IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

โลกหลังความตาย
prigtai
โพสต์ Sep 18 2009, 01:54 AM
โพสต์ #1


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,330
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : NO HORISON
หมายเลขสมาชิก : 6



unsure.gif


..................................................




โลกหลังความตาย


ไฟล์ที่แนบมา  __________517.1_resize.jpg ( 77.13กิโลไบต์ ) จำนวนการดาวน์โหลด: 0
ไฟล์ที่แนบมา  __________517.4_resize.jpg ( 65.78กิโลไบต์ ) จำนวนการดาวน์โหลด: 0


ไฟล์ที่แนบมา  __________517.3_resize.jpg ( 56.82กิโลไบต์ ) จำนวนการดาวน์โหลด: 0
ไฟล์ที่แนบมา  __________517.2.jpg ( 1009.75กิโลไบต์ ) จำนวนการดาวน์โหลด: 1



มีใครเคยรู้สึกว่าตนเองเป็นคนนอกศาสนาบ้างไหมครับ

ศาสนาพุทธนี่แหละมิใช่ศาสนาอื่น

ผมเคยบ่อย ๆ

คือมักรู้สึกว่า
คนเราตายแล้วอาจจะสูญ อาจไม่มีชาติหน้า อาจไม่มีอะไรทั้งนั้น

เหมือนถูกวางยาสลบแค่ฟังเสียงนับหนึ่งไม่ถึงสิบ ก็หายไปเลย ไม่มีตน ไม่มีตัว ไม่มีทั้งความคิดหรือความจำไม่แม้แต่จะฝัน
ทั้งๆที่รู้จักพุทธดำรัสที่แสดงลักษณะของคนนอกศาสนา
ซึ่งมีข้อที่ว่า ผู้ใดเชื่อว่าตายแล้วสูญ รวมอยู่ด้วยข้อหนึ่ง
ก็ยังอดเถียงพระพุทธองค์ไม่ได้

ภูมิธรรมของผมมีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย ไม่เคยถึงขั้นรู้จักภพหน้าภพหลังหรือโลกหลังความตาย จึงเป็นเหตุให้มีความสงสัยในเรื่องชีวิตหลังสิ้นใจว่ามันจะเป็นอย่างไรเสมอ

ความจริงเรื่องชีวิตหลังความตาย ได้มีผู้แสดงไว้มากมายหลายวาระ แต่มันเป็นแค่ความรู้ความเห็นของคนอื่นที่เราไม่สามารถสัมผัสได้
อย่างเช่น โลกของผี หรือที่นิยมเรียกว่า วิญญาณ แม้จะเคยเจอมาอย่างแสนสาหัสหลายครั้งพอมาถึงวันหนึ่งก็เกิดลังเลว่า ที่เคยพบผีนั้นมันเป็นผีจริงหรือไม่ เพราะว่าขณะที่เจอผีนั้น กลัวจนขาดสติ หวาดหวั่นจนขาดความฉลาดที่จะพิจารณาผีที่เจอนั้นว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร

มีเสียงแปลกในความมืดอันสงัด มีกลิ่นประหลาดในที่อันไม่ควรมี หรือเห็นรูปลึกลับวาบไหวในห้องเก็บของเก่า เราโยนบาปให้ผีทั้งหมด

ความกลัวเป็นตัวโยนปาบที่ร้ายกาจที่สุด

แต่ความกลัวไม่เที่ยงแท้แน่นอนหรอกครับ เพราะว่าวันหนึ่งก็จะหายกลัว

พอวันนั้นมาถึงผีก็หายไปจนหมดสิ้น

เสียงก็คือเสียง กลิ่นก็แค่กลิ่น รูปที่เห็นก็แค่รูป แม้สัมผัสพิลึกในสรรพางค์กายก็ยังเป็นแค่สัมผัส

เมื่อความกลัวหายไปความหิวโหยที่จะได้พบผี ที่แน่ใจว่าเป็นผีจริงๆก็มีขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

อย่าคิดว่าผมกำลังอวดดี หรืออวดเก่ง

โดยลึกๆแล้วเป็นความกระหายที่จะรู้จักโลกหลังความตายว่ามีอยู่จริงหรือไม่

ถ้าเรายอมรับว่าผีคือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากความเป็นคน เราจะไปกลัวผีทำไม เพราะว่าวันหนึ่งเราก็จะไปเป็นผีอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

หากโชคดีถึงขั้นได้พบผีอย่างเครื่องบินที่บินไปในทัศนวิสัยอันแจ่มชัด ความสงสัยในเรื่องผี หรือเรื่องโลกหลังความตาย ก็จะถนัดชัดแจ้งขึ้นเอง

สาบานได้ว่าผมหวังแค่นั้น

แต่เราจะพบผีได้ที่ไหนก็ในเมื่อสถานที่ซึ่งลือว่าดุว่าเฮี้ยน ยังให้ผีสักตัวแก่เราไม่ได้สักแห่ง

