ช่วยเหลือ - ค้นหาข้อมูล - รายชื่อสมาชิก - ปฏิทิน
อ่านเว็บบอร์ดในเวอร์ชั่นเต็ม : หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง
AmpolJane Community > ศาลาการเปรียญ > ธรรมาสน์
หน้า : 1, 2
George
สาธุ
za_arnt

สาธุ น้ำเสียงใส แจ่มชัดดีมากค่ะ
Ducklast


หน้า ๑


หน้า ๒


หน้า ๓


หน้า ๔


หน้า ๕


หน้า ๖


หน้า ๗

หน้า ๘


หน้า ๙


หน้า ๑๐

Ducklast


หน้า ๑๑


หน้า ๑๒


หน้า ๑๓


หน้า ๑๔


หน้า ๑๕


หน้า ๑๖


หน้า ๑๗


หน้า ๑๘


หน้า ๑๙


หน้า ๒๐

Ducklast


หน้า ๒๑



rungrong


tongue.gif มาแบ่งกันอ่านแบบนี้ก็ดีเหมือนกันค่ะ

.......................................


คำสอนของท่าน ทันสมัยเสมอ
เพราะใช้ได้ทุกยุค ทุกสมัย

จะเกิดอีกกี่ครั้งก็ใช้ได้ตลอดไป.........



ღ•♥AD♥•ღ

wub.gif wub.gif
zhant~
---------~@ tongue.gif @~---------

---------~@ tongue.gif @~---------

rungrong
เทศนาธรรมของหลวงพ่อชาเพื่อช่วยการปฏิบัติให้เกิดปัญญา

"ตามความเป็นจริงแล้ว เรื่องศีลก็ดี เรื่องสมาธิก็ดี เรื่องปัญญาก็ดี
เรื่องสมถกรรมฐานก็ดี หรือเรื่องวิปัสสนากรรมฐานก็ดี มันเป็นเรื่องเดียวกัน
แต่ว่าไปแยกมันออกกันเสียโดยหลงกัน (ที่จริงแล้ว)มันเป็นเรื่องเดียวกัน

อาตมาเคยเปรียบเทียบให้ฟังอยู่ง่ายๆ มันมีที่เปรียบ เรื่องสมถกรรมฐาน
เรื่องวิปัสสนากรรมฐาน เราต้องพิจารณาเปรียบสิ่งง่ายๆ

อย่างมะม่วงใบนี้ มันเป็นลูกเล็ก ต่อไปจนมันห่ามมันสุก กับมะม่วงใบเล็กๆ
มันเป็นใบเดียวกันหรือเปล่า มันเป็นช่อดอกออกมา ยังไม่เป็นลูก
มันก็เป็นมะม่วงใบนี้ มันเป็นลูกเล็กๆ ก็เป็นมะม่วง มันโตขึ้นมาก็ใบเก่า
มันห่ามก็ใบเก่า มันสุกก็ใบเก่า สักแต่ว่ามันเปลี่ยนแปลงเท่านั้น


อันนี้ก็เป็นอย่างนั้น อย่างศีล สมาธิ ปัญญา ก็ดี
ศีลพูดง่ายๆ ศีล ก็คือการละบาป ถ้าคนไม่มีศีล มันร้อน
ทำให้มันเย็น ถ้าคนละชั่ว คนละบาป มันเย็น ไม่มีโทษ
อาการที่ไม่มีโทษ อานิสงส์ที่มันเกิดขึ้นมานี้ มันจิตสงบ
มันเป็นสมาธิ


เมื่อสมาธินั้นมันใสสะอาด มันจะมองเห็นอะไรหลายๆ อย่าง

อย่างน้ำที่มันไม่กระเพื่อม ไปมองดู ไม่ใช่มองเห็นแต่หน้าเรา เห็นไปถึงหลังคาโน่น
นกบินผ่านมามันก็เห็น มันเป็นเรื่องอันเดียวกันทั้งนั้น เหมือนกับเรื่องมะม่วงใบเดียว
ลูกเล็กๆมันก็ใบนั้น มันโตขึ้นมาก็ใบนั้นแหละ ห่ามก็ใบนั้น สุกก็ใบนั้น
อันเดียวกัน สีมันจะเขียวจะเหลือง ก็อันเดียวกันทั้งนั้น สักแต่ว่ามันเปลี่ยน
เท่านั้น

พอเข้าใจง่ายๆ อย่างนี้ มันก็สบายขึ้น ความสงสัยมันก็น้อยเข้า
ถ้าเราไปขยายให้กว้างๆ ไม่ทนจะค้นตำรา ไม่รู้ว่าอะไรต่ออะไร
มันวุ่นไปหมด


ฉะนั้น ต้องตามดูจิตของเรา
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงตามรักษาจิตของตน
คนตามรักษาจิตของตน คนนั้นจะพ้นจากบ่วงของมาร

ทั้งมารทั้งบ่วง นั่งพิจารณาให้มากขึ้น ดูตรงนั้น มันจะเป็นอะไรไหม"
ท่านพูดย่อๆ ขนาดนี้



(ยังมีต่อ ในโพสต์ถัดไป)

rungrong
(ต่อจากโพสต์ที่แล้ว)

เทศนาธรรมของหลวงพ่อชาเพื่อช่วยการปฏิบัติให้เกิดปัญญา

วิธีอาตมาก็แปลกนะ บวชมาปฏิบัติมา สงสัยมาก
แต่ไม่เคยไปถามใครให้มาก

ตลอดจนอาจารย์มั่น อาตมาก็ไม่เข้าไปถามท่าน อยากถามอยู่ แต่ไม่ถาม
นั่งฟังท่านเทศน์ให้ฟัง สงสัยอยู่แต่ไม่ถาม
จะไปถามคนอื่น คล้ายๆไปยืมมีดคนอื่นไปปาดเสีย
เราไม่เคยมีมีด ความรู้สึกมันเป็นอย่างนั้น ไม่เคยถามใคร

ไปอยู่กับครูบาอาจารย์ปีสองปี ก็นั่งฟังธรรมท่านอยู่ แก้เอง แก้เอง
หาเอง ไปในทำนองนี้ แปลกจากสาวกองค์อื่น แต่มันแยบคายดีนะ

สบาย แล้วพิจารณาให้มันเห็นขึ้น เห็นขึ้น ตามสัจธรรม มันดี
มันไม่ลืม ไม่สงสัย มันไม่ลืม

อาตมาว่าอย่าไปสงสัยให้มันมาก ปล่อยมันไป ถ้ามีอะไรให้พิจารณา
เรื่องที่มันเป็นเรื่องของสังขารร่างกาย อย่าไปติดมัน
เท่านี้แหละ นั่งสมาธิมันเมื่อย มันเหนื่อยก็พลิกมัน อย่าให้มันมาก

ป่านนี้แล้ว ทำสติมันให้มาก พอเดินให้มาก
ทำสติให้มันมากที่สุด ให้มันรู้ทั่วถึงพอ
สำหรับคนแก่ป่านนี้



ให้เอาคำอาตมาไปพิจารณาดูเถิด เรานั่งสมาธิก็ดี เราจะเดินจงกรมก็ดี
อะไรมันเกิดขึ้นมา อารมณ์อะไรที่มันเกิดขึ้นมา ข้างนอกก็ดี ข้างในก็ดี
ให้เรามีความรู้สึกเกิดขึ้นว่า อันนั้นเรียกว่าอารมณ์ ผู้รับนั่นก็เรียกว่าผู้รับอารมณ์
ผู้รู้อารมณ์ ที่เรียกว่าจิตก็เรียก อันหนึ่งเป็นอารมณ์ อันหนึ่งเป็นผู้รับอารมณ์

ตาเราเห็นรูป ไม่ใช่ตามันเป็นรูป ไม่ใช่รูปมันเป็นตา หูก็เป็นหู เสียงก็เป็นเสียง
เมื่อมันมากระทบกันเข้าก็เกิดเป็นเรื่อง ของ ๒ อย่างมากระทบกันขึ้นให้เกิดความรู้ขึ้น
เกิดความพอใจขึ้น เกิดความไม่พอใจขึ้น สารพัดอย่างมันจะเกิดขึ้น
เราเรียกว่าอารมณ์อะไรก็ช่างมันเถอะ อารมณ์ที่มันเกิดขึ้นมานั้น ให้เราคิดในใจเสมอว่า
อันนี้มันไม่แน่


อันนี้ คนไม่ค่อยจะเอาไปพิจารณา อันนี้มันไม่แน่ ตัวนี้แหละตัวสำคัญ
ที่จะทำให้เกิดปัญญา ตัวนี้ตัวสำคัญ

ที่เราไม่ก้าวไปก้าวมา อยู่กับที่ บอกว่าอันนี้มันไม่แน่ บางทีมันเสียดายจนน้ำตา
มันจะไหลออก ก็บอกอันนี้มันไม่แน่ ไอ้ความโลภ ความโกรธ ทุกอย่างมากระทบ ก็เห็น


บอกคำเดียวเท่านั้นแหละ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน อันนี้มันไม่แน่กระซิบมัน
ให้ได้เลย เอาทุกที ทุกที ลองๆดูก็ได้ ไม่เอามากหรอก เอาแค่นี้



อันนี้เป็นเรื่องให้เกิดปัญญา เรื่องอาตมาให้ภาวนานี่ไม่มาก ก็เรื่องเท่านี้แหละ
เรื่องที่สุดมันจนมุมมันเอาเท่านี้ มันไม่แน่ ทุกอย่างมันจะรวมอยู่จุดนี้หมด

ขณะจิตที่มันเกิดขึ้น อย่าไปนับมันเลย มันไม่ควรนับหรอก
อาการของจิตเมื่อนั่ง มันจะรู้อันนั้น มันจะรู้อันนี้ บางทีมันเป็นอย่างนั้น เท่านี้

ทั้งหลายเหล่านี้ไม่คณนา อย่าไปตามมันมาก บอกแค่ว่า อันนี้มันไม่แน่ก็พอแล้ว ง่ายๆ
แล้วก็หยุดอยู่ แล้วมันจะเกิดความรู้ขึ้นมา


อย่าไปวิ่งตามให้มันมาก เรื่องที่จะพิจารณาจริงๆ มันไม่ได้คิด
พอแค่ตา หู จมูก ลิ้น กาย พอมันกระทบ มันออกไปเอง
ไม่ต้องเอาอะไรมายกขึ้นให้มันมาก มันยกเองของมัน วิตกคืออะไร มันเริ่มยกขึ้นมาแล้ว
วิจารคืออะไร เริ่มพิจารณาแล้ว ได้ภูมิธรรมที่มันเกิดขึ้นมา"




rachata
สาะธุครับ smile.gif
ท่านยิ้มสดใสดี
za_arnt


tongue.gif พระโพธิญาณเถร หลวงพ่อชา สุภทฺโท wub.gif


za_arnt

wub.gif wub.gif
ผู้เกลียดชังพระสงฆ์ 1
tongue.gif
ผู้เกลียดชังพระสงฆ์ 2

อธุวํ ชีวิตํ -............. ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน
ธุวํ มรณํ -............. ความตายเป็นของยั่งยืน
อวสฺ มยา มริตพฺพํ -............. เราจะต้องตายแน่แท้
อปฺปมาทรตา โหถ -............. ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดีในความไม่ประมาทเถิด

~@ อำพล เจน @~
zhant~
คำสอนหลวงพ่อชา
คัดลอกจาก : http://http://www.geocities.com/Tokyo/Ginz...ajarn_cha1.html
หลายปีมาแล้ว tongue.gif แต่ตอนนี้ลิ้งค์นี้yahooเก็บไปแล้ว เลยขออนุญาิตมาไว้ที่นี่นะคะ
--------------------~@~-------------------


เราเกิดมาทำไม มีสติ พบปัญญา จักพาให้คลายทุกข์
--------------------------
อยู่เพื่ออะไร
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส
พุทธํ ธมมํ สงฆํ นมสฺสามิ
อิโต ปรํ สกฺกจฺจํ ธมํโมโสตพฺโพติ


ขอให้ตั้งอยู่ในความสงบ รับโอวาทพอสมควร วันนี้มีทั้งคฤหัสถ์ และ บรรพชิต
มาถวายดอกไม้ตามกาลเวลา เรื่องสักการะ เรื่องคารวะ การเคารพต่อผู้ใหญ่
เป็นมงคลอันเลิศ พรรษานี้อาตมาไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง ไม่สบาย สุขภาพไม่แข็งแรง
จึงหลบมาอยู่บนภูเขานี้ ก็ได้รับอากาศบริสุทธิ์สักพรรษาหนึ่ง
ญาติโยมสานุศิษย์ทั้งหลายไปเยี่ยมก็ไม่ได้สนองศรัทธาอย่างเต็มที่
เพราะว่าเสียงมันจะหมดแล้ว ลมมันก็จะหมดแล้ว นับว่าเป็นบุญ
ที่เป็นตัวเป็นตน มานั่งให้ญาติโยมเห็นอยู่ นี่นับว่าดีแล้ว
ต่อไปก็จะไม่ได้เห็น ลมมันก็จะหมด เสียงมันก็จะหมด
เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของสังขาร
sad.gif ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ท่านสอนไว้ ขะยะวัยยัง คือ ความสิ้นไปเสื่อมไปของสังขาร
ความเสื่อมไปแห่งสังขาร


~@อัฐิหลวงพ่ออชา (๐_๐) ภาพโดยคุณอำพล เจน @~

เสื่อมไปอย่างไร เปรียบเหมือนก้อนน้ำแข็ง แต่ก่อนมันเป็นน้ำ เขาเอามาทำให้เป็นก้อน
แต่มันก็อยู่ไม่นาน หรอกมันก็เสื่อมไป เอาก้อนน้ำแข็งใหญ่ ๆ เท่าเทปนี้ไปวางไว้กลางแจ้ง
จะดูความเสื่อมของก้อนน้ำแข็ง ก็เหมือนสังขารนี้ มันจะเสื่อมทีละน้อยทีละน้อย
ไม่กี่นาที ไม่กี่ชั่วโมง ก้อนน้ำแข็งก็จะหมด ละลายเป็นน้ำไป


นี่เรียกว่าเป็น ขะยะวัยยัง ความสิ้นไป ความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย เป็นมานานแล้ว
ตั้งแต่มีโลกขึ้นมา เราเกิดมา เราเก็บเอาสิ่งเหล่านี้มาด้วย ไม่ใช่ว่าเราทิ้งไปไหน
พอเกิดเราเก็บเอาความเจ็บ ความแก่ ความตายมาพร้อมกัน


ดังนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงตรัสไว้ว่า ขะยะ-วัยยัง
ความสิ้นไปเสื่อมไปของสังขารทั้งหลาย เรานั่งอยู่บนศาลานี้
ทั้งอุบาสก อุบาสิกา ทั้งพระ ทั้งเณร ทั้งหมดนี้
มีแต่ก้อนเสื่อมทั้งนั้นนี่ที่ก้อนมันแข็ง เปรียบเช่นก้อนน้ำแข็ง
แต่ก่อนเป็นน้ำ มันเป็นก้อนน้ำแข็งแล้วก็เสื่อมไป

เห็นความเสื่อมมันไหม ดูอาการที่มันเสื่อมซี ร่างกายของเรานี่ทุกส่วนมันเสื่อม
ผมมันก็เสื่อมไป ขนมันก็เสื่อมไป เล็บมันก็เสื่อมไป
หน้ามันก็เสื่อมไป อะไรทุกอย่างมันเสื่อมไปทั้งนั้น
ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ


.................... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน สัญญาว่าจะมาอีกนะคะ smile.gif
za_arnt
~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif

ญาติโยมทุกคนเมื่อครั้งแรกคงจะไม่เป็นอย่างนี้นะ คงจะมีตัวเล็กกว่านี้
นี่มันโตขึ้นมา เจริญขึ้นมา ต่อไปนี้มันก็จะเสื่อม เสื่อมไปตามธรรมชาติของมัน
เสื่อมไปเหมือนก้อนน้ำแข็ง เดี๋ยวก็หมด ก้อนน้ำแข็งมันก็กลายเป็นน้ำ
เรานี่ก็เหมือนกันทุกคน มีดิน มีน้ำ มีไฟ มีลม

เมื่อมีตัวตนประกอบกันอยู่ ธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ตั้งขึ้นเรียกว่า คน แต่เดิมไม่รู้ว่าเป็นอะไรหรอก เรียกว่าคน
เราก็ดีอกดีใจเป็นคนผู้ชาย เป็นคนผู้หญิง สมมติชื่อให้นายนั่น นางนี่ตามเรื่อง
เพื่อเรียกตามภาษาให้จำง่าย ใช้การงานง่าย
แต่ความเป็นจริงก็ไม่มีอะไรมีน้ำหนึ่ง ดินหนึ่ง ลมหนึ่ง ไฟหนึ่ง
มาปรุงกันเข้ากลายเป็นรูป เรียกว่า
คน

โยมอย่าเพิ่งดีใจนะ ดูไปดูมาก็ไม่มีคนหรอก
ที่มันเข้มแข็งพวกเนื้อพวกหนัง พวกกระดูกทั้งหลายเหล่านี้เป็น ดิน
อาการที่มันเหลว ๆตามสภาพร่างกายนั้น เราเรียกว่า น้ำ
อาการที่มันอบอุ่นอยู่ในร่างกายเรา เรียกว่า ไฟ
อาการที่มันพัดไปมา อยู่ในร่างกายของเรานี้ ลมพัดขึ้นเบื้องบน พัดลงเบื้องต่ำนี้ เรียกว่า ลม

ทั้งสี่ประการนี้มาปรุงกันเข้าเรียกว่า คน
ก็ยังเป็นผู้หญิง ผู้ชายอีก
จึงมีเครื่องหมายตามสมมติของเรา

ทุกคนนอนอยู่กับโครงกระดูก .................


