IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน, เล่าเรื่องหลวงปู่สรวงในแง่มุมต่างๆ รวมทั้งอภินิหารน่าอัศจรรย์
prigtai
โพสต์ Oct 20 2009, 05:25 PM
โพสต์ #1


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,524
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : NO HORISON
หมายเลขสมาชิก : 6



dry.gif

........................................




ก่อนอื่นต้องขอบอกทุกๆท่านที่ได้เข้ามาอ่านกระทู้นี้ให้เข้าใจเสียก่อนว่า เรื่องเล่าอันเกี่ยวกับหลวงปู่สรวงที่ทุกท่านจะได้ติดตามนับจากนี้เป็นต้นไป เป็นการนำมาเรียบเรียงใหม่จากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสท่านหนึ่ง

ฉะนั้นจึงขอให้ทุกท่านที่สนใจใคร่รู้ และเฝ้าติดตามเรื่องราวของหลวงปู่สรวงนับจากนี้ไป ได้โปรดจงทำใจให้เป็นกลางในการที่จะรับฟังและรับข้อมูลในครั้งนี้เสียก่อน และขอให้ทุกท่านได้ละ,วางในสิ่งที่ทุกท่านเคยได้ยินหรือเคยรับฟังมา ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ทั้งหมดเอาไว้เสีย เพื่อที่เราจะได้เข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้แม้บางช่วงบางตอนจะฟังคล้ายหนังอินเดีย ที่มีแต่เรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อ เหาะเหิรเดินอากาศบ้าง ,เดินบนน้ำบ้าง , เดินทางลัดบ้างหรืออะไรก็แล้วแต่ อันเป็นการกระทำที่คล้ายในเทพนิยายมากว่าจะเป็นเรื่องจริง แถมมากมายไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ก็ตามที

คำบอกเล่าทั้งหมดนับจากนี้ไปผู้ที่ได้กรุณาเล่าให้ฟังยังมีชีวิตอยู่ และเป็นบุคคลเดียวที่ติดตามรับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่สรวงมานานแล้วอย่างน้อยๆก็ 30 ปีโน่นแหละที่ท่านได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดหลวงปู่สรวง จนแม้กระทั่งวันหลวงปู่มรณภาพคุณลุงท่านนี้ก็ไม่ได้ห่างจากหลวงปู่เลย

จึงนับได้ว่าคุณลุงท่านนี้เป็นผู้ที่รู้เรื่องราวต่างๆของหลวงปู่สรวงมากที่สุด ,ละเอียดที่สุด ,จริงที่สุดอย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆในความน่าเชื่อถืออันเกี่ยวเนื่องไปถึงข้อมูล และประวัติของหลวงปู่สรวง

หากจะมีการกล่าวถึงหลวงปู่สรวง ก็นับได้ว่าข้อมูลจากคุณลุงท่านนี้น่าเชื่อถือที่สุดมากว่าผู้ใดทั้งสิ้น

หลวงปู่สรวงท่านเป็นพระที่มีประวัติความเป็นมาที่ค่อนข้างแปลก และมีวัติปฏิบัติที่ค่อนข้างจะพิสดารเป็นที่สุด นับตั้งแต่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวของพระธุดงค์มา

ด้วยว่าท่านไม่อินังขังขอบกับกฎกติกาใดๆ ที่ได้มีการบัญญัติไว้เป็นระเบียบ ให้พระธุดงค์ได้ประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมาเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย

จากคำบอกเล่าของคุณลุงท่านนี้ (ขอสงวนนามเหมือนอย่างเคย เพราะท่านไม่อนุญาตให้นำชื่อเสียงของท่านมาเปิดเผยอย่างเด็ดขาด) หลวงปู่สรวงเป็นพระที่ชาวบ้านในเขตรอบนอกที่ห่างไกลจากตัวจังหวัด และห่างไกลจากความเจริญค่อนข้างจะรู้จักท่านเป็นอย่างดี แตกต่างจากชาวเมืองในเขตตัวจังหวัด ที่ไม่ค่อยจะได้ยินหรือรู้จักกิตติศัพท์ของท่านกันสักเท่าไหร่นัก บางคนไม่รู้จักหลวงปู่สรวงเลยก็มี และมีเป็นจำนวนมากเสียด้วย

คุณลุงท่านนี้เริ่มรู้จักหลวงปู่สรวงเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2516

มูลเหตุแห่งการรู้จัก มาจากการที่ คุณลุงท่านนี้มีอาชีพรับจ้างขุดสระน้ำ หรือบ่อน้ำตามอำเภอหรือหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกล และไม่ต้องการที่จะรอความช่วยเหลือจากทางราชการ ที่มีโครงการจากรัฐบาลมาขุดให้ชาวบ้านฟรี เพราะไม่รู้ว่าจะมีคิวมาถึงหมู่บ้านของตนเองเมื่อใด

ประมาณกลางปี 2516 มีงานรับจ้างที่จะต้องไปขุดสระน้ำให้กับชาวบ้านในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ หลังจากตกลงรับปากรับคำกับชาวบ้านที่มาว่าจ้างกันเป็นมั่นเป็นเหมาะดีแล้ว เมื่อจวนใกล้ถึงวันและเวลาที่นัดหมายกันเอาไว้ก็ส่งทีมงานล่วงหน้าไปก่อน ตัวแกเองจะตามไปทีหลังในวันขุด
เมื่อทีมล่วงหน้าข้าไปถึงพื้นที่แล้วก็ต้องแปลกใจ เมื่อมีชาวบ้านมาส่งข่าวให้ทราบว่า งานจ้างขุดสระน้ำที่ได้นัดหมายตกลงกันเอาไว้นั้น ขอเลื่อนออกไปก่อน วันนั้นไม่ว่าง และไม่มีใครสักคนว่างพอที่จะมาคอยบอกคอยดูในระหว่างที่การขุดจะดำเนินไป

พรรคพวกที่ไปถึงก่อนก็งง อีตอนไปติดต่อก็เร่งให้รีบขุดเร็วๆ แต่พอถึงวันนัดกลับมาบอกว่าไม่ว่างไม่พร้อม ไม่อยู่ มันยังไงกันแน่

ถามไถ่เอาความจากชาวบ้านเรียบร้อยแล้วทีมงานขุดสระน้ำของคุณลุงผู้นี้ก็ถึงกับมึนไป

ที่บอกว่าถึงกับมึนงงก็เพราะสาเหตุที่ชาวบ้านยังไม่พร้อมที่จะให้ขุดสระน้ำ เป็นเพราะว่าในวันนั้นจะพากันไหว้พระธุดงค์องค์หนึ่ง ซึ่งจะธุดงค์ผ่านมาทางหมู่บ้านพอดี

ฮ่วย...!!!

จะไปไหว้พระ ทำไมถึงต้องไปหมดกันทั้งหมู่บ้าน ไม่มีใครยอมอยู่เฝ้าบ้าน หรือเฝ้าหมู่บ้านแม้แต่คนเดียวเลยหรือ

ทุกคนต่างก็พร้อมหน้าพร้อมตา และพร้อมใจชวนกันไปกราบหลวงปู่พระธุดงค์นิรนามองค์นั้นหมดทั้งหมู่บ้านจริงๆหรือ

คิดดูแล้วก็แปลกดี นอกจากแปลกแล้วก็ยังเกิดความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มมากขึ้นอีกเป็นอันมาก

ความสงสัยมันมีเยอะเสียจนทนไม่ไหว

พระอะไรจะเรียกศรัทธาจากสาธุชนได้มากมายไม่มีประมาณปานนั้น

ถึงกับยอมละทิ้งบ้านเรือนให้ร้างเจ้าของพร้อมกันทั้งหมู่บ้านอย่างนี้ เพียงเพราะว่าทุกคนต้องการจะไปกราบพระธุดงค์องค์นั้น

คุณลุงยังเล่าต่อไปอีกว่า หลังจากพรรคพวกที่ล่วงหน้ามาก่อนได้แจ้งกลับไป ทำให้คุณลุงเองถึงกับอยากรู้อยากเห็นอยากดูให้เห็นกับตาของตนว่า พระธุดงค์องค์นี้เป็นใครมาจากไหนและมีคุณธรรมวิเศษอย่างไร ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันไปกราบท่านกันจนหมดหมู่บ้านอย่างนั้น

ลำพังตัวของคุณลุงเอง แกก็เป็นผู้ฝักใฝ่ในธรรมะกับการบุญอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน พระองค์ไหนที่ว่าดัง พระองค์ไหนที่ใครเค้าลือว่าเก่ง ลุงแกเป็นไม่ยอมพลาด จะต้องไปกราบไปไหว้ให้เห็นกับตาตนเองและเป็นบุญแก่ใจตนเองให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่ฝั้น , หลวงปู่ขาว , หรือแม้แต่หลวงปู่หล้า คุณลุงแกก็ตระเวนไปกราบไปไหว้มาหมดแล้ว

“หลานจะเชื่อมั๊ย ทันทีที่ลุงไปถึงหมู่บ้านนั้น ลุงเองต้องแปลกใจเป็นอันมากต่อสภาพที่ลุงได้เห็นในขณะนั้น ในหมู่บ้านไม่มีใครเหลืออยู่เลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกเล็กเด็กแดง หรือแม้แต่ผู้เฒ่าชราที่ปกติจะถูกปล่อยให้อยู่โยงบ้านเสมอๆ ก็ไม่มีให้เห็นหรือมีให้ลุงได้ถามไถ่แม้แต่คนเดียว ลุงยังคิดเล่นๆเลยว่า นี่หากมีโจรมาปล้น โจรมันคงไม่ต้องออกแรงอะไรมากนัก แค่ขับรถมาจอดแล้วก็เดินเลือกเอาเลย อยากอะไรของบ้านหลังไหนก็ไม่มีปัญหา ยกมาใส่รถได้เลย และหากชาวบ้านกลับมาจากไหว้พระ ก็คงจะไม่รู้อีกนั่นแหละว่าหมู่บ้านของตนถูกโจรก๊กไหนมายกเค้าเอาไปจนเกลี้ยง นี่พูดถึงว่าถ้าหากมีโจรหลงทางผ่านมาเจอนะ”