ในที่สุด ข่าวศาลาผีดุก็มาถึง

ศาลาหลังนี้ทำด้วยไม้ทั้งหลัง ใหญ่โตมโหฬารขนาดรับคนได้เป็นจำนวนพันคน ไม่มีใครรู้อีกด้วยว่าสร้างมาแต่สมัยไหน ตั้งอยู่ในวัดที่เคยร้างมาแสนนาน แม้วันนี้จะมีหลวงปู่ และพระลูกศิษย์เข้ามาอยู่ก็แค่เพียง 3 รูป เป็นศาลาไม้ ขนาดเสา 40 ต้นขึ้นชื่อลือชาว่า แม้พระเณรหรือคนธรรมดาก็ไม่เว้น ทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน กล่าวเป็นเรื่องเดียวกันว่า เฮี้ยนระดับมหากาฬ

ถึงกับว่ามาเดินรอบมุ้งทั้งคืน ถึงกับขึ้นข่มพระบีบคอ จนพระแทบตาย และถึงกับว่าปรากฏกายให้คนพร้อมๆกันนับสิบคนได้เห็น

ในใจตั้งปรารถนาจะไปนอนที่ศาลานั้นสักคืน โดยไม่บอกจุดประสงค์แก่เพื่อนร่วมทางอีก 3 ท่าน คืออาจารย์เวทย์, ปลัดตุ๋ย (ถาวร คูณคำตา), ท่านเมี่ยงวรมัน (ธีรพร ฐานานุศักดิ์) ซึ่งแต่ละท่านมีจุดประสงค์คนละอย่างสองอย่าง ทั้งคล้ายกันและแตกต่างกัน

อาจารย์เวทย์ ตั้งใจจะไปนมัสการหลวงปู่ผู้เป็นเจ้าอาวาส เพราะว่าไม่ได้พบกันหลายปี ท่านปลัดตั้งใจจะเอาพระกับแหวนหยกไปให้หลวงปู่เสก นอกจากนี้อะไรที่เกิดขึ้นถือเป็นของแถมทั้งหมด ท่านเมี่ยงวรมันมีวิญญาณของนักท่องเที่ยวผจญภัยอยู่เต็มเปี่ยมก็ไปเรื่องนั้น และพ่วงเอาเสือภูเขาขึ้นท้ายไปอีกคัน รวมทั้งของผมอีกคัน รวมเป็น 2 คัน นัยว่าจะไปรำลึกการปั่นเสือครั้งเขมร คือ ปั่นจากเสียมเรียบไปทะเลสาบโตนเลด้วยกัน ส่วนผมนอกจากจะไปกราบหลวงปู่แล้วก็มีเรื่องลึกลับที่ซ่อนไว้ในใจนี่เอง

คงต้องสงวนนามหลวงปู่ไว้ก่อน รวมทั้งชื่อวัด เนื่องจากทั้งคณะและองค์หลวงปู่เองประสงค์จะอยู่อย่างสงบเหมือนที่แล้ว ๆ มา คงจะเป็นเรื่องบาปหนาสาหัสหากว่าผมจะเป็นผู้ทำลายความสงบนั้น

วัดอยู่ในเขตอำเภอปากคาดชนแดนอำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย ภูมิประเทศเป็นป่าเขา โดยเฉพาะฝั่งลาวคือภูเขาควายอันมหึมาที่ยังเป็นแดนลี้ลับสำหรับผู้ไม่เคยสัมผัส
แต่ฝั่งไทยก็ใช่ย่อย ทั้งภูลังกาด้านทิศตะวันออก ซึ่งเลียบแม่น้ำโขง ที่เรารู้ว่าด้านหลังภู คือตะวันตก เป็นที่ตั้งของภูทอกของท่านอาจารย์จวน กุลเชษโฐ กับภูสิงห์ ภูวัว รวมทั้งภูหอคำ ฝั่งตรงข้ามในเขตลาว หรือแม้แต่ภูผาแดง ที่มีเรื่องลึกลับเกิดขึ้นในยามค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวงว่า มีลูกแก้วเสด็จลอยออกจากผาแดง จนแม้หมอธรรมหลายคนพยายามจะทำพิธีดักลูกแก้ว แต่ยังไม่สำเร็จ
พื้นที่แถบนี้เกลื่อนกล่นไปด้วยรอยเท้าของครูบาอาจารย์ในอดีต ทั้งปู่มั่น ปู่แหวน ปู่ขาว ปู่ตื้อ สารพัดหลวงพ่อหลวงปู่ล้วนเคยใช้ที่นี้ เป็นที่ปฏิบัติรวมทั้งเป็นทางผ่านไปสู่ภูเขาควาย

