ช่วยเหลือ - ค้นหาข้อมูล - รายชื่อสมาชิก - ปฏิทิน
อ่านเว็บบอร์ดในเวอร์ชั่นเต็ม : อัลบั้มพระ วัตถุมงคลต่างๆ
AmpolJane Community > ศาลาการเปรียญ > โชว์พระเครื่อง
หน้า : 1, 2
pek
เหรียญรูปไข่หลวงปู่ขาว วัดถ้ำกลองเพล ปีพ.ศ. ๒๕๑๑





พิธีอธิษฐานจิตจัดขึ้นในถ้ำกลองเพล
วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๑๑
ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของ หลวงปู่ขาว
เป็นการฉลองหายป่วย
และเป็นการฉลองเจดีย์วัดถ้ำกลองเพลไปพร้อมๆ กัน
หลวงปู่ขาวจุดเทียนชัย เล่มหนึ่ง
หลวงตามหาบัวจุดอีกเล่มหนึ่ง จากนั้นอธิษฐานจิตกันทั้งคืนยังรุ่งเช้า

รายนามพระคณาจารย์ที่มาร่วมในพิธีมีดังนี้
๑. หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล
๒. หลวงปู่บัว สิริปุณโญ วัดป่าหนองแซง
๓. หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร
๔. หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโรโครธาราม
๕. หลวงปู่บุญมา ฐิปเปโม วัดสิริสาละวัน
๖. หลวงปู่เทสก์ เทศน์รังสี วัดหินหมากเป้ง
๗. พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด

และ ได้จัดสร้างพระเครื่องเป็นที่ระลึก.. ดังนี้...
๑. รูปเหมือนลอยองค์ (นับเป็นรูปเหมือนรุ่นแรก)
๒. เหรียญรูปไข่ พิมพ์ใหญ่กับพิมพ์เล็ก
๓. เหรียญกลมหลังเจดีย์(รุ่น ๒)
๔. อื่นๆ เช่น เหรียญรูปเหมือนหลวงปู่บัว สิริปุณโณ
วัดป่าหนองแซง (รุ่นแรกและรุ่นสุดท้าย รุ่นเดียวของท่าน)
pek
รูปภาพบูชาขนาด A4 หลวงพ่อเกษม เขมโก พร้อมคำอวยพร

pek
พระกริ่งนวโลหะ ตอกโค๊ด ๒ โค๊ด อาจารย์เชื้อ วัดสะพานสูง กรุงเทพมหานคร







จากงานเขียน / เรียบเรียง โดย : ฅนขลัง คลังวิชา (คัดย่อมาบางส่วน)

พระอาจารย์เชื้อ หนูเพชร อดีตพระเกจินามกระเดื่องแห่ง วัดสะพานสูง บางซื่อ ผู้เคยประกอบพิธีเสกข้าวสารเป็นกุ้งฝอยร่วมกับ อาจารย์ชุม ไชยคีรี ที่ภายในโบสถ์วัดสะพานสูง บางซื่อ ซึ่งในอดีตท่านพระอาจารย์เชื้อ หนูเพชร จัดเป็นพระเกจิอาจารย์ที่วิชาอาคมขลัง รอบรู้สรรพวิชาทางเข้มขลังชนิดหาตัวจับยาก ภายหลังท่านทราบเรื่อราวของหลวงปู่เดินหน อิเกสาโร ท่านจึงเดินทางมาพิสูจน์ด้วยตนเอง ภายหลังท่านยอมทั้งฝากตัวเป็นศิษย์ และเคารพหลวงปู่เดินหนมาก
............
❀❀❀❀❀❀❀❀
............

ท่านยกเป็นบรมครูใหญ่เลยทีเดียว สมัยก่อนหากใครเคยไปกราบพระอาจารย์เชื้อ จะเห็นที่นั่งรับแขกของท่านมีภาพหลวงปู่เดินหนขนาดกว้างยาวเป็นเมตร เรียกว่าขนาดใหญ่สุดที่พอจะแขวนได้ แขวนอยู่ด้านหลังที่นั่งรับแขกของท่าน หากใครถามว่าภาพพระที่ไหน พระอาจารย์เชื้อท่านจะตอบทันทีว่า **อาจารย์ใหญ่ฉันเอง** ทราบว่าหลวงปู่สอนวิชาให้ท่านไปมากพอสมควร เช่น วิชาสร้างธงทำเงิน-ธงทอง (เรียกลาภ), วิชานั่งทางใน และวิชาที่ท่านเรียนรู้ไป ทั้งทำได้สมบูรณ์ตามตำราที่หลวงปู่เดินหนสอนให้ไป คือ วิชาหล่อหลอมโลหะเพื่อสร้างวัตถุมงคล
............
❀❀❀❀❀❀❀❀
............

ผู้ที่ชอบสะสมพระเครื่องทราบดีว่า พระอาจารย์เชื้อ วัดสะพานสูง (บางซื่อ) ท่านชอบสร้างรูปหล่อจากโลหะผสมตามตำราของท่าน โดยสร้างเป็นพระพุทธรูป พระอุปคุต และรูปพระคณาจารย์ต่าง เช่น หลวงปู่แหวน, เจ้าคุณนรรัตน์ ฯลฯ หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าพระเครื่องของพระอาจารย์เชื้อมีกระแสเนื้อโลหะที่แปลกตา เรียกว่าเนื้อพระมีเสน่ห์และเอกลักษณ์ในตัว เนื้อโลหะของท่านไม่เหมือนสำนักใดเลย เนื้อโลหะดูสุกปลั่งงดงามไม่ว่าผ่านวันเวลานานแค่ไหนก็ตาม ซึ่งสูตรการผสมเนื้อโลหะนี้ท่านเรียนรู้จากหลวงปู่เดินหนโดยตรง จึงทำให้ได้เนื้อพระที่แปลกมีความเข้มขลังในตัวสูง เรียกว่าความขลังตั้งแต่โลหะ และมวลสารวิเศษที่นำมาหลอมรวมกัน เกิดคุณวิเศษตังแต่ยังไม่เสกก็คงไม่ผิด
............
❀❀❀❀❀❀❀❀
............

พระเครื่องที่พระอาจารย์เชื้อหลอมสร้างขึ้นนั้น ท่านจะทำด้วยตนเองภายในวัดแบบโบราณทุกขั้นตอน เมื่อได้พระเครื่องรูปแบบต่าง ๆ พอสมควรแล้วท่านจะนำพระเครื่องทั้งหมดแช่ในตุ่มน้ำมนต์ และโยงสายสิญจน์เข้าไปในกุฏิที่หิ้งบูชาพระของท่าน โดยท่านจะอัญเชิญบารมีหลวงปู่เดินหนมาปลุกเสก น่าแปลกที่พระทุกองค์แช่อยู่ในตุ่มน้ำมนต์เป็นเวลานาน แต่โดยมากแทบไม่เคยพบพระเครื่องของท่านที่เป็นสนิมเลย และในงานทำบุญประจำปีของหลวงปู่เดินหน เคยมีพระที่หลวงปู่เดินหนเรียกมาแจกศิษย์ (คว้ามาจากอากาศ) เห็นเป็นพระเครื่องชนิดรูปหล่อแบบต่าง ๆ ของ พระอาจารย์เชื้อ หนูเพชร ติดมาด้วยหลายครั้งเช่น พระพิมพ์อุปคุต, พิมพ์หลวงปู่ทวด ฯลฯ จึงยืนยันได้ว่ารูปหล่อเนื้อโลหะของพระอาจารย์เชื้อ ต้องเป็นของดีวิเศษที่หลวงปู่ท่านปลุกเสกให้อย่างแน่นอน ท่านจึงได้เรียกคว้ามาจากอากาศเพื่อแจกศิษย์
............
❀❀❀❀❀❀❀❀
pek
พระสมเด็จแช่น้ำมนต์ ตะกรุดทองคำ รุ่นพุทธคุณ

ของดีราคาไม่แพง ติดตามการสร้างรุ่นนี้ตลอดในหนังสือพระเครื่อง









pek
เขี้ยวเสือโคร่งโปร่งฟ้าแกะเสือ









pek
เต่าโลหะ เลี่ยมเงินแบบเต่างาแกะ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร

หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ท่านอธิษฐานจิต วัตถุมงคลพวกตะกรุด เต่างาแกะ เต่าโลหะทองผสมก่อนที่จะสร้างรูปหล่อ เต่าท่านมีคติตามพระชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้าที่เสวยพระชาติเป็นพญาเต่าเรือน(ตัวท่าน
ใหญ่มาก)ช่วยเหลือประชาชนแม้แต่ยอมพลีร่างกายเพื่อให้คนรอดจากถูกพายุติดเกาะไม่มีอะไ
รกิน พญาเต่าเรือนเห็นดังนั้นเลยปีนขึ้นไปยอดเขาและทิ้งร่างมากระแทกพื้นเสียชีวิต ทำให้คนที่เรือแตกติดเกาะใช้เนื้อท่านเป็นอาหาร และใช้กระดองของท่านเป็นเรือพายไปขึ้นฝั่งปลอดภัยทุกคน

ดังนั้น พญาเต่าเรือน จะมีคุณสมบัติ เด่นทางโชคลาภค้าขายดี กันภัย แคล้วคลาดปลอดภัย ที่สำคัญเรื่องคดีความ เรื่องฟ้องร้อง ก็จะชนะหรือจบด้วยดี

คาถาบูชาพญาเต่าเรือน(ของเก่า) นะโม ๓ จบ นาสังสิโม สังสิโมนา สิโมนาสัง โมนาสังสิ




pek
พระเนื้อดินผสมผง หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ออกวัดห้วยเขน

ขณะนี้พระกรุวัดห้วยเขน เป็นที่ยอมรับแล้วว่า ทันหลวงพ่อเงิน วัดบางคลานอธิษฐานจิตจริง โดยหลวงพ่อเงิน ท่านมาเป็นประธานสร้างวิหารทานที่วัดห้วยเขน ให้จนแล้วเสร็จ โดยพระครูล้อม วัดห้วยเขนลูกศิษย์ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน เป็นผู้สร้างถวายให้หลวงพ่อเงินอธิษฐานจิต ทั้งรูปหล่อขนาดห้อยคอเหรียญหล่อ พระเนื้อดินขนาดเล็กมีทั้ง นั่ง ยืน พิมพ์ปรกโพธิ์ พิมพ์สมเด็จคะแนน มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า หลวงพ่อเงิน ท่านมอบผงที่อธิษฐานจิตให้ผสมในเนื้อพระนี้ เมื่อตอนที่ผสมพระ หลวงพ่อเงินท่านยัง กอบดินผสมผงเองด้วย เมื่อสร้างวิหารทานเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีพระเนื้อดินเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง พระครูล้อมท่านเลยบรรจุในกรุวัดห้วยเขน



pek
เหรียญพระพุทธปฏิมากร ( เหรียญวัดเทพราช )
อำเภอบ้านโพธิ์ ฉะเชิงเทรา พ.ศ ๒๔๘๒ เนื้อทองแดง








เหรียญพระพุทธปฏิมากร ( เหรียญวัดเทพราช )
อำเภอบ้านโพธิ์ ฉะเชิงเทรา พ.ศ ๒๔๘๒


ทางวัดได้จัดสร้างเหรียญเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๘๑
นิมนต์พระอาจารย์ที่เป็นที่รู้จักในยุคนั้นมาร่วม อธิษฐานจิตในโบสถ์
และเมื่อถึงเข้าพรรษายังได้แบ่งให้พระคณาจารย์มาร่วมอธิษฐานจิตในครั้งแรกนำ
กลับ ไปอธิษฐานจิตต่อที่วัดของแต่ละท่านจนครบ พรรษา แล้วนำกลับมา
เตรียมแจกในงาน ผูกพัทธสีมาในปี พ.ศ ๒๔๘๒ เท่ากับว่าเหรียญนี้ได้
รับการอธิษฐานจิตอย่างเต็มที่ ถึง ๒ ครั้ง
พิธีอธิษฐานจิตในตอนนั้น เป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่และเข้มขลังมาก
" โบสถ์ วัดเทพราช ลั่นดัง เปรี๊ยะ.....เปรี๊ยะ”ระหว่างการอธิษฐานจิต


รายชื่อ สุดยอดพระคณาจารย์ในยุคนั้น ที่มาร่วมอธิษฐานจิต

๑.หลวงพ่อคง วัดซำป่าง่าม แปดริ้ว

๒. หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว แปดริ้ว

๓.หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก แปดริ้ว

๔. หลวงพ่อเสือ วัดสามกอ แปดริ้ว

๕. หลวงพ่อจี๊ด วัดลาดขวาง แปดริ้ว

๖.หลวงพ่อคำ วัดสนามจันทร์ แปดริ้ว

๗.หลวงพ่อเล็ก วัดท่าอิฐ แปดริ้ว

๘. หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา ปราจีนบุรี

๙.หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ชลบุรี

๑๐.หลวงพ่อกิ่ง วัดบางพระ ชลบุรี

๑๑.หลวงพ่อพูล วัดตาลล้อม ชลบุรี

๑๒.หลวงพ่อแดง วัดโคกขี้หนอน ชลบุรี

๑๓.หลวงพ่อเสือ วัดมงคลนิมิตร สมุทรปราการ

๑๔.หลวงพ่อ ลออ วัดราชโยธา กรุงเทพ

๑๕.หลวงพ่อคำ วัดกู้ นนทบุรี

pek
รูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร พิมพ์นิยม
แข่งเรือแข่งรถแข่งพายแข่งได้ แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งกันไม่ได้
เพราะเป็นสิ่งที่ต้องสะสมมาแต่ชาติปางก่อน
วาสนาได้แค่นี้ก็ดีใจพอใจแล้ว...






pek
รูปหล่อหลวงพ่อเอีย วัดบ้านด่าน
อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี
รุ่น ๗๑ พรรษา ปี พ.ศ. ๒๕๑๗








ย้อนหลังไป ปีพ.ศ.ประมาณ ๒๕๓๐ ยังเด็กๆวัยรุ่น หนังสือพระเล่มแรกที่อ่านก็หนังสือนะโม ได้ลงประวัติรูปหล่อรุ่นนี้ ว่า "หลวงพ่อเอีย เทโลหะหล่อรูปเหมือนรุ่นนี้เองที่วัดบ้านด่าน" โดยผสมด้วยตะปูสังฆวานรที่หลวงพ่อเอีย ได้มาจากการซ่อมพระอุโบสถ วิหาร เสนาสนะต่างๆ พร้อมด้วยแผ่นยันต์จำนวนมากของหลวงพ่อเอีย และเครื่องทองเหลืองทองแดงที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจมาถวายท่านเพื่อร่วมในการหล่อรูปเ
หมือนรุ่นนี้ หลวงพ่อเอียท่านตั้งใจมาก ถึงขนาดเททองเองที่วัด และยังจารที่ฐานรูปหล่อทุกองค์ซึ่งไม่มีปรากฎในรุ่นใดมาก่อน ที่ท่านได้ลงเหล็กจารทุกองค์