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ
za_arnt
~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif

ทุกคนนอนอยู่กับโครงกระดูก .................
แต่อยู่ที่วัดป่าพง ที่ไม่เป็นผู้หญิงไม่เป็นผู้ชายก็มี เป็นนะปุง-สักลิงค์ ไม่ใช่อิตถีลิงค์ ไม่ใช่ปุงลิงค์
คือ ซากศพที่เขาเอาเนื้อเอาหนังออกหมดแล้ว เหลือแต่โครงกระดูกเท่านั้น
เป็นซากโครงกระดูกเขาแขวนไว้ ไปดูก็ไม่เห็นว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
ใครไปถามว่านี่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็ได้แต่มองหน้ากัน เพราะมันมีแต่โครงกระดูกเท่านั้น
เนื้อหนังออกหมดแล้ว พวกเราทั้งหลายก็ไม่รู้ ทุกคนไปวัดป่าพง
เข้าไปในศาลาก็ไปดูโครงกระดูก บางคนดูไม่ได้ วิ่งออกจากศาลาเลย กลัว... กลัวเจ้าของ
อย่างนั้นเข้าใจว่าไม่เคยเห็นตัวเราเองสักที ไปกลัวกระดูก
ไม่นึกถึงคุณค่าของกระดูก เราเดินมาจากบ้านนั่งรถมาจากบ้าน
ถ้าไม่มีกระดูก จะเป็นอย่างไร จะเดินไปมาได้ไหม เกิดมาพร้อมกันไม่เคยเห็นกัน


นอนเบาะอันเดียวกันไม่เคยเห็นกัน นี่แสดงว่าเราบุญมากที่มาเห็น
แก่แล้ว ๕๐ ปี ๖๐ ปี ๗๐ ปี ไปวัดป่าพงเห็นโครงกระดูกกลัว
นี่อะไรไม่รู้ แสดงว่าเราไม่คุ้นเคยเลยไม่รู้จักตัวเรา
กลับไปบ้านก็ยังนอนไม่หลับอยู่สามสี่วัน แต่ก็นอนกับโครงกระดูกนั่นแหละ
ไม่ใช่นอนที่อื่นหรอก ห่มผ้าผืนเดียวกัน อะไรๆด้วยกัน นั่งบริโภคข้าวด้วยกัน
แต่เราก็กลัว นี่แสดงว่าเราห่างเหินจากตัวเรามากที่สุด น่าสงสาร

ไปดูแต่อย่างอื่น ไปดูต้นไม้ ไปดูวัตถุอื่นๆ ว่าอันนั้นโต อันนี้เล็ก อันนั้นสั้น อันนั้นยาว
นี่ไปดูแต่วัตถุของอื่นนอกจากตัวเรา ไม่เคยมองดูตัวเราเลย
ถ้าพูดตรงๆแล้วก็น่าสงสารมนุษย์เหมือนกัน ดังนั้นคนเราจึงขาดที่พึ่ง
เห็นร่างกายตามความเป็นจริง

อาตมาเคยบวชนาคมาหลายองค์ เกษา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ
นาคที่เคยเป็นนักศึกษาคงนึกหัวเราะว่า ท่านอาจารย์เอาอะไรมาสอน
นี่ เอาผมที่มันมีอยู่นานแล้วมาสอน ไม่ต้องสอนแล้ว
รู้จักแล้วเอาของที่รู้จักแล้วมาสอนทำไม นี่คนที่มันมืดมากมันก็เป็นอย่างนี้

คิดว่าเราเห็นผม อาตมาบอกว่าคำที่ว่าเห็นผมนั้น คือ .......
เห็นตามความเป็นจริง เห็นขนก็เห็นตามความเป็นจริง เห็นเล็บ เห็นหนัง เห็นฟัน ก็เห็นตามความเป็นจริง
จึงเรียกว่าเห็น ไม่ใช่ว่าเห็นอย่างผิวเผิน เห็นตามความเป็นจริง

อย่างไรๆ เราคงจะไม่หมกมุ่นอยู่ในโลกอย่างนี้ถ้าเห็นตามความจริง
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นอย่างไร ตามความเป็นจริง
เป็นของสวยไหม เป็นของสะอาดไหม เป็นของมีแก่นสารไหมเป็นของเที่ยงไหม
เปล่า...มันไม่มีอะไรหรอก ของไม่สวยแต่เราไปสำคัญว่ามันสวย ของไม่จริงไปสำคัญว่ามันจริง
ร่างกายเป็นที่รวมของสิ่งโสโครก


อย่าง เกษา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง คนเราไปติดอยู่นี่
พระพุทธองค์ท่านยกมาทั้งห้าประการนี้ เป็นมูลกรรมฐาน

สอนให้รู้จักกรรมฐานทั้งห้านี้ เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา เราเกิดขึ้นมา ก็หลงมันซึ่งเป็นของโสโครก
ดูซิ... คนเราไม่อาบน้ำสักสองวันสิ เข้าใกล้กันได้ไหม มันเหม็นเหงื่อออกมากๆ
ไปนั่งทำงานรวมกันอย่างนี้ เหม็นทั้งนั้นแหละ กลับไปบ้านอาบน้ำ
ถูสบู่ออกหายเหม็นไปนิดหนึ่งก็หอมสบู่ขึ้นมา ได้ถูสบู่มันก็หอม
ไอ้ตัวเหม็นก็อยู่อย่างเดิมนั่นแหละ มันยังไม่ปรากฏเท่านั้น
กลิ่นสบู่มันข่มไว้ เมื่อหมดสบู่มันก็เหม็นตามเคย
จงรู้จักพึ่งตัวเอง


เรามักจะเห็น รูปที่นั่งอยู่นี่ นึกว่ามันสวย มันงาม มันแน่น มันหนา มันตรึงตรา มันไม่แก่ มันไม่เจ็บ มันไม่ตาย หลงเพลิดเพลินอยู่ในสากลโลกนี้ จึงไม่รู้จักพึ่งตนเอง ตัวที่พึ่งของเรา คือใจ ใจของเราเป็นที่พึ่งจริงๆ

ศาลาหลังนี้มันใหญ่ก็ไม่ใช่ที่พึ่ง
มันเป็นที่อาศัยชั่วคราว นกพิราบมันก็มาอาศัยอยู่ ตุ๊กแกมันก็มาอาศัยอยู่
จิ้งเหลนนี้มันก็มาอาศัยอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างมาอาศัยอยู่ได้
เราก็นึกว่าของเรา มันไม่ใช่ของเราหรอก มันอยู่ด้วยกัน หนูมันก็มาอยู่ สารพัดอย่าง
นี่เรียกว่าที่อาศัยชั่วคราว เดี๋ยวก็หนีไปจากไป

เราก็นึกว่าอันนี้เป็นที่พึ่งของเรา คนมีบ้านหลังเล็กๆ ก็เป็นทุกข์เพราะบ้านมันเล็ก
มีบ้านหลังใหญ่ๆ ก็เป็นทุกข์เพราะกวาดไม่ไหว ตอนเช้าก็บ่น ตอนเย็นก็บ่น
จับอะไรวางตรงไหนก็ไม่ค่อยได้เก็บ คุณหญิงคุณนายนี่ จึงเป็นโรคประสาทกันเป็นทุกข์กัน
อย่าแต่งกาย จงแต่งใจกันเถิด



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ
za_arnt
~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif

อย่าแต่งกาย จงแต่งใจกันเถิด ......... [/color]
ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงให้หาที่พึ่ง คือ หาใจของเรา ใจของเราเป็นสิ่งที่สำคัญ
โดยมากคนเราไม่ค่อยมองดูในสิ่งที่สำคัญ ไปมองดูที่อื่นที่ไม่สำคัญ
เป็นต้นว่า กวาดบ้าน ล้างจาน ก็มุ่งความสะอาด ล้างถ้วยล้างจานให้มันสะอาด
ทุกสิ่งทุกอย่างมุ่งความสะอาด แต่ใจเจ้าของไม่เคยมุ่งมองเลย ใจของเรามันเน่า
บางทีก็โกรธหน้าบูดหน้าเบี้ยวเท่านั้นแหละ ก็ไปมุ่งแต่จานให้จานมันสะอาด
ใจของเราไม่สะอาดเท่าไรก็ไม่มองดู นี่เราขาดที่พึ่ง เอาแต่ที่อาศัย แต่งบ้านแต่งช่อง
แต่งอะไรสารพัดอย่าง แต่ใจของเราไม่ค่อยจะแต่งกัน ทุกข์ไม่ค่อยจะมองดู
ใจนี่แหละเป็นสิ่งสำคัญ พระพุทธองค์ท่านจึงพูดว่าให้หาที่พึ่งทางใจ

อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ใครจะเป็นที่พึ่งได้ ที่เป็นที่พึ่งที่แน่นอนก็คือใจของเรานี่เอง
ไม่ใช่สิ่งอื่น พึ่งสิ่งอื่นก็พึ่งได้ แต่ไม่ใช่ของที่แน่นอนเราจะพึ่งสิ่งอื่นได้ก็เพราะเราพึ่งตัวของเรา
เราต้องมีที่พึ่งก่อน จะพึ่งอาจารย์ พึ่งญาติมิตรสหายทั้งหลาย จะพึ่งได้ดีนั้นเราต้องทำตัวของเราเป็นที่พึ่งให้ได้เสียก่อน
ให้ถามตัวเองว่าเราเกิดมาทำไม

วันนี้ที่มากราบนมัสการทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิต
ขอให้รับโอวาทนี้ไปพินิจพิจารณา เราทุกคนให้นึกเสมอว่า เราคืออะไร เราเกิดมาทำไม
นี่ถามปัญหาเจ้าของอยู่เสมอว่า เราเกิดมาทำไม ให้ถามเสมอบางคนไม่รู้นะ ........
แต่อยากได้ความสุขใจ มันทุกข์ไม่หาย รวยก็ทุกข์ จนก็ทุกข์ เป็นเด็กเป็นคนโตก็ทุกข์ ทุกข์หมดทุกอย่าง เพราะอะไร
เพราะว่ามันขาดปัญญา เป็นคนจนก็ทุกข์เพราะมันจน เป็นคนรวยก็ทุกข์เพราะมันรวยมาก ของมากๆรักษาคนเดียว

ในสมัยก่อนอาตมาเคยเป็นสามเณร เคยเทศน์ให้โยมฟัง ครูบาอาจารย์ท่านให้เทศน์
พูดถึงความร่ำรวยในการมีทาส ให้มีทาสสักร้อย ผู้หญิงก็ให้ได้สักร้อยหนึ่ง ผู้ชายก็ร้อยหนึ่ง
มีช้างก็ร้อยหนึ่งมีวัวก็ร้อยหนึ่ง มีควายก็ร้อยหนึ่ง มีแต่สิ่งละร้อยทั้งนั้น ญาติโยมได้ฟังแล้วก็สบายใจ
ให้โยมไปเลี้ยงควายสักร้อยหนึ่งเอาไหม เอาควายร้อยหนึ่ง เอาวัวร้อยหนึ่ง มีทาสผู้หญิงผู้ชายอย่างละร้อย
ให้โยมรักษาคนเดียว มันจะดีไหม นี่ไม่คิดดู แต่ความอยากมีวัว มีควาย มีช้างมีม้า มีทาสสิ่งละร้อยละร้อย น่าฟัง


อุ๊ย! อิ่มใจเหลือเกิน มันสบายนะแต่อาตมาเห็นว่าได้สักห้าสักสิบตัวก็พอแล้ว
แค่ฟั่นเชือกเท่านั้นก็เต็มทีแล้ว อันนี้โยมไม่คิด คิดแต่ได้ ไม่คิดถึงว่ามันจะยากจะลำบาก
ไม่มีปัญญา จักพาให้เป็นทุกข์

สิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในตัวเรานี้ ถ้าเราไม่มีปัญญา จะทำให้เราทุกข์นะ
ถ้าเรามีปัญญา นำออกจากทุกข์ได้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตาไม่ใช่ของดีนะ
ถ้าเราใจไม่ดี ไปมองคนบางคน ไปเกลียดเขาอีกแล้ว มานอนเป็นทุกข์อีกแล้ว
ไปมองดูคนบางคน รักเขาอีกแล้ว รักเป็นทุกข์อีกแล้ว มันไม่ได้ก็เป็นทุกข์
เกลียดก็เป็นทุกข์ รักก็เป็นทุกข์เพราะมันอยากได้ อยากได้ก็เป็นทุกข์ ไม่อยากได้ก็เป็นทุกข์
ของที่ไม่ชอบใจอยากทิ้งมันไป อยากได้ของที่ชอบใจ ของที่ไม่ชอบใจได้มามันก็ทุกข์
ของที่ชอบใจได้มาแล้วกลัวมันจะหายอีกแล้ว มันเป็นทุกข์ทั้งนั้น ไม่รู้ว่าจะอยู่อย่างไร

บ้านหลังใหญ่ๆขนาดนี้ ก็นึกว่าจะให้มันสบายขึ้น เก็บความสบาย เก็บความดีไว้ในนี้ ถ้าคิดไม่ดีมันก็ไปไม่ได้ทั้งนั้นแหละ


ญาติโยมทั้งหลายจงมองดูตัวของเรา ว่าเราเกิดมาทำไม เราเคยได้อะไรไว้ไหม
อาตมาเคยรวมคนแก่ เอาคนแก่อายุเลย ๘๐ ปีขึ้นไปมาอยู่รวมกัน อาชีพทำนา
ตามบ้านนอกของเรา ทำนามาตั้งแต่โน้น เกิดมาได้ ๑๗-๑๘ ปี ก็รีบแต่งงาน กลัวจะไม่รวย
ทำงานตั้งแต่เล็กๆให้มันรวย ทำนาจน ๗๐ ปีก็มี ๘๐ ปีก็มี ๙๐ ปีก็มี ที่มานั่งรวมกันฟังธรรม
"โยม" อาตมาถาม
"โยมจะเอาอะไรไปไหมนี่เกิดมาก็ทำอยู่จนเดี๋ยวนี้แหละ ผลที่สุดจะไป...จะได้อะไรไปไหม"

ไม่รู้จัก ตอบได้แต่ว่า "จังว่า จังว่า จังว่า"* นี่ตามภาษาเขาว่ากินลูกหว้า เพลินกับลูกหว้า มันจะเสียเวลา
เพราะจังว่านี่แหละ จะไปก็ไม่ไป จะอยู่ก็ไม่อยู่ มันอยู่ที่จังว่า นั่งอยู่ก้างๆอยู่ง่า นั่งอยู่คาคบนั่นแล้ว มีแต่จังว่าๆ

อย่าทิ้งไม้เล็ก แบกไม้ใหญ่


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ
zhant~
~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif

อย่าทิ้งไม้เล็กแบกไม้ใหญ่ -----------------

ตอนยังหนุ่มๆ ครั้งแรกอยู่คนเดียวเข้าใจว่าเป็นโสดไม่สบาย หาคู่ครองเรือนมันจะสบาย
เลยหาคู่ครองมาครองเรือนให้ เอาของสองอย่างมารวมกัน มันก็กระทบกันอยู่แล้ว
อยู่คนเดียวมันเงียบเกินไป ไม่สบายแล้ว เอาคนสองคนมาอยู่ด้วยกัน
มันก็กระทบกัน ก๊อกๆแก๊กๆ นั่นแหละลูกเกิดมาครั้งแรกตัวเล็กๆ
พ่อแม่ก็ตั้งใจว่า ลูกเราเมื่อมันโตขึ้นมาขนาดหนึ่งเราก็สบายหรอก
ก็เลี้ยงมันไปสามคนสี่คนห้าคน นึกว่ามันโตเราจะสบาย เมื่อมันโตมาแล้วมันยิ่งหนัก
เหมือนกับ แบกท่อนไม้อันหนึ่งเล็กอันหนึ่งใหญ่ ทิ้งท่อนเล็กแล้ว แบกเอาท่อนใหญ่

นึกว่ามันจะเบาก็ยิ่งหนัก ลูกเราตอนเด็ก ๆ มันไม่กวนเท่าไรหรอกโยม
มันกวนถามกินข้าวกับกล้วย เมื่อมันโตขึ้นมานี่มันถามเอารถมอเตอร์ไซด์
มันถามเอารถเก๋ง เอาล่ะความรักลูกจะปฏิเสธไม่ได้ ก็พยายามหา มันก็เป็นทุกข์
ถ้าไม่ให้มันก็เป็นลูก บางทีพ่อแม่ทะเลาะกัน "อย่าพึ่งไปซื้อให้มันเลย รถนี่ มันยังไม่มีเงิน"
แต่ความรักลูกก็ต้องไปกู้คนอื่นมา เห็นอะไรก็อยากซื้อมากิน
แต่ก็อด กลัวมันจะหมดเปลืองหลายอย่าง
ต่อมาก็มีการศึกษาเล่าเรียน
ถ้ามันเรียนจบ เราก็จะสบายหรอก เรียนมัน จบไม่เป็นหรอก มันจะจบอะไร


เรียนไม่มีจบหรอก ทางพุทธศาสนานี่เรียนจบ ศาสตร์อื่นนอกนั้น มันเรียนต่อไปเรื่อย ๆ
เรียนไม่จบ เอาไปเอามาก็เลยวุ่น เท่านั้นแหละ บ้านหนึ่งเรียน ๔ คน ๕ คน ตาย!
พ่อแม่ทะเลาะกันไม่มีวันเว้นละอย่างนั้น
----------------~@~-----------------
เราถูกระดูกอยู่ทุกวัน

ความทุกข์มันเกิดมาภายหลังเราไม่เห็น นึกว่ามันจะไม่เป็นอย่างนี้
เมื่อมันมาถึงเข้าแล้วจึงรู้ว่า โอ! มันเป็นทุกข์ ทุกข์อย่างนั้นจึงมองเห็นยาก
ทุกข์ในตัวของเรานะโยม พูดตามประสาบ้านนอกเราเรื่องฟันของเรานะโยม
ตอนไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ขี้ถ่านไฟก็ยังเอามาถูฟันให้มันขาว
ไปถึงบ้านก็ไปยิงฟันใส่กระจก นึกว่ามันขาวถูฟันแล้วนี่ ไปชอบกระดูก wub.gif
ของเจ้าของไม่รู้เรื่อง พออายุถึง ๕๐-๖๐ ปี ฟันมันโยก เออ! เอาซิฟันโยก
มันจะร้องไห้ กินข้าวน้ำตามันก็ไหล เหมือนกับถูกศอก ถูกเข่าเขาอยู่ทุกเวลา
ฟันมันเจ็บมันปวด มันทุกข์มันยากมันลำบากนี่


อาตมาผ่านมาแล้วเรื่องนี้ tongue.gif
ถอนออกหมดเลย ในปากนี้เป็นฟันปลอมทั้งนั้น มันโยกไม่สลายอยู่ ๑๖ ซี่
ถอนทีเดียวหมดเลย เจ็บใจมัน หมอไม่กล้าถอนแน่ะตั้ง ๑๖ ซี่ blink.gif
"หมอ ถอนมันเถอะ เป็นตาย อาตมาจะรับเอาหรอก"
ถอนมันออกทีเดียวพร้อมกัน๑๖ ซี่ ที่มันยังแน่นๆ ตั้งหลายซี่ ตั้ง ๕ ซี่
ถอนออกเลย แต่ว่าเต็มทีนะ ถอนออกหมดแล้วไม่ได้ฉันข้าวอยู่ ๒-๓ วัน นี่เป็นเรื่องทุกข์

----------------~@~-----------------
จะเก็บจะตาย สังขารไหลเรื่อยไป ........



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ
za_arnt

~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif

จะเก็บจะตาย สังขารไหลเรื่อยไป.......

อาตมาคิดแต่ก่อนนะ ตอนไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย เอาถ่านไฟมาถูให้มันขาว
รักมันมากเหลือเกิน นึกว่ามันเป็นของดี ผลที่สุดมันจะหนีจากเรา จึงเกือบตาย
เจ็บฟันนี้มันตั้งหลายเดือน ตั้งหลายปี บางทีมันบวมทั้งข้างล่างข้างบน
หมดท่าเลยโยม อันนี้คงจะเจอกันทุกคนหรอก
พวกที่ฟันไม่โยก เอาแปรงไปแปรงให้มันสะอาดสวยงามอยู่นั่นแหละ
ระวังนะ ระวังมันจะเล่นงานเราเมื่อสุดท้าย
ซี่ยาวซี่สั้นมันสลับกันอยู่อย่างนี้ ทุกข์มากโยม อันนี้ทุกข์มากจริงๆ

อันนี้บอกไว้หรอก บางทีจะไปเจอเอาทุกข์ เพราะความทุกข์ในตัวของเรานี้
จะหาที่พึ่งอะไรมันไม่มี มันค่อยยังชั่วเมื่อเรายังหนุ่ม
พอแก่เข้าก็เริ่มพัง มันช่วยกันพัง สังขารมันเป็นไปตามเรื่องของมัน

เราจะร้องไห้มันก็อยู่อย่างนี้ จะดีใจมันก็อยู่อย่างนี้ เราจะเป็นอะไรมันก็อยู่ของมันอย่างนี้ เราจะเจ็บจะปวด จะเป็นจะตายมันก็อยู่อย่างนั้นเพราะมันเป็นอย่างนั้น


นี่มันหมดความรู้ หมดวิชา เอาหมอฟันมาดูฟัน ถึงแก้ไขแล้วยังไง ก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น
ต่อไปหมอฟันเอง ก็เป็นเหมือนเราอีก ไปไม่ไหวอีกแล้ว ทุกอย่างมันก็พัง ไปด้วยกันทั้งหมด

นี้เป็นความจำเป็น ที่เราจะต้องรีบพิจารณา
เมื่อมีกำลังเรี่ยวแรง
ก็รีบทำ จะทำบุญ สุนทาน จะทำอะไร ก็รีบจัดทำกัน

แต่ว่าคนเราก็มักจะไป มอบให้แต่คนแก่ จะเข้าวัดศึกษาธรรมะ รอให้แก่เสียก่อน
โยมผู้หญิงก็เหมือนกัน โยมผู้ชายก็เหมือนกัน ให้แก่เสียก่อนเถอะ
ไม่รู้ว่าอะไรกัน คนแก่นี่มันกำลังดีไหม ลองไปวิ่งแข่งกับคนหนุ่มดูซิ
ทำไมจะต้องไปมอบให้คนแก่ เหมือนไม่รู้จักตาย
พอแก่มาสัก ๕๐ ปี ๖๐ ปี จวนเข้าวัดอยู่แล้ว หูตึงเสียแล้ว ความจำก็ไม่ดีเสียแล้ว นั่งก็ไม่ทน
"ยายไปวัดเถอะ"
"โอย หูฉันไม่ดีแล้ว"

นั่นเห็นไหม ตอนหูดีเอาไปฟังอะไรอยู่ จังว่า... จังว่า
มันคาแต่ลูกหว้าอยู่นั่นแหละ จนหูมันหนวกเสียแล้วจึงไปวัด
มันก็ไปได้นั่งฟังท่านเทศน์ เทศน์อะไรไม่รู้เรื่อง มันหมดแล้วจึงมาทำกัน
----------------~@~-----------------
ยามหนุ่มสังขารแบกเรา ยามแก่เราแบกสังขาร

วันนี้คงจะได้ประโยชน์ กับ บุคคลที่สนใจเป็นบางสิ่งบางอย่าง ที่ควรเก็บไว้ในใจของเรา
สิ่งทั้งหลายนี่ เป็นมรดกของเราทั้งนั้น มันจะรวมมา รวมมาให้เราแบกทั้งนั้นแหละ
ขานี่เป็นสิ่งที่วิ่งได้มาแต่ก่อน อย่างขาอาตมานี่จะเดินมันก็หนัก สกลร่างกายจะต้องแบกมัน
แต่ก่อนนั้นมันแบกเรา บัดนี้เราแบกมัน tongue.gif

สมัยเป็นเด็กเห็นคนแก่ ๆ ลุกขึ้นก็ "โอ๊ย" นั่งลงก็ "โอ๊ย"
มันทุกข์ถึงขนาดนั้น เรายังไม่เห็นโทษมัน เมื่อจะหนีจากมันเราไม่รู้จัก
ที่ทำเจ็บทำปวดขึ้นมานี่
เรียกว่าสังขารมันเป็นไปตามเรื่องของมัน มันเป็นประดง ประดงไฟ ประดงข้อ ประดงงอ ประดงจิปาถะ หมอเอายามาใส่ก็ไม่ถูก ผลที่สุดก็พังไปทั้งหมดอีก คือ สังขารมันเสื่อม มันเป็นไปตามสภาพของมัน sad.gif

มันจะเป็นของมันอยู่ อย่างนั้น อันนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ฉะนั้นให้ญาติพี่น้อง ให้พากันเห็น
ถ้าเห็นแล้วก็จะไม่เป็นอะไร
อย่างงูอสรพิษตัวร้าย ๆ มันเลื้อยมา เราเห็น เราเห็นมันก่อนก็หนี มันไม่ได้กัดเราหรอก เพราะเรา ได้ระวังมัน
ถ้าเราไม่เห็นมัน
เดิน ๆ ไปไม่เห็นก็ไปเหยียบมัน เดี๋ยวมันก็กัดเลย

ไม่อยากทุกข์ ต้องรู้จักทางแก้ไข............




.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ
za_arnt


~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif


ohmy.gif อย่าทิ้งไม้เล็กแบกไม้ใหญ่ ......

ตอนยังหนุ่มๆ ครั้งแรกอยู่คนเดียวเข้าใจว่าเป็นโสดไม่สบาย หาคู่ครองเรือนมันจะสบาย
เลยหาคู่ครองมาครองเรือนให้ เอาของสองอย่างมารวมกัน มันก็กระทบกันอยู่แล้ว อยู่คนเดียวมันเงียบเกินไป ไม่สบายแล้ว
เอาคนสองคนมาอยู่ด้วยกัน มันก็กระทบกัน ก๊อกๆแก๊กๆ นั่นแหละลูกเกิดมาครั้งแรกตัวเล็กๆ
พ่อแม่ก็ตั้งใจว่า ลูกเราเมื่อมันโตขึ้นมาขนาดหนึ่งเราก็สบายหรอก ก็เลี้ยงมันไปสามคนสี่คนห้าคน นึกว่ามันโตเราจะสบาย
เมื่อมันโตมาแล้วมันยิ่งหนัก เหมือนกับแบกท่อนไม้อันหนึ่งเล็กอันหนึ่งใหญ่ ทิ้งท่อนเล็กแล้ว แบกเอาท่อนใหญ่


wink.gif นึกว่ามันจะเบาก็ยิ่งหนัก ลูกเราตอนเด็ก ๆ มันไม่กวนเท่าไรหรอกโยม
มันกวนถามกินข้าวกับกล้วย เมื่อมันโตขึ้นมานี่มันถามเอารถมอเตอร์ไซด์
มันถามเอารถเก๋ง เอาล่ะความรักลูกจะปฏิเสธไม่ได้ ก็พยายามหา มันก็เป็นทุกข์

ถ้าไม่ให้มันก็เป็นลูก บางทีพ่อแม่ทะเลาะกัน "อย่าพึ่งไปซื้อให้มันเลย รถนี่ มันยังไม่มีเงิน"
แต่ความรักลูกก็ต้องไปกู้คนอื่นมา เห็นอะไรก็อยากซื้อมากิน แต่ก็อด กลัวมันจะหมดเปลืองหลายอย่าง
ต่อมาก็มีการศึกษาเล่าเรียน ถ้ามันเรียนจบ เราก็จะสบายหรอก เรียนมัน จบไม่เป็นหรอก มันจะจบอะไร

cool.gif เรียนไม่มีจบหรอก ทางพุทธศาสนานี่เรียนจบ ศาสตร์อื่นนอกนั้น มันเรียนต่อไปเรื่อย ๆ เรียนไม่จบ
เอาไปเอามาก็เลยวุ่น เท่านั้นแหละ บ้านหนึ่งเรียน ๔ คน ๕ คน ตาย! พ่อแม่ทะเลาะกันไม่มีวันเว้นละอย่างนั้น

unsure.gif ถ้ามันทุกข์แล้ว ไม่รู้จะไปฟ้องใคร ถ้าทุกข์เกิดขึ้น จะไปแก้ตรงไหน คือ อยากแต่ว่า ไม่ให้มันทุกข์เฉย ๆ เท่านั้น อยากไม่ให้มันทุกข์ แต่ไม่รู้จักทางแก้ไขมัน แล้วก็อยู่ไป อยู่ไปจนถึงวันแก่ วันเจ็บ แล้วก็วันตาย

คนโบราณบางคนเขาว่า เมื่อมันเจ็บ มันไข้ จวบลมหายใจจะขาด ให้ค่อย ๆ เข้าไปกระซิบใกล้หูคนไข้ว่า พุทโธ พุทโธ พุทโธ มันจะเอาอะไร พุทโธนั่นนะ คนที่ใกล้จะนอน ในกองไฟจะรู้จัก พุทโธอะไร

smile.gif ตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม เป็นสาวอายุรุ่น ๆ ทำไมไม่เรียนพุทโธให้มันรู้ หายใจติดบ้างไม่ติดบ้าง "แม่ ๆ พุทโธ พุทโธ" ว่าให้มันเหนื่อยทำไม อย่าไปว่าเลย มันหลายเรื่อง เอาได้แค่นั้นก็สบายแล้ว

sad.gif โยมชอบเอาแต่ต้น กับปลายมัน ตรงกลางไม่เอาหรอก ชอบอย่างนั้น บริวารพวกเราทั้งหลายก็ชอบอย่างนั้น ทั้งญาติโยมทั้งพระ ทั้งเณร ชอบแต่ทำอย่างนั้น ไม่รู้จักแก้ไข ภายในจิต ของเจ้าของ ไม่รู้จักที่พึ่ง แล้วก็โกรธง่าย และ ก็อยากหลายด้วย

ทำไม คือคนที่ไม่มีที่พึ่งทางใจ อยู่เป็นฆราวาส มีอายุ ๒๐-๓๐-๔๐ ปี กำลังแรงดีอยู่ พ่อบ้านแม่บ้านทั้งหลาย ก็พอพูดกันรู้เรื่องกันหน่อย
นี่ ๕๐ ปีขึ้นไปแล้ว พูดกันไม่รู้เรื่องกันแล้ว เดี๋ยวก็นั่งหันหลังให้กันหรอก แม่บ้านพูดไป พ่อบ้านทนไม่ได้ พ่อบ้านพูดไปแม่บ้านฟังไม่ได้ เลยแยกกันหันหลังให้กัน เลยแตกกันเลย


ความหมายของคำว่า "ครอบครัว" ..... tongue.gif

.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ สนุกใช่ไหมคะ คำพูดง่าย ๆ ฟังง่ายๆ เสน่ห์ในคำสอนของหลวงพ่อจริง ๆ แต่....ใกล้จบแล้วค่ะ
za_arnt