ฟังแล้วคุณผู้เชื่อเรื่องนี้มั๊ยครับ

ท่านเชื่อมั๊ยครับว่ามีพระแบบนี้อยู่จริงๆในโลกบูดๆเบี้ยวๆใบนี้

พระที่เพียงแต่ชาวบ้านรู้ข่าวว่าอยู่ที่ไหน ก็พร้อมใจกันยกโขยงพากันไปกราบไปไหว้อย่างไม่รั้งรอและอนาทรต่อสิ่งใดๆ เพียงแต่ขอให้ตนเองได้เป็นหนึ่งในผู้ที่จะได้กราบไหว้หลวงปู่พระธุดงค์องค์นั้น

ความแปลกประหลาดของพระธุดงค์รูปนั้นยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้

ยังมีอีก

อีกหนึ่งเรื่องที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ หลังจากอ่านจบแล้ว ผมก็จะขอถามทุกท่านอีกนั่นแหละ ว่าท่านเชื่อมั๊ยว่า เรื่องที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง

มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงปู่สรวงท่านออกธุดงค์ไปทาง อ.อำนาจเจริญ จำไม่ได้แล้วล่ะว่าหมู่บ้านที่ท่านธุดงค์ผ่านไปชื่อหมู่บ้านอะไร รู้แต่ว่าไปถึงก็จวนค่ำแล้วโพล้เพล้เต็มที ก็เริ่มมองหาที่สำหรับปักกลดเพื่อพักผ่อนในค่ำคืนที่จะมาถึง

ตามปกตินิสัยของหลวงปู่ท่านจะไม่จำวัดในหมู่บ้านหรือแม้แต่ในวัดเองก็เถอะ หากอยู่ในที่ชุมชนมีคนพลุกพล่านแล้วล่ะก็เป็นอันเลิกกัน ท่านไม่ยอมอยู่แน่ๆ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ท่านพาเดินเลาะเลียบเข้าไปในป่าตามชายหมู่บ้านไม่ยอมเดินเข้าไปในหมู่บ้าน และไปหยุดพักในป่าที่ห่างจากหมู่บ้านพอสมควร

ด้วยความที่เดินทางกันมาทั้งวันก็เลยหิว วันนั้นทั้งวันมีแต่น้ำเปล่าที่ตกถึงท้องไม่มีอาหารอย่างอื่น อาการหิวก็เลยเก็บไว้ไม่มิดปิดไว้ไม่อยู่ หน้ามืดจะเป็นลมเสียให้ได้

หลวงปู่ท่านก็คงรู้และดูออกว่าเราหิว แต่ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่แม้แต่จะบอกให้เราเข้าไปหาอาหารในหมู่บ้านมากินให้หายหิว

เมื่อหลวงปู่ไม่บอกไม่พูด หิวอย่างไรก็ต้องทนต้องอดนั่งอยู่กับท่านทั้งอย่างนั้น

หลังจากเลือกสถานที่สำหรับจะพักปักกลดได้แล้ว หลวงปู่ก็เดินหายลับเข้าไปในป่าอย่างเงียบๆ ปล่อยให้เรานั่งรออยู่อย่างนั้นโดยท่านไม่ได้บอกหรือสั่งอะไร นอกจากบอกให้ก่อไฟไว้ไล่ยุงเท่านั้น

สักพักท่านก็เดินกลับมา ไม่ได้มาตัวเปล่า ในมือของหลวงปู่สรวงมีปลาช่อนตัวเขื่องขนาดประมาณเท่าๆกับแขนของผู้ใหญ่ กำติดมือดิ้นกะแด่วๆมาด้วยตัวหนึ่ง

เมื่อเดินมาถึงกองไฟที่ก่อเอาไว้หลวงปู่ท่านไม่พุดพล่ามทำเพลงให้เยิ่นเย้อเสียเวลา

ท่านจัดการหักคอปลาช่อนเคราะห์ร้ายตัวนั้นดังเป๊าะ แล้วโยนปลาช่อนดวงซวยตัวนั้นเข้ากองไฟอย่างหน้าตาเฉย ทำเหมือนอย่างกับว่า การหักคอปลาเป็นเรื่องธรรมดาๆซะอย่างนั้นแหละ

เมื่อเผาจนปลาสุกดีแล้ว หลวงปู่ก็จัดแจงแบ่งปลาช่อนออกเป็นสองส่วน ต่างคนต่างกิน อิ่มแล้วก็เตรียมตัวเข้านอน ก่อนนอนยังนึกฉงนในใจไม่หาย

หลวงปู่ทำไมถึงทำอย่างนั้นวะ เป็นพระบวชถือศีล ออกธุดงค์หาความสงบ ความหลุดพ้นแท้ๆ แต่ไหงดันไปจับปลามาหักคอเผากินหน้าตาเฉยเลย

มิหนำซ้ำตัวท่านเองก็กินปลาช่อนเผาตัวนั้นเป็นอาหารเย็นอีกต่างหาก

มันยังไงกันแน่หว่า...!!!
.......................................................

ถามอีกทีท่านเชื่อมั๊ยว่านี่เป็นเรื่องจริง
ท่านเชื่อจริงๆ มั้ยว่ามีพระแบบนี้อยู่ร่วมยุคสมัยกับเรา

.............................................ด้วยรัก...


--------------------
เราเกิดเป็นมนุษย์มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ
มนุษย์ของเราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก
เวลาตกนรกจะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย อย่าพากันทำ


หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล


Go to the top of the page
 
+Quote Post
9 หน้า V   1 2 3 > »   
Start new topic
คำตอบ (1 - 19)
rungrong
โพสต์ Oct 20 2009, 07:22 PM
โพสต์ #2


ออกญา
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 462
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : เมืองชื่อมงคลดี ภาคอิสาน กลางใบขวานทอง
หมายเลขสมาชิก : 14






เรื่องแบบนี้ เชื่อครับผม

ภาพที่เห็นนั้นจริง แต่สิ่งที่เห็นนั้นล้วนสมมุติ ใดใด ในโลกล้วนอนิจจัง

ปลานั้นอาจเป็นดินที่ท่านปั้นให้มาดิ้นแด่วๆ ก็อาจเป็นได้ ฉันดินเป็นยาก็คงไม่ผิดศีลอันใด

ศิษย์เองก็พลอยได้ยาแก้หิวไปด้วย แหม..มีบุญจังที่ได้อาหารทิพย์จากหลวงปู่

แม้ไม่เคยรู้จักองค์จริงท่าน แต่อ่านเรื่องท่านแล้ว ไม่แปลกใจเลย

ที่ชาวบ้านพร้อมใจพากันไปกราบท่านหมดหมู่บ้านแบบนั้น


รูปเหมือนที่โชว์ไว้น่ะชอบมากเลยค่ะ เปิดจองด้วยหรือเปล่าคะ?? อยากได้

มาตอบ และเล่าต่อเร็วๆ นะคะท่าน



แก้ไขเพิ่มเติม 24 ต.ค.52

อ่านเหตุการณ์นาทีต่อนาที ที่หลวงปู่จะละสงขาร คลิกที่นี่ค่ะ

ขอบคุณบทความเก่าจาก www.sisaket.ru.ac.th/pra-sisaket






--------------------
....ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
prigtai
โพสต์ Oct 20 2009, 09:37 PM
โพสต์ #3


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,524
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : NO HORISON
หมายเลขสมาชิก : 6



laugh.gif

เปิดจองแล้วครับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
เข้าไปจองได้ที่กระทู้ ข่าวสารได้เลยนะครับ

..................................ด้วยรัก...


--------------------
เราเกิดเป็นมนุษย์มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ
มนุษย์ของเราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก
เวลาตกนรกจะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย อย่าพากันทำ


หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล


Go to the top of the page
 
+Quote Post
prigtai
โพสต์ Oct 21 2009, 07:41 AM
โพสต์ #4


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,524
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : NO HORISON
หมายเลขสมาชิก : 6



rolleyes.gif
จะสังเกตุว่า หลวงปู่สรวงบางครั้งก็ครองจีวรสีขมิ้นเหมือนพระทั่วไป
แต่บางครั้งกลับห่มผ้าขาวเหมือนพราหมก็มีออกบ่อยไป ดังเช่นรูปที่คุณรังรองได้นำมาลงให้ชมกัน
ขอขอบคุณครับ

ดังนั้นผ้าที่ปิดอยู่ใต้ฐานของรูปหล่อลอยองค์หลวงปู่สรวงจึงมี 2 สีเช่นกัน

.................................ด้วยรัก...