ซึ่งตะปูสังฆวานร เป็นตะกั่วผสมโลหะหลายๆ อย่าง เช่น สังกะสี ดีบุกเป็นต้น ในการหล่อพระถ้าใครมีเพื่อนหรือมีความรู้ด้านนี้จะทราบว่า นวโลหะ จะผสมกับตะกั่ว และทองเหลืองไม่ได้ จะทำให้เนื้อนวโลหะร้าวแตกได้ และในการหล่อพระต่างๆ ถ้าเทที่วัดจะเป็นการหล่อเนื้อเดียวเท่านั้น หมายถึงถ้าหล่อนวโลหะจะหล่อแต่นวโลหะ ถ้าหล่อโลหะผสมก็หล่อแต่โลหะผสม เช่นพระกริ่งนวโลหะของสังฆราชแพ เจ้าคุณศรีสนธิ์ ส่วนหล่อเป็นโลหะผสม พระชัยวัฒน์หลวงปู่บุญ พระกริ่งไกลปืนเที่ยง๒๔๖๓ จะไม่มีการหล่อหลายๆโลหะในพิธีเดียวเพราะยุ่งยากทำได้ยาก ส่วนมากจะต้องไปหล่อโรงงานเช่น พระกริ่งโฆษปัญโญ ๒๕๓๕ หลวงปู่คำพันธ์ในพิธีก็เทแต่นวโลหะ ส่วนเนื้ออื่นๆ ก็ไปเทโรงงาน

ดังนั้นเพื่อตัดปัญหายุ่งยาก ว่าหลวงพ่อเอียเทเองหรือไม่ ก็เลยบูชาเนื้อโลหะผสมดีกว่า มั่นใจว่าหลวงพ่อเอียเทในพิธีแน่ และผสมกับชินสังฆวานร แผ่นจารยันต์ต่างๆ มั่นใจได้ ถ้าทุกๆท่านไม่คำนึงถึงราคา เอาความมั่นใจ แนะนำรุ่นนี้บูชาเนื้อโลหะผสมดีกว่าครับ...
pek
เหรียญหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ จังหวัดเพชรบุรี
รุ่นแจกแม่ครัว บล็อกบ่าราง ตาไก่ เนื้ออัลปาก้า






pek
ของดีราคาไม่แพง พระเนื้อผงรุ่นอย. ปีพ.ศ. ๒๕๓๒
หลวงพ่อเกษมอธิษฐานจิตเกือบหนึ่งชั่วโมง
หลวงปู่ดู่เดินญาณมาร่วมอธิษฐานจิต




pek
เบี้ยแก้อันดับหนึ่งของเมืองไทย เบี้ยแก้หลวงปู่รอด
วัดนายโรง กรุงเทพมหานคร










นิทานประกอบเบี้ยแก้ หลวงปู่รอด วัดนายโรง
เบี้ยนี้ เจ้าของเดิม เป็นครูผู้หญิงสอนอยู่โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพ(ตอนนี้เกษียณแล้วอายุเกือบ ๗๐ ปี) บ้านเดิมอยู่ นนทบุรี แต่สอบบรรจุได้ในกรุงเทพ

พ่อของครูเป็นคนล่องเรือค้าไม้สักไม้เนื้อแข็งพวกไม้เต็งไม้รังสมัยก่อน ล่องเรือไปกราบพระคณาจารย์มากมายเพื่อขอของขลังป้องกันตัว
พอดีคุณครูท่านนี้สอบบรรจุได้ต้องไปพักบ้านพักครู สมัยก่อนและเสาบ้านพักครูตกน้ำมันด้วย คุณพ่อท่านเลยมอบเบี้ยแก้ให้เนื่องจากคุณครูท่านกลัวผีมาก ครูแขวนกับสร้อยทองเปลือยๆ ไม่ได้เลี่ยมจนหูขาดตอนเกษียณแล้ว เห็นว่าไม่เคยมีเห็นผีหรือผีอำเลยแม้แต่ครั้งเดียว

และมาแขวนพระชัยวัฒน์พระสังฆราชแพเลี่ยมทองแทน ลูกศิษย์เห็นตั้งแต่เด็กจนโตทำงานก็มีเทียวขอบูชา แต่คุณครูบอกไว้เกษียณก่อนแล้วค่อยมาเอา

จนกระทั่งครูเกษียณลูกศิษย์ท่านนี้ก็เลยไปทวงสัญญา ครูท่านก็แน่ครับ ให้เลยบอกไม่ต้องบูชาเห็นในน้ำใจในความพยายามและตัวครูเป็นผู้หญิงก็ไม่ได้สะสมพระด้
วยที่มีก็ของมรดกคุณพ่อ

เหตุที่ลูกศิษย์ท่านนั้นอยากได้ บูชาเพราะเห็นกับตา ตอนตามครูไปส่งที่บ้านพักครูถือของช่วยครูไปส่งตอนนั้นลูกศิษย์ท่านนี้ทำงานแล้วและไ
ปเยี่ยมคุณครู

ตอนนั้นมีลมพายุฤดูร้อน พัดเอาหลังคาสังกะสีปลิว เป็นแผ่นๆ ลอยมาที่ตัวครู เกือบสิบแผ่น แต่ไม่น่าเชื่อเห็นจะๆ สังกะสีเหล่านั้น แหวกเป็นช่องซ้าย ขวา ผ่านตัวครูกับเค้าไปหมดเหมือนมีมือใหญ่คอยปัดสังกะสีให้แหวกช่องซ้าย ขวา ตัวเค้าก็ไม่ได้แขวนอะไร ส่วนครูก็แขวนแค่เบี้ยแก้หลวงปู่รอดเบี้ยนี้เบี้ยเดียว

หลังจากได้มาก็รักษาอย่างดี แต่ด้วยเหตุผลที่หลายๆคนเป็น แม้กระทั่งคุณสุธน ศรีหิรัญผู้เขียนประวัติหลวงปู่บุญ ประวัติหลวงพ่อเพิ่ม วัดกลางบางแก้ว ที่ได้เบี้ยแก้หลวงปู่บุญก็เพระเจ้าของเดิมเดือดร้อนเรื่องค่าเทอมลูก นี้ก็เหมือนกัน

ลูกศิษย์ท่านนี้ค้างค่าเทอมลูก ๓ คนถ้าไม่เสียจะไม่มีสิทธิสอบ เลยต้องกัดฟันนำเบี้ยแก้หลวงปู่รอดนี้มาให้ผมบูชาเป็นค่าเทอมลูก (เพื่อลูกแม้แต่ของรักของหวงพ่อ แม่ทุกคนก็สละได้)

ตอนแรกเค้าไม่ได้บอกหรอก แต่มีเหตุสังหรณ์ใจยังไงไม่รู้ ผมถึงถามถึงที่มาที่ไปของเบี้ยแก้หลวงปู่รอดเบี้ยนี้ ทุกทีผมไม่ค่อยถามนิทานประกอบเรื่องเพราะไม่ค่อยเชื่อนิทาน เชื่อในการดูของตัวมากกว่า แต่ครั้งนี้มีเหตุในใจเลยถามดูน่ะครับ
เอวัง ก็มีด้วยประการล่ะฉะนี้....
pek
พระกริ่งมหาสิทธิโชค วัดประสาทบุญญาวาส เนื้อโลหะผสม
ตอกโค๊ดบุญ(มาจากชื่อวัดประสาท "บุญ" ญาวาส)









จากเอกสารใบฝอยวัตถุมงคลวัดประสาทบุญญาวาส
พิธีพุทธาภิเษก ๑๓-๑๔-๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๖
คณาจารย์ร่วมปลุกเสก ๑๐๘ รูป
และจากนิตยสารเซียนพระฉบับที่ ๓๗ เดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๓๙


พระกริ่งวัดประสาทได้ทำการหล่อ ซึ่งเป็นวันมหามงคลคือ”วันมหาสิทธิโชค”ที่โบราณถือกันว่าเป็นวันที่ประกอบกิจการใด มักจะสำเร็จลุร่วงทุกประการและเจริญด้วยโชคลาภผลบริบูรณ์.ด้วยเหตุนี้ทางวัดจึงขนานน
ามพระกริ่งนี้ว่า”พระกริ่งมหาสิทธิโชค”โดยการจัดสร้างมีพิมพ์พระกริ่งธิเบต พระกริ่งใหญ่ พระกริ่งถือดอกบัว พระกริ่งปางประทานพร พระกริ่งหน้าฝรั่ง ฯลฯ

เนื้อโลหะประกอบด้วยอักขระยันต์ที่หล่อพระประธานแล้วหลอมไม่ละลาย ในการนี้ได้นิมนต์พระคณาจารย์เจ้าของแผ่นยันต์อาทิ หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา,หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง,หลวงพ่อแทน วัดธรรมเสน,หลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช มานั่งกำกับบังคับธาตุให้ละลายทั่วรวมกับเชื่อชนวนต่างๆ เช่น

๑.ชนวนพระกริ่งของสมเด็จพระสังฆราช(แพ) วัดสุทัศน์ ได้มาจากพระอาจารย์ขาว คณะ๙
๒. ชนวนพระกริ่งปรมานุชิด วัดโพธิ์ท่าเตียน ได้มาจากท่านเจ้าคุณเจีย วัดโพธิ์
๓. ชนวนพระกริ่งของท่านเจ้าคุณธรรมวิสุทธาจารย์ วัดสุทัศน์ฯ
๔. ชนวนหล่อพระรูปหลวงพ่อวัดไร่ขิง มียันต์อิติปิโส รัตนมาลาทั้ง๓ห้อง ได้มาจากอาจารย์เจียมวัดไร่ขิงเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗
๕. ชนวนหล่อพระกริ่งของพระอาจารย์ไสว วัดราชนัดดา พร้อมทั้งชนวนหล่อพระกริ่งนเรศวร จ.พิษณุโลก
๖. ชนวนหล่อพระภูทราวดี ของพลโทประชา บูรณธนิต ได้จากนายตี๋ ช่างหล่อพระ
๗.ชนวนหล่อหลวงพ่อทวดวัดช้างไห้ จ.ปัตตานี พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมฑิฆัมพร มอบถวาย
๘.ชนวนหล่อพระวัดเทวสังฆราช จ.กาญจนบุรี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประธานหล่อ นายช่างฟุ้ง อันเจริญมอบถวาย
๙.ชนวนการหล่อพระประธานและพิธีหล่อ ๙ ครั้งของวัดประสาทบุญญาวาสพร้อมด้วยแผ่นยันต์ปลุกเสกจากพระคณาจารย์ ๖๒๒ องค์
๑๐.ชนวนหล่อพระกริ่งของอาจารย์เทพ สาริกบุตร
๑๑.ชนวนหล่อพระกริ่งวัดสุทัศน์ของนายนิรันดร์ แดงวิจิตร(อดีตพระครูหนู วัดสุทัศน์)และชนวนหล่อพระ ๒๕ พุทธศตวรรษ
๑๒.ชนวนหล่อพระกริ่งวัดราชบพิธ พระอาจารย์เรื่อง วัดใหม่พิณสุวรรณ มอบถวาย
๑๓.ชนวนหล่อพระกริ่งวัดชิโนรส (กริ่งสมเด็จพระปรมาณุชิตฯ กริ่งพระพุทธสิหิงค์และกริ่งรูปสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) วัดระฆังฯ)
๑๔.ชนวนหล่อพระกริ่งฟ้าผ่าวัดดอนยานนาวา
๑๕.เนื้อชินกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์ มอบถวายให้
๑๖.ชนวนหล่อพระรูปสมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดบวรนิเวศน์ พระครูวิมลสรภาณ วัดสุทัศน์ มอบถวาย
เมื่อหล่อสำเร็จแล้วได้นิมนต์พระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงจากทั่วประเทศ มาทำพิธีปลุกเสก

รายนามคณาจารย์อธิษฐานจิตวัตถุมงคลวัดประสาทบุญญาวาส

อาจารย์ทิม วัดช้างไห้
ลพ.คล้าย วัดสวนขัน
ลพ.ดิษฐ์ วัดปากสระ
ลพ.น้อย วัดธรรมศาลา
ลพ.ใจ และ ลพ. พล วัดวังยายหุ่น
ลป.โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
ลพ.แดง วัดเขาบันไดอิฐ
ลพ.มุ่ย วัดดอนไร่
ลพ.เงิน วัดดอนยายหอม
ลพ.กวย วัดโฆสิตาราม
ลพ.พรหม วัดช่องแค
ลพ.ทบ วัดชนแดน
ลป.ทิม วัดละหารไร่
ลป.เขียว วัดหรงบล
ลพ.จง วัดหน้าต่างนอก
ลป.ดู่ วัดสะแก
ลป.สี วัดสะแก
ลพ.แพ วัดพิกุลทอง
ลป.นาค วัดระฆังฯ
ลป.หิน วัดระฆังฯ
ลพ.โบ๊ย วัดมะนาว
พระอาจารย์นำ วัดดอนศาลา
ลพ.เส่ง วัดกัลยา
ลพ.ถิร วัดป่าเลไลย์
ลพ.เต๋ วัดสามง่าม
ลพ.หน่าย วัดบ้านแจ้ง
ลพ.บุญมี วัดเขาสมอคอน
ลพ.เหรียญ วัดบางระโหง
ลป.เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว
ลพ.ครื้น วัดสังโฆ
ลพ.แช่ม วัดนวลนรดิษฐ์
ลพ.นอ วัดกลางท่าเรือ
ลพ.ผล วัดเทียนดัด
ลพ.โด่ วัดนามะตูม
ลพ.ชื้น วัดญาณเสน
ลพ.สุด วัดกาหลง
ลพ.เนื่อง วัดจุฬามณี
ลพ.กี๋ วัดหูช้าง
ลพ.แก้ว วัดช่องลม
ลพ.กัน วัดเขาแก้ว
ลพ.ทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง
ลพ.ฑูรย์ วัดโพิ์นิมิตร
เจ้าคุณเจีย วัดโพธิ์
เจ้าคุณประหยัด วัดสุทัศน์
ลพ.ดี วัดเหนือ
ลพ.แขก วัดหัวเขา
ลพ.ยิ้ม วัดเจ้าเจ็ด
ลพ.ทองสุข วัดสะพานสูง
ลพ.มิ่ง วัดกก
ลพ.เฮี้ยง วัดป่าฯ
ลพ.จวน วัดหนองสุ่ม
ลพ.อั้น วัดพระญาติ
ลพ.เทียม วัดกษัตราธิราช
ลพ.สอน วัดเสิงสาง
ลพ.แทน วัดธรรมเสน
ลพ.เทียน วัดโบสถ์
ลพ.นิล วัดครบุรี
ลพ.บุดดา วัดกลางชูศรี
ฯลฯ