รอแป๊ป! นะคะ... tongue.gif
za_arnt


~@ smile.gif คำสอนหลวงพ่อชา มาต่อกันค่ะ @~ smile.gif


ความหมายของคำว่า "ครอบครัว"

เรื่องนี้อาตมาเล่าไปหรอก ตัวเองไม่เคยมีครอบครัว ทำไมไม่มีครอบครัว คืออ่านคำว่าครอบครัว
มันก็รู้แล้ว ครอบครัว คืออะไร
ครอบมันก็คืออย่างนี้ ถ้าเรานั่งอยู่เฉย ๆ ก็เอาอะไรมาครอบลงนี้จะเป็นอย่างไร เรานั่งอยู่ไม่มีอะไร มาครอบมันก็พอทนได้ ถ้าเอาอะไรมาครอบลง ก็เรียกว่าครอบแล้ว มันเป็นอย่างไรครอบ ก็เป็นอย่างนั้น มันมีวงจำกัดแล้ว
ผู้ชายก็อยู่ในวงจำกัด ผู้หญิงก็อยู่ในวงจำกัด อาตมาไปอ่านแล้ว
ครอบครัวโอยหนัก ศัพท์ตายนี่ คำนี้ไม่ใช่ศัพท์เล่น ๆ ศัพท์ที่ว่า
ครอบ นี้ศัพท์ทุกข์ ไปไม่ได้มันมีจำกัดแล้ว ต่อไปอีก
ครัว ก็หมายถึงการก่อกวนแล้ว ทิ่มแทงแล้ว
โยมผู้หญิงเคยเข้าครัว เคยโขลกพริกคั่ว พริกแห้งไหม ไอ จาม ทั้งบ้านเลย

ศัพท์ครอบครัวมันวุ่น ไม่น่าอยู่หรอก อาตมาอาศัยสองศัพท์นี่แหละจึงบวชไม่สึก

ครอบครัวนี่น่ากลัว ขังไว้จะไปไหนก็ไม่ได้ ลำบากเรื่องลูกบ้าง เรื่องเงินเรื่องทองบ้าง
สารพัดอย่างอยู่ในนั้น ไม่รู้จะไปที่ไหน มันผูกไว้แล้ว ลูกผู้หญิงก็มี ลูกผู้ชายก็มี
มันวุ่นวายเถียงกันอยู่นั่นแหละ จนตายไม่ต้องไปไหนกันละ
เจ็บใจขนาดไหนก็ไม่ว่า น้ำตามันไหลออกก็ไหลอยู่นั่นแหละ

เออ น้ำตามันไม่หมดนะโยมครอบครัวนี่นะ
ถ้าไม่มีครอบครัวน้ำตามันหมดเป็น ถ้ามีครอบครัว น้ำตามันหมดยาก
huh.gif หมดไม่ได้ โยมเห็นไหม มันบีบออกเหมือนบีบอ้อย
ตาแห้ง ๆ ก็บีบออกให้เป็นน้ำไหลออกมา
ไม่รู้มันมาจากไหน มันเจ็บใจแค้นใจสารพัดอย่าง มันทุกข์ เลยรวมทุกข์ บีบออกมาเป็น น้ำทุกข์

อันนี้ให้โยมทั้งหลายเข้าใจ ถ้ายังไม่ผ่านมัน จะผ่านอยู่ข้างหน้า
บางคนอาจจะผ่านมาบ้างแล้วเล็ก ๆ น้อย ๆ
บางคนก็เต็มที่แล้ว จะอยู่ หรือจะไปหนอ โยมผู้หญิงเคยมาหาหลวงพ่อ

"หลวงพ่อ แหม ถ้าดิฉันไม่มีบุตร ดิฉันจะไปแล้ว"
"เออ อยู่นั่นแหละ เรียนให้จบเสียก่อน เรียนตรงนั้น อยากจะไปก็อยากจะไป ไม่อยากจะอยู่ ถึงขนาดนั้นก็ยังหนีไม่ได้"

วัดป่าพงสร้างกุฏิเล็กๆไว้ตั้ง ๗๐-๘๐ หลัง บางทีจะมีพระเณรมาอยู่บรรจุเต็ม
บางทีก็มีเหลือ ๒-๓ หลัง .... อาตมาถามว่า

"กุฏิยังเหลือว่างไหม"
พวกชีบอก "มีบ้าง ๒-๓ หลัง"
"เออ เก็บเอาไว้เถอะ บางทีพ่อบ้านแม่บ้านเขาทะเลาะกัน เอาไว้ให้เขามานอนสักหน่อย"

แน่ะ มาแล้ว โยมผู้หญิง สะพายของมาแล้ว
ถามว่า "โยมมาจากไหน"
"มากราบหลวงพ่อ ดิฉันเบื่อโลก"
"โอย! อย่าว่าเลย อาตมากลัวเหลือเกิน"

พอผู้ชายมาบ้าง ก็เบื่ออีกแล้ว นั่นมาอยู่ ๒-๓ วัน ก็หายเบื่อไปแล้ว
โยมผู้หญิงมาก็เบื่อ โกหกเจ้าของ โยมผู้ชายมาก็เบื่อ โกหกเจ้าของ
ไปนั่งอยู่กุฏิเล็กๆ เงียบๆ คิดแล้ว "เมื่อไหร่หนอแม่บ้านจะมาเรียกเรากลับ" "เมื่อไหร่หนอพ่อบ้านจะมาเรียกเรากลับ"

แน่ะ ไม่รู้อะไร มันเบื่ออะไรกัน มันโกรธแล้ว มันก็เบื่อแล้วก็กลับอีก
เมื่ออยู่ในบ้านผิดทั้งนั้นล่ะ พ่อบ้านผิดทั้งนั้น แม่บ้านผิดทั้งนั้น
มานั่งภาวนาได้ ๓ วัน
"เออ! แม่บ้านเขาถูกเว้ย เรามันผิด" "พ่อบ้านเขาถูก เราซิผิด"
มันจะกลับ มันเปลี่ยนเอาเอง ของมันอย่างนั้น ก็กลับไปเลยทั้งนั้นแหละ

นี้ความจริงมันเป็นอย่างนั้นนะโลกนี้
อาตมาจึงไม่วุ่นวายอะไรกันมาก
รู้ต้นรู้ปลายมันแล้ว ฉะนั้น จึงมาบวชอยู่อย่างนี้ tongue.gif



-------------------------------------
.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะและต้องขออภัยที่เก็บไว้นี้นานมากแล้ว
ตอนนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ เลยไม่ได้บันทึกวันที่เอาไว้ และก็หาชื่อผู้มาบอกต่อ ไม่ได้มีบอกไว้ค่ะ
za_arnt


~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

ธรรมดาๆ
ตามความเป็นจริงแล้ว
โลกที่เราอยู่นี้ ไม่มีอะไร ทำไมใครเลย
ไม่มีอะไร จะเป็นที่วิตก วิจารณ์เลย
ไม่มีอะไร ที่น่าจะร้องไห้ หรือหัวเราะ
เพราะมันเป็นเรื่องอย่างนั้น ธรรมดาๆ
แต่เราพูดธรรมดาได้
แต่มองไม่เห็นธรรมดา
แต่ถ้าเรารู้ธรรมะสม่ำเสมอ
ไม่มีอะไรเป็นอะไรแล้ว
มันเกิดมันดับของมันอยู่อย่างนั้น
เราก็สงบ


การปฏิบัติคืออำนาจ
พระพุทธศาสนา ไม่มีอำนาจอะไรเลย
แม้นก้อนทองคำ ก็ไม่มีราคา
ถ้าเราไม่มารวมกัน ว่ามันเป็นโลหะที่ดี มีราคา
ทองคำมันก็ถูกทิ้ง เหมือนก้อนตะกั่วเท่านั้นแหละ
พระพุทธศาสนาตั้งไว้ มีอยู่
แต่ถ้าเราไม่ประพฤติ ปฏิบัติ
จะไปมีอำนาจอะไรเล่า
อย่างธรรมะเรื่องขันติ มีอยู่
แต่เราไม่อดทนกัน
มันจะมีอำนาจอะไรไหม?


ชนะตนเอง
ถ้าเราเอาชนะตัวเอง
มันก็จะชนะทั้งตัวเอง ชนะทั้งคนอื่น
ชนะทั้งอารมณ์ ชนะทั้งรูป ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น
ทั้งรส ทั้งโผฎัฐพพะ
เป็นอันว่าชนะทั้งหมด


สุขทุกข์
คนที่ไม่รู้จักสุข ไม่รู้จักทุกข์นั้น
ก็จะเห็นว่า สุขกับทุกข์นั้น
มันคนละระดับ
มันคนละราคากัน
ถ้าผู้รู้ทั้งหลายแล้ว
ท่าน จะเห็นว่า
สุขเวทนา กับ ทุกขเวทนา
มันมีราคาเท่าๆกัน


เกิดตาย
เมื่อเราเกิดมาแล้วโยม ก็คือเราตายแล้วนั่นเอง
ความแก่ กับความตาย มันก็คืออันเดียวกันนั่นแหละ
เหมือนกับต้นไม้ อันหนึ่งต้น อันหนึ่งปลาย
เมื่อมีโคน มันก็มีปลาย
เมื่อมีปลาย มันก็มีโคน
ไม่มีโคนปลายก็ไม่มี
มีปลายก็ต้องมีโคน

มีแต่ปลายโคนไม่มีก็ไม่ได้
มันเป็นอย่างนั้น


งูเห่า
อารมณ์นี้ ก็เหมือนกับ งูเห่าที่มีพิษร้ายนั้น
อารมณ์ที่พอใจ ก็มีพิษมาก
อารมณ์ที่ไม่พอใจ ก็มีพิษมาก
มันทำให้จิตใจของเรา ไม่เป็นเสรี

ทำให้จิตใจไขว้เขว
จากหลักธรรมของพระพุทธเจ้า


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
zhant~


~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

ของจริง
ธรรมของจริงของแท้ ที่ทำให้บุคคลเป็นอริยะได้
มิใช่เพียงศึกษาตามตำรา
และนึกคิดคาดคะเนเอาเท่านั้น
แต่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้นจริงๆ
ของจริงจึงจะเป็นของจริงขึ้นมาได้


ได้เสีย
ทุกอย่างที่เรามีอยู่ เป็นอยู่นั้น
มันเป็นสักแต่ว่า อาศัย เท่านั้น
ถ้ารู้ได้เช่นนี้ ท่านว่ารู้เท่าตามสังขาร
ที่นี้แม้นจะมีอะไรอยู่ก็เหมือนไม่มี
ได้ก็เหมือนเสีย
เสียก็เหมือนได้


พิการ
เด็กทั้ง ๒ พิการ เดินทางได้
จะเข้ารกเข้าป่าก็รู้
แต่เราพิการใจ (ใจมีกิเลส)
จะพาเข้ารก เข้าป่าหรือเปล่า

คนพิการกายอย่างเด็กนี้ มิได้เป็นพิษเป็นภัยกับใคร
แต่ถ้าคนพิการใจมาก ๆ
ย่อมสร้างความวุ่นวายยุ่งยากแก่มนุษย์ และสัตว์
ให้ได้รับความเดือดร้อนมากทีเดียว


คนดีอยู่ไหน
คนดีอยู่ที่เรานี่แหละ
ถ้าเราไม่ดีแล้ว
เราจะอยู่ที่ไหนกับใคร
มันก็ไม่ดีทั้งนั้น


ชีวิต
เมื่อเราทอดอาลัยในชีวิต
วางมันเสีย ไม่เสียดาย
ไม่กลัวตาย
ทำให้เราเกิดความสบาย และเบาใจจริงๆ


นั่งที่ไหนดี
จะนั่งหัวแถวหรือหางแถวก็ไม่แปลก
เหมือนเพชรนิลจินดา
จะวางไว้ที่ไหน ก็มีราคาเท่าเดิม
และจะได้เป็นการลดทิฐิมานะ ให้น้อยลงไปด้วย


ไม่กลัวตาย
กลัวอะไร?
กลัวตาย
ความตายมันอยู่ที่ไหน?
อยู่ที่ตัวเราเอง
จะหนีพ้นมันได้ไหม?
ไม่พ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
ในที่ มืด หรือในที่แจ้ง ก็ตายทั้งนั้น หนีไม่พ้นเลย
จะกลัวหรือไม่กลัวก็ไม่มีทางพ้น
เมื่อรู้อย่างนี้
ความกลัวไม่รู้หายไปไหน
เลยหยุดกลัว
เหมือนกับที่เราออกจากที่มืด มาสู่ที่สว่างนั่นแหละ



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
zhant~


~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~
สอนคนอย่างไร
ทำตนให้ตั้งอยู่ในคุณอันสมควรเสียก่อนแล้ว
จึงสอนคนอื่นทีหลัง
จึงจักไม่เป็นบัณฑิตสกปรก

สอนคนด้วยการ ทำให้ดู
ทำเหมือนพูด
พูดเหมือนทำ

rolleyes.gif มนุษยศาสตร์
มนุษยศาสตร์ทั้งหลาย
มีแต่ศาสตร์ที่ไม่มีคมทั้งนั้น
ไม่สามารจะตัดทุกข์ได้
มีแต่ก่อให้เกิดทุกข์
ศาสตร์เหล่านั้น ถ้าไม่มาขึ้นกับพุทธศาสตร์แล้ว
มันจะไปไม่รอดทั้งนั้น


wink.gif หลับ-ไม่หลับ
ถ้าหลับมันก็ไม่รู้
ถ้ารู้มันก็ไม่หลับ


[b cool.gif ]มรรคผล[/b]
มรรคผลยังไม่พ้นสมัย
คนโง่เท่านั้นที่ปฏิเสธว่า
ในพื้นดินไม่มีน้ำแล้วไม่ยอมขุดบ่อ


ไม้คดคนงอ
ต้นไม้เถาวัลย์ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร
คนคด คนงอนั้น ร้ายนัก
เป็นพิษเป็นภัยทั้งอยู่บ้านและอยู่วัด


ohmy.gif หลง
คนหลงโลกคือ คนหลงอารมณ์
คนหลงอารมณ์คือ คนหลงโลก


นักปฏิบัติ
กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย คือนักปฏิบัติ
กินมาก นอนมาก พูดมาก คือ คนโง่


huh.gif แสดงอาการ
การหัวเราะเป็นอาการของคนบ้า
การร้องไห้เป็นอาการของทารก
ฉะนั้นท่านผู้ถึงความสงบ
จะไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้


biggrin.gif สอนอย่างไร
ทำตนให้ตั้งอยู่ในคุณอันสมควรเสียก่อน
แล้วจึงสอนคนอื่นทีหลัง
จึงจักไม่เป็นบัณฑิตสกปรก



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
zhant~


~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

ความอาย
เมืองนี้ยังไม่เคยมีพระบิณฑบาตเลย
เพราะเขามีความอายกันเป็นส่วนมาก
แต่ตรงกันข้ามกับเรา
เราเห็นว่า
คำที่ว่าอายนี้
เราเห็นว่า อายต่อบาป
อายต่อความผิด เท่านั้น

เมืองนอก
เราได้เดินทางไปเมืองนอก
และเมืองในนอก
และเมืองในใน
และเมืองนอกนอก
รวมสี่เมืองด้วยกัน

ที่รวมสมาธิ
เมื่อนั่งหลับตาให้ยกความรู้สึกขึ้น เฉพาะลมหายใจ
เอาลมหายใจเป็นประธาน

น้อมความรู้สึกตามลมหายใจ
เราจึงจะรู้ว่าสติมันรวมอยู่ตรงนี้
ความรู้มันจะมารวมอยู่ตรงนี้

เกาะสีชัง
เรามาอาศัยอยู่ที่เกาะนี้ คือที่พึ่งทางใน
ซึ่งเป็นที่อันน้ำคือกิเลสตัณหาท่วมไม่ถึง
แม้นเราจะอยู่บนเกาะสีชัง
แต่ก็ยังค้นหาเกาะภายในอีกต่อไป
ผู้ที่ท่านได้พบ และอาศัยเกาะอยู่ได้นั้น
ท่านย่อมอยู่เป็นสุข
ต่างจากคนที่ลอยคออยู่ในทะเล
คือความทุกข์

