได้บ้างเล็กน้อยเมื่อต้องการบิดเอว

การดูภาพx-rays ของซี่โครง



ภาพx-rays ทรวงอกที่ใช้กัน
สามารถอ่านความผิดปกติได้หลายเรื่อง รวมถึงดูกระดูกซี่โครงหักได้ด้วย
ด้านซ้ายของภาพเป็นร่างกายซีกขวา อีกด้านก็ต้องเป็นร่างกายซีกซ้าย(สังเกตเงาหัวใจก็ได้ค่ะ)

ภาพตัวอย่างภาพนี้ มีกระดูกซี่โครงหักด้านซ้าย
โดยดูตรงที่อันบนสุดกับอันล่างๆคืออันที่6,7,8 จะเห็นความเหลี่ยมแทนที่ความโค้ง
และระยะห่างระหว่างอันบนกับอันล่างทางริมภาพแคบกว่าด้านตรงข้าม(หักหลายอันโครงกระดู
กยุบตัวลงมา)
wink.gif

ส่วนตำแหน่งการหักของกระดูกซี่โครงของคุณDucklast.ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดจากท่าน
แต่หากวิเคราะห์จากแนวแรงที่ทำให้กระดูกสันหลังหักแบบในภาพที่ให้มาในหน้าก่อน(คือหน
้าที่5)
ตัวกระดูกซึ่งปกติหนาแข็งแรงมากทรุดลงมา บวกกับสภาพรถที่หงายท้องอยู่(ดูหน้าก่อน)

ทิศของแรงก็คือกระแทกตรงจากศีรษะลงมาขณะลำตัวงอมาด้านหน้าเล็กน้อย(นั่งอยู่ในรถ)
การหักของซี่โครงมีโอกาสจะหักด้านหน้าหรือด้านหลัง ก็ได้

โดยทั่วไป การหักนั้นก็มีได้หลายดีกรี น้อยๆ ก็แค่ร้าวค่ะ หนักขึ้นอีกนิดก็หักพับ หนักต่อไปก็หักออกจากกัน
ซึ่งมักแย่ตรงที่ห้ามไม่ให้ปลายหักที่แหลมไปทิ่มแทงปอดไม่ค่อยจะได้

หากเป็นอย่างนั้น อาจไม่มีคุณอาอำพลมาให้พวกเราได้รู้จักกันในเวทีพระเครื่องและเรื่องขลัง
ด้วย ณ ขณะนั้นท่านเป็นนักเขียน นักวาด ในวงการวรรณกรรมโสตเดียว
อ้อ ขวัญใจน้องๆด้วย (นึกเห็นภาพสาวๆกรี๊ด ก็ไม่เห็นว่าน้องเขากรี๊ดผิดคนหรอกค่ะ )

รายที่กระดูกซี่โครงหักแทงทิ่มปอดนั้น อาการจะทรุดลงเร็วมาก หากช่วยไม่ทันก็...จบ.(full stop)
เนื่องจากปอดเป็นโรงงานฟอกเลือด มีเลือดมารวมอยู่ตรงนั้นมาก เมื่อปอดฉีกขาด คนนั้นจะเสียเลือดมาก
ขณะเดียวกันเลือดที่ออกมาอยู่ภายนอกปอดก็เบียดกินที่เนื้อปอดเองและกดดันหัวใจให้ทำง
านยาก แบบนี้ปางตายกว่ากระดูกสันหลังหักเยอะ

แต่......โชคดีค่ะหากมาถึงโรงพยาบาลทัน
แนวทางปฏิบติในการดูแลคนไข้ที่ได้รับอุบัติเหตุและบาดเจ็บที่ทรวงอกหรือสันหลัง
จะต้องมีการเฝ้าติดตามสังเกตุสิ่งที่เป็นสัญญาณชีพ(vital sign)ได้แก่ อุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต และอัตราการเต้นของหัวใจของคนไข้ทุกรายย่างใกล้ชิด
หากความดันเลือดต่ำ แน่นหน้าอกหายใจไม่ออก หายใจผิดปกติ
หมอก็ต้องมาเจาะสีข้างเอาเลือดที่ออกมาอยู่นอกปอดเหล่านั้นออกเพื่อช่วยชีวิต

ของคุณDucklast.ไม่มีฉากนี้

จึงนับเป็นบุญของทั้งท่านประธานweb และของพวกเราทุกคนที่จะได้เป็นเจ้าของ
สารพัดมงคลวัตถุที่ทั้งขลังทั้งสวย ทั้งงามกันในทุกวันนี้

ไชโย!
tongue.gif laugh.gif



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 04:27 PM
โพสต์ #34


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
Ducklast.