มีความลับอีกเรื่องที่ผมยังไม่บอกตอนนี้
ไว้รออีกสักพักถึงจะบอก อิอิ





--------------------
เราเกิดเป็นมนุษย์มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ
มนุษย์ของเราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก
เวลาตกนรกจะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย อย่าพากันทำ


หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล


Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Oct 22 2009, 01:06 PM
โพสต์ #5


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยชื่อได้แล้วขะรับ
ลุงของพ่อเจ้าประคุณprigtaiที่ไม่ยอมให้ออกชื่อนั้นมีนามตามบัตรประชาชนว่า
บุญเลิศ เพียรเพิ่มพูน
ปัจจุบันอายุ62ปี



--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Oct 23 2009, 07:47 AM
โพสต์ #6


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23





อยากให้ลองพิจารณาภาพทั้งสามนี้ว่าพอจะเห็นแปลกบ้างไหม
ภาพแรกถ่ายเมื่อปี2516
ภาพที่2และ3ถ่ายก่อนหลวงปู่สรวงมรณภาพแค่เดือนหรือ2เดีอนเท่านั้น

บุรุษที่อยู่ในภาพทั้งสองคือพ่อลุงบุญเลิศ เพียรเพิ่มพูน
ขณะที่ถ่ายภาพแรกกับหลวงปู่พ่อลุงอายุ26ปี
ภาพที่2และ3ถ่ายเมื่อปี2543 พ่อลุงมีอายุ53ปี

คนที่เราเห็นกับตาเลยขะรับว่าแก่เฒ่าไปจริงๆคือพ่อลุงบุญเลิศ



--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Oct 23 2009, 04:45 PM
โพสต์ #7


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



จะเล่าเสริมจากprigtaiสักเล็กน้อย
ทำนองเก็บรายละเอียดที่prigtaiทำหกตกหล่น หรือว่าทำเป็นแกล้งลืมตรงนู้นนิดตรงนี้หน่อย

พ่อลุงบุญเลิศเล่าว่าคราวที่หมู้บ้านถึงกับร้างหนนั้น ถือว่าเป็นเหตุให้ได้พบหลวงตาสรวงเป็นครั้งแรก

หลวงตาสรวงท่านมาที่หมู่บ้านอีกหมู่บ้านหนึ่ง ไกลจากหมู่บ้านที่พ่อลุงบุญเลิศไปรับงานขุดสระราวๆ20กว่ากิโล
คนทั้งหมู่บ้านนี้เมื่อทราบว่าหลวงตามา ก็พากันหอบลูกจูงหลา่นไปกราบหลวงตาที่หมู่บ้านโน้นกันจนหมด

หมู่บ้านจึงร้างอย่างที่prigtaiได้เล่าไว้แล้ว

พ่อลุงบุญเลิศเกิดข้อสงสัยว่าพระอะไรกัน ถึงกับให้คนทิ้งบ้านแจ้นไปหาจนบ้านร้างขนาดนี้
ก็เลยตามไปดู

"พอไปเห็น..โอ๊ยย..มันอะไรกันนักกันหนา..หลวงตานอนกลิ้งเกลือกอยู่กับขี้ดิน สกปรก ขี้ไคลขึ้นเป็นคราบ ขี้ตาก้อนเท่าเม็ดถั่ว น้ำลายก็ไหลเยิ้ม ขอโทษนะหลาน..หำก็โผล่ออกมาทั้งพวงอีกด้วย"

พ่อลุงบุญเลิศเล่าว่า เกิดความเัอน็จอนาถแกมสมเพช
ทั้งสมเพชหลวงตาและพวกชาวบ้าน
พระก็เหมือนผีบ้า ชาวบ้านยิ่งบ้าหนักกว่าอีก มาแห่มาแหนล้อมหน้าล้อมหลังกราบพระบ้ากันประหลกๆ

"พอนึกในใจเท่านั้น หลวงตาก็ทำปากจู๋ส่งเสียงจุ๊กๆ นิ้วชี้ก็เคาะลงที่พื้นดินป๊อกๆๆสามครั้ง..โน่น..แม่ไก่ มันกำลังหากินหาเลี้ยงลูกเจี๊ยบอยู่ฝูงหนึ่ง มันหยุดกึก หันกลับมา แล้วก็ทั้งบินทั้งวิ่งมาหาหลวงตา
ทั้งแม่ทั้งลูกวิ่งกันปานกับกลัวจะมาไม่ทัน คือมันแย่งกันวิ่งสลับบินมาหาหลวงตาแบบรีบร้อนที่สุด..ตัวแม่ไก่มาหมอบนิ่งอยู่ข้าง ๆ หลวงตา ส่วนลูกๆพอมาถึงก็โดดขึ้นเล่นบนตัวหลวงตา..น่ารักมาก"

พ่อลุงบุญเลิศบอกว่าตอนนั้นชักจะนึกแปลกใจแปลบปลาบเล็กๆเข้าบ้างแล้ว
สักครู่หลวงตาสรวงก็เอานิ้วมือขีดลงพื้นดินเป็นวงกลมเล็กๆ
จับลูกไก่ตัวหนึ่งวางใส่ในวงกลม
แล้วท่านก็ลุกขึ้นเดินไปนั่งอยู่บนกระท่อม

แม่ไก่กับลูกของมันทั้งฝูงก็ลุกขึ้นกลับออกไปหากินตามปกติเหมือนเดิม
เว้นแต่ลูกไก่ตัวที่อยู่ในวงกลมเท่านั้น

"มันนอนเล่นเหมือนมีความสุข จิกขนตัวเอง นอนเหยียดแข้งเหยียดขา ลุงย่องเข้าไปจับมันออกมาปล่อยนอกวงกลม มันก็กลับวิ่งเข้าไปอยู่ในวงกลมอีก จับมันออกมาอีกที มันก็กลับเข้าไปในวงกลมเหมือนเก่า"

ตอนนี้พ่อลุงบุญเลิศตาสว่างแล้วขะรับ
ลุกขึ้นเดินตามหลวงตาเข้าไปที่กระท่อม
พอก้มลงจะกราบเท้า

"ท่านชักเท้าหนีไม่ให้กราบ ลุงขยับตามไปจะกราบให้ได้ ท่านก็ชักเท้าหนีอีก ลุงจึงตัดสินใจจับขาท่านไว้ไม่ให้หนี จึงได้กราบสมใจ แล้วก็ขอขมาท่านว่า ลูกหลานผิดไปแล้ว มองคนก็แค่เปลือก ไม่ใด้มองถึงเนื้อใน จึงเป็นเหตุให้นึกประมาทครูบาอาจารย์"


"แล้วลูกไก่ที่อยู่ในวงกลมล่ะ" ข้าพเจ้าถามพ่อลุงบุญเลิศ
"อ๋อ..สักครู่หลวงตาทำปากเป่าลมไป มันจึงออกสามารถจากวงกลมวิ่งกลับไปหาแม่ของมันได้"
"หลังจากนั้นพ่อลุงก็กลายเป็นผู้ติตดามหลวงตาไปจนตลอดชีวิต"
"ไม่นะ..กว่าท่านจะยอมให้ติดตามก็อีกเป็นเดือน ระหว่างนั้นตามท่านไปอย่างเดียว ไม่ให้คลาดสายตา ไม่ว่าท่านจะไปที่ไหนก็ตาม "
"ท่านก็ยอมให้ตามหรือขะรับ"
"ท่านไล่ให้หนี ไม่ให้ตาม แต่ลุงเล่นลูกตื๊อไม่ยอมถอย ท่านไล่ เราก็หลบไปอยู่ห่างๆ พอเผลอๆก็กลับเข้ามา เป็นแบบนี้อยู่นาน จนกระทั่งวันหนึ่งลุงเหนื่อยหลาย หิวก็หิว ข้าวไม่ได้กินทั้งวัน เผลอหลับไปนานแค่ไหนไม่รู้ตัว ตื่นอีกทีเพราะว่ามีคนมาปลุก พอลืมตาก็มืดค่ำสนิทไปแล้ว"
"หลวงตามาปลุก"
"เปล่าๆ ท่านน่ะหนีไปแล้ว แต่เกิดเปลี่ยนใจให้ลูกศิษย์ที่ติดตามท่านประจำย้อนกลับมาปลุก"
"อ้าว..ก็ไหนว่าท่านไม่มีลูกศิษย์"
"ไม่เชิงลูกศิษย์..คือหลวงตาชอบจะมีผู้ติดตามประจำอยู่สามคน แต่ไม่ได้ติดตามพร้อมกันทั้งสามคน ท่านให้ตามแค่ทีละคนเท่านั้น แล้วทั้งสามคนเป็นพวกไม่เต็มบาทด้วยกัน คนไม่เต็มบาทนี่แหละมาปลุก มันบอกว่าหลวงตาไปแล้วๆๆ หลวงตาให้มาตามลุงให้ตามไป"

พ่อลุงบุญเลิศเล่าต่อไปว่า
"หลวงตาท่านรออยู่อีกที่หนึ่ง ไกลพอสมควร ท่านพาเดินไปเรื่อยๆ ไม่รู้จะพาไปไหน ไฟฉายก็ไม่มี เดินตามท่านไป จนไปทะลุถึงหมู่บ้า่นหนึ่ง ท่านไปปลุกชาวบ้าน บอกให้เขาหาข้าวให้ลุงกิน ท่านว่าหาข้าวให้ลูกชายกินหน่อย ลูกชายหิวข้าว บ้านนั้นเอาปลากระป๋องมาเปิดให้กินกับข้าวเหนียว หิวจนตะกรุมตะกราม กินเกลี้ยงไม่มีเหลือ หลวงตาหัวเราะชอบใจ..ตั้งแต่นั้นท่านเรียกลุงว่าลูก แล้วก็ยอมให้ติดตามท่านตลอดมาอย่างที่รู้ๆกันนั่นแหละ"

พ่อลุงบุญเลิศตื๊อจนหลวงตาสรวงใจอ่อน
ในบั้นท้ายสุด
ได้กลายเป็นคนขับรถให้หลวงตาสรวงเพื่อด้นธุึดงค์
จรดลไปทั่วแว่นแคว้นแดนดิน
เกิดสมญานามอีกหนึ่งว่าหลวงตาทางหลวง









--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Oct 26 2009, 04:07 PM
โพสต์ #8


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



เรื่องหักคอปลาช่อน

พ่อบุญเลิศเล่าว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากเริ่มติดตามหลวงตาสรวงสมัยแรกๆ

ครั้งนั้นท่านพาเดินป่าขึ้นไปพักอยู่บนเขาในเขตอำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ มีลูกศิษย์ไม่เต็มบาทไปด้วยอีกคนหนึ่ง

ราวๆบ่ายของวันหนึ่ง
หลวงตาบอกพ่อบุญเลิศให้ก่อไฟเตรียมไว้
ท่านบอกว่าจะไปหาปลามาให้กิน

ท่านหายไปสักพักก็กลับมาพร้อมปลาช่อนตัวขนาดหน้าแข้ง
ยังดิ้นกระแด่วๆไม่ทันตาย

พอมาถึงท่านหักคอปลาดังกร๊อบ

พ่อลุงบุญเลิศเล่าว่าถึงกับร้องครางโอยๆในใจ

เป็นไงเป็นกัน
ก็มันหิวเต็มที

หลวงตาลงมือเผาปลาด้วยตัวเอง เอาไม้คอยเขี่ยคอยพลิก

กลิ่นปลาช่อนเผา หอมจนน้ำลายแตกเต็มปาก

พอปลาสุกท่านก็แบ่งปลาออกเป็น3ส่วน
ส่วนหางให้คนไม่เต็มบาท
ส่วนกลางให้พ่อบุญเลิศ
ส่วนหัวท่านฉันเอง