แม่น้ำโขงตรงวัดอาฮงศิลาวาส บ้านอาฮง อำเภอบึงกาฬ ที่เราต้องผ่านได้ชื่อว่าลึกที่สุด จนถึอว่าเป็นสะดือแม่น้ำโขง และว่ากันว่าเป็นถิ่นกำเนิดบั้งไฟพญานาคแห่งแรกที่คนรู้จัก เรามองดูกระแสน้ำวน และภูหอคำฝั่งตรงข้ามอันใหญ่โตแล้วนึกเลยเถิดไปถึงจุดที่เรียกว่า ภูเขาควาย อันเป็นเทือกเดียวกัน ก็รู้สึกได้ถึงความน่าประหวั่นในสิ่งลี้ลับที่อาจซ่อนอยู่ตรงไหนสักแห่งของป่าดงดิบ และเขาสูงเสียดฟ้าและที่ริมฝั่งตรงข้ามยังปรากฏเจดีย์สีทององค์เล็กนิดเดียว เด่นสง่าอยู่ท่ามกลางป่ามืดยามโพล้เพล้ นั่นคือเจดีย์บรรจุอัฐิของเจ้าหญิงลาวพระองค์หนึ่ง ซึ่งสูญชีพในสะดือน้ำโขงแต่เนิ่นนานมาแล้ว

ท่านเมี่ยงวรมันมองดูสะดือน้ำโขง แล้วบอกว่าวันหนึ่งจะมาดำน้ำลงไปดูว่า ลึกจริงเท็จแค่ไหน

ท่านเมี่ยงวรมันผู้ซึ่งผมไม่เคยเห็นท่านกลัวอะไร กำลังประกาศความห้าวหาญที่ผมไม่เห็นความจำเป็นอะไรจะต้องทำเช่นนั้น

แต่ความอยากรู้ของท่านก็คงคล้ายกับความอยากรู้ของผมที่อยากรู้เรื่องผี ซึ่งอาจไม่ใช่ความจำเป็นของใครเหมือนกัน

แม้ท่านปลัดคิม ปังกานิบาน (หน้าห้องผู้ว่าฯ หนองคาย) เจ้าของพื้นที่จะทัดทานเราให้พักค้างคืนที่วังคำรีสอร์ท ริมน้ำโขงบ้านหอคำก็ไม่สำเร็จ
เรายืนยันจะนอนวัด และนึกขอบอกขอบใจท่านปลัดอยู่ลึก ๆ แต่อาฆาตพยาบาทไว้ว่า จะมานอนแก้แค้นสักสองสามคืนในวันออกพรรษาที่จะถึงนี้ เพื่อเฝ้าดูบั้งไฟพญานาค ซึ่งท่านก็ยินดีที่จะให้เราล้างแค้นอย่างเต็มใจ เห็นจะเป็นเพราะท่านปลัดคิมกับท่านเมี่ยงวรมันเป็นเพื่อนซี้กันมาแต่อ้อนแต่ออก

เราผ่านคำทัดทานที่เปี่ยมด้วยความเป็นห่วงเป็นใย จนไปถึงวัดโดยไม่คลอนแคลนในเจตนา

และมันเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่สุด

นอกจากแสงหิ่งห้อยที่บินวูบวับในแนวป่าของวัดแล้ว ไม่ปรากฏแสงไฟอื่นใด

ตลอดทั้งวัดมืดสนิทจนแม้เรายืนประชิดกันแค่ไหน ยังไม่สามารถมองเห็นกันได้

ไม่มีคน ไม่มีพระ ไม่มีเณร ไม่มีแม้หมาสักตัว

นอกจากเรา 4 คนแล้ว ไม่พบสิ่งมีชีวิตอื่นใดอีก

เรามีไฟฉายคนละกระบอก ที่เป็นแหล่งกำเนิดไฟแหล่งที่สองรองลงมาจากหิ่งห้อย และหลังจากใช้ไฟฉายสำรวจวัดก็พบศาลาไม้หลังใหญ่ทะมึนอยู่ อาจารย์เวทย์ให้เราคอยที่ศาลาผีดุนี้ ส่วนท่านออกไปค้นหาหลวงปู่ หรือพระลูกศิษย์เพียงลำพัง เราก็ถือโอกาสสำรวจศาลาไปด้วย
ไม่มีใครอยู่ในศาลาโบราณน่ากลัวนี้เลย แม้ทางขึ้นยังหาไม่พบในเบื้องแรก จนกระทั่งสังเกตเห็นห้องสองห้องตรงมุมเสาทั้งสองด้าน จึงทราบว่าบันไดทางขึ้นอยุ่ในห้องทั้งสองนั้น แต่ก็เข้าไม่ได้ เพราะประตูเข้าล็อกไว้ด้วยกุญแจดอกโต

ถ้าจะนอนที่นี่จะทำอย่างไร ใต้ถุนศาลารกเรื้อไปด้วยฝุ่น ไม่มีเครื่องนอน ไม่มีลักษณะที่จะพออาศัยนอนได้ นอกจากข้างบนที่เรายังหาทางขึ้นไม่ได้ ความสูงของศาลาไม่ใช่เรื่องที่เราคิดจะปีนได้ง่าย ๆ จึงหวังเพียงคอยให้อาจารย์เวทย์หาตัวเจ้าของสถานที่จนพบเท่านั้น