กระดูกซี่โครง2ซี่ที่หักคือด้านซ้าย ซี่แรกกับซี่ที่สอง (นับจากข้างล่างขึ้นมา) ไม่ถึงกับหักพับ แค่เหมือนตะปูงอ คุณหมอคงเห็นว่ามันไม่รบกวนอวัยวะอื่นๆสักเท่าไหร่จึงปล่อยเอาไว้
แต่ว่ามันก็รบกวนข้าพเจ้าอยู่หลายปีกว่าจะชินกับอาการติดๆขัด
ส่วนกระดูกสันหลังนั้นส่งผลให้ข้าพเจ้ากลายเป็นหุ่นยนต์อยู่ทั้งปีหรือปีกว่าไม่แน่ใ


ใครเรียกก็ต้องหันไปทั้งตัว จะบิดเอี้ยวตัวไม่ได้เลยขะรับ

18ปีให้หลังนั่นแหละ ข้าพเจ้าจึงเริ่มกลับมาเล่นปิงปองและก็ปั่นจักรยานได้ตามปกติ
------------------------

คราวนี้มาว่าถึงประเด็นของคุณหมอ"รินาคา"

เข้าใจว่าคงจะมีผู้สงสัยและตั้งข้อสมมุติฐานเรื่องการปฏิเสธเต่าของข้าพเจ้าเหมือนคุ
ณหมอ"ริ นาคา"ได้ตั้งขึ้นมาอยู่บ้าง

ไม่อายหรอกครับ

แต่มันลำบากมาก ไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง

วันแรกนั้นข้าพเจ้ายังจำความทรมานในเรื่องใช้กระต่ายได้ไม่เคยลืม
มันฉี่ไม่ออกเลยขะรับ
กำหนดสมาธิจนถึงขั้นจะเข้าฌานเหาะได้ก็ยังสั่งระบบขับเคลื่อนมวลน้ำให้ทำงานปลดปล่อย
น้ำเสียออกมาไม่สำเร็จ

ท้องบวมเป่ง

รู้สึกเหมือนระเบิดเวลาในท้องมันกำลังรอรีโมทอย่างกระวนกระวายกระอักกระอ่วนพิพักพิพ
่วนรวนไปทั้งระบบ

อาจตาค้างด้วยกระมัง

ในที่สุดก็ร้องขอความช่วยเหลือจากคุณพยาบาล
อู๊ยย..ความรู้สึกสุดๆโน่นเลยขะรับ

หัวเราะก็มิได้ร้องก็มิออก

จนสายๆของวันต่อมา จ่าต้อย(อาจารย์สอนปิงปองของข้าพเจ้า)มาเยี่ยมจึงได้เคล็ดวิชากำจัดน้ำเสียจากท่าน
"เอาน้ำแข็งลูบท้องเลย เดี๋ยวเดียวไหลโจ๊กสิบอกไห่"

หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ได้วิทยายุทธเพิ่มขึ้นอีกหลายกระบวนท่า

ทุกวันนี้ตื่นกลางดึกก็ไม่ต้องลุกขึ้นมาดื่มน้ำ
แค่วางขวดน้ำไว้ข้างๆตัวให้มือคว้าถึงก็ยกขึ้นมาดื่มได้สบายๆ
ไม่ต้องลุกขึ้นนั่ง

เรียกว่าได้วิชานอนกินมาจากโรงพยาบาลนี้ด้วย

จริงๆแล้วข้าพเจ้านอนห้องรวมอยู่ประมาณ15วันแล้วก็ย้ายไปนอนห้องพิเศษอีก4-5วันจึงได้รับอนุญาติให้กลับบ้าน

