ช่วยเหลือ - ค้นหาข้อมูล - รายชื่อสมาชิก - ปฏิทิน
อ่านเว็บบอร์ดในเวอร์ชั่นเต็ม : วันละ1คำตอบของหลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง
AmpolJane Community > ศาลาการเปรียญ > ธรรมาสน์
หน้า : 1, 2
Ducklast


"จบที่ตรงไหน?
ท่านจะเรียนอย่างนี้เรื่อยไปงั้นรึ?
ปริยัติข้างนอกเรียนไม่จบหรอก
มันหลายตู้

เรียนปริยัติแต่ไม่ปฏิบัติจะไม่ได้ผล

เหมือนคนเลี้ยงโค ไม่ได้กินนมโค ฉันนั้น"


วาทะ หลวงพ่อชา สุภัทโท

----------------------------------------------

คำตอบหลวงพ่อชามีขึ้นเนื่องจากพระสุญโญภิกขุ ภิกษุชาวอเมริกันจดบันทึกไว้เป็นภาษาอังกฤษ เมื่อท่านลาสิกขา ได้จัดพิมพ์เผยแพร่เป็นธรรมทาน
ต่อมาได้มีผู้แปลกลับเป็นภาษาไทย ซึ่งหลวงพ่อชาได้บัญชาให้พระีวีิระพล เตชปัญโญ เป็นผู้สอบทาน


----------------------------------------------
ข้าพเจ้าเห็นว่าน่าจะเกิดประโยชน์แก่ผู้สนใจในทางประพฤติปฏิบัติ
ด้วยหลวงพ่อชาได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำของยากให้เป็นง่าย
ภาษาธรรมของท่านใครฟังแล้ว จะสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก
หวังอีกว่า บางคำถามอาจตรงกับใจผู้ที่กำลังสงสัยแต่ไม่ทราบจะถามท่านผู้ใดดี
โปรดตั้งใจอ่านโดยเคารพ
คำถามของท่านอาจมีคำตอบ ณ ที่นี้
-------------------------------------------------

วันละ1คำถาม
วันละ1คำตอบ

วันไหนมีเวลามากก็มีมากกว่า1คำถาม1คำตอบ

------------------------------------------------

ถาม
"ผมได้พากเพียรอย่างหนักในการปฏิบัติพระกรรมฐาน แต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ผลคืบหน้าเลย?"

ตอบ
"เรื่องนี้สำคัญมาก อย่าได้พยายามที่จะเอาอะไรจากการปฏิบัติ,ความอยากอย่างแรงกล้าที่จะหลุดพ้น หรือรู้แจ้ง
จะเป็นความอยากที่ขวางกั้นท่านจากการหลุดพ้น
ท่านจะเพียรอย่างหนักตามใจท่านก็ได้ จะเร่งความเพียรทั้งกลางวันกลางคืนก็ได้
แต่ถ้าการปฏิบัตินั้นประกอบไปด้วยความอยากที่จะบรรลุเห็นแจ้ง
ท่านจะไม่มีทางพบความสงบได้เลย
แรงอยากจะทำให้เกิดความสงสัยและความกระวนกระวายใจ
ไม่ว่าท่านจะฝึกปฏิบัติมานานเท่าใด หรือหนักเพียงใด
ปัญญาจะไม่เกิดจากความอยากนั้น
จงเพียงแต่ละความอยาก,เฝ้าดูจิตและกายอย่างมีสติ โดยไม่มุ่งหวังที่จะบรรลุถึงอะไร
ไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้ในเรื่องการฝึกปฏิบัติหรือในการรู้แจ้ง"


ถาม
"เรื่องการนอนหลับล่ะครับ ผมควรนอนมากเพียงใด?"

ตอบ
"อย่าถามผมเลย,ผมตอบให้ท่านไม่ได้หรอก
บางคนนอนหลับคืนละประมาณ4ชั่วโมงก็พอ
สิ่งสำคัญคือ ท่านต้องเฝ้าดูและรู้จักตัวของท่านเอง
นอนน้อยเกินไปท่านจะไม่สบายกาย ทำให้คุมสติได้ยาก
นอนมากไป จิตใจจะตื้อ เฉื่อยชาหรือซัดส่าย
จงหาภาวะที่เหมาะสมแก่ตัวท่านเอง
ตั้งใจเฝ้าดูกายและจิต จนท่านรู้จักระยะเวลาในการหลับนอนที่พอเหมาะสำหรับท่าน
ถ้าท่านตื่นแล้ว แต่ยังซุกตัวของีบต่อไปอีก
จงเข้าใจว่านั่นคือกิเลสเครื่องเศร้าหมอง
ที่ถูกต้องนั้นคือ ท่านจงมีสติทันทีที่ท่านลืมตาตื่นขึ้นมา"
มนัส
ชอบจังเลย.....ลงเรื่อยๆนะครับคุณอา...