มีเสียงนกกลางคืนร้องโหยหวนมา นอกจากหิ่งห้อยก็มีนกที่เป็นสิ่งมีชีวิตในวัดนี้ เวลาผ่านไปพอสมควร อาจารย์เวทย์กลับมาพร้อมกับส่ายหัวว่าไม่มีใครอยู่ในวัดเลย ทุกกุฏิว่าง ไม่มีพระ ไม่มีเณร

ตกลงว่าออกไปสอบถามชาวบ้านที่อยู่ใกล้วัดที่สุด ดีกว่าจะงมโข่งโดยไม่รู้อะไรเลย

เราย้อนกลับออกที่หมู่บ้าน และเมื่อชาวบ้านบอกว่าในวัดมีพระอยู่ 3 องค์ ไม่ได้ไปไหนหรอกเพราะว่าเมื่อเช้านี้ยังเห็นพระ 3 องค์ออกมาบิณฑบาต นั่นเป็นข่าวดีที่ทำให้เราย้อนกลับเข้าไปในวัดอีกครั้ง แต่ข่าวร้ายก็เกิดขึ้นเหมือนเดิม คือหลังจากสำรวจอีกรอบ เราก็ยังไม่พบใคร
ปัญหาที่เราถกกันในเวลาต่อมาคือ เราจะนอนที่ไหน ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบสี่ทุ่มแต่มืดสงัด ปานตีสองตีสาม จะย้อนกลับไปนอนกับปลัดคิมดีไหม ความรู้สึกก็ค้านไว้ว่าจะเสียเหลี่ยมเปล่า ๆ คนปากแข็งมักมีเหลี่ยมแบบไร้เหตุผลเสมอ

เราจึงค้นหาที่นอนในวัด และได้พบศาลาอีกหลังหนึ่ง ดูแล้วเป็นศาลาที่ยังมีการใช้ประกอบกิจสงฆ์ มีข้าวของเครื่องใช้ทั้งเสื่อและหมอนพอได้อาศัยนอน จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า นอนกันที่นี่แหละ คอยจนรุ่งเช้าจนกว่าพระที่หาตัวไม่พบจะออกมาเอง

ต่างคนต่างคว้าเสื่อและหมอนออกเลือกที่นอนคนละมุม คะเนว่าห่างกันพอสมควร คล้ายจะรักษาพระวินัยในระยะห่างของแต่ละกลด ที่จะปักค้างคืน แต่เราไม่ได้ทำตามพระวินัย เราแค่หวังว่าจะไกลกันพอที่จะไม่ได้ยินเสียงกรนของกันและกันเท่านั้น

ผมยอมรับว่าผ่านพ้นคืนนั้นอย่างยากลำบากที่สุด ไม่รู้ว่าเพราะอะไรรู้แต่ว่าตนเองนอนด้วยอาการระวังตัว
ถึงกับถามตัวเองว่า กลัวหรือไม่
คำตอบคือ ไม่กลัว
เมื่อไม่กลัวแล้วทำไมไม่หลับ ไม่นอนเสียโดยง่าย
คำตอบคือ บางทีจะเหมือนเราถูกขู่โดยคนร้ายสักคนว่าจะบุกเข้ามาฆ่าเราในคืนนี้ เรารู้แน่ว่ามันอาจจะบุกมาจริง เราไม่กลัว จึงไม่หลบหนีไปนอนที่อื่น เราจะนอนคอยมัน ดังนั้นอาการของคนที่จะนอนคอยอันตรายจึงเป็นไปด้วยความระแวดระวัง

คืนนั้นในศาลาวัด ผมก็นอนด้วยอาการเช่นนี้

เพิ่งเข้าใจที่ครูบาอาจารย์มักสอนให้ไปปฏิบัติในที่เปลี่ยวร้าง อย่างเช่นในป่าช้า เพราะว่าบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมจะปลุกประสาทให้ผู้ปฏิบัติไม่ง่วงเหงาหาวนอน

ผมเลยนอนภาวนาพุทโธ กำหนดลมหายใจไปเสียเลย

เมื่อทำเช่นนี้กลับรู้สึกว่าคืนอันยากลำบากผ่านไปอย่างรวดเร็ว

มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นในคืนนั้นเหมือนกัน แต่ไม่ชัดเจนพอที่จะเอามาเล่าได้

ทว่าทุกคนออกอาการว่า หลับไม่สนิทตลอดคืนรุ่งเช้ามามองหน้ากันด้วยอาการต่างคนต่างเงียบ แค่ดวงตาก็สื่อความหมายได้พอสมควร

เราคอยจนสายปรากฏว่าทั้งวัด ไม่มีใครอยู่จริง ๆ มีเพียงเรา 4 คนแค่นั้น

เรียกว่าเรานอนวัดร้างอย่างแท้จริงเข้าให้แล้ว

เกิดคำถามอีกข้อว่าพระทั้งวัดหายไปไหนกันหมด คำตอบอยู่ที่โยมอุปัฏฐากที่เป็นชาวบ้านในหมู่บ้านคนหนึ่ง เขาบอกว่า หลวงปู่นำพระลูกศิษย์ทั้ง 2 องค์ ออกไปปลีกวิเวกที่ภูสิงห์ ตั้งแต่ 2 วัน ก่อนที่เราจะมา