พ่อบุญเลิศเล่าว่า ปลาอร่อยมาก ทั้งสดทั้งเหนียวพอดีกิน
เสียแต่ว่ากินลำบากอยู่บ้าง
ต้องค่อยๆลอกหนังปลาออก
ไม่ให้ขี้เถ้าเปื้อนเนื้อปลา

ลอกหนังแล้วก็กองไว้ที่ก้อนหินข้างๆตัว
ก้างปลาก็กองรวมไว้ด้วยกัน

หลังจากนั้น หลวงตาเรียกให้ลุกขึ้น ตามท่านลงไปทำน้ำมนต์ให้ชาวบ้านที่หมู่บ้านตีนเขา

พวกชาวบ้านเตรียมครุน้ำถังน้ำนั่งรอกันสลอนอย่างกับว่านัดกันไว้

หลวงตาเอานิ้วมือจุ่มลงไปแกว่งในน้ำให้ทีละราย

เดี๋ยวเดียวก็เสร็จ

ต่อมาชาวบ้านพากันถวายเงินคนละ10บาท,20บาท
ท่านไม่รับ
ส่งเงินคืนให้ชาวบ้านหมด

ชาวบ้านคนหนึ่งตักข้าวสารใส่ถุงมาให้
บอกว่าเอาขึ้นไปหุงกินบนเขา

เมื่อกลับขึ้นมาถึงที่พักบนเขา จวนมืดแล้ว พ่อบุญเลิศจึงเตรียมหุงข้าวกินมื้อเย็น

ตอนนั้นก็เห็นอะไรแปลกๆ ผิดสังเกตุ

หนังปลากับก้างปลาที่ลอกแกะทิ้งไว้บนก้อนหิน ..ทำไมกลายเป็นเปลือกมันสำปะหลัง

พอคิดออกเท่านั้นแหละ ร้องเอะอะใส่หลวงตา

"โอ๊ยยๆ..หลวงตาตั๋วข้าน้อย หลวงตาขี้ตั๋ว.."

(ตั๋ว-โกหก,หลอกลวง,)

หลวงตาหัวเราะอยู่หยุมๆ

พ่อบุญเลิศเล่าต่อไปว่า

" บนเขานั้นไม่มีน้ำไม่มีห้วยไม่มีหนอง หลวงตาจะไปเอาปลาจากที่ไหน เอามาได้ยังไง ก็เลยไปสำรวจดู เดินตามรอยเท้าหลวงตาไป เห็นรอยขุดหัวมันสำปะหลังใหม่ๆอยู่หลังเขานั่นเอง "


--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
za_arnt
โพสต์ Oct 26 2009, 05:40 PM
โพสต์ #9


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 851
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-June 09
จาก : ❤4 ซ.เพชรเกษม 46/1 แยก 2 บางหว้า ภาษีเจริญ 10160
หมายเลขสมาชิก : 43



biggrin.gif สนุกมากค่ะ
สมใจที่อดทนรอจริง ๆ
คุณอา กะคุณหลาน
ยังไงมาผลัดกัน เขียนต่อเด้อค่ะ


tongue.gif ...... วันนี้ฝนตกแค่เปาะ แปะ
biggrin.gif


--------------------

~@ WELCOME TO AMPOLJANE.COM @~
Go to the top of the page
 
+Quote Post
อำพล เจน
โพสต์ Oct 27 2009, 12:24 PM
โพสต์ #10


คุณพระ
***

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 169
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 36



หลวงตาสรวงช่วยคนคิดสั้นจะฆ่าตัวตาย

ในบรรดาเรื่องราวที่เป็นแนวอภินิหารของหลวงตาสรวง,เรื่องที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่ผมชอบที่สุด

คุณบุญเลิศเล่าว่า,ลูกศิษย์เมืองจันทบุรีชื่อคุณนก มารับเอาตัวหลวงตาสรวงไปพักที่บ้านของเธอ ใกล้ชายแดนเขมร คลับคล้ายว่าอยู่ในเขตคลองลึก จำชื่อหมู่บ้านไม่ได้

โดยรับเอาตัวหลวงตาไปก่อนหวยออกไม่กี่วัน
คือมีแผนจะเอาหวยจากหลวงตานั่นเอง

หลวงตาก็ได้ให้หวยจนคุณนกและชาวบ้านถูกกันถ้วนทุกคน

หลังถูกหวยแล้ว คุณนกยังคงรั้งตัวหลวงตาไว้ไม่ปล่อยให้กลับ ตั้งใจให้อยู่บอกหวยงวดต่อไปอีกงวด ทั้งยังขัดกระแสต้องการให้หลวงตาอยู่ต่อไปจากชาวบ้านไม่ได้

งวดต่อมาหลวงตาให้หวยถูกอีก
คนรวยหวยมากกว่างวดที่แล้ว หลายคนที่เชื่อมั่นทุ่มแทงได้เงินมากมายกันทั้งหมู่บ้าน

คุณนกทำท่าจะรั้งตัวหลวงตาไว้อีก ไม่ยอมให้หนีกลับศรีสะเกษ

ร้อนถึงคุณบุญเลิศซึ่งพักอยู่บ้านในเมืองอุบล

"ผมฝันครับ, ฝันว่าหลวงตามาหา บอกให้ช่วยไปรับที อยากกลับแล้ว..เรื่องฝันเห็นหลวงตามาบอกให้ไปรับ ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก คือก่อนหน้านั้นก็ฝันมาหลายหน ทุกหนก็เป็นเรื่องจริงๆคือหลวงตาต้องการให้ไปรับ จึงรีบขับรถออกจากบ้านไปเมืองจันทน์ทันที"

พอไปถึงหลวงตาวิ่งมาหาที่ประตู แสดงอาการดีใจ จะขึ้นรถกลับ ใครก็ทัดทานไม่อยู่
ชาวบ้านแห่กันมาล้อมรถ ต้องเจรจากันนิดหน่อย เขาจึงยอมให้พาหลวงตากลับ

ก่อนกลับชาวบ้านทุกคนพากันมาถวายเงิน
รวมๆแล้วได้40,000บาทถ้วนพอดี

ปกติหลวงตาไม่รับเงิน ใครถวายจะส่งคืน ถ้าเซ้าซี้จะให้รับไว้ หลวงตาจะเผาเงินนั้นทิ้งต่อหน้าต่อตา
ท่านว่า
"ของไม่ดี คนตีกัน ฆ่ากัน แย่งชิงกันก็เพราะสิ่งนี้ เงินเป็นของไม่ดี"

แต่ว่าคราวนี้แปลกท่านรับเงินทั้งหมดไว้แล้วใส่เก็บลงย่าม

ต้องเข้าใจธรรมชาติของหลวงตากับคนขับรถ(คุณบุญเลิศ) เมื่อหลวงตาขึ้นรถแล้ว จะไปที่ไหนจะไปหนใด ก็สุดแต่หลวงตาจะชี้นิ้วให้ขับไป
ท่านให้ขับเลาะไปตามถนนเลียบชายแดน ผ่านหมู่บ้านแปลกๆไปเรื่อย จนกระทั่งผ่านหมู่บ้านเล็กๆ(จำชื่อไม่ได้) หมู่บ้านนี้อยู่ใกล้อรัญประเทศ คือห่างจากอรัญฯราว15-20กม.เท่านั้น

เพียงแค่ผ่านเลยหมู่บ้านมาไม่ไกลเท่าไหร่
หลวงตาล้วงเงิน 40,000 บาทโยนออกหน้าต่างทิ้งตรงข้างทาง

"ผมเบรคตัวโก่งเลยครับ,จะถอยรถกลับไปเก็บเงิน,หลวงตาบอกไม่เอาๆเงินของเขา ทิ้งไปๆ"
คุณบุญเลิศนึกเสียดายจนร้อนรนอยู่ในใจ
"เงินตั้ง40,000นะ ใครไม่เสียดาย แทนที่จะโยนทิ้ง ยกให้เราก็ยังจะดีกว่า ทีนี้ใจมันก็คิดแต่เรื่องเงิน จะหาทางกลับไปเอาเงินนั้นให้ได้ พอดีมองเห็นวัดอยู่ริมทาง เลี้ยวเข้าไป ส่งหลวงตาขึ้นไปบนศาลา บอกว่าหลวงตาคอยอยู่นี่ก่อน ผมมีธุระ ขอไปทำธุระเดี๋ยวเดียวจะกลับมา"

หลวงตาหัวเราะหยุมๆไม่ว่าอะไร

ย้อนรถกลับมาบริเวณที่หลวงตาโยนเงินทิ้ง จอดรถหาอย่างไรก็ไม่เจอ

"แน่ใจว่าจำไม่ผิด ตรงนี้แน่นอน แต่หาไม่พบ ฉุกใจคิดได้ว่าอาจมีใครเก็บเอาไป จึงขับรถไปที่หมู่บ้านใกล้ๆที่เพิ่งผ่านมา เห็นคนออกันอยู่ศาลากลางบ้านเป็นกลุ่มใหญ่ จอดรถเดินเข้าไปถาม มีใครเห็นถุงเงิน40,000บ้างไหม เป็นเงินหลวงตา ท่านลงไปถ่ายอุจาระตรงข้างทางแล้วลืมไว้"