เหตุที่ต้องย้ายไปห้องพิเศษก็คือว่าตอนนั้นเกิดอุบัติเหตุใหญ่ รถบัสประสานงาหรือพลิกคว่ำจำไม่ได้ คนป่วยถูกหามเข้าจนล้นห้อง ไม่มีเตียงพอจะรับไหว
บางคนต้องนอนกับพื้นเกลื่อนกลาดน่าสมเพชยิ่งนัก

ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจขอย้ายตัวเองออกจากห้องรวมนั้นเพื่อหวังว่าอย่างน้อยก็มีเตียงว่
างให้พวกเขาอีก1เตียง

พออยู่ห้องพิเศษอาการก็เริ่มดีขึ้นมาก
หลานชายที่อาสาผลัดเปลี่ยนเวรมาเฝ้าได้ช่วยไขหัวเตียงยกลำตัวขึ้นนั่งได้สำเร็จ

ก็เลยสั่งให้เอาเต่าเข้ามาเลี้ยงในห้องซะเลย

อย่าหาว่าบัดสีบัดเถลิงเลยขะรับ

เสียงหัวหน้าหน่วยกล้าตายหน่วยแรกที่หล่นออกมากระทบกระดองเต่ามันดัง..กึก!

เสทือนไปทั้งเตียง
-----------------------------

เรื่องของข้าพเจ้านี้เห็นทีจะต้องยุติกันเสียที
ได้รบกวนพื้นที่กายภาพบำบัดจนเฉไฉออกมานอกทางหลายเติบ

เชิญคนเจ็บคนป่วยคุยกันเรื่องบำบัดอาการกันต่อไปเลยขะรับ



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 04:38 PM
โพสต์ #35


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
ใบบัว
กำลังสนุกเลยค่ะ... tongue.gif


QUOTE
รังรอง
ไปเปิดที่กระทู้ สัพเพเหระ เล่าสู่กันอ่านกันบ้าง
ตรงนั้นมีสาระน่ารู้เพียบ มีคุณหมอRattimazเป็นผู้ให้ความรู้
ทั้งเรื่องกินให้มีประโยชน์ หรือให้อร่อยเอร็ดเจ็ดย่านน้ำ เรื่องน่ารู้สารพัน รวมทั้งเรื่องการอึ้ และแก้ไขการไม่อึ้ก็มีค่ะ มีประโยชน์มาก ใครท้องผูกมีทางแก้ (ไม่แย่ด้วย)

และล่าสุดวานนี้ คุณหมอRattimazเตรียมตั้งกองฟื้นฟูปรับปรุงสมองรอคุณหมอDuckไว้แล้วเจ้าค่ะ

สมองพี่ๆในนี้ แพ้ป.4เด็กประถมกันรึเปล่า ไปดูหนทางฟื้นสมองกันได้นะคะ


QUOTE
zhant
โพสแล้ว...ปายนอน

rolleyes.gif laugh.gif

...ขออภัยที่ชอบทำให้ หงุดหงิด
หายเป็นปลิดหากได้สิงห์สักโหล
แถมเนื้อทอดอีกสัก 1 กิโล
พร้อมกับโอ๋ด้วยแนวแจสที่ถูกใจ.

tongue.gif tongue.gif
-----------------~@ D @~-------- VS-----------~@ Zhant @~--------

tongue.gif .........ปายนอนแล้ว นะคร้า + ฝันดีตื่นมาอารมณ์ดีเพี้ยง tongue.gif






--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 04:41 PM
โพสต์ #36


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
Ducklast.

หลังจากโยนระเบิดเบรคอารมณ์บูดไปลูกหนึ่ง

คงเป็นอันยุติ

แต่ว่าสติสตังปัญญังปัญญาต้องตั้งขึ้นใหม่แล้วประคับประคองเอาไว้ให้มั่นคง

จะได้พูดได้จาภาษาเดียวกันต่อไป

ทีนี้ก็หันกลับมาตั้งวงคุยกันต่อ

ทำนองว่าเวลานี้โรงพยาบาลยังไม่มีคนไข้เข้ามา
หมอก็ไปทำธุระของหมอที่คลีนิคก่อนก็ได้
ส่วนพยาบาลต้องอยู่เวรก็จับกลุ่มคุยกันไปได้ทุกเรื่องแม้แต่เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับโร
คกับภัยของคนไข้