กินแบบไหน
ฉันอาหารไม่พิจารณา
จะเป็นเหมือนปลากินเหยื่อ
ย่อมติดเบ็ด

บริขาร
บริขารทั้งปวงเป็นเครื่องประดับขันธ์ห้าเท่านั้น
การไม่รู้จักประมาณในการบริโภคบริขาร
มีความกังวลในการจัดหา
ย่อมเป็นการยุ่งยาก
ขาดการปฏิบัติธรรม

ย่อมไม่ได้รับผลอันตนพึงปรารนา

อยู่กับใคร
การคลุกคลีอยู่กับผู้มีปฏิปทาไม่เสมอกัน
ทำให้เกิดความลำบาก
ความรู้สึกจะมารวมอยู่ตรงนี้
อารมณ์เราเป็นอย่างนี้
เราจึงจะรู้จักที่รวมแห่งสมาธิ


ปล่อยลม-ได้สมาธิ-ปัญญา
เรากำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว
เราปล่อยลมให้เป็นธรรมชาติ
อย่าไปบังคับลมให้มันยาว
อย่าไปบังคับลมให้มันสั้น
ปล่อยสภาพลมให้พอดี
แล้วดูลมหายใจเข้าออก
เมื่อปล่อยอารมณ์ได้
เสียงอะไรก็ไม่ได้ยิน

ถ้าจิตเราวุ่นวายกับสิ่งต่างๆ
ไม่ยอมรวมเข้ามา
ก็ต้องสูดลมเข้าไปให้มากที่สุด
จนกว่าจะไม่มีที่เก็บ
แล้วก็ปล่อยลมออกไปให้มากที่สุด
จนกว่าลมจะหมดในท้องสัก ๓ ครั้ง
ถ้าเรามีสติอย่างนี้
อย่างวันนี้ เข้าสมาธิสัก ๓๐ นาที หรือ ๑ ชั่วโมง
จิตใจของเรา จะมีความเยือกเย็น ไปตั้งหลายวัน

แล้วจิตจะสะอาด
เห็นอะไรจะรับพิจารณาทั้งนั้น
นี้เรียกว่าผลเกิดจากสมาธิ
สมาธิมีหน้าที่ทำให้สงบ
เมื่อจิตเราสงบแล้ว
จะมีการสังวร สำรวมด้วยปัญญา
เมื่อสำรวมเข้า ละเอียดเข้า
มันจะเป็นกำลังช่วยศีลให้บริสุทธิ์ขึ้นมาก
แล้วสมาธิก็จะเกิดขึ้นมาก
เมื่อสมาธิเต็มที่ก็จะเกิดปัญญา

ปลดทุกข์
ทุกข์มีเพราะยึด
ทุกข์ยึดเพราะอยาก
ทุกข์มากเพราะพลอย
ทุกข์น้อยเพราะหยุด
ทุกข์หลุดเพราะปล่อย




.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
zhant~


~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~
เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ
มีผู้สงสัยถามไถ่หลวงพ่อว่า
"เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์ เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ"
"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้" ท่านตอบ
(แมงกุดจี่ - แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า
"เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้จริงไหมครับ"
"ถามไกลเกินตัวไป มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า" ท่านกล่าว

ขอของดีไปสู้กระสุน
ทหารคนหนึ่งไปกราบขอพระเครื่องกันกระสุน
จากหลวงพ่อ ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า
"เอาองค์นั้นดีกว่า เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"
ท่านชี้ไปที่พระประธาน

เอ๊า
มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวนหลวงพ่อซื้อ
เพื่อปล่อยนกในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง
"นกอะไร เอามาจากไหน"
"ผมจับมาเอง"
"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า

ปวดเหมือนกัน
โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขามาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้
"ดิฉันปวดขา พลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ"
"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ อาตมาก็ปวดเหมือนกัน" ท่านตอบ

อาย
ครั้งหนึ่งหลวงพ่อรับนิมนต์เข้าวัง ขณะลงจากรถ
มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่งเข้ามาทักว่า
"คุณชา สะพายบาตรเข้าวัง ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"
"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง" ท่านย้อน

อาจารย์ที่แท้จริง
ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่งไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง
เมื่อมีโอกาสหลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม
"เป็นไงบ้าง ชาคโร ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก
"เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ" ท่านชาคโรตอบ
"เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ"
"เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกลครูบาอาจารย์เกินไป"
"มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอาจารย์ ทั้งหกอาจารย์
ฟังให้ดี ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา

อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง
สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก
บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง
แต่สอนตนเองไม่ได้
เพราะว่าสอนด้วยสัญญา
(ความจำได้หมายรู้)
จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที
หลวงพ่อเคยแสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า
"เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว ไม่ใช่เรื่องบอกกัน
ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา
ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา ก็เรียกว่า
จะต้องเอามาภาวนาให้มันเกิดชัด กับเจ้าของอีกครั้งหนึ่ง
ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจแล้วมันจะหมดกิเลส
ไม่ใช่อย่างนั้น
ได้ความเข้าใจแล้ว ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีกให้มันแน่นอน
เป็นปัจจัตตังจริงๆ
(ปัจจัตตัง = รู้เห็นได้ด้วยตนเอง,รู้อยู่เฉพาะตน)



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
now
QUOTE(zhant~ @ Jul 16 2009, 08:40 AM) *


พิการ
เด็กทั้ง ๒ พิการ เดินทางได้
จะเข้ารกเข้าป่าก็รู้
แต่เราพิการใจ (ใจมีกิเลส)
จะพาเข้ารก เข้าป่าหรือเปล่า

คนพิการกายอย่างเด็กนี้ มิได้เป็นพิษเป็นภัยกับใคร
แต่ถ้าคนพิการใจมาก ๆ
ย่อมสร้างความวุ่นวายยุ่งยากแก่มนุษย์ และสัตว์
ให้ได้รับความเดือดร้อนมากทีเดียว


คนดีอยู่ไหน
คนดีอยู่ที่เรานี่แหละ
ถ้าเราไม่ดีแล้ว
เราจะอยู่ที่ไหนกับใคร
มันก็ไม่ดีทั้งนั้น


ชีวิต
เมื่อเราทอดอาลัยในชีวิต
วางมันเสีย ไม่เสียดาย
ไม่กลัวตาย
ทำให้เราเกิดความสบาย และเบาใจจริงๆ


นั่งที่ไหนดี
จะนั่งหัวแถวหรือหางแถวก็ไม่แปลก
เหมือนเพชรนิลจินดา
จะวางไว้ที่ไหน ก็มีราคาเท่าเดิม
และจะได้เป็นการลดทิฐิมานะ ให้น้อยลงไปด้วย


ไม่กลัวตาย
กลัวอะไร?
กลัวตาย
ความตายมันอยู่ที่ไหน?
อยู่ที่ตัวเราเอง
จะหนีพ้นมันได้ไหม?
ไม่พ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
ในที่ มืด หรือในที่แจ้ง ก็ตายทั้งนั้น หนีไม่พ้นเลย
จะกลัวหรือไม่กลัวก็ไม่มีทางพ้น
เมื่อรู้อย่างนี้
ความกลัวไม่รู้หายไปไหน
เลยหยุดกลัว
เหมือนกับที่เราออกจากที่มืด มาสู่ที่สว่างนั่นแหละ

QUOTE(zhant~ @ Jul 19 2009, 08:05 AM) *

ขอของดีไปสู้กระสุน
ทหารคนหนึ่งไปกราบขอพระเครื่องกันกระสุน
จากหลวงพ่อ ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า
"เอาองค์นั้นดีกว่า เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"
ท่านชี้ไปที่พระประธาน

ปวดเหมือนกัน
โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขามาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้
"ดิฉันปวดขา พลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ"
"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ อาตมาก็ปวดเหมือนกัน" ท่านตอบ


อ่านแล้วสบายใจดีครับ เป็นสัจจธรรม อ่านง่าย เข้าใจง่าย แม้บางอันต้องคิดตาม ตีความบ้างและไม่ตกยุคอีกต่างหาก แล้วท่านยังติดอารมณ์ขันให้เราได้ฮาดีครับ น่าจะตั้งชื่อกระทู้ว่า อารมณ์ขันหลวงปู่ชา ผมคงต้องเรียก หลวงปู่ชานะครับ ขอบคุณและจะพยายามเข้ามาติดตามครับ บางครั้งไม่ได้โพสท์ก็ไม่ว่ากันนะครับ
Heineken
ท่านให้คติสอนใจง่ายๆ ดีครับผมชอบ
คนดีอยู่ไหน
คนดีอยู่ที่เรานี่แหละ
ถ้าเราไม่ดีแล้ว
เราจะอยู่ที่ไหนกับใคร
มันก็ไม่ดีทั้งนั้น
ผมก็อยากเป็นคนดีของทุกคนหละคับแค่บางครั้งก็มีหลุดๆมั่ง ตามฮิตติดเทรนละคับจะพยายามค้าบ.
zhant~


~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~
มะม่วง
ถ้าพูดให้สั้นเข้ามา
ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี มันก็เป็นอันเดียวกัน
ศีลก็คือสมาธิ สมาธิก็คือศีล
สมาธิก็คือปัญญา ปัญญาก็คือสมาธิ
------------~@~------------
ก็เหมือนมะม่วงใบเดียวกัน
เมื่อมันเป็นดอกขึ้นมา มันก็ดอกมะม่วง
เมื่อเป็นลูกเล็ก ก็เรียกว่าผลมะม่วง
เมื่อมันโตขึ้นมา ก็เรียกมะม่วงลูกโต
มันโตขึ้นไปอีก ก็เรียกมะม่วงห่าม
เมื่อมันสุกก็คือมะม่วงสุก
มันก็มะม่วงลูกเดียวกันนั่นแหละ
มันเปลี่ยนๆไป
มันจะโตมันก็โตไปหาเล็ก
เมื่อมันเล็กมันก็เล็กไปหาโต
------------~@~------------
มีด
สมถกับวิปัสสนา
มันแยกกันไม่ได้หรอก
มันจะแยกกันได้ก็แต่คำพูด
เหมือนกับมีดเล่มหนึ่งนะ
คมมันก็อยู่ข้างหนึ่ง
สันมันก็อยู่ข้างหนึ่งนั่นแหละ
มันแยกกันไม่ได้หรอก
ถ้าเราจับด้ามมันขึ้นมาอันเดียวเท่านั้น
มันก็ติดมาทั้งคมทั้งสันนั่นแหละ
------------~@~------------
งู ...
มนุษย์เราทั้งหลายไม่ต้องการทุกข์
ต้องการแต่สุข
ความจริงสุขนั้นก็คือทุกข์อย่างละเอียด
เช่นเดียวกับทุกข์ก็คือ ทุกข์อย่างหยาบ
พูดอย่างง่ายๆ
สุขและทุกข์ก็เปรียบเสมือนงูตัวหนึ่ง
ทางหัวมันเป็นทุกข์
ทางหางมันเป็นสุข
เพราะถ้าลูบทางหัวมันมีพิษ มันก็กัดเอา
ไปจับหางมันก็เหมือนเป็นสุข
แต่ถ้าจับไม่วาง มันก็หันกลับมากัดได้เหมือนกัน
เพราะทั้งหัวงูและหางงู
มันก็อยู่ในงูตัวเดียวกัน
เช่นเดียวกับสุขและทุกข์
ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน

------------~@~------------

หมายังรู้
หมามันยังรู้จักอารมณ์ของมันเลย
เวลาหิวมันก็คราง หงิงๆ
ใครไม่รู้จักอารมณ์ของตัวเอ็งก็ตายเสียดีกว่า

------------~@~------------
โคตรของสมาธิ
มีอุบาสกคนหนึ่งถามหลวงพ่อว่า
"ถ้าทำสมาธินี้ เอาแต่ขณิกก็พอ ไม่จำเป็นต้องไปไกล กว่านั่นใช่ไหมครับ"
หลวงพ่อชาตอบว่า
"ก็ไม่เป็นไรอย่างนั้น คือหมายความว่า มันต้องเดินไปถึงกรุงเทพฯ ก่อนว่ากรุงเทพฯมันเป็นอย่างนี้ อย่าไปถึงแค่โคราชซิ.. คือไปให้ถึงกรุงเทพฯก่อน และเราก็ผ่านอุบลราชธานีด้วย ผ่านโคราชด้วย ผ่านกรุงเทพฯด้วย คือเรียกว่าสมาธินะ ขณิกสมาธิ อัปปณาสมาธิ มันจะถึงที่ไหนก็ให้มันถึงที่ มันจึงจะรู้จักโคตรของสมาธิ ว่ามันเป็นอย่างไร อัปปณาสมาธิที่มันมากกว่าอุปจารสมาธิ"





.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

น้องnow กะ หลานHeineken เชิญนะคะมาอ่านได้หลวงพ่อท่านสอน อ่านง่าย...
เข้าใจง่ายด้วยสินะ อาจจะเป็นเพราะดิฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยสันทัดในเรื่องศาสนาพุทธ
เพราะกว่าจะทราบว่าตนเองเป็นพุทธ และเลื่อมใสศาสนาพุทธจริง ๆ ก็ปาไป 29-30 แล้ว
และบังเอิญได้พบพระที่ชี้นำแบบง่าย ๆ เข้าใจง่ายๆ ไม่บาลีเยอะ
หรือคำสอน ที่อ่านเท่าไร ก็ไม่รู้เรื่อง(บอกแล้วไงว่าไม่ฉลาดสักเท่าไร)
ขอบใจอีกครั้งค่ะ ทั้งสองท่าน.
zhant~


~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

หัวกลอย
ให้กลับความรักที่มีอยู่ ให้กลายเป็นความรักสากล
ให้กลายเป็นความรักที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย
รักเหมือนแม่รักลูก พ่อรักลูก แม้ผมอยู่กับพวกท่าน
ผมก็รักท่านเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน ให้ล้างความใคร่
ออกจากความรักเหมือนหัวกลอย ต้องแล่เอาพิษออกจึงกินได้
ความรักก็เช่นเดียวกัน ต้องพิจารณา มองให้เห็นทุกข์ของมัน
ค่อย ๆล้างเอาเชื้อแห่งความมัวเมาออก
เพื่อให้เหลือแต่ความรักล้วนๆ เหมือนครูบาอาจารย์รักศิษย์

จิตคือควาย
เปรียบเสมือนกับการเลี้ยงควาย
จิตของเราก็เหมือน ควาย
อารมณ์คือต้นข้าว
ผู้รู้เหมือนเจ้าของ
เวลาเราไปเลี้ยงควาย ทำอย่างไร
ปล่อยมันไป
แต่เราพยายามดูมันอยู่
ถ้ามันพยายามเดินไปใกล้ต้นข้าว
ก็ตวาดมัน

ควายได้ยินก็จะถอยออกไป
แต่เราอย่าเผลอนะ
ถ้ามันดื้อไม่ฟังเสียง
ก็เอาไม้ฆ้อนฟาดมันจริงๆ

มันจะไปไหนเสีย

วัวไม่กินหญ้าก็คือหมู
ทุกวันนี้ อาตมาไม่ค่อยได้เทศน์มาก อยู่วัดอยู่วาก็เหมือนกัน
ปีนี้เทศน์ให้แม่ชีฟังถึงสองสามครั้งหรือเปล่า ก็จำไม่ได้
พระเจ้าพระสงฆ์ก็ให้อยู่เฉยๆ ให้ดูเอาปฏิบัติเอง
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
เพราะเข้าใจว่า คนมีศรัทธา จึงเข้ามาในวัด จึงมาบวชเป็นปะขาว
จึงมาบวชเป็นเณร จึงมาบวชเป็นพระ
เข้าใจอย่างนั้น
ถ้าเข้าใจอย่างนั้นก็เหมือนกันกับวัวเราน่ะแหละ
วัวมันกินอะไร
มันกินหญ้า
จับมันมาปล่อยในสนามหญ้าแล้ว
ถ้ามันไม่กินหญ้า
มันก็เป็นหมูเท่านั้นแหละ





.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ

zhant~


~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

โรควูบ
นักภาวนาคนหนึ่งถามปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ
"นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ แต่มันวูบ
ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ
มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ"

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ" หลวงพ่อตอบ "ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"