คุณบุญเลิศโกหกไปตามเรื่อง

"ผมนี่แหละครับเก็บไปได้" ชายผู้หนึ่งออกมารับเรื่องนี้อย่างองอาจผึ่งผาย
"โอ๊ย,ดีหลาย นึกว่าจะสูญเงินไปแล้ว ว่าแต่ไปเห็นเงินนี้ได้ยังไง"
"ผมจะไปผูกคอตายแถวนั้น เห็นถุงเงิน เปิดมานับดู มี4หมื่นพอดีเลย"
"อ้าว,จะฆ่าตัวตายทำไม แล้ว4หมื่นน่ะพอดีอะไร"
"ผมเอาที่เอาบ้านไปจำนองเขาไว้4หมื่น ไม่มีเงินไถ่ เขากำลังจะมายึด พอ่แม่พี่น้องผมจะไม่มีที่อยู่ พากันลำบากเพราะผม กลุ้มใจคิดหาทางออกไม่เจอ เป็นความผิดของผมที่ทำให้พ่อแม่พี่น้องเิดือดร้อน
เงินค่าไถ่ก็หาไม่ได้เลยคิดอยากตาย"
"........."
"ผมเอาเงินที่เก็บได้มาที่นี่ บอกผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านให้มาเป็นพยาน ว่าเงินนี้ผมเก็บได้ สงสัยว่าจะเป็นเงินของพระอยู่เหมือนกัน รอว่าถ้าไม่มีใครมาขอรับเงินคืน ผมจะเอาเงินนี้ไปไถ่บ้าน เมื่อพ่อลุงมาบอกว่าเป็นเงินพระลืมไว้ ผมก็จะคืนให้"

คุณบุญเลิศถึงกับซึม
เดินกลับมาที่รถ สตาร์ทเครื่องไม่พูดไม่จา
ชาวบ้านมองตามงงๆ
ก่อนออกรถจึงกล่าวว่า
"เงินนี่หลวงตาไม่ได้ลืมไว้หรอก หลวงตาท่านให้เจ้านั่นแหละ เอาไปไถ่บ้านเถอะ"
"เดี๋ยวก่อนครับหลวงตาที่ไหน"
"เจ้าไม่รู้จักหรอก รีบไปซะ,เอาไปไถ่บ้านเร็วๆก่อนจะถูกยึดนะ"

ว่าแล้วก็ออกรถไปด้วยหัวใจเบิกบานเป็นสุข
นึกเคารพรักหลวงตามากกว่าเก่าอีกไม่รู้กี่เท่า

ส่วนชายชาวบ้านผู้คิดสั้น มองตามรถจนหายลับไปจากสายตา
เขาไม่มีทางเข้าใจอะไรได้เลย
ไม่มีวันเข้าใจ



Go to the top of the page
 
+Quote Post
prigtai
โพสต์ Oct 28 2009, 03:06 AM
โพสต์ #11


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,524
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : NO HORISON
หมายเลขสมาชิก : 6



rolleyes.gif
...................


หลวงปู่สรวงช่วยชีวิตพ่อ – ลูก

เป็นข่าวล่าสุดส่งมาจากทางจังหวัดอุบลฯ เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆ ควันไม่ทันจางดีหรอกครับ เรื่องนี้ฟังแล้วก็เห็นว่าแปลกอยู่ไม่น้อย

กระทาชายนายหนึ่งอาศัยอยู่ละแวกวัดเจียเจีย ก็วัดที่จะทำพิธีพุทธาภิเสกรูปเหมือนเนื้อว่านลอยองค์หลวงปู่สรวงรุ่นล่าสุด และหากความจำของผมไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน รุ่นนี้น่าจะพออนุโลมให้เป็นรุ่นแรกได้ เพราะเป็นการสร้างโดยลูกศิษย์ที่ติดตามรับใช้ใกล้ชิดลูกปู่มาตั้งแต่ปี 2516โน่นแน่ะ

รายละเอียดส่วนอื่นในการจัดสร้างท่านอาอำพลได้แจ้งไปบ้างแล้ว ค่อนข้างจะครบถ้วนสมบูรณ์ ช่วงท้ายๆของเรื่องสำหรับตอนนี้จะมีข้อมูลล่าสุดมาบอกเพิ่มเติมอีกที ยังไงก็ลองตามดูก็แล้วกันนะครับ รับรองว่าถูกใจหลายๆท่านแน่นอน

ทีนี้มาว่ากันต่อเกี่ยวเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นและเป็นการเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่มีใครต้องการที่จะให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับตัวเองหรอก ผมเชื่อว่าอย่างนั้น และผมก็ไม่คิดว่าจะมีใครอยากจะให้เกิดกับตน

ผมเองก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้กับตัวผม ไม่ว่าจะเป็นการบังเอิญหรือเป็นความตั้งใจของใครก็ตามที

ไม่ว่ายังไงผมก็ยังรู้สึกว่าโลกนี้มันยังน่าอยู่ แม้บางทีจังหวะชีวิตมันจะเห่ยๆไปบ้าง แต่ผมก็ยังรักที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ต่อไปอยู่ดี

หรือว่ามีใครอยากจะถูกยิงด้วยปืนลูกซองบ้าง

คำตอบน่าจะเป็นไปในทางเดียวกันในความเห็นของผม ก็คือ ใครมันจะบ้าถึงขนาดอยากถูกยิงวะ

ปกติของปุถุชนคนทั่วไปย่อมอยากจะอยู่อย่างสงบ ในมุมและในส่วนของตนเองกันทุกผู้ทุกคนเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว

ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นตัวละครตัวหลักในเรื่องนี้ก็เช่นกัน เขาก็เป็นคนที่ชอบจะอยู่ในที่หรือในมุมที่เขาชอบ และด้วยความที่มีนิวาสสถานอยู่ใกล้วัด ยามที่มีเวลาวางจากงานส่วนตัวก็จึงมักจะเข้าไปช่วยงานในวัดใกล้บ้านอยู่บ่อยๆ วัดใกล้บ้านที่พูดถึงนี้ ก็คือวัดเจียเจียที่กำลังจะสร้างตำนานในเส้นทางสายขลังขึ้นอีกวัดหนึ่ง ด้วยบารมีของหลวงปู่สรวง

แล้ววัดเจียเจียอยู่ที่ไหน

วัดเจียเจียที่กล่าวถึงในเรื่องอยู่ที่ อ. วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี แต่ไม่ได้อยู่ในตัวอำเภอซะทีเดียว อยู่ห่างจากตัวอำเภอพอสมควร จุดสังเกตที่ง่ายที่สุดคือ วัดนี้ตั้งอยู่ใกล้ ม. อุบลฯ หากจะไปวัดนี้ต้องหาทางไปให้ถึง ม.อุบลฯเสียก่อน หลังจากนั้นก็จะหาวัดนี้เจอได้อย่างไม่อยากเย็นนัก

ชายผู้ฝักใฝ่ในวิถีทางพุทธศาสนาคนนี้ ยามที่เขาว่างจะเข้าไปคอยช่วยงานในวัดอยู่เป็นนิจ จนเป็นที่พอใจของท่านเจ้าอาวาสยิ่งนัก

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาทางวัดมีการต่อเติมศาสนะสถานในบริเวณวัดหลายอย่าง เขาผู้นี้ก็ไม่รีรอที่จะเข้าไปช่วยอย่างขมีขมัน และตั้งอกตั้งใจโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยจนงานของวัดเจียเจียสำเร็จลุล่วงลงไปด้วยดี

เมื่องานสำเร็จเสร็จตามประสงค์แล้ว ท่านเจ้าอาวาสก็เมตตาหยิบรูปหล่อลอยองค์เนื้อว่านสีดำให้หนุ่มผู้นี้ไปหนึ่งองค์ เป็นการตอบแทน เนื่องจากรู้ว่าเจ้าตัวเค้าอยากได้

รูปหล่อลอยองค์เนื้อว่านที่หลวงพ่อเจ้าอาวาสหยิบให้ไปนั้นเป็นแบบที่ติดจีวรสองสี หรือพูดง่ายๆก็คือเป็นแบบที่ท่านอาอำพลลงปั๊มเองที่สำนักห้วยไผ่อาศรม พระขุดนี้เมื่อปั๊มเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้มีการไปเก็บรักษาไว้ที่วัดเจียเจีย เพื่อรอการทำพิธีให้ครบถ้วนเสียก่อน ก่อนที่จะดำเนินการจัดส่งให้กับผู้ที่สนใจและลงชื่อจองเอาไว้

ด้วยความที่ชายผู้นี้นับถือหลวงปู่สรวงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงอยากได้ ถึงแม้จะยังไม่ได้นำเข้าพิธีเสกอย่างเป็นทางการก็ตามที เขารู้แต่เพียงว่า ได้มีการนำเอาจีวรของหลวงปู่สรวงมาแปะติดเอาไว้ที่ใต้ฐานเท่านั้น ซึ่งในความรู้สึกของเขา เขาบอกว่า แค่นี้ก็เกินพอแล้ว ไม่ต้องรอให้ทำพิธีก็ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ขอเพียงมีของของท่านผสมรวมอยู่ด้วย ก็เพียงพอแล้ว

เมื่อได้รับพระไปแล้ว ชายผู้นี้ก็นำรูปหล่อลอยองค์ของหลวงปู่สรวงที่ได้มานี้ติดตัวไปด้วยตลอดเวลา ไม่ยอมให้ห่าง ไม่ว่าจะไปที่ไหนหรือทำอะไร เขาจะพกรูปเหมือนลอยองค์ของหลวงปู่สรวงอยู่ตลอดเวลา

แล้ววันหนึ่งขณะที่กำลังพักผ่อนอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงชาวบ้านร้องบอกว่ามีวัยรุ่นต่างถิ่นมารุมตื้บลูกชายของตัวเอง ด้วยความรักความห่วงใยที่มีต่อลูกชายมาก กลัวว่าลูกชายจะบาดเจ็บ หรือเป็นอะไรมาก จึงวิ่งออกไปหวังจะไปช่วยลูกชายให้พ้นจากการรุมสหบาทาของวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่ง

ขณะที่วิ่งเข้าไปเพื่อจะช่วยลูกชายนั้นก็ไม่คิดหรอกว่า วันรุ่นกลุ่มนั้นจะพกพาอาวุธมาด้วย เมื่อวิ่งเข้าไปใกล้หนึ่งในวัยรุ่นกลุ่มนั้นหันมาเห็นเข้า ก็ไม่รีรอ ชักปืนพกสั้น เป็นปืนลูกซองไทยประดิษฐ์ ออกมายิงใส่ที่หน้าของชายคนนั้นทันที