นินทาชาวบ้านมั่งก็สนุกดี

พอรถหวอวิ่งเข้ามาค่อยวงแตกแยกกันไปปฏิบัติตามหน้าที่

ระหว่างนี้ก็จะมาเม้าท์แตกแหกกระฉูดให้ฟังกันอีก

แต่ว่าขอถอยไปตั้งหลักคิดหลักเขียนเสียก่อน

มัวแต่สอนคนอื่นเขาให้หัดคิดก่อนพูดแล้วตนเองไม่ทำงั้นมั่งได้ยังไง

------------------------------------------------
ยัมหิ ปเทเส น มาโน
น เปมํ น จ พันธวาฯ
น จ วิช์ชาคาโห โกจิ
น ตัตถ วสนํ กเรฯ

ที่ใดไร้ซึ่งความนับถือ
ไร้สิ้นแม้ความรัก
ไร้กระทั่งญาติและผู้มีวิชชา
สถานที่แห่งนั้น อย่าได้ยึดถือเอาเป็นที่อยู่อาศัยเลย

------------------------------------------------
laugh.gif รักดอกจึงหยอกเล่น
ใยจึงไม่เห็นเป็นเรื่องขำ
ทำเอาเราอึ้งอมพะนำ
ราวกับย้ำเย้าเขาเร้าโกรธา
เจตนาไม่มีหรอกสิบอกไห่
ตั้งใจให้เป็นดังว่า
หวังจะให้ขบขันเฮฮา
แฝงสา-ระประโยชน์ไม่โกรธกัน! tongue.gif


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 05:00 PM
โพสต์ #37


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
รังรอง
การทำกายภาพบำบัดในเรื่องของผู้ป่วยปวดหลัง(low back pain)

การจะรักษากันด้วยวิธีใด ขึ้นอยู่กับสิ่งที่นักกายภาพบำบัดตรวจพบ
จากประวัติการเกิดอการ จากการดูภาพX-rays จากการตรวจร่างกาย และอื่นๆ ที่หาได้
นี่เป็นตัวอย่างภาพX-rays ค่ะ


ส่วนนี่เป็นภาพตัวอย่างการตรวจที่มีท่าอยู่เยอะมาก แต่คนตรวจก็จะเลือกตรวจเฉพาะสิ่งที่คนไข้มีปัญหา
เพื่อประมวลสิ่งตรวจพบมาวางแผนการรักษา อย่างภาพนี้ตรวจความสามารถในการหมุนลำตัวขณะนั่ง
(คนทำงานสำนักงานมีปัญหาตรง นี้บ่อยๆค่ะ)


ส่วนการรักษามีทั้งเทคนิคที่ไม่ใช้ หรือ ใช้เครื่องมือ หรือใช้ทั้ง2อย่างร่วมกัน

ไม่ใช้เครื่องก็มีการจัดแนวโครงร่างของกระดูกให้เขาที่เข้าทาง มีทั้งนักกายภาพบำบัดทำให้ หรือสอนให้คนไข้ทำเอง เพื่อให้สามารถดูแลตนเองที่บ้านได้


..... แบบนักกายภาพทำให้

แบบสอนให้ทำเอง


ท่านี้ใช้จัดให้หมอนรองกระกสันหลังที่ยื่นออกมากลับคืน ที่จะได้ไม่กดกับเส้นรากประสาท หรือใช้ในคนที่มีปัญหากระดูกสันหลังไม่มั่นคง หรือคนที่กล้ามเนื้อหน้ากระดูกสันหลังหดสั้นจากการชอบนอนเปล หรือที่นอนที่นอนแล้วเหมือนตัวจมอยู่ในแอ่งค่ะ

พวกท่าโยคะยืดเหยียดกล้ามเนื้อก็เป็นเทคนิคไม่ใช้เครื่องเหมือนกันนะคะ (ย้อนไปดูภาพเรื่องโยคะกันอีกทีนะคะ บอกประโยชน์ที่จะได้กับสันหลังและระบบประสาทไว้แล้ว)

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการใช้เครื่องมือที่ส่งผ่านพลังงานทางฟิสิกส์เข้าไปรักษา โดยพลังงานเหล่านั้นจะไปช่วยผลักพาของเสียที่สะสมตกตะกอนอยู่ในบริเวณที่มีอาการอักเ
สบออกไป.......... เช่น