นั่งมาก
วันหนึ่งหลวงพ่อนำคณะสงฆ์ทำงานวัด
มีวัยรุ่นมาเดินชมวัดถามท่านเชิงตำหนิ
"ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด"
"นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ" หลวงพ่อสวนกลับ ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม
"ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่ เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่
ต้องนั่งบ้าง
ทำประโยชน์บ้าง
ทำความรู้ความเห็นให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที
อย่างนี้จึงถูก
กลับไปเรียนใหม่
ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก
เรื่องการปฏิบัตินี้ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด
มันขายขี้หน้าตนเอง"


ยศถาบรรดาศักดิ์
ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า
"สะพานข้ามแม่น้ำมูล เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น"

ศักดิ์ศรี
หลวงพ่อเคยปรารภเรื่องภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า
"ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม
โอ๊ย...เสียหายหมด เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ"




.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
ღ•♥AD♥•ღ


~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

นักปฏิภาณ
บางครั้งหลวงพ่อชา ท่านมีจิตแจ่มใส
เดาใจคนถามได้อย่างแม่นยำ จึงมักจะมีการใช้
ปฏิภาณโต้ตอบปัญหาอย่างเฉียบแหลมอยู่เสมอ


ใครรู้อัตตา
คนที่นับถือพระเจ้า
ไม่ยอมรับคำสอนเรื่อง "อนัตตา" ของพระพุทธศาสนา
เหตุผลของเขาก็คือ "จะเอาอะไรมารู้อนัตตาเล่า ถ้าไม่ใช่อัตตา"
วันหนึ่ง มีชาวคริสต์มาถามหลวงพ่อว่า "ใครรู้อนัตตา"
หลวงพ่อถามกลับทันที "ใครรู้อัตตา"

นกไม่รู้เรื่องปลา
มีชาวต่างประเทศถามหลวงพ่อว่า ชีวิตพระเป็นอย่างไร?
หลวงพ่อคิดว่าตอบอย่างไรก็ไม่เข้าใจแน่ เพราะเขายังไม่รู้จักพระ
จึงตอบไปว่า
ถึงปลาจะบอกว่าอยู่ในน้ำเป็นอย่างไร
นกก็ไม่มีทางจะรู้ได้
ตราบใดที่นกยังไม่เป็นปลา





.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
zhant~


~@ wub.gif คำสอนที่เน้นปัญญาฉับพลัน โดย หลวงพ่อชา wub.gif @~

ของแปลก
ในความเคร่งเครียดในการปฏิบัติธรรม
หลวงพ่อชาก็ยังมีแง่มุมที่ขบขันให้เราได้เห็นบ้าง
เป็นการหักมุมที่ค่อนข้างจะตื่นเต้นมาก
ดังที่ท่านบันทึกไว้ในการเดินทางไปประเทศอังกฤษ
เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๒๐ ว่า

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการเดินทางในวันที่ ๖ ในขณะที่บินอยู่ sad.gif
เครื่องบินได้เกิดอุบัติเหตุ ยางระเบิด ๑ เส้นบนอากาศ
พนักงานการบินจึงได้ประกาศให้ผู้โดยสารเตรียมตัวรัดเข็มขัด
มีฟันปลอมก็ต้องถอดออก แม้กระทั่งแว่นตาหรือรองเท้า

เครื่องบริขารทุกอย่างต้องเตรียมพร้อมหมด
ผู้โดยสารทุกคนเมื่อเก็บเครื่องบริขารทุกอย่างเสร็จแล้ว
ต่างคนต่างก็เงียบ คงคิดว่าจะเป็นวาระสุดท้าย
ของพวกเราทุกคนเสียแล้ว
ขณะนั้นเราก็ให้คิดว่าเป็นครั้งแรกที่เรา ได้เดินทางมาเมืองนอก
เพื่อสร้างประโยชน์แก่พระศาสนา
จะเป็นผู้มีบุญอย่างนี้เทียวหรือ
เมื่อระลึกได้เช่นนี้แล้ว
ก็ตั้งสัตย์อธิษฐาน
มอบชีวิตให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
แล้วก็กำหนดจิตรวมลงในสถานที่ควรอันหนึ่ง
แล้วก็ได้รับความสงบเยือกเย็น
ดูคล้ายกับ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พักในที่ตรงนั้น
จนกระทั่งเครื่องบินได้ลดระดับลงมา
ถึงแผ่นดินด้วยความปลอดภัย
ฝ่ายคนโดยสารก็ปรบมือกันด้วยความดีใจ
คงคิดว่าเราปลอดภัยแล้ว

สิ่งที่แปลกก็คือ
ขณะเมื่อเครื่องบินเกิดอุบัติเหตุ
ต่างคนก็ร้องเรียกว่า
หลวงพ่อช่วยปกป้องคุ้มครองพวกเราทุกคนด้วย
แต่เมื่อพ้นอันตรายแล้ว
เดินลงจากเครื่องบิน
เห็นประณมมือไหว้พระเพียงคนเดียวเท่านั้น
นอกนั้นไหว้แอร์โฮสเตสทั้งหมดในที่นั้น
นี้เป็นสิ่งที่แปลก





.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
ღ•♥AD♥•ღ

~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~


แสดงธรรมโดย...... wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif


บทนำ
ชีวิตคนในสมัยของท่านอาจารย์มั่น และท่านอาจารย์เสาร์ นั้นสบายกว่าในสมัยนี้มาก
ไม่มีความวุ่นวายมากเหมือนอย่างทุกวันนี้
สมัยโน้นพระไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับพิธีรีตรองต่าง ๆ เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้
ท่านอาศัยอยู่ตามป่า
ไม่ได้อยู่เป็นที่หรอก
ธุดงค์ไปโน่น ธุดงค์ไปนี่เรื่อยไป
ท่านใช้เวลาของท่านปฏิบัติภาวนาอย่างเต็มที่
สมัยโน้นพระท่านไม่ได้มีข้าวของฟุ่มเฟือยมากมาย อย่างที่มีกันทุกวันนี้หรอก
เพราะมันยังไม่มีอะไรมากอย่างเดี๋ยวนี้
กระบอกน้ำก็ทำเอา กระโถนก็ทำเอา ทำเอาจากไม้ไผ่นั่นแหละ

ความสันโดษของพระป่า
ชาวบ้านก็นาน ๆ จึงจะมาหาสักที
ความจริงพระท่านก็ไม่ได้ต้องการอะไร
ท่านสันโดษกับสิ่งที่ท่านมี
ท่านอยู่ไป ปฏิบัติภาวนาไป หายใจเป็นกรรมฐานอยู่นั่นแหละ

พระท่านก็ได้รับความลำบากมากอยู่เหมือนกัน
ในการที่อยู่ตามป่าตามเขาอย่างนั้น ถ้าองค์ใดเป็นไข้ป่า ไข้มาลาเรีย
ไปถามหาขอยา อาจารย์ก็จะบอกว่า "ไม่ต้องฉันยาหรอก เร่งปฏิบัติภาวนาเข้าเถอะ"

ความจริงสมัยนั้นก็ไม่มีหยูกยามากอย่างสมัยนี้
มีแต่สมุนไพรรากไม้ที่ขึ้นอยู่ตามป่า
พระต้องอยู่อย่างอดอย่างทนเหลือหลาย
ในสมัยนั้น เจ็บไข้ เล็ก ๆน้อย ๆ ท่านก็ปล่อยมันไป
เดี๋ยวนี้สิเจ็บป่วยอะไรนิดหน่อยก็วิ่งไปโรงพยาบาลกันแล้ว

บางทีต้องเดินไปบิณฑบาตรตั้งห้ากิโล
พอฟ้าสางก็ต้องรีบออกจากวัด กว่าจะกลับก็โน่นสิบโมงสิบเอ็ดโมงโน่น
แล้วก็ไม่ใช่บิณฑบาตได้อะไรมากมาย
บางทีก็ได้ข่าวเหนียวสักก้อน เกลือสักหน่อย พริกสักนิด เท่านั้นเอง
ได้อะไรมาฉันกับข้าวหรือไม่ก็ช่าง ท่านไม่คิด เพราะมันเป็นอย่างนั้นเอง

ไม่มีองค์ใดกล้าบ่นหิว หรือเพลีย ท่านไม่บ่น เฝ้าแต่ระมัดระวังตน

ท่านปฏิบัติอยู่ในป่าอย่างอดทน
อันตรายก็มีรอบด้าน สัตว์ดุร้ายก็มีอยู่หลายในป่านั้น
แต่ท่านก็มีความอด ความทนเป็นเลิศ
เพราะสิ่งแวดล้อมสมัยนั้นบังคับให้เป็นอย่างนั้น

การภาวนาของท่านนักปฏิบัติสมัยนี้ .....
มาสมัยนี้สิ่งแวดล้อมบังคับเรา ไปในทางตรงข้ามกับสมัยโน้น
ไปไหนเราก็เดินไป

ต่อมานั่งเกวียน
แล้วก็นั่งรถยนต์
แต่ความทะยานอยาก มันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เดี๋ยวนี้ถ้าไม่ใช่รถปรับอากาศ ก็จะไม่ยอมนั่ง
ดูจะไปเอาไม่ได้เทียวแหละ ถ้ารถนั้นไม่ปรับอากาศ
คุณธรรมในเรื่องความอดทน มันค่อยอ่อนลง ๆ
การปฎิบัติภาวนาก็ย่อหย่อนลงไปมาก
เดี๋ยวนี้เราจึงเห็นนักปฎิบัติภาวนา
ชอบทำตามความเห็น ความต้องการของตัวเอง


เมื่อผู้เฒ่าผู้แก่พูดถึงเรื่องเก่า ๆแต่ครั้งก่อน
คนเดี๋ยวนี้ฟังเหมือนว่าเป็นนิทานนิยาย
ฟังไปเฉย ๆแต่ไม่เข้าใจเลยแหละ เพราะมันเข้าไม่ถึง
พระภิกษุที่บวชในสมัยก่อนนั้น จะต้องอยู่กับพระอุปัชฌาย์อย่างน้อยห้าปี
นี่เป็นระเบียบที่ถือกันมา และต้องพยายามหลีกเลี่ยงการพูดคุย
อย่าปล่อยตัวเที่ยวพูดคุยมากเกินไป
อย่าอ่านหนังสือ
แต่ให้อ่านใจของตัวเอง

พิจารณาอ่านใจ และดูใจตัวเอง ....



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
zhant~

~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~


แสดงธรรมโดย...... wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

พิจารณาอ่านใจและดูใจตัวเอง
ดูวัดหนองป่าพง เป็นตัวอย่าง
ทุกวันนี้มีพวกจบจากมหาวิทยาลัยมาบวชกันมาก
ต้องคอยห้ามไม่ให้เอาเวลาไปอ่านหนังสือธรรมะ
เพราะคนพวกนี้ชอบอ่านหนังสือ
แล้วก็ได้อ่านหนังสือมามากแล้ว
แต่โอกาสที่จะอ่านใจของตัวเองน่ะ หายากมาก
ฉะนั้นระหว่างที่มาบวชสามเดือนนี้
ก็ต้องขอให้ปิดหนังสือ ปิดตำรับตำราต่างๆให้หมด
ในระหว่างที่บวชนี้น่ะ
เป็นโอกาสวิเศษแล้ว ที่จะได้อ่านใจของตัวเอง
tongue.gif การตามดูใจของตัวเองนี้ น่าสนใจมาก
ใจที่ยังไม่ได้ฝึก มันก็คอยวิ่งไปตามนิสัยเคยชิน
ที่ยังไม่ได้ฝึก ไม่ได้อบรม มันเต้นคึกคักไปตามเรื่องตามราว
ตามความคะนอง เพราะมันยังไม่เคยถูกฝึก

laugh.gif ดังนั้นจงฝึกใจของตัวเอง
การปฏิบัติภาวนาในทางพุทธศาสนาก็คือ การปฏิบัติเรื่องใจ
ฝึกจิต ฝึกใจของตัว
ฝึกอบรมจิตของตัวเองนี่แหละ
เรื่องนี้สำคัญมาก
การฝึกใจเป็นหลักสำคัญ
พุทธศาสนาเป็นศาสนาของใจ มันมีเท่านี้
ผู้ที่ฝึกปฏิบัติทางจิต คือผู้ปฏิบัติธรรมในทางพุทธศาสนา
biggrin.gif การฝึกใจ
ใจของเรานี่มันอยู่ในกรง
ยิ่งกว่านั้นมันยังมีเสือ ที่กำลังอาละวาดอยู่ในกรงนั้นด้วย
ใจที่มันเอาแต่ใจของเรานี้ sad.gif
ถ้าหากมันไม่ได้อะไรตามที่มันต้องการแล้ว
มันก็อาละวาด
เราจะต้องอบรมใจ
ด้วยการปฏิบัติภาวนา
ด้วยสมาธิ นี้แหละที่เราเรียกว่า "การฝึกใจ"


พื้นฐานของการปฏิบัติธรรม ....... smile.gif




.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
zhant~

~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~


แสดงธรรมโดย...... wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

พื้นฐานของการปฏิบัติธรรม
ในเบื้องต้นของการฝึกปฏิบัติธรรม
จะต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน หรือรากฐาน
ศีลนี้เป็นสิ่งอบรมกาย วาจา
ซึ่งบางทีก็จะเกิดการวุ่นวายขึ้นในใจเหมือนกัน
เมื่อเราพยายามจะบังคับใจ ไม่ให้ทำตามความอยาก
กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย
นิสัยความเคยชินอย่างโลกๆ
ลดมันลง อย่ายอมตามความอยาก
tongue.gif อย่ายอมตามความคิดของตน
ohmy.gif หยุดเป็นทาสมันเสีย
rolleyes.gif พยายามต่อสู้
biggrin.gif เอาชนะอวิชชาให้ได้
wub.gif ด้วยการบังคับตัวเองเสมอ นี้เรียกว่าศีล

เมื่อพยายามบังคับจิตของตัวเองนั้น
จิตมันก็จะดิ้นรนต่อสู้
มันจะรู้สึกถูกจำกัด ถูกข่มขี่
เมื่อมันไม่ได้ทำตามที่มันอยาก
มันก็จะกระวนกระวายดิ้นรน
ทีนี้เห็นทุกข์ชัดละ
เห็นทุกข์ทำให้เกิดปัญญา
"ทุกข์" เป็นข้อแรกของอริยสัจจ์
คนทั้งหลายพากัน เกลียดกลัวทุกข์
อยากหนีทุกข์
ไม่อยากให้มีทุกข์เลย
ความจริง ทุกข์ที่แหละจะทำให้เราฉลาดขึ้นล่ะ
ทำให้เกิดปัญญา
ทำให้เรารู้จักพิจารณาทุกข์
สุขนั่นสิมันจะปิดหูปิดตาเรา
มันจะทำให้ไม่รู้จักอด ไม่รู้จักทน
ความสุขสบายทั้งหลายจะทำให้เราประมาท

กิเลสสองตัวนี้ทุกข์เห็นได้ง่าย
ดังนั้นเราจึงต้องเอาทุกข์นี่แหละมาพิจารณา
แล้วพยายามทำความดับทุกข์ให้ได้
แต่ก่อนจะปฏิบัติภาวนาก็ต้องรู้จักเสียก่อนว่า ทุกข์คืออะไร
ตอนแรกเราจะต้องฝึกใจของเราอย่างนี้
เราอาจยังไม่เข้าใจว่ามันเป็นอย่างไร
ทำไป ทำไปก่อน
ฉะนั้นเมื่อครูอาจารย์บอกให้ ทำอย่างใดก็ทำตามไปก่อน
แล้วก็จะค่อยมีความอดทนอดกลั้นขึ้นเอง
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ให้อดทนอดกลั้นไว้ก่อน
เพราะมันเป็นอย่างนั้นเอง

อย่างเช่นเมื่อเริ่มฝึกนั่งสมาธิ
เราก็ต้องการความสงบทีเดียว
แต่ก็จะไม่ได้ความสงบ
เพราะมันไม่เคยทำสมาธิมาก่อน
ใจก็บอกว่า "จะนั่งอย่างนี้แหละจนกว่าจะได้ความสงบ"


อย่าทอดทิ้งจิต......