มีผู้ถามว่า เมื่อคืนนอนกันที่ศาลาไม้หลังนั้นหรือเปล่า เมื่อเราตอบว่าไม ่ดูท่าคนถามจะคลายกังวลใจ

ทุกคำถามกับทุกคำตอบที่เกี่ยวข้องกับศาลา ล้วนเป็นเรื่องน่าสนใจ ทั้งเป็นการยืนยัน ความเป็นศาลาผีดุให้แน่นแฟ้นขึ้น

แต่ศาลาไม้ที่เป็นเป้าหมายก็ยังลอยนวลอยู่

ผมกับท่านเมี่ยงตกลงกันว่า วันหน้าเราจะมาที่นี่อีก และจะนอนศาลาไม้โบราณนี้ให้จงได้

แน่ใจได้ว่าความตั้งใจอันนี้คือ แรงอาฆาตพยาบาทที่หวังจะมานอนแก้แค้นอีกแห่งหนึ่ง ถึงตอนนั้นบางทีจะมีเรื่องทั้งที่คาดคิดและไม่คาดคิดเกิดขึ้นก็ได้

แม้เที่ยวนี้จะถือว่าเป็นปฏิบัติการที่ล้มเหลว แต่ผมไม่ท้อถอย ยังคงมีความหวังตั้งใจอยู่อย่างล้นปรี่ และเมื่อโลกหลังความตายปรากฏชัดเจนแล้ว ผมยังมีเรื่องพิสดารที่จะเล่าต่อไปอีกมาก เรื่องที่ผมเฝ้าติดตามมาเป็นเวลานับสิบกว่าปี ที่ผมเล่าให้คนใกล้ชิดฟังแล้วอยากรู้ตอนจบพร้อม ๆ กับผมทุกคน

เที่ยวนี้ให้คิดว่าเป็นการฟังเรื่องเล่าคั่นเวลา และเป็นการเอาตัวรอดของคนเขียนหนังสือที่ไม่มีข้อมูลอีกฉบับหนึ่ง

มีคนแซวผมบ่อย ๆ ว่าพักหลังหมดมุข เลยเดินขึ้นธรรมาสน์เทศน์

ตอนนี้ลงจากธรรมาสน์แล้วครับ

แถมยังเลี้ยวเข้าป่าช้าอีกด้วย

ออกจากป่าช้าจะเลี้ยวไปที่ไหนยังบอกตนเองไม่ได้

อย่างไรก็ตามเรื่องโลกหลังความตายยังคงเป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะสัมผัสได้ อย่างที่คิดเอาไว้ก่อนแล้วไม่มีผิด.....


.....................................................

งานเขียนของคุณอาอำพล เจน
จากหนังสือศักดิ์สิทธิ์ฉบับที่ 517
วันที่ 16 กรกฎาคม 2547


--------------------
เราเกิดเป็นมนุษย์มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ
มนุษย์ของเราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก
เวลาตกนรกจะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย อย่าพากันทำ


หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล


Go to the top of the page
 
+Quote Post
 
Start new topic
คำตอบ (1 - 9)
Tippayarn
โพสต์ Jun 14 2011, 02:06 PM
โพสต์ #2


คุณพระ
***

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 149
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เธ›เธฒเธเน€เธเธฃเน‡เธ”
หมายเลขสมาชิก : 20



อาจารย์อำพลครับ วัดอาฮงผมเพิ่งไปนอนมาเมื่อกลางเดือนเมษายนนี้ อากาศดีมากนอนสบาย สถานที่เหมือนรีสอร์ท มีแอร์เปิดให้นอนสบาย ถึงไม่เปิดแอร์ก็คงสบาย มีก้อนหินประหลาด มีประวัติว่าเป็นก้อนหินฤาษี และก้อนหินยักษ์ ผมจำไม่ได้ว่าก้อนไหนยักษ์ ก้อนไหนฤาษี ต้องไปถามคุณหน่อยคนเฝ้ารีสอร์ท เอ๊ย สถานปฏิบัติธรรม วัดอาฮงศิลาวาส กลางคืนดูดาว เช้าดูพระอาทิตย์ขึ้น เย็นดูพระิอาทิตย์ตก ในแม่น้ำโขง สวยมากครับ ตื่นเช้ามากินข้าวเสร็จ พวกผมก็ไปภูลังกา ภุทอก แต่ไม่ได้ขึ้นท่านปิดวันสงกราณต์ ไปถึงภูลังกาก็สายแล้วปีนขึ้นไม่ไหว เลยอดขึ้นไปนอนบนนั้น เพื่อนที่เคยไปเขาไม่บอกว่าต้องขึ้นแต่เช้าถึงจะไม่ร้อน คิดว่าต้องขึ้นไปนอนไปนั่งสมาธิบนนั้นให้ได้สักครั้ง