การใช้เครื่องUltrasound therapy............
หรือการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่จะปล่อยสนามพลังงานเข้าไปรักษา แบบนี้



(ภาพนี้จะเห็นว่าเป็นภาพโบราณมาก เพื่ออยากบอกว่าเขามีใช้กันมานานเนแล้ว แต่ยังใช้กันมาจนทุกวันนี้ ก็ด้วยไม่มีรายงานความเสียหายต่อสุขภาพจาการใช้ จึงยังคงใช้กันอยู่)

นอกจากนี้ในรายที่มีปัญหาเส้นประสาทถูกกดทับ(รู้ได้จากการตรวจต่างๆ ที่บอกแล้ว) อาจมีการใช้เครื่องดึงหลัง เพื่อปรับระยะห่างของกระดูกหรือยืดเนื้อเยื่อที่หนาตัวมาห่อหุ้มหรือเบียด เส้นรากประสาทให้ขยายออกจากกัน


เครื่องดึงหลัง


สิ่งสำคัญอีกอย่างในการรักษาคือ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับท่าทางในชีวิตประจำวัน ท่านอนที่ควรทำท่าลุกจากทีนอน ท่านั่งที่ดี ท่ายกของ ท่านั่งห้องน้ำ ท่าอื่นๆที่ยังไม่ได้กล่าวไว้ ถ้าถูกถามก็ต้องออกแบบให้เขาได้ด้วยค่ะ

นี่ก็เป็นคร่าวๆ ที่คงพอให้ได้ทราบกันว่ากายภาพเขาทำอะไรให้คนไข้ปวดหลัง




--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 05:05 PM
โพสต์ #38


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
spinnecker
ท่านอาฝากโพสต์อีกครับ
-------------------------------------------

พอดีนึกได้ว่าอาการเจ็บหลังที่เจ็บเป็นแนวผ่านช่วงไหล่ไปจนตลอดแขนถึงชาที่ปลายนิ้วก
ลางกับนิ้วนางนั้น
เป็นอาการที่เกิดบ่อยๆหรืออาจเรียกว่าเป็นประจำ
คือนานๆครั้ง หรือไม่ถึงกับนานครั้ง
ปัจจุบันไม่ปวดไม่เจ็บ
แต่ว่าอนาคตกลับมาเจ็บมาปวดอีกแน่ๆ
อย่างเช่นลากสังขารควบMTBเข้าไปในเส้นทางอย่างผานางคอยหรือผาชะนะไดโอกาสเจ็บมีมากกว
่า60เปอร์เซ็นต์
เพราะมันเป็นเช่นนี้มาหลายรอบแล้ว

คำถามคือ
ทุกครั้งที่เจ็บข้าพเจ้าจะใช้นิ้วมือ(ส่วนใหญ่นิ้วกลาง)ข้างซ้ายเอื้อมข้ามไหล่ซ้ายผ
่านต้นคอหรือท้ายทอยมาจนถึงจุดที่กากบาทเอาไว้
แล้วก็กดปลายนิ้วลงไปจนกว่าจะพบอะไรสักอย่างที่คล้ายๆว่าจะเป็นคากิง(เส้นเอ็น)
แล้วก็คลึงดึงฉุดสกิดสะเกากระเซ้ากระซี้กระฉึกกระฉักกระยึกกระยักไปตามเรื่องเท่าที่
จะทำได้จนรู้สึกดีขึ้น



(เส้นดังกล่าวอยู่ลึกมาก ถ้ากระทบแล้วจะมีอาการแสดงให้รู้ว่าควรจะเป็นเส้นเจ้าปัญหาที่ทำให้เกิดเจ็บปวดตลอดแ
นว
เนื่องจากว่ามันส่งผลตลอดแนวเจ็บไปจนถึงปลายนิ้วในทันทีที่โดนนิ้วกระทบ)

ถ้าหากกำลังเจ็บปวด
อาการเจ็บปวดก็หายไปในขณะที่ยังไม่ปล่อยนิ้วหรือลดแรงกด
แต่ว่าต้องถูกจุดถูกพิกัดแล้วก็ถูกจังหวะ
ถ้าผิดพิกัดก็ยิ่งเจ็บ ต้องค่อยคลำหาตำแหน่งที่ลงตัวพอดี