พระกริ่งมหาสิทธิโชคมีพิมพ์หน้าใหญ่ หน้าเล็ก มีบัวหลัง และไม่มีบัวหลัง จะมีแบบไม่ตอกโค๊ด
และมีการตอกโค๊ด ๗ แบบ
๑.ตอกโค๊ดเลข " ๙ "ตอกเฉพาะเนื้อนวโลหะ
๒.ตอกโค๊ดเลข " ๕ " ตอกทั้งเนื้อนวโลหะ และโลหะผสม
ตอกโค๊ดเนื้อโลหะผสม
๓.ตอกโค๊ด "สามง่าม"
๔.ตอกโค๊ด "บุญ"
๕.ตอกโค๊ด "พระปิดตา"
๖.ตอกโค๊ด " ย. "
๗.ตอกโค๊ด "อุ"(แต่ไม่เหมือนอุในพระกริ่งหน้าฝรั่ง)


นอกจากพระกริ่งมหาสิทธิโชคโค๊ด "บุญ" นอกนั้นยืมภาพท่านอื่นๆ มาเพื่อเป็นวิทยาทาน

๑.ตอกโค๊ดเลข " ๙ "ตอกเฉพาะเนื้อนวโลหะ




๒.ตอกโค๊ดเลข " ๕ " ตอกทั้งเนื้อนวโลหะ และโลหะผสม




๓.ตอกโค๊ด "สามง่าม"




๔.ตอกโค๊ด "บุญ"




๕.ตอกโค๊ด "พระปิดตา"




๖.ตอกโค๊ด " ย. "




๗.ตอกโค๊ด "อุ"(แต่ไม่เหมือนอุในพระกริ่งหน้าฝรั่ง)


pek
รูปหล่อท่านอาจารย์นำ แก้วจันทร์ เนื้อนวโลหะ พิมพ์นิยม ฝาปิดแผ่นเงิน วขีด โรขีด มีตัวที(T)

เคยได้ที่๑จากงานประกวดพระพัทลุง แต่เจ้าของเดิมทำใบประกาศหายไปแล้ว
อุดผง อนันตคุณซึ่งเป็นสุดยอดผงมีคุณวิเศษอนันต์ ของท่านอาจารย์นำ


ฟังจากน้องที่รู้จักสนิทกันเล่าเรื่อง รูปหล่ออาจารย์นำที่คุณสุธน ศรีหิรัญเล่าให้ฟัง ไม่หามาบูชาไม่ได้แล้ว เพราะเป็นความประสงค์ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เลยท่านเคารพนับถืออาจารย์นำมาก ท่านชายใหญ่ผู้สร้างทราบเรื่องเลยขอสร้างรูปหล่อถวายไปกราบทูลในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระองค์ท่านทรงให้มวลสารเป็นตะกรุดทองคำที่มีผู้มอบถวายพระองค์ท่านหนึ่งกำมือให้นำม
าใส่ในรูปหล่อนี้ทุกๆเนื้อ

***ดังนั้นจะเห็นได้ว่าท่านอาจารย์นำท่านถึงยอมยื้อมัจจุราชเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และเสกแบบสุดกำลังความสามารถ***

เพื่อน้อมเกล้าถวายพระองค์ท่าน จนลังไม้รูปหล่อแตก รูปหล่อลอยออกมาเต็มที่คลุมผ้าขาวไว้ นี่ถ้าไม่มีผ้าขาวคลุมไว้(ท่านอาจารย์นำให้คลุมผ้าขาวเอง ท่านคงรู้ว่าถ้าไม่คลุมรูปหล่อบินได้แน่ๆ) สงสัยเห็น รูปหล่อบินได้เหมือนท่านอาจารย์เอียดเสกพระมหาว่าน มหายันต์เป็นแน่ทีเดียว

ผมเคยมีองค์หนึ่งได้จากคุณสุธน ศรีหิรัญ ไปพบท่านในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อเพิ่ม วัดกลางบางแก้ว นครปฐมผมยังเรียนมัธยมอยู่เลย คุยถูกคอ ท่านเลยบอกให้ไปหาที่กระทรวงมหาดไทย จะให้รูปหล่ออาจารย์นำเนื้อนวโลหะหนึ่งองค์ และเหรียญพ่อท่านคลิ้ง รุ่นภปร.เนื้อทองแดง หนึ่งเหรียญ ผมก็ไปหาท่านที่กระทรวงมหาดไทย ได้อย่างละองค์จริงๆใจดีมากๆครับ ท่านเป็นไอดอลของผม และเป็นแรงบันดาลใจทั้งในเรื่องพระเครื่อง วัตถุมงคล และการงานผมก็พยายามสอบให้ติดปลัดอำเภอเหมือนท่าน แต่ชีวิตของใครก็ของตนเอง ผมก็เลือกทางเดินของผม รับราชการเหมือนกันแต่คนละตำแหน่ง ส่วนรูปหล่อและเหรียญพี่ชายที่เปิดแผงพันทิพขอไปจะไปทวงคืนก็ชิงตายไปแล้ว หุ หุ เลยต้องหาบูชาใหม่ จัดจีวรห่มให้ท่านเลยครับ








จากนิตยสารเซียนพระ ฉบับที่๗๘ เขียนโดย”สถาพร”

ในการสร้างรูปเหมือนขนาดเล็กของท่านอาจารย์นำ ได้สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙โดยคณะผู้จัดสร้างได้มีความประสงค์นำเอารายได้จากการบูชาไปสร้างถาวรวัตถุใน
วัดดอนศาลาเป็นการกุศล จึงได้กราบเรียนให้ท่านอาจารย์นำทราบถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างครั้งนี้


เมื่อทราบวัตถุประสงค์แล้วท่านอาจารย์นำก็ได้นั่งนิ่งอยู่สักครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า”
ถ้าจะสร้างก็ต้องรีบดำเนินการโดยเร็ว เพราะชีวิตอาตมาใกล้เข้ามาแล้ว เกรงจะไม่ทันการ” ทำเอาคณะผู้จัดสร้างนิ่งอึ้งไปตามๆกัน เพราะว่าขณะนั้นท่านอาจารย์นำก็กำลังอาพาธอยู่แล้วท่านอาจารย์นำก็ได้กล่าวต่อไปอีกว
่า”การสร้างนั้นเป็นสิ่งดี เพราะจะได้เป็นครั้งสุดท้าย แต่ขอให้รีบทำเถิด” จากนั้นท่านก็ขอให้คณะผู้จัดสร้างนำเอาแผ่นโลหะมาให้ท่านเพื่อที่จะลงยันต์เป็นเชื้อ
ชนวนในการสร้าง หลังจากที่ได้นำเอาแผ่นโลหะจำนวนมากไปให้ท่านอาจารย์นำตามที่ต้องการแล้ว ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๙ คณะผู้จัดสร้างก็ได้เดินทางไปรับแผ่นยันต์จากท่าน ซึ่งแผ่นยันต์เหล่านั้นท่านอาจารย์นำได้ลงไว้อย่างเรียบร้อย และได้กล่าวว่า”ลงให้สุดท้ายแล้ว”.


นอกจากแผ่นยันต์ที่ท่านอาจารย์นำได้ลงจารให้ไว้ ยังมีชนวนศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่อง พร้อมทั้งพระบูชาสมัยเก่าที่ชำรุด และโลหะสมัยบ้านเชียงอีกเป็นจำนวนมากซึ่งคณะผู้สร้างได้นำไปถวายท่านอาจารย์นำปลุกเส
กอีกครั้ง ก่อนที่จะทำการหล่อหลอม และท่านก็ได้รับปลุกเสกพร้อมกับกล่าวว่า”ขอให้สร้างให้เสร็จเดือนหน้า เพราะใกล้เต็มที่แล้ว”(หมายถึงเดือนกันยายน) แต่ปรากฏว่า การดำเนินการสร้างในครั้งนั้นไม่อาจที่จะสร้างสิ้นในเดือนกันยายนได้


เพราะการจัดสร้างได้ทำอย่างพิถีพิถันที่สุด คณะผู้จัดสร้างจึงได้เดินทางไปกราบเรียนท่านอาจารย์นำว่า พระยังไม่เสร็จ เมื่อกราบเรียนแล้วปรากฏว่าท่านอาจารย์นำได้นั่งนิ่งไม่พูดว่าอะไร ตามองออกไปข้างหน้าในลักษณะที่ยากจะคาดเดาได้ว่าท่านคิดอย่างไร ทำเอาคณะที่ไปครั้งนั้นอึดอัดใจไปตามๆกัน ท่านนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็กล่าวว่า”เอาเถอะ!อย่าให้เกินเดือนตุลาคม พ่อจะรอ ถ้าเกินจากนั้นไม่รอแล้ว”.


จากนั้นคณะผู้จัดสร้างก็ได้กลับไปดำเนินการสร้างต่อไป ซึ่งในการสร้างได้พิถีพิถันเรื่องเนื้อพระจะต้องออกมาสวยงามจึงต้องเพิ่มทองคำและเงิ
นลงไปอีกจำนวนมาก จนได้เนื้อเป็นที่พอใจ จากนั้นก็ได้เริ่มเทหล่อพระ ซึ่งได้รูปเหมือนขนาดเล็กทั้งหมดเพียง ๑,๖๐๐ องค์เท่านั้น


เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๑๙ พระได้หล่อเสร็จเรียบร้อย จึงได้รีบนำเอาพระไปที่วัดดอนศาลา เมื่อกราบเรียนให้ท่านอาจารย์นำทราบปรากฏว่าท่านรู้สึกดีใจจนเห็นได้ชัด จากนั้นก็ได้นำเอาพระไปวางไว้ในพระอุโบสถวัดดอนศาลา โดยเอาผ้าขาวคลุมพระไว้.ในวันที่๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ เมื่อทกอย่างจัดเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เห็นว่าท่านอาจารย์นำ ซึ่งนอนมาหลายวันแล้วเพราะอาพาธอยู่ แต่วันนั้น ท่านกลับลุกขึ้นด้วยความสดชื่นกว่าปกติ แล้วก็ได้เข้าไปจุดเทียนชัย และนั่งเข้าสมาธิเพ่งพลังจิตปลุกเสก ร่วมกับพระเกจิอาจารย์ผู้เข้มขลังทางคาถาอาคมของสายใต้เช่น พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง,พ่อท่านหมุน วัดเขาแดง,อาจารย์ พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช ฯลฯเป็นเวลาประมาณสองชั่วโมง


ขณะที่กำลังปลุกเสกอยู่ด้วยความเงียบสงบภายในพระอุโบสถวัดดอนศาลา ท่ามกลางความเงียบที่ทุกคนนั่งชมพิธีอยู่นั้น ได้ปรากฏมีเสียง”เปรี๊ยะ”ดังออกมาจากกองพระเครื่องที่คลุมผ้าขาวในปริมณฑลพิธี แต่เนื่องจากพิธียังไม่เสร็จสิ้นจึงยังไม่มีใครไปเปิดดู. ครั้นเมื่อท่านอาจารย์นำออกจากสมาธิแล้วก็ได้บอกว่า”สำเร็จแล้ว” จากนั้นคณะผู้จัดสร้างก็ได้เข้าไปเปิดผ้าขาวที่คลุมพระเครื่องออกดู เพื่อให้รู้ว่าเสียงดัง”เปี๊ยะ เปี๊ยะ เปี๊ยะ”นั้นมาจากอะไร


และเมื่อเปิดผ้าขาวออก ทุกคนเห็นเป็นที่น่าอัศจรรย์กันทุกคนคือ ลังไม้ที่บรรจุพระเครื่องได้แตกออก และพระเครื่องได้กระจายทั่วไป.การที่พระเครื่องซึ่งบรรจุอยู่ในลังไม้ได้กระจัดกระจายเพราะลังไม้แตกนั้น จะเป็นไปเพราะหาสาเหตุไม่ได้ แต่เป็นไปเพราะพลังจิตที่ท่านอาจารย์นำ และพระเกจิอาจารย์ที่มาร่วมปลุกเสก ได้เพ่งตรงไปรวมที่กองพระเครื่อง และอัดจนแน่น เป็นพลังที่กระทั่งดันลังไม้แตก


หลังจากเสร็จสิ้นพิธีปลุกเสกนั้น บรรดาลูกศิษย์ก็ได้ประคองพาท่านอาจารย์นำกลับกุฏิ เมื่อถึงกุฏิแล้ว ท่านก็ได้บอกกับบรรดาลูกศิษย์ว่า”อีก ๓ วันพ่อจะไปแล้วนะ”.ครั้นเมื่อ ๓ วันผ่านไปจากวันที่ท่านได้บอกบรรดาลูกศิษย์ คือวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ ซึ่งเป็นวันกำหนดที่ท่านอาจารย์นำได้บอกลาลูกศิษย์ไว้ เวลากลางคืนบรรดาลูกศิษย์และชาวบ้านหลายคนได้ไปหาท่านที่กุฏิ ซึ่งท่านก็ได้สนทนาและบอกลาลูกศิษย์กับชาวบ้านด้วยใบหน้าปกติและสดชื่น ไม่มีแสดงอาการเจ็บปวดจากการอาพาธแต่อย่างใด


ครั้นเมื่อเวลา ๒๒๐๐ น. ท่ามกลางความมืดของกลางคืน ท่านอาจารย์นำได้กล่าวอำลาบรรดาลูกศิษย์และชาวบ้านเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเสียงปกติว่า
”พ่อลาแล้ว” จากนั้นท่านก็ล้มตัวลงนอนและละสังขารไปอย่างสงบ และขณะที่ท่านอาจารย์นำได้ละสังขารไปนั้น ท่ามกลางความเงียบสงบของเวลากลางคืน และท่ามกลางความเศร้าโศกของบรรดาลูกศิษย์และชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ ก็ได้ปรากฏเหตุการณ์มหัศจรรย์ขึ้นมาอีก คือได้ปรากฏมีเสียงบรรเลงแตสังข์กังวาลรอบๆบริเวณวัดดอนศาลา ทั้งๆที่บริเวณนั้น ไม่มีบ้านใครจัดงานบรรเลงเลย แล้วเสียงแตรสังข์นั้นมาจากไหน?