.......และผูกพัน.......
ღ•♥AD♥•ღ
wub.gif มาเชียร์โพสท์นี้ wub.gif
อยากอ่านที่ท่านคุยกับเป็ดก่าบ้าง มีไหมคะ

พรุ่งนี้ส่งของให้ทางรถไฟค่ะ
ถือโอกาสนี้ฝากของไปไว้ที่ศาลา
ที่เป็ดก่าไปอำนวยการสร้างด้วยค่ะ
จำได้นะ
Ducklast
ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่คุณมนัสและคุณღ•♥AD♥•ღให้มา
ผมก็จะพยายามโพสต์ทุกๆวันไปจนกว่าจะหมดข้อมูล

ที่จริงผมก็ได้ประโยชน์จากการโพสต์นี้ด้วย

คือหลังๆนี้ไม่ค่อยได้เพียรกับเรื่องปฏิบัติ ย่อหย่อนไปมาก แทบจะกลายเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเราดังกาลเก่าอีกแล้ว

การโพสต์ไปก็ได้อ่านไปทบทวนไป ทำให้สติสตังของตนเองกลับคืนมาได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

เดี๋ยวผมไปกินข้าวก่อนขะรับ
ลูกหลานมาเรียกแล้ว
สักครึ่งชั่วโมงจะมาโพสต์ต่อขะรับ
Ducklast


ถาม
เรื่องการขบฉันล่ะครับ ผมควรจะฉันอาหารมากน้อยเพียงใด?

ตอบ
การขบฉันก็เหมือนการหลับนอน
ต้องรู้จักตนเอง
อาหารต้องบริโภคให้พอเพียงกับความต้องการของร่างกาย

จงมองอาหารเหมือนยารักษาโรค

ท่านฉันมากไปจนง่วงนอนหลังการฉันอาหารหรือเปล่า
อ้วนขึ้นทุกวันหรือเปล่า
จงหยุดสำรวจกายและจิตของท่านเอง
ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร
จงทดลองฉันอาหารปริมาณมากน้อยต่างๆกัน หาปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายของท่าน
ใส่อาหารทั้งหมดลงในบาตรแบบธุดงควัตร
แล้วท่านก็จะสามารถกะปริมาณอาหารที่จะฉันได้ง่าย

เฝ้าดูตัวท่านเองในขณะที่ฉันอย่างถี่ถ้วน

สาระสำคัญของการฝึกปฏิบัติของเราเป็นอย่างนี้

แค่เฝ้าดูเท่านั้น
สำรวจตัวเอง
เฝ้าดูจิต
แล้วท่านจะรู้ว่าอะไรคือภาวะที่เหมาะสมสำหรับการฝึกปฏิบัติของท่าน


ถาม
จิตของชาวเอเซียกับชาวตะวันตกแตกต่างกันหรือไม่?

ตอบ
โดยพื้นฐานแล้วไม่แตกต่างกัน
ดูจากภายนอก,ขนบธรรมเนียม ประเพณี และภาษาที่ใช้ อาจดูต่างกัน
แต่จิตของมนุษย์นั้นเป็นธรรมชาติ
ย่อมเหมือนกันทั้งหมด
ไม่ว่าชาติใดภาษาใด
ความโลภความเกลียดก็เหมือนกัน ทั้งในจิตใจของชาวเอเซียหรือชาวตะวันตก
ความทุกข์และการดับทุกข์ก็เหมือนกันในทุกๆคน


ถาม
เราควรอ่านตำรามากๆหรือศึกษาพระไตรปิฎกด้วยหรือไม่ครับ?

ตอบ
พระธรรมของพระพุทธเจ้านั้น
ไม่อาจค้นพบได้ด้วยตำรา

ถ้าท่านต้องการจะรู้จริงเห็นจริงด้วยตัวท่านเองว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร ท่านไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกับตำราเลย

จงเฝ้าดูจิตของท่านเอง พิจารณาให้รู้เห็นว่า ความรู้สึก(เวทนา)ต่างๆเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร,ความนึกคิด(สังขาร)เกิดขึ้นและดับไป
อย่างไร
อย่าได้ผูกพันอยู่กับสิ่งใดเลย

จงมีสติอยู่เสมอเมื่อมีอะไรๆเกิดขึ้นให้ได้รู้ ได้เห็น

นี่คือทางที่จะบรรลุสัจธรรมของพระพุทธองค์

จงเป็นปกติธรรมดาตามธรรมชาติ

ทุกสิง่ทุกอย่างที่ท่านทำอยู่ที่นี่(วัดหนองป่าพง) เป็นโอกาศแห่งการฝึกปฏิบัติธรรมะทั้งหมด

เมื่อท่านทำวัตรสวดมนต์อยู่ ก็ให้มีสติ
เมื่อท่านเทกระโถนหรือขัดล้างส้วม อย่าได้คิดว่าท่านกำลังทำบุญทำคุณให้แก่ผู้ใด
ธรรมะมีอยู่ในการเทกระโถนนั้น

อย่ารู้สึกว่าท่านกำลังฝึกปฏิบัติอยู่เฉพาะเวลานั่งขัดสมาธิเท่านั้น

พวกท่านบางคนบ่นว่า ไม่มีเวลาพอที่จะทำสมาธิภาวนา
แล้วเรื่องการหายใจล่ะท่านมีเวลาเพียงพอไหม

การทำสมาธิภาวนาของท่านคือการมีสติระลึกรู้
และรักษาจิตของท่านให้เป็นปกติตามธรรมชาติ
ในการกระทำทุกๆอิริยาบถ


ยอดข้าว
ชอบมากเลยครับ เนื้อๆเต็มๆขออีก
มนัส
ช่วงนี้กำลังยุ่งๆกับการย้ายบ้าน

ไม่ค่อยได้เข้ามาอ่านเท่าไหร่

เมื่อเข้ามาก็ไม่มีเวลาอ่านมากนัก

เดี๋ยวจะค่อยเข้ามาละเลียดอ่านใหม่

ค่อยๆอ่าน ค่อยๆคิด ทำความเข้าใจ

แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใด..ค่อยๆปฏิบัติตาม...