การใช้นิ้วมือนวดคลึงดึงดีดดึ๋งๆเหมือนดีดพิณอย่างนี้

ไม่ทราบว่าี้ถูกผิดประการใด

โปรดแนะนำ


(แหม พูดถึงคากิงนี่น่ะนะ ที่เยาวราชใกล้กาแฟเอี๊ยะแซ มีตุ๋นตากิงอร่อยอยู่เจ้าหนึ่ง, พูดแล้วชักเปรี้ยวปาก)



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 05:11 PM
โพสต์ #39


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
รังรอง
มาดูกันนะคะว่ากล้ามที่วางตัวอยู่ในบริเวณที่ชี้มีอะไรกันบ้าง

ภาพแรกนี้ ด้านซ้ายคือเมื่อเราถลกหนัง รั้งเอาเยื่อใต้ผิวหนังออกไป
จะเห็นกล้ามชั้นที่อยู่ตื้นแบบนี้ค่ะ
ส่วนด้านขวาจะแสดงกล้ามชั้นลึกถัดลงไป(คือเปิดชั้นที่เห็นในด้านซ้ายออกไปอีกชั้นก็เ
ป็นแบบในภาพ)



2 ภาพถัดไป เป็นภาพแสดงจุดกดเจ็บ(ตรงจุดดำ)ในกล้ามเนื้อคลุมสะบัก(supraspinatus เกาะอยู่ในแอ่งกระดูกสะบักตอนบน และinfraspinatus กล้ามคลุมกระดูกสะบักตอนล่าง)

unsure.gif

จุดดำนี้ (เรียกว่าTrigger point) เมื่อกด ก็จะทำให้มีอาการลงไปครอบคลุมพื้นที่สีแดงในรูปได้ทั้งหมด
ส่วนมากเมื่อเป็นใหม่ๆเวลาอยู่เฉยๆ เรามักไม่ค่อยจะเจ็บตรงจุดดำ มีแต่เจ็บตรงพื้นที่สีแดง แต่ถ้ามีอาการมานานจึงค่อยมาเจ็บตรงจุดดำนี้ และตรงนั้นจะแข็งเป็นลำได้(จากTrigger pointกลายเป็นTaut band)

แต่อย่างที่คุณDucklast. ได้ค้นพบ
หากได้คลายตรงจุดดำได้ อาการเจ็บตรงสีแดงก็จะหายไปได้

ลักษณาการ แบบนี้ ศัพท์เขาเรียกว่า"กลุ่มอาการMyofascial Pain" หรือMyofascial Pain syndromeค่ะ

Myofascial Pain syndrome
เป็นกลุ่มอาการปวดเนื้อเยื่อ เนื่องจากมีพังผืด(คล้ายแผลเป็น)ไปฝังตัวแทรกอยู่ในมัดกล้ามเนื้อ จะเกิดที่ส่วนใดของร่างกายก็ได้

สาเหตุการเกิดมักเกิดขึ้นในจุดที่เคยมีการบาดเจ็บของกล้ามนั้น บางกล้ามอาจมีมากกว่า1จุดก็ได้

หากเป็นในกลุ่มกล้ามเนื้อมากกว่า1 มัดที่ทำงานร่วมกัน(Functional unit) และเป็นมานานกว่า 6เดือน
อาการก็จะเรื้อรัง เป็นๆหายๆได้

การมีอาการซ้ำในจุดเดิมกลับคืนมา
ก็ด้วยอาจมีการฟอร์มตัวพังผืดขึ้นใหม่จากตะกอนตกค้างที่เป็นสารเคมีที่ร่าง กายสร้างขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อออกแรงทำงาน แล้วถ่ายเทออกจากบริเวณนั้นได้ไม่หมดจด เนื่องจากมีเยื่อพังผืดบางส่วนฝังตกค้างสกัดไว้ จึงเกิดการสั่งสมรอบใหม่ มากเข้าๆ ถึงขีดก็ทำให้กล้ามไม่สามารถยืดหยุ่นได้ตามปกติ