จากที่เขียนมานี้ผมคงไม่ต้องมาสรุปอีกแล้วกระมังครับว่า พระอาจารย์นำแห่งวัดดอนศาลา ศิษย์สายเขาอ้อ ท่านผู้นี้น่าเคารพกราบไหว้เพียงใด และรูปเหมือนของท่านรุ่นนี้ ซึ่งเป็นรุ่นแรก รุ่นเดียวและรุ่นสุดท้าย สมควรที่จะนำมาบูชากันได้แล้วใช่ไหมครับ
pek
พระชินราชเนื้อเมฆสิทธิ หลวงพ่อผาง อธิษฐานจิตจนพระลอยออกจากกล่อง

เนื้อเมฆสิทธิเป็นโลหะที่ผสมตามสูตรของการเล่นแร่แปรธาตุ มีคุณสมบัติที่พิเศษอีกอย่างคือ เสริมดวง หนุนดวง แก้ดวงตก มักจะบูชาคู่กันกับ ราหู พระเมฆสิทธิที่นิยมกันก็สำนักหลวงปู่ทับ วัดทอง พระครูลืม วัดอนงค์ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงปู่เนียม วัดน้อย ทั้ง 4 สำนักแพงและหายากของปลอมเยอะ แนะนำรุ่นนี้ซึ่งสามารถบูชาได้เหมือนพระรุ่นเก่าทุกประการ เพราะพลังจิตของหลวงปู่ผาง ไม่ธรรมดาแรงกล้ามาก และพระรุ่นนี้แก้ไขดวงชะตาได้แน่นอน เพราะขนาดองค์พระที่ได้รับการอธิษฐานจิตยังลอยได้เลย ชะตาผู้บูชาจะไม่แก้ไขได้อย่างไร











จากงานเขียนของคุณ เด่น ของขวัญพระเครื่อง

ชินราชองค์นี้เป็นชุดของวัดบึงแก้ว อำเภอชนบท ขอนแก่นแต่ดันเนื้อพระและบล๊อคพิมพ์เหมือนหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม อุดรธานี(ต่างกันที่ของหลวงปู่อ่อน บัวเป็นแบบบัวคว่ำบัวหงายเนื้อจะสีดำกว่า ของหลวงปู่ผางบัวเป็นแบบฟันปลาและเนื้อจะออกเหลืองๆหน่อย) เป็นชุดสร้างอุโบสถของวัดบึงแก้ว เจ้าอาวาสคือ พระครูปิยสารธรรม อดีตเจ้าคณะอำเภอชนบท ฝ่ายมหานิกาย ในปี 2517 - 2548 เกษียณอายุเพราะกฎมหาเถรสมาคมให้เจ้าคณะแขวงหมดวาระเมื่ออายุครบ 80 ปี


สมัยนั้นกำลังก่อสร้างอุโบสถขึ้นแต่ไม่มีปัจจัยในการก่อสร้าง จึงขออนุญาตหลวงปู่ผาง จิตตคุตโต แห่งวัดอุดมคงคาคีรีเขตต์ (วัดดุน) ตำบลนางาม อำเภอมัญจาคีรี ขอนแก่น จัดสร้างวัตถุมงคลของท่านขึ้นเพื่อหารายได้และปัจจัยมาสร้างอุโบสถ


และหลวงปู่ผาง ก็ออกปากอนุญาตและเมตตาเป็นกรณีพิเศษ เพราะสมัยหนึ่งหลวงปู่ผาง จิตตคุตโต ท่านเคยมาจำพรรษาที่วัดแท่นศิลาทิพย์บัลลังอาสน์ บ้านแท่น ตำบลห้วยแก อำเภอชนบทนั่นเอง และเป็นเจ้าอาวาสที่วัดแท่นศิลาทิพย์นี้ 1 พรรษา และสมภารเจ้าวัดต้องขึ้นตรงต่อคณะสงฆ์อำเภอชนบทนั่นเอง เจ้าคณะอำเภอชนบทฝ่ายธรรมยุต คือ พระครูโอภาสสมณกิจ เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมวิเวก (ที่เคยสร้างเหรียญรุ่นแรกคงเคและคอติ่งและบล๊อคแท้งน้ำอันโด่งดังนั่นเอง)


เมื่อจัดสร้างแม่พิมพ์แล้วก็นำไปให้หลวงปู่ผางเสก หลวงปู่ผางบอกว่า ท่านพระครูฯ ไม่ต้องให้ผมไปทำพิธีพุทธาภิเษกที่วัดบึงแก้วนะผมติดธุระไปไม่ได้ ยกพระทั้งหมดมาให้ผมเสกที่วัดดุนนี่.. ผมจะเสกให้ 2 ศีลเลย (หมายถึง 2 วันพระใหญ่นั่นเอง) แล้วมารับพระคืน พอถึงวันไปรับพระสมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ใช้ และหนทางก็เดินทางลำบากมาก หลวงปู่ผางแสดงอภินิหาริย์ให้เห็น...? เพราะตอนที่ไปรอรับวัตถุมงคลหลวงปู่ผาง ติดกิจนิมนต์ไม่อยู่วัดไปที่ตลาดอำเภอมัญจาคีรี ซึ่งห่างจากตัววัดนั้นไกลมากร่วม 30 กิโล เพราะพระลูกวัดที่ไม่ได้ไปด้วยบอกว่ากว่าจะมาน่าจะซัก 3 ชั่วโมงครับ ท่านหลวงพ่อพระครู พอนั่งรอซักพักไม่ถึง 15 นาที


หลวงปู่ผางเดินกลับมาที่วัดรูปเดียว โดยที่พระรูปอื่นไม่ได้มาด้วย และหลวงปู่ผางก็บอกว่ารีบมานะเนี่ย..ท่านพระครู..กลัวรอนาน มารับวัตถุมงคลกับผมนะ ก่อนจะเอาไปเดี๋ยวผมอธิษฐานให้อีกครั้ง แล้วหลวงปู่ผางก็นั่งอธิษฐานจิตนานมากร่วม ชั่วโมงพระที่อยู่ในกล่องก็เขย่ากระเด็นออกจากลังประมาณสิบกว่าองค์ เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาหลวงปู่พระครูปิยสารธรรมและชาวคณะกรรมการและลูกศิษย์ที่ไปด้
วย และหลวงปู่ผางก็บอกว่าดีแท้...เด๊ ท่านพระครูพระลอยเลย...

และวัตถุมงคลชุดนี้ก็เปิดให้บูชาในราคาต่างกัน หลายพิมพ์ครับ สร้างในปี 2518 สิ้นสุดรุ่นสุดท้ายเป็นรุ่น สร้างอุโบสถ ปี 2519 ครับ และรุ่นนี้เหรียญไปคล้ายกับรุ่นดงเค็งโคราช ในเหรียญปี 12 และชินราชองค์นี้ก็ไปเหมือนกับหลวงปู่อ่อน อุดรธานีครับ (บางท่านว่ามา) แต่รูปหล่อปั๊มรุ่นแรกออกที่วัดบึงแก้วครับ เป็นเนื้อทองเหลืองรมดำ


บางคนเข้าใจผิดนึกว่าออกที่วัดหลวงปู่ผางครับ และนึกว่าเป็นเนื้อทองแดงรมดำ ชินราชองค์นี้จ้างโรงหล่อทำทีท่าพระจันทร์สมัยปี 2518 ครับ พระครูปิยสารธรรมได้เอาแร่เหล็กไหลผสมเข้าไปด้วย จำนวนการสร้างน้อยครับ แค่ 700 องค์เท่านั้นเอง และให้บูชาแพงมากสมัยนั้นถึงองค์ละ 300.- บาทครับ


ในปีนั้น ร.ต.อ. สำราญ เวียงวงษ์ (ยศขณะนั้น) ได้อุปถัมภ์วัดบึงแก้วจนสร้างอุโบสถเสร็จปี 2524 ฉลองในปี 2526 และได้ทำผ้าป่ามาที่วัดบึงแก้วทุกปี พร้อมชาวคณะและได้พิเรนทร์ขอลองวัตถุมงคลรุ่นนี้ที่วัดบึงแก้ว ด้วยปืน .38 ต่อหน้าพระครูปิยสารธรรม ด้วยการยิงถึง 3 ครั้ง แต่ปืนไม่ออก....เสียงปืนดัง แชะ...แชะ...เป็นที่อัศจรรย์มากแก่สายตาคณะผ้าป่าสามัคคีและพระครูปิยสารธรรมพร้อมด้
วยพระลูกวัดบึงแก้วที่ลงมาดู และวัตถุมงคลรุ่นนี้ได้หมดไปจากวัดในเวลาไม่ถึงเดือน พระครูปิยสารธรรมให้บูชาไปในราคา 300.- บาทขณะนั้น

pek
เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อยีพิมพ์เสมากะไหล่ทอง

"ในยุคเราที่เสมอเราไม่มี มีแต่ต่ำกว่าหรือสูงกว่า"

คำกล่าวของหลวงพ่อยี พระอภิญาผู้ทรงฤทธิ์และยังอยู่ช่วยลูกหลานลูกศิษย์อยู่จนถึงปัจจุบันนี้โดยมีข้อพิสู
จน์ยืนยันที่หลวงพ่อยีไปช่วยเจ้าคุณโฮม วัดปทุมวนาราม กรุงเทพ ที่รถติดหล่มปรากฏกายให้เห็นจะๆ

โดยเจ้าคุณโฮมลูกศิษย์หลวงปู่มั่นที่มีพลังจิตแก่กล้ารูปหนึ่งยังเชื่อมั่นในฤทธิ์อภ
ิญญาหลวงพ่อยี

จากคำบอกเล่าหลวงพ่อถาวร วัดปทุมวนาราม กรุงเทพ

ที่เห็นพร้อมกันหลายๆ รูปก็คือ หนหนึ่งมีกิจธุระพากันเดินทางไปภาคเหนือแล้วรถเสียอยู่กลางถนนแห่งหนึ่งที่ จ.พิษณุโลก ล้อรถตกหล่มจนเกือบมิดดุมล้อ เข็นกันจนสิ้นแรงและทำสารพัดหนทางอย่างไรก็ไม่ขึ้น จู่ๆ ท่านเจ้าคุณพระอาจารย์ก็เปรยว่า “ถ้าจะต้องนิมนต์หลวงพ่อยีมาช่วยเข็นรถเสียแล้ว”

พระทุกรูปได้ยินดังนี้ก็ได้แต่มองตากันเพราะต่างก็ทราบว่า หลวงพ่อยี บ้านดงตาก้อนทอง ต.ไผ่ล้อม อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก ซึ่งเคยต้องอธิกรณ์แต่พระราชมุนีโฮมได้มาแก้ไขเหตุการณ์ให้จนสงบเรียบร้อยนั้นมรณภาพ
ไปแล้ว

พอเอ่ยปากถามว่า หลวงพ่อยีมรณภาพแล้ว หลวงพ่อจะนิมนต์มาช่วยพวกเราได้อย่างไร? เจ้าคุณพระอาจารย์ไม่ตอบ แต่ชี้มือไปข้างหน้าแล้วกล่าวขึ้นว่า “ดูเอาเองซี”

พระมหาถาวร เล่าว่า ท่ามกลางแสงจันทร์นวลผ่องวันนั้นทุกคนเห็นพระภิกษุชรารูปร่างผ่ายผอม อายุราว ๗๐ ปี ศีรษะค่อนข้างใหญ่ห่มจีวรสีคล้ำเดินมาตามถนนช้าๆ พอมาถึงตัวรถท่านก็โบกมือเหมือนบอกให้คนขับสตาร์ตเครื่อง พอใส่เกียร์รถก็ทะยานขึ้นจากหล่มทันที












pek
รูปหล่อเนื้อทองคำ หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ

วัดธาตุมหาชัย จังหวัดนครพนม รุ่นนี้ จัดสร้างโดย ท่านผู้ว่าปรีดา นิสัยกุล (อดีตท่านผู้ว่า จ.นครพนม) ในปี พ.ศ.๒๕๓๕ โดย เนื้อทองคำมีการจัดสร้าง ๒๙๙ องค์ น้ำหนักประมาณ ๑๙ กรัม(หนึ่งบาทหนึ่งสลึง) พระทุกองค์มีการตอกโค๊ต ตอกหมายเลข สำหรับองค์นี้ หมายเลข ๑๐๐ ด้านล่างใต้ฐานองค์พระ บรรจุด้วยผงปฐวีธาตุ เกศา ชานหมาก และ ตะกรุดทองคำ ๑ ดอก






pek
มีเพื่อนที่คบกันตั้งแต่เรียนมัธยมสะสมพระด้วยกันเค้าชอบสะสมพระเนื้อทองคำแนะนำให้
ผมเก็บไว้บ้าง เค้าให้เหตุผลว่าทองคำมีคุณค่าในตัว ถึงพระนั้นไม่มีใครรู้จักแต่ถ้าเป็นเนื้อทองคำก็มีคุณค่า
(ผมชอบเก็บโลหะที่ไม่ใช่ทองคำเหตุผลทองคำแพง ^-^ เก็บอย่างอื่นได้หลายองค์)
แต่ผมก็เชื่อเพื่อนนะเลยเก็บไว้พอมีกับเค้าบ้างครับ





pek
แพะเขาควายถูกฟ้าผ่าตายแกะหลวงหลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกระบอก จังหวัดระยอง

เก่าจนหดตัว ลานบางส่วน ผิวย่นที่เกิดจากการหดตัวของเขา จนเป็นคลื่นๆ ทางผู้บูชาพระจะเรียก เก่าจนขึ้นขน ซื่งดูเหมือนขนแพะคลุมผิวจริงๆ สวยไปอีกแบบ

คุณสมบัติของแพะ ของทางพุทธเวทย์ จะกล่าว ว่าแพะจะปกป้องคุ้มครองผู้บูชา โดยไม่ว่าคุณไสย ดวงตก ลมเพลมพัดถูกกลั่นแกล้ง แพะจะรับไว้ทั้งหมดแทนผู้บูชา และมีคุณทางด้านเมตตามหานิยมเป็นเลิศ






pek
เขี้ยวเสือแกะพระพุทธหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จังหวัดนครปฐม
หลังจารยันต์เฑาะว์มหาพรหม ยันต์ครูประจำตัวหลวงปู่บุญ








pek
หนึ่งในเก้าสุดยอดเครื่องรางเมืองไทย

ราหูอมจันทร์กะลาตาเดียวแกะยุคต้น หลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง นครปฐม
ศิลป์ลุงศรี(ใหญ่) ขนาดกว้าง ๔ นิ้ว สูง ๓ นิ้ว ติดรางวัลที่ ๑

ด้วยขนาดใหญ่นี้ไม่ต้องว่าเป็นอาจารย์ปิ่นหรือหลวงพ่อน้อย(ตัดอาจารย์ปิ่นออกไปได้เล
ย)
เพราะในยุคต้นมีแต่หลวงพ่อน้อยเท่านั้นที่มีการแกะราหูองค์ใหญ่ๆครับ








pek
เขี้ยวหมีแกะเสืออันดับหนึ่งของเมืองไทย หลวงพ่อนก วัดสังกะสี จังหวัดสมุทรปราการ มียันต์องค์พระ ๑ องค์นิยม

(คือถ้ามียันต์องค์พระจะนิยมกว่าไม่มียันต์องค์พระและยิ่งมีองค์พระหลายองค์ก็ยิ่งนิ
ยมมากยิ่งขึ้น) ลูกศิษย์หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน ได้วิชาจากปลุกเสือจากหลวงพ่อปาน มีหลายคณาจารย์มาขอเรียนวิชาเสกเสือจากหลวงพ่อปาน ส่วนมากไม่มีบารมีพอไม่สำเร็จวิชา

เพราะการเสกเสือของหลวงพ่อปาน ต้องเสกจนเสือกระโดดจากบาตรวิ่งเข้าป่า และเรียกกลับมาได้ แม้แต่หลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกระบอก จังหวัดระยอง (เรียนกับอาจารย์เดียวกันกับอาจารย์ที่สอนหลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน) ผู้สร้างแพะอันลือชื่อยังไม่มีบารมีในการเสกเสือซึ่งหลวงพ่ออ่ำท่านเสกจนกระโดดออกจา
กบาตรวิ่งเข้าป่า แต่ท่านไม่สามารถเรียกกลับมาในบาตรได้