ค่อยๆลง เรือยๆนะคุณอา....

พักจิบน้ำชามั่งก็ได้...อืม..แต่คงไม่ดีนะอาเน๊อะ


........และผูกพัน.....
Ducklast
QUOTE(มนัส @ Jun 20 2010, 09:27 PM) *
ช่วงนี้กำลังยุ่งๆกับการย้ายบ้าน

ไม่ค่อยได้เข้ามาอ่านเท่าไหร่

เมื่อเข้ามาก็ไม่มีเวลาอ่านมากนัก

เดี๋ยวจะค่อยเข้ามาละเลียดอ่านใหม่

ค่อยๆอ่าน ค่อยๆคิด ทำความเข้าใจ

แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใด..ค่อยๆปฏิบัติตาม...

ค่อยๆลง เรือยๆนะคุณอา....

พักจิบน้ำชามั่งก็ได้...อืม..แต่คงไม่ดีนะอาเน๊อะ


........และผูกพัน.....


ผมดื่มชาทั้งวัน
ชาจริงๆ
ดื่มวันละอย่างน้อยกาหรือสองกาเป็นปกติมานานหลายปีแล้วขะรับ

แต่ว่าน้ำอัดลมตราสิงห์พักหลังงดดื่ม
ดื่มแล้วฉุ
เลยหันมาแถวๆร้อยเอ็ดแทน(100 ที่ไม่ทันจะถึง 101)

เมื่อวานคุณนม,นมจริงๆ เป็นนายดาบตำรวจชื่อว่านม เป็นตำรวจท่องเที่ยว แกไปช่องเม็กเลยหิ้ว jb มาฝากขวดนึง

เลยทำให้ต้องวางแผนสักแผน
แผนเด็ดหน้าจอบอลโลกก็คือ จะลงมือทำลายล้างjbคืนนี้ให้สิ้นทราก

เหล้ายาเป็นของไม่ดีจริงๆอย่างที่คุณมนัสว่า
ผมต้องทำลายมันให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินนี้

แหม..ทำลายมันมานานปีแล้ว ไม่ยักกะหมดซักกะทีเลยแฮะ

เดี๋ยวกลับมาโพสต์วันละ1คำตอบขะรับ
สักครึ่งชั่วโมง

(คุณยอดข้าวเข้ามาอ่านนบ่อยๆนะขะรับ อ่านแล้วต่างคนต่างก็ได้รับประโยชน์จาการอ่านไปด้วยกันเลย)
Ducklast


ถาม
ทำไมพวกเราจึงไม่มีการสอบอารมณ์กับอาจารย์ทุกวันล่ะครับ?

ตอบ
ที่นี่เราไมจำเป็นต้องมีการสอบอารมณ์กันทุกวัน

ถ้าท่านมีคำถาม
เชิญเข้ามาถามได้ทุกเวลา

ถ้าผมจะต้องตอบปัญหาเล็กๆน้อยๆทุกปัญหาของท่านบ่อยๆ
ท่านจะไม่มีทางรู้เท่าทันถึงการเกิดดับของความสงสัยในใจท่าน

เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านต้องเรียนรู้ที่จะสำรวจตัวเอง สอบถามตัวท่านเอง

จงตั้งใจฟังพระธรรมเทศนาทุกครั้ง แล้วนำเอาคำสอนนี้ไปเปรียบเทียบกับการฝึกปฏิบัติของท่านเอง
ว่าเหมือนกันหรือไม่
หรือว่าแตกต่างกันหรือไม่

ทำไมท่านจึงมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่
ใครคือผู้สงสัย

การสำรวจตัวเองเท่านั้นที่จะทำให้ท่านเข้าใจได้


ถาม
บางครั้งผมกังวลใจอยู่กับพระวินัยของพระสงฆ์ ถ้าผมฆ่าแมลงโดยบังเอิญ จะผิดไหมครับ?

ตอบ
ศีลหรือพระวินัย เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการฝึกปฏิบัติของเรา
แต่ท่านต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นในกฏเกณฑ์ต่างๆอย่างงมงาย

การฆ่าสัตว์หรือล่วงละเมืดข้อห้ามอื่นๆนั้น
สำคัญที่เจตนา
ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจของท่านเอง

อย่าได้กังวลกับเรื่องพระวินัยให้มากเกินไป

จริงอยู่ถ้านำพระวินัยมาปฏิบัติอย่างถูกต้องก็จะช่วยได้มาก
จะส่งเสริมการฝึกปฏบัติ

แต่กับพระภิกษุบางรูป กังวลกับกฏเกณฑ์เล็กๆน้อยๆมากเกินไปจนนอนไม่เป็นสุข

พระวินัยไม่ใช่ภาระที่ท่านต้องแบก

การปฏิบัติของเราที่นี่ มีรากฐานคือพระวินัย
รวมทั้งธุดงควัตรและการปฏิบัติภาวนา

การมีสติและการสำรวมระวังในกฏระเบียบต่างๆ ตลอดจนในศีล227ข้อนั้น ให้คุณประโยชน์อันใหญ่หลวง
ทำให้มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ต้องพะวงว่าจะต้องทำตนอย่างไร
ดังนั้นท่านจึงหมดเรื่องครุ่นคิด และมีสติดำรงอยู่แทน