ธรรมดาแล้ว คนแต่ละคน มักทำท่าในชีวิตประจำวันในรูปแบบเดิมๆ
หรืออย่างคุณDucklast.ก็อาจมีวงจรออกMTB Tour ที่ต้องกำHands ของรถให้แน่น

ต้องคุมรถมิให้ออกนอกทาง แถมบางพื้นที่ ไม่ใช่พื้นราบก็ต้องคุมรถและเร่งฝีเท้าเอาชนะแรงโน้มถ่วงโลกให้ไปต่อข้าง หน้าได้ ก็ยิ่งต้องกำHands ให้แน่นเข้าไปอีก

ทุกคราวที่ทำดังว่า
กล้ามกลุ่มนี้(ในรูป2และ3)ต้องทำหน้าที่เป็นFunctional unit หรือร่วมกันเป็นหลักยึดให้กล้ามของระยางค์แขน ทำงานได้มีประสิทธิภาพ

อธิบายแบบนี้อาจเข้าใจยาก
ก็ขอเปรียบเทียบกับการทำงานของคนที่ยืนอยู่ริมสระแล้วพยายามจะเก็บดอกบัวในสระน้ำ

ถ้ามีคนเพียงคนเดียว พอเอื้อมแขนออกไป ตัวก็จะถลำตกน้ำ
แต่หากมีกอหญ้าอยู่แถวนั้นก็อาจยึดกอหญ้ากันถลำได้บ้าง ถ้าหญ้านั้นเหนียว เช่น เป็นหญ้าคาก็คงช่วยให้เอื้อมเก็บดอกบัวได้ แต่หากเป็นหญ้าที่ไม่มีความเหนียว ต้นหญ้าก็ขาด หรือถอนโคน คนก็หล่นลงน้ำได้ง่าย และเก็บบัวโดยยืนอยู่บนฝั่งไม่สำเร็จ

แต่หากมีใครอีกสักคนมาช่วยฉุดแขนคนที่จะเก็บดอกบัวไว้ คนเก็บบัวก็จะยิ่งมั่นคงยิ่งขึ้น แถมยังอาจยื่นแขนออกไปเก็บบัวได้ไกลกว่าการยึดกอหญ้า

ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น กอหญ้าหรือคนที่มาช่วยยุดฉุดคนเก็บบัวไม่ให้ตกน้ำ ก็เปรียบได้กับกลุ่มกล้ามในภาพที่2และ3 ที่มาทำหน้าที่ให้ความมั่นคงแก่กล้ามของแขนในส่วนที่อยู่ถัดออกมา (คือกล้ามแขนที่คุณDucklast.ใช้บังคับรถ ใช้กำHands ของรถไว้)

เมื่อช่วยบ่อยเข้า ความที่เคยมีริ้วรอยของกระดูกหักแถวนั้นก็เลยเกิดเรื่องราวซ้ำซากขึ้น

แต่ที่ไม่น่าห่วงอะไรก็คือ คุณDucklast. เคยรับเคล็ดวิชาฝ่ามืออรหันต์จากยายใบ้ผู้มีปกติธรรมดาใฝ่ในการปฏิบัติธรรม และเคยใกล้ชิดครูบาอาจารย์สายปฏิบัติมาแล้ว คนปฏิบัติกับคนปฏิบัติพบกันย่อมถ่ายทอดพลังวิชาสู่กันได้ จึงสามารถรักษาตัวเองได้เรื่อยมา

เมื่อใด หายแล้ว อย่าถามหามันอีกค่ะ นี่คือเคล็ดไม่ลับอย่างหนึ่งเหมือนกัน
อะไรไม่ดี อย่าโยงมาใส่ตัวค่ะ (และต้องขออภัยหากทราบอยู่แล้ว)

วิธีการรักษาMyofascial Pain syndrome
เป้าหมายต้องอยู่ที่การสลายพังผืดที่ฝังในกล้าม

วิธีที่1 การดัดยืดมัดกล้ามที่มีพังผืดฝัง
ดูทิศทางการวางตัวของกล้ามมัดที่มีปัญหา จัดท่ายืดจนสุด ทำกลับไปกลับมาซ้ำๆโดยยืดจนสุดทุกครั้ง คราวละ 10-20 ครั้ง วันละหลายๆรอบ (ว่างก็ทำ)พังผืดจะสลายได้