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
ღ•♥AD♥•ღ

~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~


แสดงธรรมโดย...... wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

อย่าทอดทิ้งจิต
แต่พอความสงบไม่เกิดก็เป็นทุกข์
ก็เลยลุกขึ้น วิ่งหนีเลย
การปฏิบัติอย่างนี้ไม่เป็น "การพัฒนาจิต"
แต่มันเป็นการ "ทอดทิ้งจิต"
ไม่ควรปล่อยใจไปตามอารมณ์
ควรที่จะฝึกฝนอบรมตนเอง
ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ขี้เกียจก็ช่าง ขยันก็ช่าง
ให้ปฏิบัติมันไปเรื่อยๆ
ลองคิดดูซิ
ทำอย่างนี้จะไม่ดีกว่าหรือ
การปล่อยใจตามอารมณ์นั้น
จะไม่มีวันถึงธรรมของพระพุทธเจ้า

เมื่อเราปฏิบัติธรรม
ไม่ว่าอารมณ์ใดจะเกิดขึ้นก็ช่างมัน
แต่ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ
ปฏิบัติให้สม่ำเสมอ
การตามใจตัวเอง ไม่ใช่แนวทางของพระพุทธเจ้า
ถ้าเราปฏิบัติธรรมตามความคิดความเห็นของเรา
เราจะไม่มีวันรู้แจ้งว่าอันใดผิด อันใดถูก
จะไม่มีวันรู้จักใจของตัวเราเอง
และไม่มีวันรู้จักตัวเอง
ดังนั้นถ้าปฏิบัติธรรมตามแนวทางของตนเองแล้ว
ย่อมเป็นการเสียเวลามากที่สุด
แต่การปฎิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้าแล้ว
ย่อมเป็นหนทางตรงที่สุด



การพัฒนาจิต


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
zhant~

~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~


แสดงธรรมโดย...... wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

การพัฒนาจิต

ขอให้จำไว้ว่า
ถึงจะขี้เกียจก็ให้พยายามปฏิบัติไป
ขยันก็ให้ปฏิบัติไป
ทุกเวลาและทุกหนทุกแห่ง
tongue.gif นี่จึงจะเรียกว่า "การพัฒนาจิต" tongue.gif
ถ้าหากปฏิบัติตามความคิดความเห็นของตนเองแล้ว
ก็จะเกิดความคิดความสงสัยไปมากมาย
มันจะให้คิดไปว่า .........
"เราไม่มีบุญ เราไม่มีวาสนา ปฏิบัติธรรมก็นานหนักหนาแล้ว ยังไม่รู้ เรายังไม่เห็นธรรมเลยสักที"
การปฏิบัติธรรมอย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็น "การพัฒนาจิต"
แต่เป็น "การพัฒนาความหายนะของจิต"
ถ้าเมื่อใดที่ปฏิบัติธรรมไปแล้ว
มีความรู้สึกอย่างนี้ว่า
wink.gif ยังไม่รู้อะไร
blink.gif ยังไม่เห็นอะไร
ohmy.gif ยังไม่มีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นบ้างเลย
นี่ก็เพราะที่ปฏิบัติมามันผิด
ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า


สิ้นสงสัยด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้อง......


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
zhant~

~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif


สิ้นสงสัยด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้อง

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ...
"อานนท์ ปฏิบัติให้มาก ทำให้มาก แล้วจะสิ้นสงสัย "
ความสงสัยไม่มีวันสิ้นไปได้
ด้วยการคิด blink.gif
ด้วยทฤษฎี tongue.gif
ด้วยการคาดคะเน wink.gif หรือ
ด้วยการถกเถียงกัน sad.gif

หรือจะอยู่เฉย ๆ ไม่ปฏิบัติภาวนาเลย
ความสงสัยก็หายไปไม่ได้อีกเหมือนกัน
กิเลสจะหายสิ้นไปได้ก็ด้วยการพัฒนาทางจิต
ซึ่งจะเกิดได้ก็ด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้น

การปฏิบัติทางจิตที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้น
ตรงกันข้ามกับหนทางของโลกอย่างสิ้นเชิง
คำสั่งสอนของพระองค์มาจากพระทัยอันบริสุทธิ์
ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิเลสอาสวะทั้งหลาย
นี่คือแนวทางของพระพุทธเจ้า และสาวกของพระองค์

เมื่อเราปฏิบัติธรรม
เราต้องทำใจของเราให้เป็นธรรม
ไม่ใช่เอาธรรมะ มาตามใจเรา
ถ้าปฏิบัติอย่างนี้
ทุกข์ก็จะเกิดขึ้น
แต่ไม่มีใครสักคนหรอกที่จะพ้นทุกข์ไปได้

พอเริ่มปฏิบัติ
ทุกข์ก็อยู่ตรงนั้นแล้ว
หน้าที่ของผู้ปฏิบัติจะต้องมี สติ สำรวม และสันโดษ
สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราหยุด
คือเลิกนิสัยความเคยชินที่เคยทำมาแต่เก่าก่อน
ทำไมถึงต้องทำอย่างนี้
ถ้าไม่ทำอย่างนี้
ไม่ฝึกฝนอบรมใจตนเองแล้ว
มันก็จะคึกคะนอง
วุ่นวายไปตามธรรมชาติของมัน


ธรรมชาติของจิตฝึกได้เสมอ......


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
zhant~

~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif


ธรรมชาติของจิตฝึกได้เสมอ
ธรรมชาติของใจนี้มันฝึกกันได้
เอามาใช้ประโยชน์ได้
เปรียบได้กับต้นไม้ในป่า
ถ้าปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติของมัน
เราก็จะเอามันมาสร้างบ้านไม่ได้
จะเอามาทำแผ่นกระดานก็ไม่ได้
หรือทำอะไรอย่างอื่นที่จะใช้สร้างบ้านก็ไม่ได้
แต่ถ้าช่างไม้ผ่านมาต้องการไม้ไปสร้างบ้าน
เขาก็จะมองหาต้นไม้ในป่านี้
และตัดต้นในป่านี้เอาไปใช้ประโยชน์
ไม่ช้าเขาก็สร้างบ้านเสร็จเรียบร้อย

การปฏิบัติภาวนา และ การพัฒนาจิต ก็คล้ายกันอย่างนี้
ก็ต้องเอาใจที่ยังไม่ได้ฝึก เหมือนไม้ในป่านี่แหละ
มาฝึกมัน
จนมันละเอียดประณีตขึ้น
รู้ขึ้น และว่องไวขึ้น
ทุกอย่างมันเป็นไปตามภาวะธรรมชาติของมัน
เมื่อเรารู้จักธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ
tongue.gif เราก็เปลี่ยนมันได้
wink.gif ทิ้งมันก็ได้
huh.gif ปล่อยมันไปก็ได้
biggrin.gif แล้วเราก็จะไม่ทุกข์อีกต่อไป

จิตยึดมั่น มันก็สับสนวุ่นวาย
ธรรมชาติของใจเรา มันก็อย่างนั้น
เมื่อใดที่ เกาะเกี่ยว ผูกพัน ยึดมั่น ถือมั่น
ก็จะเกิดความวุ่นวาย สับสน
เดี๋ยวมันก็จะวิ่งวุ่นไปโน่น ไปนี่
พอมันวุ่นวาย สับสนมาก ๆเข้า
เราก็คิดว่าคงจะฝึกอบรมมันไม่ได้แล้ว
แล้วก็เป็นทุกข์
นี่ก็เพราะไม่เข้าใจว่า มันต้องเป็นของมันอย่างนั้นเอง
ความคิด ความรู้สึก มันจะ วิ่งไป วิ่งมา อยู่อย่างนี้

แม้เราจะพยายามฝึกปฏิบัติ
พยายามให้มันสงบ
มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น
มันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

เมื่อเราติดตามพิจารณา
ดูธรรมชาติ ของใจอยู่บ่อย ๆ
ก็จะค่อย ๆ เข้าใจว่า
ธรรมชาติของใจมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น
มันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้




ปล่อยวางได้จิตใจก็สงบ......


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
ღ•♥AD♥•ღ

~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif


ปล่อยวางได้จิตใจก็สงบ
ถ้าเราเห็นอันนี้ชัด
เราก็จะทิ้งความคิด ความรู้สึกอย่างนั้นได้
ทีนี้ก็ไม่ต้องคิดนั่น คิดนี่อีก
คอยแต่บอกตัวเองไว้อย่างเดียวว่า "มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง"
พอเข้าใจได้ชัด เห็นแจ้งอย่างนี้แล้ว
ทีนี้ก็จะปล่อยอะไร ๆได้ทั้งหมด
ก็ไม่ใช่ว่าความคิด ความรู้สึกมันจะหายไป
มันก็ยังอยู่นั่นแหละ แต่มันหมดอำนาจเสียแล้ว

เปรียบก็เหมือนกับเด็กที่ชอบซน เล่นสนุก ทำให้รำคาญ
จนเราต้องดุเอา ตีเอา
แต่เราก็ต้องเข้าใจว่า ธรรมชาติของเด็กก็เป็นอย่างนั้นเอง
พอรู้อย่างนี้
เราก็ปล่อยให้เด็กเล่นไปตามเรื่องของเขา
ความเดือดร้อน รำคาญของเราก็หมดไป
มันไปได้อย่างไร
ก็เพราะเรายอมรับ ธรรมชาติของเด็ก
ความรู้สึกของเราเปลี่ยน และเรายอมรับธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย
เราปล่อยวาง จิตของเราก็มีความสงบเยือกเย็น
นี่เรามีความเข้าใจถูกต้องแล้ว เป็นสัมมาทิฎฐิ

ถ้ายังไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ยังเป็นมิจฉาทิฎฐิอยู่
แม้จะไปอยู่ในถ้ำลึกมืดสักเท่าใด ใจมันก็ยังยุ่งเหยิงอยู่
ใจจะสงบได้ก็ด้วยความเห็นที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฎฐิเท่านั้น
ทีนี้ก็หมดปัญหาจะต้องแก้
เพราะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น

tongue.gif นี่มันเป็นอย่างนี้
smile.gif เราไม่ชอบมัน
unsure.gif เราปล่อยวางมัน
ohmy.gif เมื่อใดที่มีความรู้สึกเกาะเกี่ยว ยึดมั่น ถือมั่นเกิดขึ้น
biggrin.gif เราปล่อยวางทันที

เพราะรู้แล้วว่าความรู้สึกอย่างนั้น
มันไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อจะกวนเรา
แม้บางทีเราอาจจะคิดอย่างนั้น
แต่ความเป็นจริงความรู้สึกนั้น เป็นของมันอย่างนั้นเอง
ถ้าเราปล่อยวางมันเสีย

รูป ก็เป็นสักแต่ว่ารูป
เสียง ก็สักแต่ว่าเสียง
กลิ่น ก็สักแต่ว่ากลิ่น
รส ก็สักแต่ว่ารส
โผฎฐัพพะ ก็สักแต่ว่าโผฎฐัพพะ
ธรรมารมณ์ ก็สักแต่ว่าธรรมารมณ์

เปรียบเหมือนน้ำมัน กับ น้ำท่า
ถ้าเราเอาทั้งสองอย่างนี้เทใส่ขวดเดียวกัน
มันก็ไม่ปนกัน
เพราะธรรมชาติมัน ต่างกัน
เหมือนกับคนที่ฉลาด ก็ต่างกับคนโง่
พระพุทธเจ้าก็ทรงอยู่กับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
แต่พระองค์ทรงเป็นพระอรหันต์
พระองค์จึงทรงเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสิ่ง "สักว่า" เท่านั้น

ใจ ก็สักว่าใจ ความคิด ก็สักว่าความคิด

พระองค์ทรงปล่อยวางมันไปเรื่อยๆ
ตั้งแต่ทรงเข้าพระทัยแล้วว่า.......
ใจก็สักว่าใจ
ความคิดก็สักว่าความคิด

พระองค์ไม่ทรงเอามาปนกัน
ใจก็สักว่าใจ
ความคิดความรู้สึกก็สักว่าความคิดความรู้สึก
ปล่อยให้มันเป็นเพียงสิ่ง "สักว่า"
รูปก็สักว่ารูป เสียงก็สักว่าเสียง ความคิดก็สักว่าความคิด
จะต้องไปยึดมั่น ถือมั่นทำไม

ถ้าคิดได้ รู้สึกได้อย่างนี้เราก็จะ แยกกันได้
ความคิด ความรู้สึก (อารมณ์) อยู่ทางหนึ่ง
ใจก็อยู่ทางหนึ่ง
เหมือนกับน้ำมันกับน้ำท่า อยู่ในขวดเดียวกัน แต่มันแยกกันอยู่

พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกของพระองค์
ก็อยู่ร่วมกับปุถุชนคนธรรมดา ที่ไม่ได้รู้ธรรม
ท่านไม่ได้เพียงอยู่ร่วมเท่านั้น แต่ท่านยังสอนคนเหล่านั้น
ทั้งคนฉลาด คนโง่ ให้รู้จักวิธีที่จะศึกษาธรรมปฏิบัติ และรู้แจ้งในธรรม
ท่านสอนได้ เพราะท่านได้ปฏิบัติมาเอง
ท่านรู้ว่ามันเป็นเรื่องของใจเท่านั้น เหมือนอย่างที่ได้พูดมานี้แหละ

ดังนั้นการปฏิบัติภาวนานี้ อย่าไปสงสัยมันเลย
เราหนีจากบ้านมาบวช
ไม่ใช่เพื่อหนีมาอยู่กับความหลง หรืออยู่กับความขลาด ความกลัว
แต่หนีมาเพื่อฝึกอบรมตัวเอง
เพื่อเป็นนายตัวเอง ชนะตัวเอง

ถ้าเราเข้าใจได้อย่างนี้
เราก็จะปฏิบัติธรรมได้
ธรรมะจะแจ่มชัดขึ้นในใจของเรา




ธรรมะมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง......


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
za_arnt

~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif


ธรรมะมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ผู้ที่เข้าใจธรรมะก็เข้าใจตัวเอง
ใครเข้าใจตัวเอง ก็เข้าใจธรรมะ
ทุกวันนี้ก็เหลือแต่เปลือกของธรรมะเท่านั้น
ความเป็นจริงแล้วธรรมะมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง biggrin.gif
ไม่จำเป็นที่จะต้องหนีไปไหน

ถ้าจะหนี ก็ให้หนีด้วยความฉลาด
ด้วยปัญญา
หนีด้วยความชำนิชำนาญ
อย่าหนีด้วยความโง่
ถ้าเราต้องการความสงบ
ก็ให้สงบด้วยฉลาด
ด้วยปัญญาเท่านั้นพอ


เมื่อใดที่เราเห็นธรรมะ
นั่นก็เป็นสัมมาปฏิปทาแล้ว
กิเลส ก็สักแต่ว่ากิเลส
ใจ ก็สักแต่ว่าใจ
เมื่อใดที่เราทิ้งได้
ปล่อยวางได้ แยกได้
เมื่อนั้นมันก็เป็นเพียง สักว่า
เป็นเพียงอย่างนี้ อย่างนั้นสำหรับเราเท่านั้นเอง
เมื่อเราเห็นถูกแล้ว
ก็จะมีแต่ความปลอดโปร่ง ความเป็นอิสระตลอดเวลา

พระพุทธองค์ตรัสว่า
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลายท่านอย่ายึดมั่นในธรรม"
ธรรมะคืออะไร
คือทุกสิ่งทุกอย่าง
ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ
ความรัก ความเกลียด ก็เป็นธรรมะ
ความสุข ความทุกข์ ก็เป็นธรรมะ
ความชอบ ความไม่ชอบ ก็เป็นธรรมะ
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยแค่ไหน ก็เป็นธรรมะ



ปฏิบัติเพื่อ "ละ" อย่าปฏิบัติเพื่อ "สะสม"......