พระวินัยทำให้พวกเราอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน และชุมชนก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น
ลักษณะภายนอก ทุกๆคนดูเหมือนกันและปฏิบัติอย่างเดียวกัน

พระวินัยเป็นบันไดอันแข็งแกร่ง นำไปสู่สมาธิยิ่ง ปัญญายิ่ง

การปฏิบัติอย่างถูกต้องตามพระวินัยของพระสงฆ์ และธุดงควัตร
ทำให้เรามีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ และต้องจำกัดบริขารของเราด้วย
ดังนั้นที่นี่เราจึงมีการปฏิบัติที่ครบถ้วนตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้า
คืองดเว้นจากการทำชั่วแต่ทำความดี
มีความเป็นอยู่ง่ายๆ ตามความจำเป็นพื้นฐาน
ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ โดยการเฝ้าดูจิตและกายของเราในทุกๆอิริยาบถ
เมื่อนั่งอยู่.ยินอยู่,เดินอยู่ หรือนอนอยู่ จงรู้ตัวของท่านเองเสมอ
มนัส
ดีครับคุณอา....ปะเดี๋ยวจัดส่งชาจีนมาฝาก...

ส่วนน้ำชาอย่างjb คุณอาไม่ต้องทำลายให้สิ้นซากหรอกครับ

ปล่อยให้คนอื่นเขาทำลายไปเหอะ...



........และผูกพัน........
ღ•♥AD♥•ღ

Morning นะคะ

น้ำชาดีต่อสุขภาพ
ชา jb ก็ดีต่อสุขภาพ อาคงรู้แล้ว ชา jb หมดยังคะ


Ducklast
ขอบคุณขะรับทั้งคุณมนัสและคุณღ•♥AD♥•ღ

จริงอย่างคุณღ•♥AD♥•ღว่้านะขะรับ(แหะๆใครเข้าข้างล่ะถูกใจนักเชียว)ประโยชน์ของjbก็มีอยู่จริงๆ

ภาษิตลี้คิมฮวงเขาถึงว่า"เหล้ามาปัญญาเกิด"
เคี๊ยกๆ ใยมิใช่สัจธรรมแห่งเมรัยเล่า

ลี้น้อยมีดบินยิ่งร่ำเมรัย มีดยิ่งเฉียบคม

ไม่เชื่อไปถามโกวเล้งก็ยังได้

ฮาๆเคี๊ยกๆ พร้อมแล้วเหี้ยมโหดแล้ว

ส่วนชาจีนที่ว่าจะหามาฝาก แหะๆถ้าเป็นไปได้ขอเป็นชาหมื่นปีแห่งเทือกเหลียงซานนะขะรับ
เขาว่าแค่ดมกลิ่นยังมิต้องจิบ กำลังภายในก็ทวีขึ้นอีก10เท่า

คนแก่ก็งี้แหละ ชอบหาแต่ของบำรุงพลังที่มันถดถอยน้อยลงไปทุกวัน



มนัส
ohmy.gif ชาหมื่นปีแห่งเทือกเหลียงซาน เลยเหรอครับ...

ดีเลยชาจีนที่มีอยู่ผมก็เปิดซองแล้วด้วยซิ

คุณอาคงต้องรอผมนานหน่อยนะครับ..แค่หมืนปีเองครับ..อิ..อิ... tongue.gif


.......และผูกพัน...........
Ducklast
ชีวิตเป็นไม่ยั่งยืน
ยังไงก็จะลองรอไปถึงหมื่นปีดูขะรับ

สงสัยนิดหน่อยว่า คนส่งชาจะอยู่จนถึงวันส่งชาให้คนรับที่นอนเป็นผักเน่าๆในตอนนั้นได้หรือเปล่า....

คิดแล้วออกจะสลดหดหู่กับความแก่ที่มันกำลังเดินดาหน้าเข้ามา

เขาเรียกว่ากาลเวลาย่ำผ่านชีวิตเราทุกวัน ผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไรเมื่อไหร่ก็เหลือเดา

เอางี้ก็แล้วกัน
เริ่มต้นหายาอายุวัฒนะให้ได้เสียก่อน เอายามายืดชีวิตไปได้หมื่นปี พอได้ยามากินยืดอายุแล้ว รับรองได้ส่งชารับชากันตอนนั้นแน่ๆ
ว่าแต่จะ่เริ่มต้นหายา จากตรงไหนดีล่ะ

-----------------------------------------------------------------------------

ก็ต้องเอา่ล่ะขะรับ มาว่าเรื่องถามตอบต่อไป

คลิกภาพขยายได้ขะรับ


ถาม
ผมควรจะทำอย่างไรเมื่อเกิดความสงสัย บางวันผมวุ่นวายใจด้วยความสงสัยในเรื่องการปฏิบัติ
หรือในความคืบหน้าของผม
หรือแม้แต่สงสัยในตัวอาจารย์?