ความเป็นห่วงลูกชายว่าจะบาดเจ็บและอยากจะช่วยลูกชายมีมาก จึงทำให้ขาดการระวังตัวเท่าที่ควร เป็นผลให้ถูกยิงเข้าอย่างจังที่บริเวณใบหน้า ถึงกับหงายหลังล้มลงไปทันที

ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้น ล้วนเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆว่า ชายคนนั้นตายแน่ๆ ถูกยิงระยะประชิดอย่างนั้น กระเด็นหงายหลังอย่างนั้น เปอร์เซ็นต์การรอดเหลือเท่ากับศูนย์แน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่...อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ในโลกบูดๆเบี้ยวๆใบนี้

ชายคนที่ถูกยิงไม่ตาย ไม่ใช่ยิงไม่ถูก คนยิงมันยิงถูก ชาวบ้านก็เห็นว่าเขาถูกยิง

ใช่...เขาถูกยิงจริงๆ แต่ลูกปืนไม่ได้ระคายผิวหรือเจาะชอนไชเข้าไปในร่างกายหรือใบหน้าของชายคนนั้น อย่างที่ควรจะเป็น ลูกปืนกลับแปะติดอยู่ที่ใบหน้าของชายคนนั้นส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งปลิวหายไปไหนไม่รู้

ส่วนใบหน้าของชายที่ถูกยิงนั้น หลังจากที่ลุกขึ้นได้แล้วทุกคนที่เห็นถึงกับอึ้ง เพราะว่านอกจากจะมีลูกปืนแปะติดอยู่ ก็มีอีกอย่างหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมา คือความดำจากเขม่าของดินปืนที่เกิดขึ้นขณะที่วัยรุ่นคนนั้นยิงใส่ ทำให้ใบหน้าของชายคนนั้นดำไปทั้งใบหน้า

เมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาจนถึงขั้นนี้แล้ววัยรุ่นกลุ่มนั้นก็เกิดอาการตกใจกลัว พากันวิ่งหนีไปหมด โดยเฉพาะไอ้มือปืนที่เป็นคนลงมือยิง มันคงไม่คิดว่า ชีวิตของมันจะต้องมาเจอะมาเจอเข้ากับเรื่องเหนือธรรมชาติเข้าอย่างนี้ จึงโกยไม่เหลียงหลัง

หลังจากคู่อริของลูกชายวิ่งหนีหายกันไปหมดแล้ว ชายคนนั้นก็ถูกรุมล้อมไปด้วยชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ และถูกรุมล้อมไปด้วยคำถามมากมาย ชายผู้นั้นตอบคำถามทั้งหลายด้วยแรงศรัทธาที่มีต่อหลวงปู่สรวงอย่างประมาณไม่ได้ว่ามี
มากเท่าใดออกไปว่า

“ในตัวผมมีหลวงปู่สรวงรุ่นนี้อยู่เพียงองค์เดียว”

ภาพที่เห็นเป็นพระเนื้อผงผสมแร่สีดำในงานของคุณอาอำพล เจนครับ เพราะว่าที่ใต้ฐานได้ติดจีวรและผ้าขาวของหลวงปู่สรวงเอาไว้ หากเป็นแบบแจกฟรีจะติดผ้าไว้สีเดียวคือจีวรและองค์พระไม่ค่อยคมชัดนัก ถึงแม้จะคุณอาอำพลจะเป็นคนแกะบล็อกให้ก็ตาม แต่หากผู้กดพิมพ์ไม่มีความชำนาญในการกดพิมพ์ พระที่กดออกมาจะขาดความงามในตัวและไม่เป็นธรรมชาติ และดูแล้วไม่ค่อยจะมีตบะหรือมีชีวิตมีวิญญาณในตัวชิ้นงานเท่าใดนัก

อีกเรื่องที่ผมคันปากอยากจะบอกคือ เรื่องเกี่ยวกับรูปหล่อลอยองค์เนื้อผงที่ชาวชุมชนวิทยุนำบล็อกไปกดพิมพ์กันเองนั้น หลังจากที่กดพิมพ์พระกันแล้ว ก็นำไปติดจีวร เมื่อติดจีวรเสร็จมีบางคนที่ไม่อยากรอรับหลังพิธีพุทธาภิเสก จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ได้ขอรับพระไปเลยก็มี

ในจำนวนที่ขอรับพระไปก่อนนั้น ได้มีส่วนหนึ่งหลุดเข้าไปในสนามพระของเมืองอุบลฯ ปรากฏว่าราคาในสนามพระนั้นแรงมาก บูชากันถึง องค์ละ 4 – 500 บาทเลยทีเดียว ทั้งที่องค์พระไม่ค่อยสวย ขาดความคมชัด ออกเบลอๆยังไงก็ไม่ทราบ

ทีนี้มาว่ากันต่อเกี่ยวข้อมูลที่ผมเกริ่นเอาไว้ว่าจะมีมาเพิ่มเติมบอกกล่าว

พระชุดที่เปิดในจองในเวปอำพลเจนนี้ จะได้มีการนำไปให้หลวงตาหงษ์แห่งวัดเพชรบุรีปลุกเสกให้ด้วยอีกหนึ่งองค์ นอกเหนือจากที่จะมีการนำเข้าพิธีที่วัดเจียเจียในปลายเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

ส่วนรูปหล่อแบบแขวนคอเนื้อโลหะ ขณะนี้ได้รับทราบว่าทางคุณลุงบุญเลิศได้สั่งเทเนื้อนวะโลหะด้วยจำนวนหนึ่ง และเนื้อเงินจำนวนหนึ่ง

ทราบคร่าวๆว่าที่คุณลุงบุญเลิศมีเนื้อนวะฯอยู่ประมาณ 1,000 องค์
เนื้อเงิน ไม่แน่ใจว่า มี 10 องค์หรืออย่างไรกันแน่ เฉพาะเนื้อเงินคุณลุงบุญเลิศบอกว่าใช้เงินน้ำหนักถึง 2 บาทต่อ 1 องค์เลยทีเดียว

รายละเอียดอื่นๆของพระเนื้อโลหะจะทยอยนำมาแจ้งต่อไปเป็นระยะ

สำหรับเนื้อผงในส่วนของคุณอาอำพลเจนนั้น
มีเปิดให้จองเพียง 1,200 องค์เท่านั้นนะครับ
และที่สำคัญสมาชิกเวปอำพลเจนได้รับสิทธิพิเศษก่อนใครๆในโลก คือได้สิทธ์ในการจองก่อนที่จะประกาศให้จองโดยทั่วไป

ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ผมกล้ารับรองว่าใช้เวลา ไม่น่าจะเกิน 1 สัปดาห์พระชุดนี้หมดแน่นอน
เพราะแบบแจกฟรีที่โน่นเขายังเช่าหาบูชาเปลี่ยนมือกันองค์ละ 4 - 500 บาททั้งๆที่พระไม่ค่อยสวย

แล้วสวยๆคมๆอย่างของคุณอาอำพลจะเหลือเหรอ ที่สำคัญราคาก็กำลังสบายๆไม่น่าอึดอัดให้คิดนาน

คำเตือนเดิมๆ
อย่าปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป พระบางทีจะหายากกว่าเงิน เพราะหากแม้วันนี้เงินหมดพรุ่งนี้ยังหาได้
แต่พระหากหมดไปแล้วไม่รู้จะไปหาที่ไหนได้ ถึงจะหาได้ก็ไม่เท่าเดิม มันน่ากลัวตรงนี้แหละ ตรงคำว่าไม่เท่าเดิม
เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่าจะเพิ่มขึ้นไปอีกเท่าใด

โปรดติดตามด้วยความระทึกในหทัยพลัน

...........................................ด้วยรัก...


--------------------
เราเกิดเป็นมนุษย์มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ
มนุษย์ของเราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก
เวลาตกนรกจะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย อย่าพากันทำ


หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล


Go to the top of the page
 
+Quote Post
ยอดข้าว
โพสต์ Oct 28 2009, 09:43 PM
โพสต์ #12


คุณหลวง
**

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 91
เป็นสมาชิกเมื่อ : 20-July 09
จาก : แม่น้ำโขง
หมายเลขสมาชิก : 102



อ้าววว...พี่....น้อง.....รีบเร่งเร็วไว
ของ(กิน)ดีมีหน่อยจนใจผู่สิแบ่ง
คือฝนห่าน้อยรินแล้วดอกสุ่มเลย
Go to the top of the page
 
+Quote Post
prigtai
โพสต์ Oct 28 2009, 11:24 PM
โพสต์ #13


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,524
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : NO HORISON
หมายเลขสมาชิก : 6



laugh.gif

มีข้อผิดพลาดอีกแล่วคับ

ไม่ใช่เนื้อนวะโลหะครับ เป็นเนื้อทองแดงรมดำ

เนื้อนวะบ่มีเน้อคับ

..............................ด้วยรัก...