.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
prigtai
rolleyes.gif

เมื่อครั้งที่คุณพ่อไปรับตัวมาอยู่ที่ จ.อุบลฯด้วยใหม่ๆ
วันหนึ่งมีโอกาสได้ไปกราบหลวงพ่อชาที่วัดหนองป่าพง คุณพ่อพาไป
ในช่วงหนึ่งหลวงพ่อชาท่านได้ให้ลูกศิษย์ที่ไปกราบท่านในวันนั้นนั่งสมาธิ

ผมก็ต้องนั่งด้วยเพราะอยู่ในที่นั้นเหมือนกัน
ความที่ยังเป็นเด็กก็นั่งหลับตาตามคนอื่นเขาไปเรื่อย
สักพักรู้สึกว่ามันเมื่อยมันอึดอัดก็เลยลืมตาขึ้นพร้อมกับนึกในใจว่า "ทำบุญนี่มันยากเน๊าะ"
เท่านั้นแหละเสียงหลวงพ่อชาก็ลอยมาทันทีเหมือนกัน ท่านว่า
"ทำบุญถ้ามันยากลำบากนัก ก็อย่าไปทำบาปเพิ่มก็พอ"

เหมือนฟ้าผ่าเข้ามากลางใจเลยครับ
นับตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้และในกาลต่อไปหลวงพ่อชาท่านอยู่เหนือเกล้าผมมาตลอด

........................................ด้วยรัก...
za_arnt
QUOTE(prigtai @ Aug 2 2009, 06:21 PM) *
rolleyes.gif

เมื่อครั้งที่คุณพ่อไปรับตัวมาอยู่ที่ จ.อุบลฯด้วยใหม่ๆ
วันหนึ่งมีโอกาสได้ไปกราบหลวงพ่อชาที่วัดหนองป่าพง คุณพ่อพาไป
ในช่วงหนึ่งหลวงพ่อชาท่านได้ให้ลูกศิษย์ที่ไปกราบท่านในวันนั้นนั่งสมาธิ

ผมก็ต้องนั่งด้วยเพราะอยู่ในที่นั้นเหมือนกัน
ความที่ยังเป็นเด็กก็นั่งหลับตาตามคนอื่นเขาไปเรื่อย
สักพักรู้สึกว่ามันเมื่อยมันอึดอัดก็เลยลืมตาขึ้นพร้อมกับนึกในใจว่า "ทำบุญนี่มันยากเน๊าะ"
เท่านั้นแหละเสียงหลวงพ่อชาก็ลอยมาทันทีเหมือนกัน ท่านว่า
"ทำบุญถ้ามันยากลำบากนัก ก็อย่าไปทำบาปเพิ่มก็พอ"

เหมือนฟ้าผ่าเข้ามากลางใจเลยครับ
นับตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้และในกาลต่อไปหลวงพ่อชาท่านอยู่เหนือเกล้าผมมาตลอด

........................................ด้วยรัก...

อย่าว่าแต่พริกไทเลยค่ะ ตอนที่อาแอ๊ดไปเป็นแม่ออกที่วัดป่าพง
ตอนนั้นหลวงพ่อชาท่านมิดแล้ว ก่อนกลับออกมาจากวัด
อาจารย์เลี่ยม (เขียนถูกหรือเปล่านะ)ท่านยังทราบว่า
กลับมา กทม. อาแอ๊ดจะเจอกับอะไร
ท่านเทศน์ก่อนออกจากวัด สรุปใจความได้ว่า
เมื่อกลับไปแล้ว
ทุกอย่างที่เป็นสมบัตินอกกาย ใครอยากดีอยากได้
ให้เขาไปนะลูก เอาชีวิตไว้ก่อน ไม่ตายต้องหาใหม่
อย่าไปเสียดาย อย่าไปยึดติด ............
กลับมากรุงเทพฯ โดนค่ะโดนจริงๆ
ก็มีคนนำมีด กับปืนมาวางกลางบ้านจะเอาบ้านพร้อมที่163ตรว.
ให้เซ็นชื่อโอนสิทธิให้เขา อาจารย์เลี่ยมท่านสอนมาได้แม่นยำมาก
ยอมค่ะพร้อมกับทำการกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลที่อาแอ๊ดได้ทำกรรมเวรกับเขามา
ขอให้ยุติในชาตินี้ และขอตั้งจิตไม่พบเจอกับผู้ชายคนนั้นไม่ว่าภพนี้ หรือภพหน้า
*ทุกคนเกิดมาเพื่อชดใช้หนี้กรรมที่เคยกระทำมาจริงๆ*
ตอนนั้นที่ได้มาจากวัดป่าพงของหลวงพ่อคือ .........
ไม่มีอะไรแน่นอน บนความไม่แน่นอน และไม่ค่อยยึดอะไรเป็นของตน ได้บ้างไม่ได้บ้าง
แต่ที่แน่ๆ รู้ซึ้งกับคำว่า "ให้" และ "พอ" ได้พอสมควรทีเดียว
บอกได้เลยว่ารักการสอนธรรมะ ที่เข้าใจได้ง่ายๆ ของท่านจริงๆ
เพราะพอไปพบพานกับธรรมะขององค์อื่นๆ ที่ใครๆบอกว่าดี
บางครั้งไม่เข้าใจค่ะ แต่ของหลวงพ่อชา
แม้เล่าให้เด็กนักเรียนฟัง พวกเขายังชอบและเป็นคนดีได้หลายๆคน
เรื่องธรรมะนี่ ท่านว่ารู้แล้วให้สงบเสงี่ยมเจียมตนว่ารู้ รู้จิตรู้ใจตนเอง
ตามจิคตามใจ ให้นิ่งให้ปล่อยวาง แต่ใจเจ้าของ(อาแอ๊ดเอง)
ไม่ค่อยนิ่ง ไม่ค่อยวาง มันแกว่งน่ะค่ะ จึงทำให้ทุกข์
ต้องใช้คำว่า "พอ" "พอแล้ว" "พอเถอะ" บอกตนเอง
เรายังเป็นมนุษย์คนนึงยังไม่บรรลุอะไรนัก
อาแอ๊ดก็พอใจในชีวิตของอาแอ๊ดที่ได้มาเท่านี้แล้ว
- ได้อย่าง ก็ต้องเสียอย่าง เลือกเดินบนทางสักทาง ได้ไหม.........
- อยากจะได้มา ก็ต้องเสียไป แต่จะเสียใคร ให้มันรู้ (รู้จิตรู้ใจตนเอง)

เพลงนี้เป็นสัจจธรรมเหมือนกันนะคะ
QUOTE(zhant~ @ Jul 30 2009, 07:05 AM) *
จิตยึดมั่น มันก็สับสนวุ่นวาย
ธรรมชาติของใจเรา มันก็อย่างนั้น
เมื่อใดที่ เกาะเกี่ยว ผูกพัน ยึดมั่น ถือมั่น
ก็จะเกิดความวุ่นวาย สับสน
เดี๋ยวมันก็จะวิ่งวุ่นไปโน่น ไปนี่
พอมันวุ่นวาย สับสนมาก ๆเข้า
เราก็คิดว่าคงจะฝึกอบรมมันไม่ได้แล้ว
แล้วก็เป็นทุกข์
นี่ก็เพราะไม่เข้าใจว่า มันต้องเป็นของมันอย่างนั้นเอง
ความคิด ความรู้สึก มันจะ วิ่งไป วิ่งมา อยู่อย่างนี้

นี่ก็เป็นเกร็ดหนึ่งของชีวิตเท่านั้นค่ะ .......

tongue.gif เป็นแค่ความคิดเห็นของตัวอาแอ๊ดเอง ...... เท่านั้นจริงๆ

za_arnt

~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif


ปฏิบัติเพื่อ "ละ" อย่าปฏิบัติเพื่อ "สะสม"
เมื่อเราปฏิบัติธรรมเราเข้าใจอันนี้
เราก็ปล่อยวางได้
ดังนั้นก็ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า
ไม่ให้ยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งใด
ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในใจเรา ในจิตเรา ในร่างกายของเรา
มีแต่ความแปรเปลี่ยนไปทั้งนั้น
พระพุทธองค์จึงทรงสอนไม่ให้ยึดมั่น ถือมั่น
พระองค์ทรงสอนพระสาวกของพระองค์
ให้ปฏิบัติเพื่อละ เพื่อถอน
ไม่ให้ปฏิบัติเพื่อสะสม

ถ้าเราทำตามคำสอนของพระองค์
เราก็ถูกเท่านั้นแหละ
เราอยู่ในทางที่ถูกแล้ว
แต่บางทีก็ยังมีความวุ่นวายเหมือนกัน

tongue.gif ไม่ใช่คำสอนของพระองค์ ทำให้วุ่นวาย
ohmy.gif กิเลสของเรานั้นแหละที่มัน ทำให้วุ่นวาย
sad.gif มันมาบังคับความเข้าใจอันถูกต้องเสียก็เลย ทำให้เราวุ่นวาย


ความจริงการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น
ไม่มีอะไรลำบาก
ไม่มีอะไรยุ่งยาก
การปฏิบัติตามทางของพระองค์ ไม่มีทุกข์
เพราะทางของพระ องค์คือ "ปล่อยวาง" ให้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง

จุดหมายสูงสุดของการปฏิบัติภาวนานั้น
ท่านทรงสอนให้ "ปล่อยวาง"
อย่าแบกถืออะไรให้มันหนัก
ทิ้งมันเสีย
ความดีก็ทิ้ง
ความถูกต้องก็ทิ้ง
happy.gif คำว่าทิ้งหรือ ปล่อยวาง
cool.gif ไม่ใช่ไม่ต้องปฏิบัติ
แต่หมายความว่าให้ปฏิบัติ "การละ" "การปล่อยวาง" นั่นแหละ




จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต .......


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
za_arnt

~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif


จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต

พระองค์ทรงสอนให้พิจารณาธรรมทั้งหลาย
ที่กาย ที่ใจของเรา

ธรรมะ ไม่ได้อยู่ไกลที่ไหน
อยู่ที่ตรงนี้ อยู่ที่กาย ที่ใจของเรานี่แหละ
ดังนั้นนักปฏิบัติ
ต้องปฏิบัติอย่างเข้มแข็ง
เอาจริงเอาจัง ให้ใจมันผ่องใสขึ้น สว่างขึ้น
ให้มันเป็น ใจอิสระ

ทำความดีอะไรแล้วก็ ปล่อยมันไป
อย่าไปยึดไว้ หรือ งดเว้นการทำชั่วได้แล้ว ก็ปล่อยมันไป
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้อยู่กับปัจจุบันนี้
ที่นี้ และ เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่อยู่กับอดีต หรือ อนาคต

คำสอนที่เข้าใจผิดกันมาก แล้วก็ถกเถียงกันมากที่สุด
ตามความคิดเห็นของตนก็คือเรื่อง "การปล่อยวาง" หรือ "การทำงานด้วยจิตว่าง" นี่แหละ
การพูดอย่างนี้เรียกว่าพูด "ภาษาธรรม" เมื่อเอามาคิดเป็นภาษาโลกมันก็เลยยุ่ง
แล้วก็ตีความหมายว่าอย่างนั้น
ทำอะไรก็ได้ ตามใจชอบละซิ

ความจริงมันมีความหมายอย่างนี้
อุปมาเหมือนว่าเราแบกก้อนหินหนักอยู่ก้อนหนึ่ง
แบกไป ก็รู้สึกหนัก
แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมันก็ได้
แต่แบกอยู่อย่างนั้นแหละ
พอมีใครบอกว่า ให้โยนมันทิ้งเสียซี

ก็มาคิดอีกแหละว่า "เอ...ถ้าเราโยนทิ้งไปแล้ว เราก็ไม่มีอะไรเหลือน่ะซิ"
ก็เลยแบกอยู่นั่นแหละ ไม่ยอมทิ้ง




ประโยชน์ของการปล่อยวาง


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
ღ•♥AD♥•ღ

~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

ประโยชน์ของการปล่อยวาง

ถ้าจะมีใครบอกว่า โยนทิ้งเถอะ
แล้วจะดีอย่างนั้น เป็นประโยชน์อย่างนี้
เราก็ยังไม่ยอมโยนทิ้งอยู่นั่นแหละ
เพราะกลัวแต่ว่าจะไม่มีอะไรเหลือ


ก็เลยแบกก้อนหินหนักไว้
จนเหนื่อย อ่อนเพลียเต็มที
จนแบกไม่ไหวแล้วก็เลยปล่อยมันตกลง
ตอนที่ปล่อยให้มันตกลงนี้แหละ
ก็จะเกิดความรู้เรื่อง การปล่อยวางขึ้นมาเลย

เราจะรู้สึก เบาสบาย
แล้วก็รู้ได้ด้วยตนเองว่า
การแบกก้อนหินนั้น มันหนักเพียงใด
แต่ตอนที่เราแบกอยู่นั้น
เราไม่รู้หรอกว่า
การปล่อยวางมีประโยชน์เพียงใด

ดังนั้นถ้ามีใครมาบอกให้ปล่อยวาง
คนที่ยังมืดอยู่ก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจหรอก
ก็จะหลับหู หลับตาแบกก้อนหินก้อนนั้นยังไม่ยอมปล่อย
จนกระทั่งมันหนักจนเหลือที่จะทนนั่นแหละ
ถึงจะยอมปล่อยแล้วก็จะรู้สึกได้ด้วยตนเอง
ว่ามันเบามันสบายแค่ไหนที่ปล่อยมันไปได้

ต่อมาเราอาจจะไปแบกอะไรอีกก็ได้
แต่ตอนนี้เราพอรู้แล้วว่า
ผลของการแบกนั้นเป็นอย่างไร
เราก็ปล่อยมันได้โดยง่ายขึ้น
ความเข้าใจ ในความไร้ประโยชน์ของการแบกหาม
tongue.gif และความเบาสบาย ของการปล่อยวางนี่แหละ
biggrin.gif คือตัวอย่างที่แสดงถึงการรู้จักตัวเอง


ความยึดมั่น ถือมั่นในตัวของเรา
ก็เหมือนก้อนหินหนักก้อนนั้น
พอคิดว่าจะปล่อย
"ตัวเรา" ก็เกิดความกลัวว่า
ปล่อยไปแล้วก็จะไม่มีอะไรเหลือ

เหมือนกับที่ไม่ยอมปล่อยก้อนหินนั้น แต่ในที่สุดเมื่อปล่อยมันไปได้
เราก็จะรู้สึกเองถึง ความเบาสบาย ในการที่ไม่ได้ยึดมั่น ถือมั่น





การฝึกใจต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
za_arnt

~@ smile.gif การฝึกใจ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต smile.gif @~

แสดงธรรมโดย......
wub.gif พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) wub.gif

การฝึกใจต้อง ไม่ยึดมั่นถือมั่น

ในการฝึกใจนี้ เราต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น
ทั้งสรรเสริญ
ทั้งนินทา

ความต้องการแต่สรรเสริญ และไม่ต้องการนินทานั้น
เป็นวิถีทางของโลก
แต่แนวทางของพระพุทธเจ้า
ให้รับสรรเสริญ ตามเหตุ ตามปัจจัยของมัน
และ ก็ให้รับนินทา ตามเหตุ ตามปัจจัยของมันเหมือนกัน


เหมือนอย่างกับการเลี้ยงเด็ก
บางทีถ้าเราไม่ดุเด็กตลอดเวลา มันก็ดีเหมือนกัน
ผู้ใหญ่บางคนดุมากเกินไป
ผู้ใหญ่ที่ฉลาดย่อมรู้จักว่า เมื่อใดควรดุ เมื่อใดควรชม

ใจของเราก็เหมือนกัน
ใช้ปัญญาเรียนรู้จักใจ
ใช้ความฉลาดรักษาใจไว้
แล้วเราก็จะเป็นคนฉลาดที่รู้จักฝึกใจ

เมื่อฝึกบ่อย ๆมันก็จะสามารถกำจัดทุกข์ได้
ความทุกข์เกิดขึ้นที่ใจนี่เอง
มันทำให้ใจ สับสน มืดมัว
มันเกิดขึ้นที่นี่ มันก็ตายที่นี่





ถ้ายึดมั่นเข้า เราก็ถูกกัด


.......... วันละนิด เพื่อจิตเบิกบาน tongue.gif สัญญาว่าจะมาอีกค่ะ
นี่คือหมวดอ่านเว็บบอร์ดแบบไม่มีกราฟฟิค : หมวดที่คุณสามารถดูข้อมูลได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องโหลดกราฟฟิคมากมาย ซึ่งบอร์ดได้ตัดส่วนนั้นออก เพื่อให้โหลดไวขึ้น
แต่ถ้าคุณอยากกลับไปดูข้อมูลแบบเต็มรูปแบบ ให้คุณคลิกที่นี่
.
Invision Power Board © 2001-2021 Invision Power Services, Inc.