ตอบ

ความสงสัยเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทุกคนต้องเริ่มต้นด้วยความสงสัย
ท่านอาจเรียนรู้ได้มากจากความสงสัย
ที่สำคัญคือ อย่าถือเอาความสงสัยนั้นเป็นตน
นั่นคืออย่าตกเป็นเหยื่อความสงสัย ซึ่งจะทำให้จิตใจของท่านหมุนวนเป็นวัฏฏะไม่มีที่สิ้นสุด

แทนที่จะให้มันเป็นเช่นนั้น
จงเฝ้าดูกระบวนการเกิดดับของความสงสัย ของความฉงนสนเท่ห์
ดูว่าใครคือผู้สงสัย
ดูว่าความสงสัยนั้นเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร
ท่านจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของความสงสัยอีกต่อไป

ท่านจะหลุดพ้นจากความสงสัย จิตของท่านจะสงบ
ท่านจะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร

จงปล่อยวางสิ่งต่างๆที่ท่านยึดมั่นถือมั่นอยู่
จงปล่อยวางความสงสัยของท่าน

เพียงแค่เฝ้าดูเท่านั้น

นี่คือที่สิ้นสุดของความสงสัย



มนัส
แค่หมื่นปีนี่ ผมต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอีกสักกี่ชาติ

แล้วสัญญาเดิมๆจะยังคงอยู่มั๊ยน้อ?

ขนาดจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ มีอำนาจมหาศาล

ยังมิอาจจะหายาอายุวัฒนะได้เลย...

เท่าที่เห็นตอนนี้คนอายุยืนสุดๆก็แค่ร้อยปีเศษๆ...

คุณอาครับ...ชาอู่หลง น่าจะได้ในชาตินี้ครับ...

แต่ถ้าชาสามม้าอะไรเนี่ย ก็ได้แบบไวไวควิกเลยครับ..อิ..อิ...




.........และผูกพัน.........
Ducklast
หมื่นปี,ถ้าจะต้องตายเกิดอีกไม่รู้กี่ชาติ
พันธะสัญญาส่งชามอบชาเห็นจะเป็นโมฆะ ด้วยว่าจำกันไม่ได้

นึกดูก็มีทางเดียวที่จะแก้ปัญหานี้

ต้องพากเพียรประพฤติปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้า
มีศีล สมาธิ ปัญญา ที่เรียกว่าไตรสิกขาเป็นหลัก

ทำจนกว่าจะถึงกับนึกเห็นชาติที่แล้วได้อย่างแจ่มชัด

อดีตชาติยังนึกออก อนาคตชาติก็ไม่มีปัญหา

หมื่นปีข้างหน้าจะรู้ล่วงหน้าว่าจะไปเกิดเป็นอะไรอยู่ที่ไหน

จะไปนั่งระลึกชาติจนจำพันธะสัญญาส่งมอบชาได้ตรงไหนเวลาใด

ทำได้อย่างนี้ก็ไม่ต้องพึ่งยาอายุวัฒนะ



แต่ว่าเราสอง คือคุณมนัสกับผม ต่างจะต้องระลึกชาติได้ทั้งคู่
หาไำม่แล้วเกิดผมจำได้ ลุกไปทวงชาคุณมนัส
หรือว่าคุณมนัสจำได้ฝ่ายเดียวเอาชามาส่งให้ผม

หากเป็นเช่นนั้นจริง ผมเห็นว่าท่ามันจะยุ่งๆ งงๆ กันยังไงชอบกลนะขะรับ

zhant~
QUOTE(Ducklast @ Jun 22 2010, 04:49 PM) *
ขอบคุณขะรับทั้งคุณมนัสและคุณღ•♥AD♥•ღ

จริงอย่างคุณღ•♥AD♥•ღว่้านะขะรับ(แหะๆใครเข้าข้างล่ะถูกใจนักเชียว)ประโยชน์ของjbก็มีอยู่จริงๆ

ภาษิตลี้คิมฮวงเขาถึงว่า"เหล้ามาปัญญาเกิด"
เคี๊ยกๆ ใยมิใช่สัจธรรมแห่งเมรัยเล่า

ลี้น้อยมีดบินยิ่งร่ำเมรัย มีดยิ่งเฉียบคม

-----------ฯลฯ
คนแก่ก็งี้แหละ ชอบหาแต่ของบำรุงพลังที่มันถดถอยน้อยลงไปทุกวัน




หลวงพ่อชาสอน+อีกแล้ว
วันหนึ่งใจมันไม่ค่อยดี
ใครพูด อะไรมันก็ไม่เข้าท่า
ไม่รับทั้งนั้น มันไม่เอาทั้งนั้นแหละ
ใช่ไหม ใจมันไม่ดี
ใจมันเปลี่ยนไปเสียแล้ว
มันเป็นเสียอย่างนั้น wacko.gif




ชาที่ว่านั่นน่ะ อย่าไปหาเลย
พลกำลังท่านก็ Fit&Ferm อยู่แล้ว(ดูจากภาพถ่ายปู่สรวง)

หลวงพ่อชาสอน
อะไร ๆมันก็ไม่เที่ยง ทั้งนั้น
มันเที่ยงก็เพราะมัน เป็นของมันอยู่อย่างนั้น


เดี๋ยวจะส่งชา "เม็ดกลม" ไปให้ลองชงดื่ม
เป็นตัวอย่างหากชอบ ต่อไปหาเองแถบนั้นคงไม่ยากที่จะได้ความถูกใจทั้งรส และกลิ่น



จาก เรา ที่รักหลวงพ่อชา biggrin.gif
มนัส
ผมก็งั้นแหละคุณอา...