อำเภอปากคาดผมก็ไปแวะไปวัดหลวงปู่ด่อน อาจารย์อำพล เคยได้ยินไหมครับ องค์นี้ประวัติท่านไม่เบาเลย


--------------------
ถ้าเป็นไปได้อยากไปนิพพาน
Go to the top of the page
 
+Quote Post
za_arnt
โพสต์ Jun 15 2011, 05:26 AM
โพสต์ #3


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 849
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-June 09
จาก : ❤4 ซ.เพชรเกษม 46/1 แยก 2 บางหว้า ภาษีเจริญ 10160
หมายเลขสมาชิก : 43



อ่านไปลุ้นไป ว่าเมื่อไรจะเจอผี มีต่อไหมคะ ยังม่ะเจอผีเลย

เชื่อว่ามีผี-ที่มาวนเวียนให้คนเจอจริง แต่ยังไม่เคยเจอจริงๆเลยสักครั้ง
เพราะไปไหนก็ตาม จะบอกทุกที่ว่า อยากได้อะไรให้มาในฝัน อย่ามาให้เห็นตัวเป็น ๆ 5 5 5 กลัว ว ว ว ว ว

แต่ตอนนี้ไม่กลัว blink.gif แล้ว อาจเพราะแก่แล้วกระมัง tongue.gif


--------------------

~@ WELCOME TO AMPOLJANE.COM @~
Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Jun 15 2011, 08:31 AM
โพสต์ #4


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,087
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



QUOTE(za_arnt @ Jun 15 2011, 05:26 AM) *
อ่านไปลุ้นไป ว่าเมื่อไรจะเจอผี มีต่อไหมคะ ยังม่ะเจอผีเลย

เชื่อว่ามีผี-ที่มาวนเวียนให้คนเจอจริง แต่ยังไม่เคยเจอจริงๆเลยสักครั้ง
เพราะไปไหนก็ตาม จะบอกทุกที่ว่า อยากได้อะไรให้มาในฝัน อย่ามาให้เห็นตัวเป็น ๆ 5 5 5 กลัว ว ว ว ว ว

แต่ตอนนี้ไม่กลัว blink.gif แล้ว อาจเพราะแก่แล้วกระมัง tongue.gif


คงมาให้เห็นตัวเป็นๆ ไม่ได้หรอกครับคุณอา....

อย่างดีก็แค่ให้เห็นตัวตายๆ......ก็เขาเป็นผีนี่คร้าบบบบบ.....



.......และผูกพัน.........
Go to the top of the page
 
+Quote Post
เซี่ยวลี้ปวยเกี่...
โพสต์ Jun 15 2011, 10:05 AM
โพสต์ #5


คุณพระ
***

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 183
เป็นสมาชิกเมื่อ : 4-March 10
หมายเลขสมาชิก : 308



เรื่องเกี่ยวกับผีนี้ผมก็เคยเจอกับตัวเองชนิดจะๆ น่าจะเป็นเรื่องความผูกพันน่ะครับ ตอนผมเป็นเด็กอยู่ประมาณป.๖ขณะนั้น เป็นเวลาซักเกือบ๑ทุ่มแล้วผมอาบน้ำอยู่หลังบ้าน โดยใช้ขันตักจากตุ่มอาบขณะที่กำลังอาบเพลินๆอยู่นั้น ผมก็เห็นยายผมเดินผ่านผมไปที่จำได้เเม่นๆเลยว่าเป็นยาย เพราะยายผมท่านจะนุ่งโจงกระเบน คือแถวนั้นไม่มีใครแต่งตัวแบบนี้หรอกครับ พอผมอาบน้ำเสร็จผมก็ถามแม่ว่ายายไปไหน แม่บอกว่ายายไม่ได้มาหรอก "อ้าว เมื่อตะกี้นี้ยายเดินไปหลังอยู่" พอหลังจากนั้นประมาณ๕ทุ่มน้าชายก็ขับรถมาบอกว่า "ยายเสียแล้ว" ยายผมเสียเวลาเดียวกับที่ผมเห็นยายมาที่บ้านพอดี ที่ผมเห็นยายคนเดียวอาจจะเป็นเพราะ ยายรักผมมากกว่าหลานทุกคน หลานรักว่างั้นเถอะ!
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Jun 15 2011, 01:17 PM
โพสต์ #6


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,478
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



วัดอาฮงบรรยากาศดี วิวสวย คุณพี่Tippayarnเคยนอนแล้ว คงรู้สึกเหมือนรีสอร์ทมากกว่าวัด
แบบเดียวกันกับที่ผมสิงสถิตย์อยู่บนเขานางคอยกับหลวงปู่่พรหมา ผมไม่เคยนึกว่าที่นั่นเป็นวัดแม้แต่วันเดียว
อากาศดี วิวสวย มองเห็นแม่น้ำโขงราวงูยักษ์ เลื้อยหายเขาไปในระหว่างซอกเขา
ไม่มีบรรยากาศของการปฏิบัติธรรม
หลวงปู่ก็เหมือนเป็นพ่อเป็นปู่ เราก็เป็นลูกเป็นหลาน