--------------------
เราเกิดเป็นมนุษย์มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ
มนุษย์ของเราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก
เวลาตกนรกจะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย อย่าพากันทำ


หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล


Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Oct 29 2009, 12:34 PM
โพสต์ #14


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



คุณหลวงอำพลเดี๋ยวนี้ชักจะเดินทางลัด
สงสัยปากกาจะเริ่มทื่อ

เชิญชมเลยขะรับ

เล่าเรื่องหลวงตาสรวง



--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Oct 29 2009, 06:17 PM
โพสต์ #15


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



คนชอบหวยพลาดตอนนี้ไม่ได้

เล่าเรื่องหลวงตาสรวง ตอน 2



--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Nov 3 2009, 06:25 PM
โพสต์ #16


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23



ภาพเคลื่อนไหวของหลวงตาสรวง ขณะที่ท่านยังดำรงสังขารอยู่





--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post
prigtai
โพสต์ Nov 7 2009, 08:51 PM
โพสต์ #17


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,524
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-May 09
จาก : NO HORISON
หมายเลขสมาชิก : 6



นี่แหละหลวงปู่สรวง



เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ต้นเรื่องอยู่ที่ อำเภออำนาจเจริญ ปัจจุบันได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นจังหวัดแล้ว ด้วยเหตุผลของทางราชการไม่เกี่ยวกับหลวงปู่สรวงนะขะรับ

คุณลุงบุญเลิศท่านเล่าให้ฟังว่าเพื่อนของลุงบุญเลิศคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่ อ.อำนาจเจริญได้มาปรารภกับคุณลุงบุญในทำนองอยากให้คุณลุงบุญเลิศ ช่วยนำพาหลวงปู่สรวงไปหาเขาที เพราะว่าตัวเขาอยู่ไกล ไม่ค่อยจะมีเวลาว่างมากนักในอันที่จะมากราบหลวงปู่สรวง และอีกอย่างหนึ่งก็คือตัวเขาเองป่วยอยากให้หลวงปู่ช่วยขจัดปัดเป่าให้ เพราะอาการที่เห็นและเป็นอยู่ ค่อนข้างจะหนักหนาพอสมควร ความเจ็บป่วยที่เพื่อนของคุณลุงบุญเลิศเป็นอยู่นั้นก็คือ โรคเบาหวาน

สมัยก่อนก็รักษากันไปตามมีตามเกิด หายบ้างทรุดบ้างก็แล้วแต่โชคชะตาและวาสนาของแต่ละคน ว่าจะได้เจอยาที่ถูกโฉลกกับตนหรือไม่

ก็ชาวบ้านสมัยโน้นเขาถนัดยาพื้นบ้านยาหม้อยาต้มมากกว่ายาจากโรงหมอ ซึ่งทั้งอยู่ไกล ทั้งแพง เสียทั้งเวลาทำมาหากิน เสียทั้งเวลาในการเดินทาง เป็นเหตุให้การไปพบแพทย์แผนปัจจุบันเป็นเรื่องที่ถูกเลือกเป็นหนทางสุดท้ายเสมอๆ บางครั้งก็ทันได้หาย บางครั้งก็ไม่ทัน อาการทรุดหนักจนเกินเยียวยาแล้วก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ

เพื่อนของคุณลุงบุญเลิศนี่ก็เช่นกัน รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองป่วย มิหนำซ้ำความป่วยที่เป็นอยู่ในขณะนั้น สมัยก่อนถือว่าป่วยหนัก ต้องหาหมอสมัยใหม่อย่างเดียวจึงจะทุเลาเบาบางลงไปหรือหากโชคดีตรวจพบเร็ว ก็มีสิทธิหายได้ในเวลาไม่นาน แต่เขาก็ไม่ยอมไปพบแพทย์

จนกระทั่งวันหนึ่งเริ่มมองอะไรต่างๆเห็นได้ไม่ชัดเจนอย่างที่ควรจะเป็น คือมีอาการตามัว ตาพร่าลาย ก็เกิดอาการกลัว กลัวว่าอาการป่วยเบาหวานที่เป็นอยู่จะลามขึ้นตา ซึ่งจะมีผลทำให้สูญเสียการมองเห็น หรือเรียกง่ายๆว่า ตาบอด

จะไปหาหมอก็ไม่กล้า กลัวหมอจะว่าจะด่าเอา และยังมีปัญหาหลายอย่างรอให้แก้ไขอยู่เยอะแยะไปหมด หาเวลาปลีกตัวยากก็เลยปล่อยอยู่อย่างนั้น

กระทั่งวันหนึ่งเกิดฝันเห็นหลวงปู่สรวงที่ตนนับถือมาหา ก็เกิดคิดถึงหลวงปู่ขึ้นมาทันที จึงได้ติดต่อไปหาคุณลุงบุญเลิศ บอกว่าหากวันไหนที่หลวงปู่ว่างไม่มีกิจนิมนต์ ให้คุณลุงบุญเลิศช่วยขับรถพาหลวงปู่สรวงไปหาตนที่ อ.อำนาจเจริญที เพราะมีเรื่องจะขอให้หลวงปู่สรวงช่วย

คุณลุงบุญเลิศเล่าต่อว่า ครั้งแรกลุงก็ไม่ได้รับปากหรอกว่าจะพาหลวงปู่สรวงไปหาเพื่อนคนนี้ เพราะลุงบุญเลิศเองก็รู้จริตของหลวงปู่สรวงดีว่า ถ้าหากท่านไม่ประสงค์ที่จะไปที่ไหนแล้วล่ะก็ทำไงก็ไม่มีทางนำพาท่านไปได้เด็ดขาด แต่ถ้าหากว่าหลวงปู่สรวงอยากไปที่ไหนสักแห่งแล้วล่ะก็ เดี๋ยวท่านก็ชี้ชวนให้ไปเอง ไม่มีใครสามารถที่จะไปบังคับท่านได้ ว่างั้นเถอะ

กระทั่งวันหนึ่งหลังจากเสร็จธุรกิจนิมนต์แล้ว กำลังขับรถจะกลับกระท่อมที่หลวงสรวงปู่ใช้พำนักเป็นประจำนั้น จู่ๆหลวงปู่สรวงก็ชี้ทางให้ลุงบุญเลิศเลี้ยวรถไปตามที่หลวงปู่สรวงคอยชี้บอก

คุณลุงบุญเลิศยังเล่าต่ออีกว่า ทุกครั้งที่หลวงปู่สรวงชี้บอกทางมักจะมีเรื่องแปลกๆรออยู่เสมอ เหมือนอย่างตอนที่หลวงปู่โยนเงินออกนอกรถที่เคยเล่าไว้นั่นแหละ ครั้งนั้นหลวงปู่สรวงก็เป็นผู้ชี้บอกทางให้รถเลี้ยวตลอดระยะทางที่จะไป ครั้งนี้จู่ๆหลวงปู่ก็ชี้บอกทางให้ไปคุณลุงบุญเลิศแกเข้าใจเอาเองว่า

น่าจะมีเรื่องเร้าใจรออยู่อีกเป็นแน่แท้

ขับรถไปตามทางที่หลวงปู่ชี้นำสักพักก็เริ่มแน่ใจแล้วว่า น่าจะมุ่งหน้าไปที่บ้านลูกศิษย์ของหลวงปู่ที่ อ.อำนาจเจริญอย่างแน่นอน จะแปลกใจอยู่หน่อยก็ตรงที่ไม่รู้ว่าหลวงปู่สรวงจะไปทำไม เพราะตัวของคุณลุงบุญเลิศเอง ท่านก็ไม่ได้บอกหลวงปู่ว่าลูกศิษย์ของหลวงปู่คนนี้ ได้เคยติดต่อมาให้คุณลุงบุญเลิศพาหลวงปู่ไปหาเขาบ้าง

จนกระทั่งรถไปถึงบ้านของลูกศิษย์คนนั้นแล้ว และหลวงปู่สรวงก็ได้ทำการรักษาอาการป่วยให้ลูกศิษย์คนนั้นทันที

หลังจากนั้นก็รับนิมนต์จากลูกศิษย์อีกคนหนึ่งที่อยู่ อ.อำนาจเจริญเช่นกันไปที่บ้าน

ลูกศิษย์ของหลวงปู่สรวงคนนี้เป็นคนชอบเล่นการพนัน หลวงปู่สรวงท่านก็ไม่ขัดศรัทธาลูกศิษย์เช่นกัน เมื่อไปส่งหลวงปู่สรวงถึงบ้านของลูกศิษย์คนที่ชอบเล่นการพนันแล้ว ก็พากันเข้าไปนั่งพักในบ้าน

คุณลุงบุญเลิศเล่าต่อไปว่า บ้านของลูกศิษย์คนนี้หลังใหญ่มาก หน้าบ้านติดถนนเส้นหนึ่ง ส่วนหลังบ้านก็ไปจรดถนนอีกเส้นหนึ่ง เมื่อเข้าไปแล้วก็จัดการล็อกบ้านทันที เนื่องจากว่าบ้านหลังใหญ่มาก เมื่อเข้าด้านหน้าบ้านแล้วก็ต้องล็อกกุญแจหน้าบ้านเสียก่อน เพื่อจะเดินไปหลังบ้าน ทีนี้ด้วยความที่บ้านของลูกศิษย์คนนี้มีอาชีพในทางผิดกฎหมาย ก็คือการเล่นการพนันด้วยก็ต้องป้องกันให้เต็มที่ และแข็งแรงเสียหน่อย กุญแจที่ใช้ก็เป็นกุญแจที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความคงทนต่อการงัดแงะ หรือแม้แต่เลื่อยตัดเหล็กก็ไม่ละคายผิวนั่นแหละ จึงจะเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของลูกค้าว่างั้นเถอะ

ตัวเดียวไม่พอ จะให้มั่นใจยิ่งขึ้น มันต้องสองตัว

หมายความว่าหน้าบ้านล็อกด้วยกุญแจราคาแพง 2 ตัว ด้านหลังบ้านก็ต้อง 2 ตัวเช่นกัน นี่ยังไม่นับประตูเลื่อนซึ่งเป็นประตูเหล็กและมีล็อกในตัวอีกชั้นหนึ่งต่างหากด้วย เอาใจลูกค้าอย่างเต็มที่ว่างั้นเถอะ

ทีนี้เมื่อหลวงปู่สรวงและคุณลุงบุญเลิศเข้าไปนั่งพักในบ้านแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกขัง เพราะประตูได้ถูกล็อกป้องกันการเข้าออกอย่างแน่นหนา ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน คุณลุงบุญเลิศยังบอกอีกว่า ขณะนั้นทั้งหลวงปู่และคุณลุงบุญเลิศเอง ต่างก็ยังไม่รู้ว่า ตนเองได้ตกอยู่ในสภาพถูกขัง จนกระทั่ง

จนกระทั่งมีเสียงเสียงหนึ่งแว่วเข้ามากระทบโสตประสาทเข้า และก็เป็นเสียงที่คุ้นเคยกันดีในชนบท ที่สำคัญยังเป็นเสียงที่หลวงสรวงท่านชอบฟังมากเป็นพิเศษอีกด้วย

เสียงว่าวธนู

เมื่อได้ยินเสียงของว่าวธนู หลวงปู่สรวง ท่านก็ผุดลุกขึ้นฉุดแขนของคุณลุงบุญเลิศวิ่งออกไปดูว่าวธนูตัวต้นเสียงทันที