อาจารย์จึงบอกว่าหลวงพ่ออ่ำไม่มีวาสนากับเสือ แต่มีเมตตามหานิยมสูง จึงให้วิชาเสกแพะทำให้แพะของท่านเป็นที่นิยมอย่างมาก

ซึ่งหลวงพ่อนกท่านสำเร็จวิชาเสกเสือนี้ท่านสามารถเสกกระโดดจากบาตรเข้าป่า และเรียกกลับมาในบาตรได้ แต่ท่านไม่วัดรอยอาจารย์ท่านจึงใช้เขี้ยวหมีแทน มีเขี้ยวเสือบ้างเป็นส่วนน้อยก็แกะไม่ให้เหมือนกันครับ








pek
พระอู่ทองลอยองค์ กรุศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี

กรุเดียวกับพระท่ากระดาน แต่พุทธศิลป์คนละยุค พระท่ากระดานจะศิลปะลพบุรี อายุประมาณ ๕๐๐ ปีขึ้นไปสันนิษฐานว่าสร้างโดยฤาษีถวายเป็นพุทธบูชา

แต่พระอู่ทองจะเป็นศิลปะอยุธยา ซึ่งมาอายุอ่อนกว่าพระท่ากระดาน โดยสันนิษฐานว่าสร้างโดยพระภิกษุสงฆ์และชาวบ้าน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ใช้ตะกั่วที่เหลือจากการสร้างพระท่ากระดานที่พระฤาษีได้จัดหาเตรียมไว้ จึงทำให้มีเนื้อหาคล้ายพระท่ากระดาน แต่อายุจะน้อยกว่า

นอกจากพระกริ่ง รูปหล่อ แล้วพระที่ผมชอบมากๆอีกอย่างคือ พระกรุครับดูแล้ว มีพุทธศิลปที่แฝงไปด้วยความศรัทธา เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ไม่มีพุทธพาณิชย์มายุ่งเกี่ยว






pek
เหรียญพระพุทธหลังดาว หลวงปู่ศรี มหาวีโร เนื้อกะไหล่เงิน ชนวนล้วน

๑ใน๑๙เหรียญ เนื้อตะกรุดล้วน
(มีตะกรุดหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ตะกรุดหลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ตะกรุดหลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม แผ่นจารหลวงปู่ฝั้น แผ่นจารหลวงปู่ศรีฯลฯ)
เหรียญพระพุทธหลังดาวกะไหล่เงินรุ่นแรก หลวงปู่ศรี มหาวีโร วัดประชาคมวนาราม ร้อยเอ็ด
พระผู้มีบารมีมากมีลาภสักการะมากลูกศิษย์หลวงปู่มั่น
เหรียญพระพุทธหลังดาว มีเนื้อทองคำ ๓ เหรียญ กะไหล่เงินชนวนล้วน ๑๙ เหรียญ กะไหล่ทองชนวนผสมทองแดง ๑๐๐ เหรียญ ทองแดงผิวไฟ ๒๙๐๐ เหรียญ

เหรียญนี้หลวงปู่ศรีหลังจากอธิษฐานแล้วยังให้พรว่า ใครมีเหรียญนี้ไว้บูชา ให้สะดวก ปลอดภัย ไร้กังวล สุขภาพดี มีความสุข




pek
ลิงจับหลัก เขี้ยวเสือแกะ หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลิงของหลวงพ่อดิ่งท่านไปแสดงอภินิหาร ต่อพระพักตร์เสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรฯ

เรื่องมีอยู่ว่า พลทหารเรือสองคนเกิดชกต่อยกัน อีกคนสู้ไม่ได้ เลยชักมีดพกกระซวกอีกฝ่ายหนึ่งตั้งหลายที พอมีคนมาห้าม จึงนำตัวทั้งสอง ไปหาเสด็จเตี่ย เสด็จเตี่ยเห็นอีกคนถูกแทงเสื้อแสงขาด แต่ไม่เป็นอะไร จึงตรัสถามว่า เจ้ามีของดีอะไร จึงถูกแทงไม่เข้า

พลทหารคนนั้นจึงทูลว่า เกล้ากระหม่อม มีเพียงลิงไม้แกะ หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว เสด็จเตี่ยจึงขอชม เมื่อเสด็จเตี่ยหยิบมาดูๆ ก็เอาไปวางข้างกราบเรือ และทรงพระแสงยิงไปที่ลิงนั้น เสียงดังแชะๆ เสด็จเตี่ยจึงทรงพระสรวล และกล่าวชมว่า อาจารย์ท่านนี้เก่งจริงขลังจริง












pek
ตะกรุดหนังเสือ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จังหวัดอยุธยา

ประมาณปีพ.ศ. ๒๔๙๐ มีคนถวายหนังเสือโคร่งทั้งตัว ให้หลวงพ่อจงเพื่อให้ท่านได้ใช้นั่งเป็นอาสนะ แต่หลวงพ่อจงท่านไม่ใช้ ท่านนำไปเก็บไว้ในกุฏิ

พระอุปัฏฐากเห็นเข้าเลยคิดว่ามาทำตะกรุดแจกญาติโยมให้ร่วมทำบุญสร้างวิหารทาน จะได้บุญกุศลกว่า เลยขออนุญาตหลวงพ่อ หลวงพ่อจงท่านเห็นดีด้วย ลูกศิษย์เลยจัดทำตะกรุดขึ้น ตัดเป็นขนาดประมาณ ๒ นิ้ว ลงยันต์ตามที่หลวงพ่อจงบอก มัดด้วยด้ายสามเปราะ ทาทองบรอนซ์ แล้วนำมาให้หลวงพ่อจงอธิษฐานจิต

หลวงพ่อจงท่านอธิษฐานจิตไว้ครบทุกทาง อุปเท่ห์วิธีการใช้ตะกรุดหนังหน้าผากเสือ ของหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก ใช้ดีทางเมตตามหานิยม มหาอำนาจ แคล้วคลาดคงกระพันชาตรี แลกันเขี้ยวงา กันไข้ป่าดง กันสัตว์ร้ายทางบกทางน้ำ เป็นเสน่ห์แก่ชายหญิง ไปเหนือไปใต้สารทิศใดมีผู้คนเกรงขาม เอาไว้แก่ตัวคนพาลจะทำร้ายมิได้ แขวนไว้หัวนอน กันโจรผู้ร้าย กันฟืนไฟต่างๆ ใช้ได้ ๑๐๘ ประการ ดีนักแล

เมื่อท่านจะไปไหน ให้ระลึกถึงหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก ตั้งนะโม 3 จบ แล้วท่องพระคาถาด้วย “อิทธิ ฤทธิ พุทธนิมิตตัง ขอเดชะเดชัง ขอเดชเดชะ จงมาเป็นที่พึ่งแก่ มะอะอุ บัดเดี๋ยวนี้ด้วยเถิด” ว่าสามเที่ยวหรือเจ็ดเที่ยวแล้วนำพกพาติดตัวป้องกันภัยได้ ๑๐๘ ประการแล








pek
พระกริ่งพันตำลึงทอง เนื้อเงิน หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม

หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม เป็นพระที่ผมอ่านหนังสือเป็นเล่มแรกๆต่อจากประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

อ่านประวัติหลวงพ่อเงิน แล้วศรัทธาท่านมากตั้งใจที่อยากได้มากที่สุดก็พระกริ่งพันตำลึงทองนี่แหละ เพราะผมชอบพระกริ่งมากที่สุด ภูมิใจครับที่มีกับเค้าองค์หนึ่ง









pek
ตะกรุดคู่ชีวิต หลวงพ่อโพธิ์ วัดวังหมาเน่า จังหวัดพิจิตร
หลวงพ่อโพธิ์ เป็น พระอาจารย์ของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน
เป็นปรมาจารย์ตะกรุดคู่ชีวิต












pek
เหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อเรื่อง วัดใหม่พิณสุวรรณ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี







หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ได้นิมนต์หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อเล็ก วัดบางนมโค และหลวงพ่อเรื่อง วัดใหม่พิณสุวรรณ ไปเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ช่วยสร้างโบสถ์ ณ วัดท่าเรือ ต.แพงพวย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี มีกำหนดการทำบุญ ๑๕ วัน ในงานนี้มีพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลและพระเครื่องเพื่อแจกให้กับผู้ร่วมบุญไว้เป็นที่ระล
ึก พระเครื่องที่ปลุกเสกและแจกในงานนี้ ซึ่งปลุกเสกโดยหลวงพ่อทั้ง ๔ รูป นำโดยหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก

ในงานบุญครั้งนี้หลวงพ่อเรื่องได้แสดงอภิญญาเสกดาวที่ใหญ่กว่าบาตรพระ ๓-๔ เท่าให้คนเข้ามาภายในวัดได้เห็น มีผู้ศรัทธาหลั่งไหลเข้ามาที่วัด ยิ่งข่าวแพร่กระจายไปว่ามีหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอกมาร่วมในงานยิ่งทำให้ผู้คนเดินทางมาที่วัดมากมาย

ทำให้มีผู้อยากลองความศักดิ์สิทธิ์ของพระเกจิอาจารย์ที่มาร่วมงานนี้ โดยนำวัตถุมงคลและของทุกอย่างไม่เว้นแม้กระทั้งใบเซียมซี,ก้านธูป, น้ำตาเทียนและของที่นำมาเข้าพิธีทุกอย่างไปลองยิงหลังวัดท่าเรือ หลวงพ่อฤๅษีฯ เกรงว่าจะทำให้ผู้ที่นำวัตถุมงคลไปลองยิงจะกระทำการปรามาสพระรัตนตรัย (หลวงพ่อฤๅษีฯ ใช้คำว่ารำคาญ) ซึ่งเป็นการล่วงเกินพระรัตนตรัย และจะเป็นบาปกรรมติดตัวโดยไม่รู้ตัว

เช้าวันหนึ่งยังไม่ทันกินข้าวเช้า มีชายหนุ่ม ๒ พี่น้องที่นับถือศาสนาคริสต์ (คริสเตียน)

เข้ามาที่วัดท่าเรือและร้องท้าทายว่า “อันไหนที่ยิงไม่ออกบ้าง” เพื่อจะนำไปทดลองยิง มีคุณหมอท่านหนึ่งที่มาช่วยงานได้หยิบเหรียญที่หลวงพ่อเรื่องปลุกเสกก่อนหน้า ๑ คืนส่งให้คริสเตียน ๒ พี่น้องดังกล่าวไป ๑ เหรียญ

ทั้งสองคนนำไปลองยิงหลังวัด ครั้งแรกยิงด้วยปืนเล็ก (เข้าใจว่าเป็นลูกโม่ ๓๘) จำนวน ๒ นัดแต่ลูกปืนด้านยิงไม่ออก หนึ่งในสองคนบอกว่า “ลูกปืนมันเก่า ลองอีกทีเป็นลูกซองดีกว่า ลูกปืนมันใหม่” พอลั่นไกปืนเสียงดัง “โป้ง” สนั่นหวั่นไหว ปรากฏว่ากระบอกปืนลูกซองแตกเป็นผลทำให้สะเก็ดของปืนที่แตกกระเด็นไปถูกหน้าและลำตัวข
องทั้ง ๒ คน จนหน้าตาฉีกเลือดแดงฉานไปทั้งตัว

ภายหลังลูกศิษย์ของหลวงพ่อเรื่องทราบข่าวนี้จึงได้อาราธนาให้ท่านปลุกเสกพระคาถานี้ล
งในพระเครื่องที่ท่านสร้าง

โดยเฉพาะเหรียญเสมารุ่นแรกปี ๒๔๙๙ เป็นที่ร่ำลือต่อมาว่าวัตถุมงคลของหลวงพ่อเรื่องห้ามลองยิงเกิน ๒ นัดมิเช่นนั้นกระบอกปืนจะแตก เป็นที่ศรัทธาและกลัวเกรงของลูกศิษย์ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีใครกล้าไปทดลองยิง และเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์จริงที่หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีฯ) วัดท่าซุง ได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานในหนังสือธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๑๒ ปีที่ ๒ ปี พ.ศ.๒๕๒๔ หน้า ๑๐๓ – ๑๑๐

จากการโพส
ของคุณวีระศักดิ์ ขวัญมงคลพงศ์
pek
ลูกอมมหากัน หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม จ.สมุทรสงคราม

(ตลับเงิน จะเป็นแบบแจกกรรมการที่ทำบุญถวายปูน เหล็กฯลฯ ในการก่อสร้างวิหารทาน หลวงพ่อคงจะใส่ย่ามไว้เสมอ ๆ เพื่อแจกญาติโยมที่เป็นเจ้าภาพร่วมทำบุญ)

สร้างด้วยเนื้อผงสีขาวผสมด้วยผงดินสอพองที่หลวงพ่อเขียนจารลงบนแผ่นกระดานชนวนลบและเ
ก็บรวบรวมไว้นำมาคลุกเคล้าปั้นเป็นลูกอม มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ไม่แน่นอน ที่สำคัญหลวงพ่อคงจะจารอักขระขอมตัว นะ ไว้เพียงตัวเดียวในกระดาษสา ม้วนแบบตะกรุดแล้วจึงนำเนื้อผงที่เตรียมไว้มาหุ้มแล้วปั้นเป็นลูกกลมๆ

นอกจากเรื่อง แคล้วคลาด เมตตามหานิยม ค้าขาย แล้วหลวงพ่อคง เวลาจะให้ลูกอมใครท่านก็จะสอนก่อนทุกคน ให้เป็นคนดีมีศีลธรรม ห้ามนำไปใช้ในทางที่ผิด คดโกงหรือไปปล้นไปลักของใคร ห้ามผิดลูกผิดเมียใครเด็ดขาด ทุกคนที่ได้ไปก็จะรับปากหลวงพ่อทุกคน แต่ก็มีบางคนที่ไปทำผิดหลวงพ่อจะรู้ได้ทันที เนื่องจากลูกอมนั้นจะแตกออกหรือไม่ก็หายไปจากตัวและกลับมาอยู่ที่กุฏิที่หน้าหิ้งบูช
าของหลวงพ่อ








pek
รูปหล่อพระนาคปรกลอยองค์ พิธีพระคันธารราฐ ๒๔๗๖(แต่ทั่วไปจะระบุพ.ศ.๒๔๗๒ซึ่งเป็นการเริ่มดำเนินการจัดสร้าง มีการส่งแผ่นยันต์ให้พระคณาจารย์ต่างๆ ลงยันต์ให้ เตรียมวัตถุมงคลต่างๆ ที่จะหล่อพระ)

สุดยอดแห่งพระหายากมากๆ เป็นพระในตำนานจังหวัดนครปฐม (มีบันทึกในหนังสือประวัติพระเครื่องนครปฐม)