ทุกวันนี้ยังคิดถึงห้วงเวลานั้นอยู่ขะรับ

ความจริงเรื่องวัดหลวงปู่ทองสากับศาลาผีดุนั้น ผมเว้นไว้ไม่กล่าวถึงเหตุการณ์แปลกๆอย่างหนึ่ง
จะถือโอกาสเล่าให้ฟังคราวนี้

ศาลาที่เราเลือกนอน เป็นศาลาที่อยู่ข้างประตูวัด หลวงปู่พักที่นั่น มีรอยนอนของหลวงปู่ปรากฏอยู่

หลังจากแยกย้ายกันหามุมสับปายะของใครมัน ก็เอนหลังนอนเงียบกันทุกคน

ยังไม่หลับดี เสียงดังปานฟ้าผ่าอยู่บนหลังคา เสียงนัน้ทำเอาสะดุ้งโหยง

ปลัดตุ๋ยฉายไฟส่องขึ้นหลังคา บุ้ยใบ้บอกผมว่าเสียงที่ดังนั้นเกิดขึ้นตรงนั้น
ไม่ทราบเสียงอะไร
เดาว่าเป็นกิ่งไม้ขนาดใหญ่หล่นใส่

ตอนเช้าจึงสำรวจดูว่าเสียงนั้นเกิดจากกิ่งไม้จริงไหม
ปรากฏว่าไม่มีต้นใหญ่ขึ้นอยู่ใกล้หลังคา จนพอที่จะี่ทำกิ่งหักหล่นใส่ได้เลย

จึงเป็นเสียงปริศนาอยู่จนทุกวันนี้

ระหว่างที่นอนอยู่ในศาลานั้น นอนด้วยอาการระวังตัว ทำให้หลับยาก หลับไม่ลง
ผมจึงถือโอกาสนอนภาวนาไปเรื่อยๆ กำหนดลมหายใจไปเรื่อยๆ ไม่หลับ

สิ่งที่ปรากฏในคืนนั้น เหมือนเราตกภวังค์อะไรสักอย่าง
ตัวผมออกไปยืนอยู่หน้าทางเข้าศาลา
เห็นคนจำนวนเป็นร้อยเดินผ่านไปมาอยู่บนทางเดินเท้าหน้าศาลา

สักพักส่วนหนึ่งเดินรี่เข้ามาที่ศาลา แล้วก็ทะยอยเดินเข้าศาลาเป็นแถว

ตอนนี้จึงรู้ว่าที่เราเห็นนั้นไม่ใช่คน แต่เป็นผี

ผีที่มีอยู่ทุกสภาพ หัวไม่มี เน่าเฟะ แขนขาดขาขาด เด็ก ผู้หญิงหรือคนแก่ ทั้งสวย หล่อ น่าเกลียดน่ากลัว แม้แต่สภาพโปร่งแสงก็มี
เดินเข้าศาลาเป็นสาย ไม่สนใจมองผม ไม่สนใจว่าจะเดินชนผมหรือไม่

ที่ผมทำคือหลบคนโน้นที คนนี้ที เบี่ยงตัวหลบเพื่อไม่ให้เขาเดินชน
พวกเขาทำอาการเหมือนไม่เห็นผมยึืนขวางอยู่ตรงนั้น

พวกเขาเข้าไปออกันอยูในศาลา คล้ายกับกำลังเข้ามาประชุมกันทำกิจอะไรสักอย่างร่วมกัน

ผมไม่ทันเห็นเหตุการณ์่ต่อจากนั้นว่าพวกเขาเข้่ามาเพื่อประกอบกิจอย่างไร

ด้วยว่าแค่เดี๋ยวเดียวไก่ก็ขัน
เสียงไก่ปลุกผมตื่นจากภวังค์อันนั้นทันที

มองดูนาฬิกา

ตี 5 พอดี

เหลือเชื่อมาก ผมรู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านเวลานั้นมาแค่ประมาณชั่ั่วโมงเดียว

ไม่ใช่6ชั่วโมงตามเวลาจริง

ไฉนจึงเช้าเร็วปานนั้น

เป็นปรากฏการณ์ที่ผมถามตัวเองว่ามันคืออะไร

มันเป็นแค่ภาพลวงตาหรือเปล่า

ผมไม่ได้หลับและไม่ได้ฝัน

ทุกวันนี้ก็ยังไม่ทราบ ไม่เคยเล่าให้หลวงปู่ฟังอีกด้วย


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Bluejean
โพสต์ Jun 17 2011, 12:53 PM
โพสต์ #7


คุณหลวง
**

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 59
เป็นสมาชิกเมื่อ : 22-April 10
หมายเลขสมาชิก : 357



มีภาคต่อไหมครับ รออ่านครับผม
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Jun 17 2011, 04:18 PM
โพสต์ #8


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,478
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