อีกหมื่นปีข้างหน้าไม่รู้จะเกิดมาเป็นอะไร

ถ้าเป็นหนอนใบชา ชิมมี่โจได๋ ขึ้นมาจะส่งให้กันยังไง

ปฏิบัติธรรมตามคำสอนขององค์พระบรมศาสดา

คงจะหลุดพ้นจากกิเลศ เครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย

ชาหมื่นปีแห่งเขาเหลียงซาน ก็หมดความหมาย

ด้วยกิเลสได้ดับไปแล้วเนอะคุณอา....



........และผูกพัน.........
za_arnt

ถูกคอจัง คุณอาJB ส่วนเราก็BL
คุณมนัสล่ะอะไร
laugh.gif

แต่เราสองคนชวนคุณอาวกไปออกทะเล
ไปอ่าวตังเกี๋ยแล้ว ohmy.gif
วกกลับมาต่อเรื่อง วันละ1คำตอบของหลวงพ่อนะ นะ
Ducklast
QUOTE(มนัส @ Jun 24 2010, 10:19 AM) *
ผมก็งั้นแหละคุณอา...

อีกหมื่นปีข้างหน้าไม่รู้จะเกิดมาเป็นอะไร

ถ้าเป็นหนอนใบชา ชิมมี่โจได๋ ขึ้นมาจะส่งให้กันยังไง

ปฏิบัติธรรมตามคำสอนขององค์พระบรมศาสดา

คงจะหลุดพ้นจากกิเลศ เครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย

ชาหมื่นปีแห่งเขาเหลียงซาน ก็หมดความหมาย

ด้วยกิเลสได้ดับไปแล้วเนอะคุณอา....



........และผูกพัน.........


"ผมก็งั้นแหละคุณอา"

หลวงปู่หล้า วัดภูจ้อก้อ เคยตำหนิผม

ตอนนั้นนึกในใจหลังถวายปัจจัยไป84,000บาทเท่าพระธรรมขันธ์ "หลวงปู๊ ถ้าอานิสงส์จาการถวายปัจจัยมีจริง เกิดชาติหน้าก็ให้ได้เกิดในพระพุทธศาสนาเน้อ"
ยังกะหลวงปู่รู้
สิ้นคำอธิษฐานในใจ ท่านก็โพล่งชึ้นด้วยอันดังและทรงอำนาจ

"คนเราไม่สมควรจะดูถูกตนเอง คนที่เกิดมาพบพุทธศาสนา ต้องสร้างสมบารมีกันมาพอสมควร ฉนั้นอย่าดูถูกตนเอง"

ในที่นี้ผมก็กำลังคิดว่าคุณมนัสไม่ได้ดูถูกตนเอง
แต่กำลังถ่อมตัว

ฉนั้นอย่าถ่อมตัวนะขะรับ

เฮ้อ..จะว่าไปมันก็จริงดังคุณมนัสว่าแหละขะรับ
หากว่าไปเกิดเป็นหนอนเข้าให้ แล้วผมดันเกิดเป็นนกหิวโซ
ทีนี้ยิ่งยุ่งกันใหญ่

ยังไงก็ให้ผมเกิดเป็นใบชาก็แล้วกันนะ นะ

ส่วนคุณza_arntทักท้วงมา ต้องขอขอบคุณอย่างยิ่ง
ทะเลอ่าวตั๋งเกี๋ยนี่พลัดเข้าไปเมื่อไหร่หลงทะเลเอาง่ายๆจริงๆ

พรุ่งนี้งดออกทะเลก็แล้วกัน

มีอะไรดีๆมาให้ดูอีกด้วย

รอชมกันนะขะรับ
มนัส
รับทราบครับคุณอา...พยากรณ์อากาศบอกว่าคลื่นลมแรง

คนกิเลสหนาอย่างผมต้องงดออกทะเล

เข้าวัด...อุ๊บ..เข้าเว็ปฟังธรรม ปฏิบัติตน

ฝึกจิตฝึกใจให้สงบ....

จะนอนรอฟังธรรมมะตอนต่อไปครับ...



.........และผูกพัน.........
Ducklast
คลิปต่อไปนี้ เดิมเป็นภาพยนต์สารคดี ซึ่งฝรั่งทั้งคณะพากันมาถ่ายทำที่วัดหนองป่าพง
นานมากแล้ว น่าจะราวๆปี2518
ตอนนั้นหลวงพ่อชายังแข็งแรง และพระอาจารย์โรเบอร์ต สุเมโธยังอยู่ที่นั่นฝึกปฏิบัติกับหลวงพ่อ
ถ้าสังเกตุดีๆ ช่วงท้ายของคลิปจะมีล่ามคอยแปลคำถามคำตอบของหลวงพ่อชากับผู้สัมภาษณ์
ล่ามท่านนั้นคือพระอาจารย์โรเบอร์ต สุเมโธ