พระนาคปรกรูปหล่อลอยองค์ของท่านเจ้าคุณโชติ เนื้อพระเป็นสัมฤทธิ์เหลืองอมแดง (แก่ชนวนพระกริ่งที่พระสังฆราชแพ(พระวันรัต) ถวายทำให้เนื้อออกกระแสแดง ซึ่งพระพิมพ์อื่น ๆจะมีเนื้อออกเหลืองซึ่งได้ผสมทองเหลือง ขันลงหินเพิ่ม) เมื่อมีการสัมผัสนานๆเนื้อจะกลับกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้ พระพักตร์เป็นศิลปะแบบอินเดีย ส่วนพญานาคมี ๗ เศียร ด้านหลังองค์พระมียันต์เฑาะว์มหาพรหม(เฑาะว์ขัดสมาธิ) ตามด้วยอุหางชี้ลง (บางองค์บรรจุกริ่ง) ขนาดสูงประมาณ ๕ เซนติเมตร กว้างประมาณ ๒.๔ เซนติเมตร หนาประมาณ ๑.๔ เซนติเมตร ฐานแปดเหลี่ยม หล่อดินไทย องค์ที่ไม่อุดกริ่งจะมีดินไทยอยู่

จำนวนการสร้างสันนิษฐาน ไม่เกินร้อยองค์ ถ้าจะประมาณ คง ๕๔ องค์ มาจาก อายุของท่านเจ้าคุณโชติตอนสร้างพระนาคปรกรูปหล่อลอยองค์นี้ปีพ.ศ.๒๔๗๖ ท่านมีอายุได้ ๕๓ ปีการสร้างพระเป็นการเจริญอายุวัฒนะต้องบวกอีกหนึ่งปี ดังนั้นจึงเป็น ๕๔ องค์ (เหตุผลมาจากท่านเกิดวันเสาร์ สร้างพระนาคปรกเป็นพระประจำวันเกิดของคนเกิดวันเสาร์ ดังนั้นท่านจึงเป็นการสร้างตามอายุท่าน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา)

ตามบันทึกในหนังสือประวัติพระเครื่องนครปฐม ในพิธี พุทธาภิเษกวันแรก มีพระคณาจารย์นั่งปรก ๔ ทิศ ประกอบด้วย หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เป็นประธาน หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้องนั่งธรรมมาสน์ ๔ ทิศในโบสถ์ ตอนอธิษฐานจิตใกล้จะเสร็จ มีแสงสว่างจ๊า!!! ...ออกจากปากหลวงพ่อโหน่ง พุ่งไปคลุมพระทั้งหมด หลวงพ่อปานรีบลุกจากธรรมาสน์ ไปกราบหลวงพ่อโหน่ง

อธิบายไม่ใช่หลวงพ่อปานกราบหลวงพ่อโหน่ง อย่างที่เข้าใจกัน เหตุเพราะว่า ตามประวัติหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานเคยไปพบเพื่อขอเรียนวิชากับหลวงพ่อโหน่ง ตามที่หลวงพ่อเนียมบอกว่าถ้าสิ้นท่านให้ไปหาท่านโหน่ง ปรากฏว่า สอบไปสอบมาวิชายันกัน คือเท่ากัน ไม่มีใครสอนใคร
แต่หลวงพ่อโหน่งเป็นพระพิเศษในสมัยนั้นที่พระคณาจารย์ต่างยกย่อง แม้แต่เจ้าคุณเฮง วัดบ้านขอม ถ้ารู้ว่าหลวงพ่อโหน่ง มาจะไม่ทำอะไรรอจนกว่าหลวงพ่อโหน่งสั่ง มีพิธีหนึ่ง รอเป็นชั่วโมง เหลือหลวงพ่อโหน่งองค์เดียว เจ้าคุณเฮง ก็ไม่ทำอะไรบอกถ้าหลวงพ่อโหน่งไม่มายังไม่ทำอะไรทั้งสิ้น พอหลวงพ่อโหน่งมาถึง เจ้าคุณเฮงถามว่า พระท่านว่าอะไรบ้างขอรับ หลวงพ่อโหน่งถึงบอกว่า พระท่านบอกว่า พิธีต้องทำแบบนี้ ๆ ที่ให้ทำฤกษ์นั้นมันผิดใช้ไม่ได้ คือหลวงพ่อโหน่งท่านมีพระคุมอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นในพิธีพุทธาภิเษกพระคันธารราฐ มีแสงออกจากปากหลวงพ่อโหน่ง ไปคลุมวัตถุมงคล หลวงพ่อปานท่านรู้ว่า เป็นด้วยพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้า ท่านหลวงพ่อปานถึงลุกจากธรรมาสน์รีบไปก้มกราบ พระพุทธเจ้าที่คุมหลวงพ่อโหน่งอยู่นั่นเอง

พระเครื่องคันธารราฐจัดสร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๗๒ เพราะเกิดฝนแห้งแล้งอย่างหนัก ประชาชนอดอยากเป็นอย่างยิ่ง ท่านเจ้าคุณปรารภถึงเหตุนี้แล้วจึงได้จัดทำพิธีหล่อขึ้นหน้าลานพระปฐมเจดีย์ ซึ่งได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นองค์พระ ประธาน

โดยโลหะที่ใช้หล่อผสมประกอบไปด้วย ๑.ชิ้นส่วนพระพุทธรูปสมัยทวารวดี ๒.ชิ้นส่วนขันลงหินจากชาวบ้าน ๓.แผ่นโลหะจารอักขระยันต์จากพระคณาจารย์ทั่วประเทศในสมัยนั้น ๔.แผ่นทองคำจารลงดวงประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้า

โดยหลวงปู่บุญ เป็นประธานพิธีเททอง และประธานพุทธาภิเษก เจ้าคุณศรีสนธิ์ เป็นประธานควบคุมการหล่อเนื้อพระโลหะ มีการสร้างพระหลาย ๆ อย่าง คือ

พระพุทธรูปบูชาคันธารราฐประทับยืนปางขอฝน ขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งองค์ พระพุทธรูปบูชาคันธารราฐประทับยืนปางขอฝน ขนาด ๑๒ นิ้ว เหรียญหล่อคัน ธารราฐทรงกลีบจำปา ไม่มีหูพิมพ์เล็ก พิมพ์ใหญ่ เหรียญหล่อคันธารราฐทรงใบเสมาคว่ำ เหรียญหล่อรูปเหมือนพระเทพสุธีโชติครึ่งองค์หันข้าง พระปิดตามหาอุด พระประจำวันใบเสมาหลังยันต์ หลังองค์พระปฐมเจดีย์ รูปหล่อลอยองค์พระนาคปรก พระนาคปรกบูชา ๑ องค์ พระบูชาพระประจำวันตามผุ้สั่งดำเนินการ

จากหนังสือประวัติพระเครื่องนครปฐม
สาเหตุที่สร้างพระคันธารราฐ ปีพ.ศ.๒๔๗๖

ในปี พ.ศ.๒๔๗๒ เกิดฝนแล้งทั่วไป ประชาชนต่างอดอยากเป็นอย่างยิ่ง ท่านเจ้าคุณโชติมาปรารภถึงเหตุนี้ และต่อมาท่านเจ้าคุณโชติจึงได้จัดพิธีหล่อพระคันธารราฐ (ปางขอฝน) ในการเทหล่อพระครั้งนี้ท่านเจ้าคุณโขติได้มอบหมายให้ช่างแช่ม ชื่นจิตต์เป็นผู้หล่อพระครั้งนี้(ช่างแช่มอายุมากกว่าเจ้าคุณโชติ) เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๖

แล้วจำแนกแจกจ่ายไปยังวัดต่างๆ วัดละ ๑ องค์ รวม ๑๕๐ วัด เมื่อตำบลใดข้าวยากหมากแพง ประชาชนพากันอาราธนาพระคันธารราฐ ออกทำพิธีบวงสรวงขอฝน ซึ่งมีอภินิหารเป็นที่น่าอัศจรรย์ และในโอกาสนั้นได้มีการสร้างพระคันธารราฐองค์ประธานสูงประมาน ๒ เมตร ๑๐ เซนติเมตร ๑ องค์ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่บนศาลาการเปรียญ
พระคณาจารย์ที่เข้าร่วมในพิธีพุทธาภิเษกในครั้งนี้
๑.หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว
๒.หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
๓.หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน
๔.หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง
๕.หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา
๖.หลวงพ่อคง วัดบางกระพร้อม จ.สมุทรสงคราม
๗.หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จ. นครปฐม
๘.พระครูอุตตรการบดี (สุข) วัดห้วยจรเข้ จ.นครปฐม
๙.หลวงปู่จันทร์ วัดบ้านยาง จ.นครปฐม
๑๐.หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จ.พระนครศรีอยุธยา
๑๑. หลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง จ.นครปฐม
๑๒.หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ จ.สมุทรสงคราม
๑๓.หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ จ.สมุทรสาคร
๑๔.หลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ จ.กาญจนบุรี
๑๕.หลวงพ่อวงศ์ วัดทุ่งผักกูด จ.นครปฐม
๑๖.หลวงพ่อห้อย วัดหอมเกร็ด จ.นครปฐม
๑๗.หลวงปู่ชา วัดสามกระบือเผือก
๑๘.พระสังฆราชแพตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นพระสังฆราชยังเป็น สมเด็จพระวันรัต (ได้มอบชนวนพระกริ่งที่จัดสร้างเพื่อผสมในพระชุดนี้ด้วย)
๑๙.เจ้าคุณศรีสนธิ์
๒๐.หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ
๒๑.หลวงพ่อจาด วัดบางกะเบา
๒๒.หลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก
๒๓.หลวงพ่อจันทร์ วัดนางหนู และอาจารย์อื่นๆรวม ๑๐๘ รูป











pek
พระกรุในตำนาน พระนางพญาเหล็กเปียก กรุพระธาตุพนม

องค์นี้คราบกรุจับเต็มองค์ แต่มีกระเทาะด้านหลังจุดหนึ่ง เห็นเป็นขาวแว๊บ ๆ เวลาส่องกล้องเหมือนเป็นหยดน้ำกลิ้งไปมา ด้านหลังมีจารอักขระด้วยเต็มพื้นที่เลย

ตำนานกล่าวว่าท่านราชครูโพนสะเม็กพระอริยสงฆ์ผู้เป็นประธานบูรณะพระธาตุพนมปีพ.ศ.๒๒๓
๓-๒๒๓๖ ท่านพบเหล็กเปียกด้วยทางสมาธิ ว่ามีคุณสมบัติชุ่มเย็น กันฟืนกันฟ้าผ่า ป้องกันอันตราย เป็นวัตถุที่เป็นมงคล

ท่านราชครูโพนสะเม็ก ได้บูรณะองค์พระธาตุพนมตั้งแต่ชั้นที่ ๒ ขึ้นไปจนถึงยอดพระธาตุ ท่านให้หล่อเหล็กเปียก เหล็กไหลขึ้นสวมยอดพร้อมด้วยฉัตรยอดองค์พระธาตุด้วย ทำให้องค์พระธาตุสง่างามและมั่นคงยิ่งขึ้น ท่านราชครูใช้เวลาบูรณะองค์พระธาตุพนมเป็นเวลา ๓ ปี

ท่านราชครูโพนสะเม็ก เลยนำเหล็กเปียกมาหุ้มตรงส่วนบนพระธาตุพนมเพื่อป้องกันฟ้าผ่า อีกส่วนก็เทหล่อเป็นพระพิมพ์เพื่อเป็นพุทธบูชาถวายต่อพระธาตุพนม





pek
พระกริ่งในตำนานจังหวัดพิจิตร
พระกริ่งประทานพรหรือพระกริ่งดีดน้ำมนต์ หลวงพ่อเขียน วัดถ้ำขุนเณร จังหวัดพิจิตร พ.ศ.๒๕๐๖
เนื้อสำริดเหลืองอมเขียวมีกระแสพรายเงิน


นับเป็นพระกริ่งรุ่นแรกและรุ่นเดียวของหลวงพ่อเขียน สร้างจำนวนประมาณ ๔๐๐ องค์ ออกให้ทำบุญที่วัดชัยมงคล จังหวัดพิจิตร ปีพ.ศ. ๒๕๐๖ โดยหมอแดงลูกศิษย์คนสนิทของหลวงพ่อเป็นพ่องานในการรวบรวมมวลสาร ซึ่งมวลสารส่วนหนึ่งนั้น หมอแดงได้มาจากช่อชนวนและมวลสารที่เหลือจากการหล่อพระพิมพ์ฐานหนังสือ และแผ่นยันต์ที่หลวงพ่อเขียนได้ลงยันต์ไว้ให้

เป็นพระกริ่งต้นแบบของพระกริ่งวังกระโจมเจ้าคุณนรฯ แต่แตกต่างกันตรงที่เนื้อหาของพระกริ่งซึ่งพระกริ่งวังกระโจมเจ้าคุณนรฯจะเป็นทองเหล
ืองล้วน แต่พระกริ่งประทานพรหลวงพ่อเขียนจะออกสำริดเหลืองอมเขียว และจะมีกระแสพรายเงิน ขนาดพระกริ่งวังกระโจมเจ้าคุณนรฯจะเล็กกว่า และมีอุดกริ่งทุกองค์ ส่วนพระกริ่งประทานพรหลวงพ่อเขียน จะมีช่อชนวน ๒ ช่อ และจะหล่อตัน ไม่ค่อยมีองค์ที่อุดกริ่งซึ่งองค์ที่อุดกริ่งจะมีน้อยมาก ๆ พระกริ่งประทานพรหลวงพ่อเขียนนี้มีจุดที่กลางหลังทุกองค์ จุดนี้เป็นจุดเด่นที่ใช้แยกพระกริ่งวังกระโจมของเจ้าคุณนรฯ กับพระกริ่งประทานพรหลวงพ่อเขียน บางองค์จุดนี้ก็ถูกตะไบออกหรือบางองค์ก็ติดไม่ค่อยชัด ถ้าไม่มีจุดนี้ให้พิจารณาส่วนอื่น ๆ

ด้านหน้า ศีรษะมีพระเกศาขดเป็นก้นหอย ใบหน้าเอิบอิ่มดูเย็นตามีเมตตา เปลือกตาบนประหนึ่งดั่งท่านหลับตาและแย้มริมฝีปากยิ้มเล็กน้อย ขอบตาล่างคมกริบ หัวคิ้วจรดกันทั้งสองข้างเชื่อมลงมาที่จมูกเป็นสันคม ด้านบนมีอุนาโลมหรือจุด อยู่ระหว่างกลางเหนือคิ้วทั้งสองข้าง ลักษณะมือสองข้างประสานกันที่อก นิ้วกรีดกรายเด่นชัด เสมือนดั่งท่านกำลังดีดน้ำพระพุทธมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ มีปลายจีวรพับเป็นชั้น ๆ พาดหัวไหล่ด้านซ้ายลงมาจรดที่ปลายนิ้วมือข้างซ้าย ด้านล่างมีขาขวาทับขาซ้าย ขาสองข้างทับปลายจีวรเป็นจีบ ๆ ที่ฐานมีบัวคว่ำและบัวหงายรอบฐานด้านหน้า