เล่าอะไำรที่เกี่ยวกับหลวงปู่ทองสาอีกสักเรื่องก็ดี



เมื่อราวๆปี48 นิมนต์หลวงปู่มาดูพื้นที่ป่าในเขตอำเภอโขงเจียม แถวๆบ้านเวินบึก
ป่านี้เคยมีเรื่องเข่นฆ่า มีคนตายกันอยู่ในป่า เป็นร้อยศพ
สมัยนั้น สมัยลาวแตก ทหารลาวไล่ฆ่าชาวบ้านที่อพยพหนีผ่านป่าแห่งนี้เข้ามาลี้ภัย

เขาเล่ากันว่า แม้เวลากลางวัน คนออกหาของป่ายังวิ่งหนีป่าราบ ด้วยมีเสียงร้องโหยหวนเกิดขึ้นกลางวันแสกๆ
เขาว่าเป็นเสียงผีที่ยังไม่ไปผุดไปเกิด ยังรับความทุกข์อยู่ในป่านั้น

ทีนี้สารวัตรเทวินทร์ได้ซื้อที่ดินติดป่าและเขาเดียวกัน นึกอยากถวายที่ดินแปลงนั้นแก่หลวงปู่ทำสำนักสงฆ์หรือวัด

หลวงปู่ก็มาดู

ตกลงก็รับไว้ เทียวไล้เทียวขื่อจากหนองคายกับอุบลฯหลายเที่ยว

สภาบุญก็ไปสร้างกุฏิถวายไว้4หลัง ซื้อไม้เก่าจากที่เขารื้อบ้านพักครูของสถาบันราชภัฏ อุบลฯ 2แสนกว่าบาท
นอกจากปลูกกุฏิที่นั่นได้4หลัง ยังเหลือไม้ปลูกศาลาที่ศูนย์พุทธสถานสภาบุญ อ.กุดข้าวปุ้นอีก 1 หลัง

ครั้งหนึ่งหลวงปู่ทองสามากับลูกศิษย์ พักนอนที่นั่น ผมและท่านเมี่ยง วรมัน กลับเข้าเมือง นอนบ้านตนเอง
สารวัตรเทวินทร์อาสาอยู่ปรนนิบัติแทน และนอนกับหลวง่ปู่ในป่านั้น

ลูกศิษย์หลวงปู่แอบกระซิบสารวัตรว่า อยากเจออะไรดีๆี ให้นอนแอบฟังหลวงปู่เน้อ

สารวัตรสนใจอยากรู้ว่าเรื่องอะไร แอบเอาเสื่อไปปูนอนใต้ถุนกุฏิ

ตกดึกได้ยินเสียงหลวงปู่กึ่งเทศน์กึ่งอบรมธรรม
คล้ายๆกับกำลังพูดหรือสนทนาธรรมหรืออบรมธรรมให้ใครฟังตลอดทั้งคืน
ใกล้แจ้งจึงเงียบ

สารวัตรบอกว่าน่าฟังจับจิต จนบางข้อธรรมเอามาถือปฏิบัติได้

ต่อมาหลวงปู่มาพักที่บ้านผม
จัดห้องถวายท่านแล้ว ผมก็ยังไม่ลืมเรื่องที่สา่รวัตรเล่าให้ฟัง

ตกดึกผมแอบย่องมาแอบพิงข้างฝาห้อง จะฟังเสียงหลวงปู่คุยกะใครไม่ทราบเหมือนสารวัตรได้ฟัง

ปรากฏว่าเงียบ ไม่มีเสียงอะไรเลยจนรุ่งแจ้ง

เรื่องนี้คาอยู่ในใจผม
จนวันหนึ่งอดถามท่านไม่ได้ว่ามันเป็นยังไงกันแน่

หลวงปู่บอกยิ้มๆว่า
"ปู่เป็นคนชอบนอนละเมอ"

ผมก็นึกว่าจะเชื่อท่านดีหรือไม่ดีอยู่จนทุกวันนี้


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ღ•♥AD♥•ღ
โพสต์ Jun 18 2011, 05:02 AM
โพสต์ #9


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 1,414
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : 39/7 บางหว้า หมู่ 5 เพชรเกษม 46 ภาษีเจริญ กทม.10160
หมายเลขสมาชิก : 5



รออ่านอยู่ มีต่ออีกแน่ ๆ

ว่างแล้วมาเล่าอีกนะคะ ทุกคนรออยู่




ปล.แอบนินทา "คนอะไรเจอผีบ่อยจัง"


--------------------





Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Jun 18 2011, 09:23 AM
โพสต์ #10


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,478
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



ท่านก็เจอผีบ่อย
เพียงแต่ท่านไม่รู้ว่าเป็นผี

หลวงปู่คำพันธ์บอกกะข้อยว่า

"ผีก็คือคน คนก็คือผี"

ผีตัวแรกที่เจอกันทุกวัน แถมอยู่กับมันตลอดเวลา ก็คือผีตัวเอง

นอกนั้นก็ผีผัว ผีเมีย ผีลูก ผีหลาน ผีเพื่อน ผีสารพัดผี เพ่นพ่านอยู่รอบๆตัวเราทั้งวัน



--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



RSS ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 26th July 2014 - 06:09 PM