พระอาจารย์ โรเบอร์ต สุเมโธ

สารคดีชุดนี้แพร่หลายอยู่ในเว็บธรรมะทั่วโลก แม้กระทั่งyoutube แต่เสียงพากย์(บรรยาย)เป็นภาษาอังกฤษ
อาจทำให้บางท่านไม่สะดวกในการทำความเข้าในเนื้อหาของคลิปนี้

ผมจึงตัดสินใจทำsubtitleเป็นภาษาไทย เพื่อสะดวกในการชมคลิปยิ่งขึ้น

ผู้ช่วยคนสำคัญในการทำตรงนี้คือ Rado Tomesscu ชาวโรมาเนีย เขาช่วยในสิ่งที่ผมขาด
คือทำหน้าที่เป็นหู
คือฟังว่าเสียงบรรยายนั้นว่าอย่างไร แล้วก็ช่วยแปลอีกด้วย

ผมไม่เคยทำอย่างนี้มาก่อน
คือไม่เคยแปลภาษาอังกฤษที่เขาแปลมาจากภาษาไทยแล้วแปลกลับมาเป็นภาษาไทยอีกครั้ง

มันยากมากๆ

ดังนั้นผมจึงเกิดความรู้สึกนับถือผู้สามารถแปลภาษาอังกฤษ ที่เขาแปลมาจากภาษาไทย ให้กลับมาเป็นภาษาไทยอีกครั้งหนึ่ง
โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับธรรมะนะขะรับ


ดังนั้นข้อผิดพลาดจึงมีอยู่ ซึ่งผู้รู้จริงจะเห็น
แต่ทำได้แค่นี้ก็เชื่อว่าพอจะทำให้ทุกท่านเข้าใจใกล้เคียงข้อเท็จจริงที่สุด

ดังนั้น หวังว่าผู้รู้จริงจะสามารถช่วยบอกกล่าวแก้ไขกันใหม่ ให้ถูกต้องยิ่งขึ้น

เชิญชมขะรับ

วิถึแห่งสติปัญญา - The mindful way


ღ•♥AD♥•ღ


ดีจัง Thanks. นะจ๊ะ

ส่วนใหญ่คนเรามักปล่อยไม่ได้ วางไม่ลง
เลยไม่ได้ "ปล่อย" ไม่ได้ "วาง"
Ducklast

พระอาจารย์ โรเบอร์ต สุเมโธ กับ หลวงพ่อชา สุภัทโท
-------------------------------------------
ถาม
ท่านอาจารย์มีความเห็นเกี่ยวกับวิธีฝึกปฏิบัติ(วิธึภาวนา)วิธีอื่นๆอย่างไรครับ?
ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าจะมีอาจารย์มากมาย และมีแนวทางการทำวิปัสสนาหลายแบบจนทำให้เกิดความสับสน?

ตอบ
นั่นก็เหมือนกับการเดินทางเข้าไปในเมือง บางคนเข้าเมืองทางทิศเหนือ บางคนเข้าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทางถนนหลายสาย ฯลฯ

โดยมากแล้วแนวทางการภาวนาจะแตกต่างกันก็แต่เพียงรูปแบบเท่านั้น
ไม่ว่าท่านจะเดินทางสายใด เดินช้า เดินเร็ว
หากท่านมีสติอยู่เสมอ
ย่อมเหมือนกันทั้งนั้น

ข้อสำคัญ
แนวทางภาวนาที่ดีและถูกต้อง จะนำไปสู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น

ลงท้ายแล้ว..ต้องปล่อยวางแนวทางภาวนาทุกรูปแบบด้วย

ผู้ปฏิบัติต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวอาจารย์

แนวทางใดที่นำไปสู่การปล่อยวาง,สู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น ย่อมเป็นแนวทางที่ถูกต้อง

ท่านอาจอยากจะเดินทางเพื่อศึกษากับอาจารย์ท่านอื่น และลองปฏิบัติตามแนวทางอื่นบ้างก็ได้
พวกท่านบางคนก็ทำเช่นนั้น
นี่เป็นความต้องการตามธรรมชาติ

ท่านจะรู้ว่าแม้ได้ถามคำถามนับพันคำถามแล้ว
และมีความรู้เรื่องแนวทางปฏิบัติอื่นๆทุกแนวทางแล้ว
ก็ไม่อาจนำท่านเข้าถึงสัจจธรรมได้
ในที่สุดท่านจะรู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้


เพียงแค่หยุด และสำรวจตรวจสอบดูจิตของท่านเท่านั้นเอง
ท่านจะรู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร


ไม่มีประโยชน์ที่แสวงหาทางออกไปนอกตนเอง

ผลที่สุดท่านต้องกลับมาเผชิญหน้ากับสภาวะที่แท้จริงของตัวท่านเอง

ตรงนี้แหละที่ท่านจะเข้าใจธรรมะได้


มนัส
QUOTE
ท่านจะรู้ว่าแม้ได้ถามคำถามนับพันคำถามแล้ว
และมีความรู้เรื่องแนวทางปฏิบัติอื่นๆทุกแนวทางแล้ว
ก็ไม่อาจนำท่านเข้าถึงสัจจธรรมได้
ในที่สุดท่านจะรู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้


เพียงแค่หยุด และสำรวจตรวจสอบดูจิตของท่านเท่านั้นเอง
ท่านจะรู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร


ไม่มีประโยชน์ที่แสวงหาทางออกไปนอกตนเอง

ผลที่สุดท่านต้องกลับมาเผชิญหน้ากับสภาวะที่แท้จริงของตัวท่านเอง

ตรงนี้แหละที่ท่านจะเข้าใจธรรมะได้


คำสอนหลวงพ่อโดนใจอย่างแรง

เหมือนกับเรียนรู้มาก็มาก แต่ไม่ลงมือ

มัวแต่มองหาข้างนอก แต่ไม่ย้อนมองดูในตัวเอง


จะพยายามฝึกฝน มองดูตัวตนแลใจตัวเอง...