ด้านหลัง มีเส้นริ้วจีวรพับเป็นสองชั้นพาดจากไหล่ซ้ายลงไปฐาน และรัดจากรักแร้ขวาไปจรดเส้นริ้วจีวรเส้นกลาง แทน ที่ฐานล่างมีเลข ๙ บางองค์ชัด บางองค์ไม่ชัด

ใต้ฐาน มีช่อชนวน ๒ ช่อ ในช่ออาจจะมีรูบ้างไม่มีบ้าง แล้วแต่ว่าจะหล่อเต็มหรือไม่ บางองค์มีเส้นวิ่งที่ใต้ฐาน ประมาณกึ่งกลางระหว่างช่อชนวน เกิดจากเนื้อเทียนเกินตอนประกบบล็อกหน้าและบล็อกหลัง








pek
สิ่งที่ทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา

ผ้าจีวรหลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าถ้ำขาม จังหวัดสกลนคร ขนาดกว้าง ๑๒ นิ้ว สูง ๑๘ นิ้ว หลวงปู่ฝั้นลงอักขระเต็มผืนพร้อมลงลายมือชื่อ พร้อม วันเดือนปี ไว้ให้ด้วย นำไปใส่กรอบบูชา

และแผ่นทองแดงจาร ได้บูชามาพร้อมกัน ตอนแรกม้วนเป็นตะกรุด ได้คลี่ดู แสดงว่าทำพร้อมกันจริง ๆ ตามที่เจ้าของเดิมได้บอกไว้...








pek
ชี้แจงความเข้าใจผิดของพระกริ่งนักโทษประหาร วัดสังกัสรัตนคีรี จ.อุทัยธานี ปีพ.ศ.๒๕๐๘

พระกริ่งนักโทษประหาร มีพิมพ์เดียวเท่านั้น คือ ด้านหลังมีหมายเลข ๙ ตัวเดียว

ส่วนด้านหลังมีหมายเลข ๙ และตัวอักษรธรรม ว่า อิ สวา สุ เป็นพระกริ่งเจ้าคุณนร ของวัดวังกระโจม จ.นครนายก ปี พ.ศ. ๒๕๑๒

พระกริ่งพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ วัดสังกัสรัตนคีรี จ.อุทัยธานี ปีพ.ศ. ๒๕๐๘ มีเรื่องเล่าขานกันว่า มีนักโทษประหารคนหนึ่ง อมพระกริ่งนี้ไว้ เข้าสู่ลานประหาร ปืนยาวไม่ลั่นซักนัด จนต้องตรวจดูพบนักโทษอมพระกริ่งนี้ไว้ในปากเลยนำออก แล้วลั่นปืนใหม่ ก็ประหารได้ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "พระกริ่งนักโทษประหาร"

ซึ่งในเรือนจำบางขวางแดนประหารนักโทษ จะมีการลงอาถรรพณ์ เพื่อลบวิชา คาถาอาคมไว้ มีเทพ เทวดาที่ศักดิ์สิทธิมีฤทธานุภาพ มีเดช มีอำนาจมาก พระที่สามารถทำให้ปืนสำหรับประหารนักโทษที่ลั่นไกไม่ได้ เท่าที่ฟังมาก็มี เหรียญกงจักรหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จ.นครปฐม ที่คุณไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม ประสบพบมา และพระกริ่งนักโทษประหารนี้แหละ

จะแตกต่างกับพระกริ่งพระพุทธมงคลนายก วัดวังกระโจม จ.นครนายก ปีพ.ศ.๒๕๑๒ ตรงฐานพระกริ่งนักโทษประหาร เป็นวงเดือน และมีเลข ๙ ตัวเดียว ส่วนพระกริ่งพุทธมงคลนายก วัดวังกระโจม มีเลข๙ และมีอักษรธรรม ว่า อิ สวา สุ ซึ่งสร้างปีพ.ศ.๒๕๑๒ เจ้าคุณนรฯ อธิษฐานจิต











pek
พระโคศุภราชมิ่งมงคลงาแกะ หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม จังหวัดนครปฐม

พระโคมีขนาดกว้าง ๑.๕ นิ้ว สูง ๑ นิ้ว และพิเศษ หลวงพ่อแช่มได้ลงอักขระให้ด้วย

ปฐมเหตุ การสร้างพระโคเมื่อหลายสิบปีก่อน ชาวบ้านดอนยายหอมต่างได้รับความเดือดร้อนจากโจรผู้ร้ายชุกชุมมาก ได้มาแอบลักขโมยฟ่อนข้าวที่กองอยู่ตามท้องนา ถึงกับต้องคอยออกไปนอนเฝ้าแทบทุกคืนก็ยังไม่วายโดนลักขโมย ทำความเดือดร้อนกันทั่วไปหมด ชาวบ้านที่เป็นชาวไร่ ชาวนาก็เลยเดินทางไปที่วัดดอนยายหอมเพื่อขอพึ่งบารมีของหลวงพ่อเงิน

การที่จะหวังพึ่งบ้านเมืองก็เป็นไปไม่ได้ เพราะการคมนาคมเมื่อก่อนโน้นไม่สะดวกสบายเหมือปัจจุบันนี้ ทางบ้านเมืองจึงดูแลได้ไม่ทั่วถึง ชาวบ้านต่างก็ได้เล่าถึงความเดือนร้อนที่พวกตนกำลังได้รับอยู่

หลวงพ่อเงินได้พูดกับชาวบ้านไปว่า ''เรื่องเช่นนี้ ไปหาคุณแช่มซิ ท่านช่วยได้ '' ชาวบ้านทั้งหมดจึงได้มุ่งเดินไปที่กุฏิของหลวงพ่อแช่ม แต่ต่างก็เกิดความลังเลใจสงสัยอยู่บ้างเหมือนกัน และคิดว่า ''ท่านแช่มจะช่วยอะไรพวกเราได้'' หลวงพ่อแช่มนั้นท่านได้ทราบความประสงค์ของชาวบ้านได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว เมื่อชาวบ้านมาที่กุฏิของท่านกันมากมายอย่างนี้

ท่านได้สอบถามไปตามธรรมเนียมและได้พูดในตอนท้ายว่า ''เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงเป็นกังวลหรอกนะ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ แต่ว่าขอให้ผู้ที่มีข้าวอยู่ในกลางท้องนา เอาดินเหนียวปั้นเป็นรูปวัว ตัวไม่ต้องใหญ่มากรักหรอกเอามาให้ในเย็นวันนี้ จะเสกวัวให้ไปเฝ้ากองข้าวแทน''

พอตอนเย็นชาวบ้านต้องก็นำเอาหุ่นวัวซึ่งปั้นขึ้นด้วยดินเหนียวมามอบให้หลวงพ่อแช่ม หลวงพ่อท่านสั่งไปว่า ''พรุ่งนี้มาเอาไปนะ'' คืนนั้นแทบทั้งคืนหลวงพ่อได้ใช้เวลาอันสงบสงัดของยามราตรีทำพิธีด้วยสายสิญจน์โยงไปท
ี่หุ่นวัวทุกตัวแล้วนั่งปริกรรมปลุกเสก วัวพยนต์ จนกระทั่งเห็นว่าวัวพยนต์ที่ปลุกเสกใช้ได้ดีแล้ว จึงได้หยุด

รุ่งขึ้นชาวบ้านก็มาขอรับวัวพยนต์ที่หลวงพ่อปลุกเสกให้ หลวงพ่อได้สั่งกำชับไปว่า ''เย็นนี้ให้เอาวัวนี้ไปไว้ที่กองข้าวแต่ละกองแล้วตอนกลางคืนไม่ต้องออกไปนอนเฝ้า เพราะวัวพยนต์จะทำการเฝ้าแทนเอง'' ชาวบ้านได้ทำตามที่หลวงพ่อสั่งมาทุกประการ แต่ด้วยความสงสัยไม่แน่ใจ พอตอนดึกจึงได้ออกไปดักดู ปรากฏว่าในขณะที่ซุ่มดูอยู่ ได้แลเห็นเงาตะคุ่มๆประมาณ ๔-๕ คนเดินมาที่กองข้าว

แต่พอมาถึงกองข้าวและทำท่าจะแบกฟ่อนข้าว ทุกคนที่ได้แอบอยู่ก็ต้องตกตะลึงเพราะได้ทองเห็นวัวตัวใหญ่สีดำ โผล่ออกมาจากหลังกองข้าวนั้นเอง วิ่งไล่ขวิดพวกที่มาลักขโมยฟ่อนข้าว ต่างเอะอะวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง สร้างความมหัศจรรย์แก่ผู้ที่แอบดูเป็นอย่างมาก พอตอนเช้าข่าวว่าวัวเสกของหลวงพ่อแช่มไล่ขวิดขโมยก็กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่าไฟลามทุ่งเมื่อเสร็จจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ชาวบ้านก็ได้นำเอาวัวพยนต์มาบูชาที่บ้านอีก

ก็บันดาลให้เจ้าของบ้านเกิดโชคลาภ เกิดความร่มเย็นเป็นสุขในครอบครัว..... แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า วัวพยนต์ที่สร้างจากดินเหนียวนั้นไม่คงทนถาวร มักแตก เสียหายง่าย จึงมีการสร้างใหม่ด้วยวัสดุที่ไม่แตกหักง่าย ในครั้งต่อ ๆ มา มีทั้งขนาดบูชา และติดตัว เช่นโลหะต่าง ๆ งาแกะเป็นต้น

หลวงพ่อได้ให้นามใหม่ว่า "พระโคศุภราชมิ่งมงคล" หลวงพ่อได้อธิษฐานจิต เพื่อความเป็นมิ่งมงคลแก่ผู้ที่บูชา ขอให้พระโคได้คุ้มครองปกปักรักษาทรัพย์สมบัติของผู้บูชาพร้อมทั้งยังให้บังเกิดโชคลา
ภ เพิ่มพูนทรัพย์สิน ทำมาค้าขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ถ้าท่านใดบูชาเป็นประจำทุกวันจะเป็นการเสริมดวงชะตาของท่านให้ดีขึ้น ท่านที่ดวงชะตาดีอยู่แล้วก็จะเสริมให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก

โดยจัดน้ำใส่ถ้วยพร้อมทั้งหญ้าวางบูชาด้วยพระคาถานี้ว่า ''ตะมัตตะถัง ปะกาเสนโต พระโคศุภราชมิ่งมงคล ประดุจดั่งพญาราชสีโห วิฉิมหิโก สัตถา อาหัง''

และมีอีกคาถาว่า คาถาสำหรับโคศุภราชมิ่งมงคลมีดังนี้......นะ...ข้านอนเจ้าจงนั่ง...นะ...ข้าสั่งเจ้าอย่าลืม......นะ...ข้าหลับเจ้าจงตื่
น...นะ...อย่าลืมที่ข้าสั่ง...นะโมพุทธายะ...






pek
พระพิมพ์พุทธคยาตัดเดี่ยว ศิลปะพุกาม กรุเวียงท่ากาน จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อสัมฤทธิ์(สำริด) สนิมหยก

พระพิมพ์พุทธคยาตัดเดี่ยว เนื้อสัมฤทธิ์(สำริด) เป็นพระกรุที่หายากมาก ๆ ขึ้นจากกรุน้อยมาก ส่วนมากที่พบจะเป็นเนื้อดินเผาขนาดใหญ่ แต่เนื้อสัมฤทธิ์(สำริด) พิมพ์นี้ จะตัดเดี่ยวเหมือน พระสามหอมที่มีแบบตัดเดี่ยวเป็นเนื้อดิน ท่านยูสเซอร์เนม “วัดท่าซุง” ก็มี ๑ องค์เนื้อสัมฤทธิ์(สำริด) เหมือนกัน

ซึ่งได้ตัดภาพพระพิมพ์พุทธคยาเนื้อดิน และได้ชี้จุดที่เนื้อดินเหมือนกับเนื้อสัมฤทธิ์(สำริด) ที่เหมือนกันจนกล่าวได้ว่าคือพิมพ์เดียวกันแต่ตัดให้เป็นพิมพ์เดี่ยว

เวียงท่ากาน เป็นกลุ่มโบราณสถานและคูเมืองแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองลำพูนและตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว ๑๕ และ ๓๐ กิโลเมตรตามลำดับ สร้างเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ในสมัยพระเจ้าอาทิตยธรรมิกราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรหริภุญชัย ปรากฏหลักฐานในเอกสารทางประวัติศาสตร์ครั้งแรกในชื่อว่า "บ้านตะก๋า" สร้างขึ้นเพื่อเป็นเมืองหน้าด่านของอาณาจักรหริภุญชัย ต่อมาได้ขึ้นตรงต่อพญามังรายแห่งอาณาจักรล้านนา

พระพิมพ์พุทธคยา ศิลปะพุกาม(มอญ พม่า) ส่วนมากเป็นพระเนื้อดินเผาขนาดใหญ่ พระพิมพ์แบบซุ้มพุทธคยานี้ สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ ศิลปะแบบพุกาม(มอญ พม่า) เป็นการรับอิทธิพลจากอินเดีย แล้วนำมาประยุกต์ให้เป็นศิลปะแบบเฉพาะตัว

พระพิมพ์ศิลปะศรีเกษตรและพุกามของ มอญ พม่า

อายุ: ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ – ๑๖

ศิลปะแบบศรีเกษตร และพุกามของพม่า

เป็นศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจาก ศิลปะอินเดีย แบบปาละโดยตรง สังเกตได้จากลักษณะการนั่งที่ยังคงเป็นการนั่งขัดสมาธิเพชร แตกต่างกันที่การนั่งขัดสมาธิจะเทลาดลงมาด้านหน้า และพระวรกายและพระพักตร์ ไม่ล่ำสันเหมือนแบบอินเดีย พระพิมพ์ศิลปะนี้สามารถสังเกตได้จากซุ้ม และสถูปที่คล้ายกับแบบพุทธคยาของอินเดีย โดยคาดว่าน่าจะมีการเผยแพร่เข้ามายังดินแดนหริภูญไชยราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ พระพุทธรูปศิลปะนี้ประกอบด้วย พระรอด พระสิบสอง พระสามหอม ฯลฯ









ยืมภาพยูสเซอร์เนม "วัดท่าซุง" ซึ่งท่านมีเหมือนกัน


ตัดภาพพระพิมพ์พุทธคยา แสดงให้เห็นว่าเนื้อสัมฤทธิ์(สำริด) เป็นพิมพ์เดียวกับเนื้อดิน