ลำพังการออกไปดูว่าวธนูนั้นไม่มีอะไรแปลกประหลาดหรอกครับ เพราะตามปกติธรรมดาของชาวอีสาน หากใครได้ยินเสียงว่าวธนูแล้วเสียงของว่าวธนูตัวนั้นถูกใจตนเองแล้วล่ะก็ มักจะออกจากเคหะสถานมามองหาต้นเสียงกันทุกคนไป

อีกอย่างหลวงปู่สรวงตามปกตินิสัยของท่านก็ชอบว่าวเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว เมื่อมาต่างถิ่นแล้วได้ยินได้ฟังในสิ่งที่ชอบก็ย่อมที่จะอยากเห็นเป็นธรรมดา

เมื่อวิ่งไปถึงประตูด้านหลังบ้าน คุณลุงบุญเลิศก็ชะงักเมื่อมองเห็นแม่กุญแจยี่ห้อดังตัวเขื่อง ล็อกประตูหลังบ้านเอาไว้ถึง 2 ตัว แต่หลวงปู่สรวงไม่หยุด หลวงปู่สรวง ท่านเอื้อมมือไปคว้าแม่กุญแจทั้งสองตัวที่ล็อกประตูนั้นออกมาได้อย่างไรไม่ทราบ มองไม่ทัน เห็นแต่ว่าท่านเอื้อมมือไปดึงออกมาเฉยๆไม่ได้มีลูกกุญแจไปไขแต่อย่างใด แล้วยังเลื่อนประตูเหล็กด้านนอกสุดอีกตัวออกง่ายดายโดยไม่ติดขัดอีกด้วย เมื่อประตูเปิดออกหมดแล้วหลวงปู่สรวงก็ดึงแขนคุณลุงบุญเลิศออกไปดูว่าวธนูตัวนั้น เป็นที่สนุกของหลวงปู่สรวงไป

เมื่อยืนดูและยืนฟังจนเป็นที่พอใจแล้ว หลวงปู่ก็จูงแขนคุณลุงบุญเลิศกลับเข้าบ้านดังเดิม โดยไม่ลืมล็อกบ้านเอาไว้เหมือนเดิมด้วยอีกต่างหาก

คุณลุงบุญเลิศท่านว่า ท่านเห็นอย่างนั้นแล้วอดนึกไม่ได้ว่า ตนเองและหลวงปู่เหมือนถูกเพื่อนคนนี้นำมากักมาขังไว้อย่างไรอย่างนั้น เพราะเท่าที่เห็นประตูถูกล็อกเอาไว้อย่างแน่นหนาทั้งหน้าและหลังบ้าน ไม่ต่างอะไรกับคุก คิดได้ดังนั้นจึงได้เรียกเพื่อนเจ้าของบ้านออกมาถามไถ่เอาความจริง ว่าทำอย่างนี้ทำไม มันดูไม่ดี มันแลไม่เหมาะไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง คำตอบที่ได้นั้นคุณลุงบุญเลิศท่านบอกว่าไม่สมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง

เพื่อนตอบมาว่า เขากลัวหลวงปู่สรวงจะหนีกลับ กลัวว่าท่านจะไม่อยู่คอยในขณะที่ตัวแอบเข้าไปเล่นการพนันในบ้านของตัวเอง

แต่...!!!

จากการที่หลวงปู่ได้แสดงให้เห็นนั้นก็เป็นการบอกให้รู้เป็นนัยๆแล้วว่า หากหลวงปู่สรวงท่านต้องการจะไปจริงๆ ท่านไปได้ตลอดเวลาแม้จะถูกกักอยู่ก็ตาม

หลังจากตัดพ้อต่อว่าเพื่อนเจ้าของบ่อนแล้ว คราวนี้เจ้าของบ้านไม่กล้าปล่อยให้คุณลุงบุญเลิศนั่งพักอยู่กับหลวงปู่ตามลำพังอีก หลวงปู่สรวงท่านก็ยังนั่งยิ้มฟังเสียงว่าวธนูอยู่ในบ้านนั้นต่อ สักพักหลวงปู่ก็สรวงก็ชวนคุณลุงบุญเลิศไปต่อ บอกว่าไม่อยากอยู่ที่บ้านนี้แล้ว...

เรื่องยังไม่จบครับสำหรับกรณีที่ อ.อำนาจเจริญในคราวนี้ ยังมีกรณีต่อเนื่องอีก เอาไว้พรุ่งนี้ผมมาเล่าต่อ รับรองสนุกแน่ครับ

ลืมเพื่อนคนแรกของคุณลุงบุญเลิศไปซะได้

หลังจากที่หลวงปู่ทำการเป่าทำการรักษาให้แล้ว ปรากฏว่าเขาหายจากอาการป่วยครับ

นี่ก็ถือเป็นเรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน

หลวงปู่สรวงท่านเป่ายังไง โรคเบาหวานจึงหายไปได้

...........................................................
ขอถามให้หายแคลงใจอีกสักทีเถอะ
ท่านเชื่อมั๊ยว่านี่เป็นเรื่องจริง เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆในช่วงชีวิตของเรา

.......................ด้วยรัก...


--------------------
เราเกิดเป็นมนุษย์มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ
มนุษย์ของเราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก
เวลาตกนรกจะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย อย่าพากันทำ


หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล


Go to the top of the page
 
+Quote Post
มนัส
โพสต์ Nov 7 2009, 10:56 PM
โพสต์ #18


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 2,176
เป็นสมาชิกเมื่อ : 31-May 09
หมายเลขสมาชิก : 40



กำลังเพลินเลย...จบม้วนอีกแล้ว....
รีบๆมาเล่าต่อนะครับ

อ้อ..ขอภาพว่าวธนูหน่อยครับ นึกภาพไม่ออก....
ขอบคุณหลายๆเด้อครับ..
Go to the top of the page
 
+Quote Post
zhant~
โพสต์ Nov 8 2009, 12:54 AM
โพสต์ #19


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 541
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : Bangkok 10160
หมายเลขสมาชิก : 25



ที่เขาเรียก ว่าวดุ๋ยดุ่ย หรือเปล่าคะ
บังเอิญเป็นคนชอบ ว่าวไทย น่ะค่ะ คิดว่าน่าจะใช่ ว่าวดุ๋ยดุ่ย biggrin.gif



"ว่าวแอก หรือ ว่าวหง่าว หรือ ว่าวดุ๊ยดุ่ย เป็นว่าวที่ทำตัวว่าวเลียนแบบนก
ตรงหัวว่าวติดแอกซึ่งทำด้วยไม้ไผ่เหลาให้อ่อน ดัดให้โค้งแบบคันธนู
ต่อจากนั้นใช้ใบลานแห้งจักเป็นชิ้นเล็กๆ ซึ่งว่าวนี้เมื่อกระทบลมก็จะส่งเสียงดังดุ๊ยดุ่ยๆ"




ว่าวที่เห็นเป็นว่าวดุ๊ยดุ่ยจากอุบลฯ (เทศกาลว่าวฯ ที่ชะอำ)
ลุงที่ปล่อยว่าวชื่อลุงเสือ เห็นโฆษกตะโกนแซวว่าลงทุนหอบว่าวมาจากอุบลเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

*** laugh.gif มาเล่าต่อเร็ว ๆ นะคะ


--------------------


081-4422-394
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ducklast
โพสต์ Nov 8 2009, 10:58 AM
โพสต์ #20


สมเด็จเจ้าพระยา
*****

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 3,264
เป็นสมาชิกเมื่อ : 30-May 09
จาก : ตรงไหนสักแห่งแถวชายแดนไทย
-ลาว
หมายเลขสมาชิก : 23







หน้าหนาวในภาคอีสานคือหน้าเล่นว่าว
มีลมเหนือพัดมาตลอดวันและคืน
ปล่อยว่าวที่มีเสียงกล่อมอยู่บนฟ้าได้นานติดต่อกันกี่วันกี่คืนก็ได้
ถ้าไม่มีฝนเป็นตัวแปร



ว่าวที่ส่งเสียงได้นี้ คนอีสานและลาวเรียกว่า "ว่าวชะนู"
คนภาคกลางเรียก"ว่าวดุ๊ยดุ่ย"

โดยมากหลวงปู่สรวงจะทำว่าวเเมื่อเกิดฝนแล้ง
หลังจากปล่อยว่าวแล้วฝนจะตกเป็นอัศจรรย์

ว่าวที่หลวงปู่ทำเอง ไม่เกี่ยงขนาด ได้ไม้อะไรก็เอาทั้งนั้น ไม้ใหญ่ ว่าวก็ใหญ่ตามตัว
กระดาษก็คว้าถุงปูนซีเมนต์มาปะ
แม้แต่จีวรพระก็เอามาใช้ทำว่าว



เชือกปล่อยมีขนาดตั้งแต่เชือกล่ามควาย จนถึงเชือกขนาดเล็กๆอย่าง

แต่แปลกแม้เชือกปล่อยว่าวของท่านจะเส้นเล็กแค่ไหนไม่เคยขาด

บางครั้งท่านเอาเชือกเส้นเล็กๆมาผูกเปลญวนนอนเล่นก็ไม่ขาด (เชือกไนล่อนขนาดที่เขาใช้ถักแห)

ลูกศิษย์ขี้สงสัยเคยขอว่า

"หลวงตาขอลูกลองนอนเปลหลวงตาได้ไหม"

"ไม่ได้ๆ มันจะขาด"

ท่านนอนได้คนเดียว
ทั้งยังแกว่งเปลให้ไกวโยนตัวไปมาได้อย่างน่าพิศวง





--------------------
อฺตตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถนญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
สอนผู้อื่นเช่นใดพึงสอนตนเช่นนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้วควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
(พุทธ)ขุ.ธ.๒๕/๓๖
Go to the top of the page
 
+Quote Post

9 หน้า V   1 2 3 > » 
Reply to this topicStart new topic
มี 2 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 2 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



RSS ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 28th November 2022 - 06:48 PM