วิธีที่2 กดจุดตรงที่เป็นสีดำ ด้วยน้ำหนักสม่ำเสมอให้ลึกถึงจุดเจ็บอย่างที่คุณDucklast.ทำ
ถ้าจะให้ดี ให้ยืดกล้ามนั้นค้างไว้ขณะกดจุด
การกดอาจใช้วัสดุ เช่น ก้อนยางลบลบดินสอวางรองนิ้วที่จะกด แล้วกดด้วยแรงตั้งฉากลงไปยังจุดเป้าหมาย
ก็จะกระจายแรงได้ดีกว่าใช้ปลายนิ้วจิกลง ที่จะทำให้เกิดรอยช้ำได้

วิธีที่3 การรักษาด้วยเครื่องมือประเภทUltrasound Therapy ก็ให้ผลดีมาก
โดยควรที่จะต้องจัดกล้ามเป้าหมายยืดค้างไว้เหมือนวิธีที่ 2
และขณะใช้หัวเครื่องทาบลงไป ก็ออกแรงกดน้อยๆ ไปด้วย

คงพอได้ความกระจ่างนะคะ
ถ้ายังก็ถามอีกได้ค่ะ ตอบได้ก็จะตอบ ตอบไม่ได้ก็จะพยายามค้นให้
ถ้าไม่ได้อีกก็...จิบอกว่า....ตอบบ่ได้ แหะ แหะ
rolleyes.gif mellow.gif laugh.gif
ไปกรุงเทพฯ คราวหน้าจะไปกิน เผื่อค่ะ แถวนั้นชอบไปกินบะหมี่เกี๊ยวกุ้ง แล้ว
ปิดท้ายด้วยไอศครีมกระทิสดอร่อยมากๆ อยู่ซอยตรงข้ามวัดมังกรฯ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ May 30 2009, 05:13 PM
โพสต์ #40


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



QUOTE
Ducklast.

โอ้..วิเศษมาก
เข้าใจง่าย
เกิดความมั่นใจอีกต่างหาก

แต่ขออีกนิดกระบวนท่าของวิธีที่หนึ่งมีภาพแสดงเพื่อให้เลียนแบบไหมขะรับ
จะได้เอาไว้ทำประจำ

"วิธีที่1 การดัดยืดมัดกล้ามที่มีพังผืดฝัง
ดูทิศทางการวางตัวของกล้ามมัดที่มีปัญหา จัดท่ายืดจนสุด ทำกลับไปกลับมาซ้ำๆโดยยืดจนสุดทุกครั้ง คราวละ 10-20 ครั้ง วันละหลายๆรอบ (ว่างก็ทำ)พังผืดจะสลายได้"

------------------

ร้านที่ขายคากิงตุ๋นอยู่เลยกาแฟเอี๊ยะแซเข้าไปอีกหน่อย
กาแฟเอี๊ยะแซนี่นะขะรับอยู่ทางทิศตะวันออก ให้เดินตามแนวถนนไปทางทิศตะวันตก ฝั่งตรงข้ามกาแฟเอี๊ยะแซ

ร้านนี้มีแค่คูหาเดียว
มีตุ๋นสารพัดนับแล้วมากกว่า20รายการ
สังเกตุดูก็จะเห็นตรงหน้าร้านมีรังถึงสำหรับนึ่งเรียงเป็นตับ
ทุกวันนี้ไม่ได้ไปกินนานมากแล้ว(10กว่าปี)
ไม่ทราบว่ายังอยู่และคงลักษณะเดิมไว้หรือไม่

ในสมัยที่ยังทำงานพิเศษที่แถวนั้น ไปกินเกือบทุกวัน

ส่วนไอติมกระทิสด เคยลองที่เตาปูนหรือยังขะรับ
ข้าพเจ้ากินทุกครั้งที่เข้ากรุง
เขามีกล่องโฟมใส่ให้เอากลับไปกินที่บ้านได้ด้วย
น่าจะได้ลองดู



--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post

7 หน้า V  < 1 2 3 4 > » 
Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



RSS ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 4th August 2020 - 09:23 AM