ยืมภาพพระพิมพ์พุทธคยา ศิลปะพุกาม แบบเต็มองค์


ยืมภาพพระพิมพ์พุทธคยา ศิลปะพุกาม แบบเต็มองค์
pek
พระปิดตาปรมาจารย์เขาอ้อ

พระปิดตาพิมพ์ว่าวจุฬา แกะจากเขาควายเผือกถูกฟ้าผ่าหลวงพ่อเอียด วัดเขาอ้อ จ.พัทลุง องค์นี้มีร่องรอยถูกฟ้าผ่าชัดเจนมีรอยดำไหม้ทั่วองค์ เจ้าของเดิมบูชาติดตัวจนเป็นสีน้ำผึ้งแล้ว







pek
พระยอดขุนพลพระอาจารย์นำ แก้วจันทร์ ปีพ.ศ.๒๕๑๙
หลังฝังลูกปัดทราวดี อธิษฐานจิตพร้อมเหรียญรุ่นแรก








pek
หมากทุยแห่งปรมาจารย์เมืองเพชร

หมากทุยหลวงปู่เปลี่ยน วัดเขาบันไดอิฐ จังหวัดเพชรบุรี พระผู้เป็นพระอาจารย์หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ

เมื่อหลวงปู่เปลี่ยนมรณภาพเมื่อปีพ.ศ.๒๔๖๑ ได้พบหมากทุยหลวงปู่เปลี่ยนตกค้างจำนวนหนึ่งไม่มาก

หลวงพ่อแดงนำมาแจกจ่ายให้ลูกศิษย์ พร้อมบอกว่า

"ให้เก็บไว้ให้ดี ๆ เอาไว้คุ้มครองป้องกันตัว เป็นของอาจารย์ฉัน"





pek
พระมเหศวรพิมพ์ใหญ่เนื้อชินเงิน กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี






pek
เหรียญหล่อ วัดแก้วไพฑูรย์ ปีพ.ศ. ๒๔๗๘ พิมพ์นิยมมีหูเหรียญ

เหรียญนี้มีสองพิมพ์คือมีหูเหรียญ(นิยม) และตะไบชิดไม่มีหูเหรียญ หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง อธิษฐานจิต

เหรียญหล่อของหลวงพ่อไปล่เอง สร้างปีพ.ศ. ๒๔๗๘ เช่นกัน ราคาแพงมากๆ จนจับต้องยาก หาเหรียญหล่อ วัดแก้วไพฑูรย์ ไว้ทดแทนกันได้ เพราะหลวงพ่อไปล่ อธิษฐานจิตเหมือนกัน เห็นมีคำบอกเล่าว่า เพื่อทดแทนพระคุณพระอาจารย์ของท่าน คือ หลวงปู่บุญ วัดแก้วไพฑูรย์ หลวงพ่อไปล่ ท่านเลยอธิษฐานจิตให้ เนื่องจากทางวัดแก้วไพฑูรย์ มาขออนุญาตออกวัตถุมงคลเพื่อทำบุญวัด

หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง บางขุนเทียน กรุงเทพ ตามประวัติเล่าต่อๆ กันว่า มีคนถามท่านว่า คงกระพันชาตรีมีจริงไหมครับ ท่านไม่ตอบ แต่หยิบมีดโกนหนวดออกมา แล้วเฉือนง่ามมือง่ามเท้าให้ดู ปรากฎว่ามีดโกนไม่สามารถทำอะไรได้ ไม่มีแม้แต่รอยยางบอน หลวงพ่อไปล่ท่านยังบอกอีกว่า "ของจะเหนียว ต้องเหนียวยัน ง่ามมือ ง่ามเท้า"







pek
รูปภาพหลวงพ่อจันทร์ วัดนางหนู จังหวัดลพบุรี
ขนาดความกว้างภาพ ๒.๓ ซม. x ความสูงภาพ ๓.๔ ซม.ผิวปรอท
พระคณาจารย์ยุคอินโดจีน จาด จง คง จันทร์ อี๋






pek
ปลัดขิก หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
ขนาด ๓.๕ นิ้ว ไม้คูณ ทรงหมวกเยอรมัน แปดเหลี่ยมยุคต้น



ครั้งหนึ่ง หลวงพ่ออี๋เดินทางไปรุกขมูล ท่านได้พบบ่อน้ำแห่งหนึ่ง จึงได้หยุดพักปักกลด เพื่อโปรดทายกทายิกา ในระหว่างนั้น ท่านได้ไปนั่งมองดูบ่อน้ำทุกวัน เพราะหลวงพ่อได้เห็นปลัด ผุดขึ้นมาจากผิวน้ำ เหมือนปลาผุดขึ้นมาหายใจ หลวงพ่อพยายามช้อนปลัด ก็ช้อนไม่ติดสักอัน (ท่านคงมีความรู้จากตำรา ที่ได้เคยศึกษามา) ในขณะที่กำลังช้อนอยู่นั้น มีโยมแก่คนหนึ่งเดินมาถามหลวงพ่อว่า

“ทำอะไร”

หลวงพ่อตอบว่า “ช้อนปลัดขิก”

โยมแก่คนนั้นก็หัวเราะ และพูดว่า

“อย่าช้อนเลย ท่านช้อนไม่ได้ดอก ถ้าท่านอยากได้จริงๆ ก็ให้หาหญิงพรหมจารีมาช้อน จึงจะช้อนได้”

หลวงพ่อก็ได้เที่ยวตามหาหญิงพรหมจารี มาได้คนหนึ่ง ได้ขอให้หญิงพรหมจารีนั้นช้อนปลัดให้หลวงพ่อ หญิงนั้นก็ช้อนให้หลวงพ่ออันหนึ่ง ถึงแม้จะพยายามช้อนอันที่สองก็ช้อนไม่ได้ เมื่อหลวงพ่อได้ปลัดแล้ว ก็เดินทางกลับวัด

หมายความว่า หลวงพ่ออี๋ ท่านเรียนการทำปลัดขิก จากปลัดหินที่ท่านได้มาจากป่า ท่านมุมานะ จนกระทั่งปลัดขิกสำเร็จเหมือนมีชีวิต สามารถบินได้เหมือนมีชีวิต ว่ายน้ำได้ เรียกไปเรียกกลับได้

















pek
ปฐมบทแห่งเสือ เขี้ยวเสือแกะ หลวงปู่แตง วัดอ่างศิลานอก จังหวัดชลบุรี

หลวงปู่แตง วัดอ่างศิลานอก ท่านเป็นปรมาจารย์ผู้เป็นพระอาจารย์ของ
หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ ผู้สร้างเสือเขี้ยวเสือแกะที่เป็นที่นิยม
หลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกระบอก จังหวัดระยอง ผู้สร้างแพะเขาควายแกะมหาเสน่ห์















เขี้ยวเสือโคร่งขนาดใหญ่ แกะเสือ
มาเปรียบเทียบกับเสือหลวงปู่แตง(ยังไม่ได้ให้หลวงปู่ หลวงพ่อองค์ไหนจาร)





ขนาดรู มีขนาดใหญ่มาก
แสดงว่า ยิ่งเสือตัวใหญ่รูจะมีขนาดใหญ่มากขึ้น ไม่ใช่รูเล็กๆ เสมอไป
และรูมีขนาดวงรี ไม่ใช่กลมทุกเขี้ยว




เปรียบเทียบรูเขี้ยวเสือหลวงปู่แตง กับ เขี้ยวเสือโคร่งขนาดใหญ่





pek
หมากทุยหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง กรุงเทพมหานคร
พระอาจารย์ของรัชกาลที่ ๕ สามารถให้พระคาถาปราบม้าพยศ
ทำให้พระปิยะมหาราชเป็นที่สดุดีทั้งในประเทศ และต่างประเทศ


หัวใจไก่(เนื่องจากทรงหมากทุยจะเหมือนหัวใจไก่ เป็นสัญลักษณ์ของวัดหนัง) แห่งวัดหนัง
หนึ่งในเครื่องราง ๙ มหามงคล ของสยาม ลงรักน้ำเกลี้ยง เก่าหดจนแตก เชือกแข็งเป็นไม้แล้ว


" หมากดี ที่วัดหนัง ถ้าเบี้ยขลัง วัดนายโรง

ไม้ครู คู่วัดอินทร์ ส่วนมีดบิน วัดหนองโพ

พิสมร วัดพวงมาลัย ครั่งเหลือร้าย วัดโตนดหลวง

ราหู คู่วัดศรีษะ แหวนอักขระ วัดหนองบัว

ลูกแร่ ที่วัดบางไผ่ ฤทธิ์เหลือร้ายหาใดปาน

เก้าสิ่งล้วนเป็นมงคล ทั่วทุกคนควรค้นหา

ติดกายยามยาตรา ภัยมิกล้ามาแผ้วพานฯ "












pek
เหรียญหล่อเนื้อสำริดโลหะผสม พระศรีอริยเมตไตร วัดไลย์ จังหวัดลพบุรี

พิธีมหาพุทธาภิเษก ในปีพ.ศ. ๒๔๖๘ เป็นปีที่ประกอบพิธีพุทธาภิเษกครั้งใหญ่ มีการสร้างวัตถุมงคลจำนวนมาก ทั้งเหรียญ เหรียญหล่อซึ่งมีจำนวนน้อยมาก ๆ
๑.หลวงพ่อก๋ง วัดเขาสมอคอน จังหวัดลพบุรี
๒.หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ จังหวัดอยุธยา ***ตอนท่านมรณภาพ ยังปรากฏเหรียญนี้ในกุฏิท่านด้วย***
๓.หลวงพ่อสาย วัดพยัคฆาราม จังหวัดลพบุรี
๔.หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จังหวัดนครปฐม
๕.หลวงพ่อกรัก วัดอัมพวัน จังหวัดลพบุรี
๖.หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จังหวัดอยุธยา ***ทางวัดได้ถวายเหรียญ ท่านยังนำมาแจกประชาชนที่วัดท่านด้วย***


***ทางวัดคงถวายเหรียญ วัตถุมงคลให้พระคณาจารย์ที่มาพุทธาภิเษกทุก ๆ ท่าน***






pek
"ของดีแล้วไม่ต้องปลุกเสก ดีอยู่ที่ตัว" รูปภาพกระจก ๒ หน้า หลวงปู่เทศ วัดสระทะเล จังหวัดนครสวรรค์

พระอุปัชฌาย์เทศ วัดสระทะเล เป็นอาจารย์ทางพุทธาคมและพระคู่สวด ท่านหนึ่งของหลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ ที่หลวงพ่อเดิมนับถือมาก เป็นพระเถระที่เป็นอมตะ อาคมขลัง วาจาสิทธิ์ เป็นที่ยำเกรง ดีทางวิปัสสนา และน้ำมนต์ ตลอดจนมหาอุตม์ ไม่เคยออกของมงคลเป็นรูปท่านนอกจากพระเครื่องบ้างเป็นครั้ง

ว่ากันว่าเมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว รูปหล่อก็ถ่ายรูปไม่ติด และมีการแห่รูปของท่านไปดูงิ้วในงานประจำปีนครสวรรค์เป็นประจำ มีเกร็ดว่า ทางกรรมการวัดทำเหรียญของท่านไปให้หลวงพ่อเดิมปลุกเสกเพื่อให้เกิดความขลัง เอาใส่ห่อผ้าขาววางไว้บนพานนำไปถวายท่านหลวงพ่อเดิมรับมาแล้วไม่ได้แก้ห่อ ออกยกขึ้นเหนือศีรษะของท่าน แล้วส่งคืนกำชับว่า ” ของดีแล้วไม่ต้องปลุกเสก ดีอยู่ที่ตัว”

ทั้งที่กรรมการวัดก็ไม่ได้บอกท่านเลยว่าเป็นของหลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล กรรมการวัดไม่เชื่อเอากลับไปลองยิงปรากฏว่าปืนด้านหมด






pek
ปฐมบท พระยันต์เกราะเพชร ตะกรุดยันต์เกราะเพชร
หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จังหวัดอยุธยา

ตะกรุดดอกนี้ สภาพเชือกถักชำรุดเหลือครึ่งดอก
ทำให้เห็นพระยันต์อย่างชัดเจนและเห็นเส้นตารางชัดเจนว่าเป็นพระยันต์เกราะเพชร
และลายถักเชือกเป็นเอกลักษณ์ของตะกรุดหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค


พระยันต์เกราะเพชร เป็นยันต์ที่นำมาจากพระคาถาอิติปิโส ๘ บท
นำมาผูกเป็นพระยันต์ ด้วยพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ
ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตราย จากคุณไสย สัตว์ร้าย สัตว์มีพิษ

จากคำสอนหลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ลูกศิษย์หลวงพ่อปาน

การรักษายันต์เกราะเพชรให้อยู่กับตัว ผู้รับยันต์ไปต้องมีศีล ๕ บริสุทธิ์
หรืออย่างน้อย ต้องมีศีล ๒ ข้อ คือห้ามกินเหล้า และห้ามลักขโมย

ตอนเช้าต้องสวดมนต์ไว้พระ นึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อาราธนาบารมีของท่าน ลงมาเป็นเกราะเพชรคลุมกายเรา ภาวนา "พุทโธ" ให้ใจสบาย
แล้วกลืนน้ำลาย ๓ ครั้ง ถ้าทำแบบนี้ได้ทุกวัน อานุภาพของยันต์เกราะเพชร
จะคุ้มครองรักษา ให้ท่านมีความปลอดภัยทุกประการ
ผู้ที่รับยันต์ไปแล้ว ถ้ารักษาไว้ได้จะมีอานุภาพดังนี้

๑. จะไม่ตายโหงอย่างเด็ดขาด

๒. จะไม่ตายด้วยพิษสัตว์ทุกชนิด

๓. ปลอดภัยจากไสยศาสตร์ทุกชนิด

๔. ไสยศาสตร์ทุกประเภท จะสะท้อนกลับไปเอง

และจากคำสอนท่านอาจารย์เล็ก วัดท่าขนุน จังหวัดกาญจนบุรี ลูกศิษย์หลวงพ่อฤาษีฯ กล่าวว่า
ถ้าเป่ายันต์เกราะเพชรทำผิด๒ ข้อ คือห้ามกินเหล้า และห้ามลักขโมย
จะทำให้ยันต์ที่เป่าไว้ในตัว หายไปเลยแบบถาวร
แต่ถ้าเป็นตะกรุด ผ้ายันต์ เหรียญ วัตถุมงคลที่มีพระยันต์เกราะเพชร
จะปิดกั้นพุทธคุณชั่วคราว ยามเมื่อคนแขวนทำผิด๒ ข้อ คือห้ามกินเหล้า และห้ามลักขโมย
แต่เมื่อใด ผู้ที่แขวนวัตถุมงคลที่มียันต์เกราะเพชร
อาราธนาใหม่ และเลิกทำผิด ก็จะมีพุทธคุณคุ้มครองป้องกันภัยดังเดิม








นี่คือหมวดอ่านเว็บบอร์ดแบบไม่มีกราฟฟิค : หมวดที่คุณสามารถดูข้อมูลได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องโหลดกราฟฟิคมากมาย ซึ่งบอร์ดได้ตัดส่วนนั้นออก เพื่อให้โหลดไวขึ้น
แต่ถ้าคุณอยากกลับไปดูข้อมูลแบบเต็มรูปแบบ ให้คุณคลิกที่นี่
.
Invision Power Board © 2001-2020 Invision Power Services, Inc.