.........และผูกพัน..........
Ducklast
QUOTE(มนัส @ Jun 26 2010, 11:30 PM) *
คำสอนหลวงพ่อโดนใจอย่างแรง

เหมือนกับเรียนรู้มาก็มาก แต่ไม่ลงมือ

มัวแต่มองหาข้างนอก แต่ไม่ย้อนมองดูในตัวเอง


จะพยายามฝึกฝน มองดูตัวตนแลใจตัวเอง...


.........และผูกพัน..........


"อย่าส่งจิตออกนอก"ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ก็อยู่ในความหมายนี้
----------------------------------------------------



ถาม
มีหลายครั้งหลายหนที่ดูเหมือนว่าพระหลายรูปที่นี่ไม่ฝึกปฏิบัติ ดูท่านไม่ใส่ใจหรือขาดสติ เรื่องนี้กวนใจผมมาก?

ตอบ
มันไม่ถูกต้องที่จะคอยจับตาดูผู้อื่น
นี่ไม่ช่วยในการฝึกปฏิบัติให้แก่ท่านเลย
ถ้าท่านรำคาญใจ จงเฝ้าดูความรำคาญที่เกิดขึ้นในใจท่าน
ถ้าศีลของผู้อื่นบกพร่องหรือเขาเหล่านั้นไม่ใช่พระที่ดี ก็ไม่ใช่เรื่องของท่านที่จะไปตัดสิน
ท่านจะไม่เกิดปัญญาจากการจับตาดูผู้อื่น

พระวินัยเป็นเครื่องช่วยในการทำสมาธิภาวนาของท่าน ไม่ใช่อาวุธสำหรับใช้ติเตียนหรือจับผิดผู้อื่น

ไม่มีใครสามารถฝึกปฏิบัติให้ท่านได้
ท่านก็ไม่สามารถจะปฏิบัติให้ผู้อื่นได้

จงมีสติใส่ใจในการกระทำของตัวท่านเอง
นี่คือแนวทางของการปฏิบัติ


ถาม
ผมสำรวมระวังอย่างยิ่งที่จะสำรวมอินทรีย์ ผมทอดสายตาลงต่ำเสมอ และกำหนดสติอยู่กับการกระทำทุกอย่าง
แม้ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่นขณะกำลังฉันอาหารอยู่
ผมใช้เวลานาน พยายามที่จะรู้สัมผัสทุกอย่าง
เป็นต้นว่าเคี้ยว รู้รส รู้กลิ่น
ผมกำหนดรู้ทุกขั้นตอนด้วยความตั้งใจและระมัดระวัง
ผมปฏิบัติถูกต้องไหมครับ?

ตอบ
การสำรวมอินทรีย์นั้นเป็นการถูกต้องแล้ว
เราจะต้องมีสติในการฝึกเช่นนั้นตลอดวัน
แต่อย่าควบคุมให้มากเกินไป
เดิน,นั่ง,ยืน,ฉัน,ปฏิบัติตนให้เป็นธรรมชาติ ให้มีสติระลึกรู้ความเป็นธรรมชาติของสิ่งที่กำลังเป็นไปในตัวท่าน

อย่าบีบบังคับตนเองจนดูน่าขัน

เพราะว่านั่นเป็นตัณหาอย่างหนึ่ง

จงอดทน,ความอดทนได้ในสิ่งจำเป็น

ถ้าท่านปฏิบัติตนเป็นปกติตามธรรมชาติ
มีสติระลึกรู้อยู่เสมอ
ปัญญาที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติด้วย
มนัส
สวัสดีครับคุณอา...

ผมรู้แก่ใจตัว ว่าเป็นคนหงุดหงิดง่าย

โมโหง่าย แต่หายไว ประเภทใจร้อนเป็นวัยสะรุ่น...

ส่วนใหญ่ก็รู้ทั้งรู้ว่า เค้าเป็นคนยังไง

แต่เวลาพูดจากันทีไร เราก็มักจะหงุดหงิดใส่เค้าบ่อยๆ

ไอ้ตัวโกรธ นี่หลวงพ่อมีสอน ถึงธรรมมะข้อแนะนำในการปฏิบัติ

เพื่อลดความโกรธ...ความใจร้อน...อารมณ์ร้อน บ้างมั๊ยครับ

ต้องรบกวนคุณอา ช่วยนำมาลงด้วยนะครับ


........และผูกพัน.........
Ducklast
QUOTE(มนัส @ Jun 27 2010, 06:11 PM) *
สวัสดีครับคุณอา...

ผมรู้แก่ใจตัว ว่าเป็นคนหงุดหงิดง่าย

โมโหง่าย แต่หายไว ประเภทใจร้อนเป็นวัยสะรุ่น...

ส่วนใหญ่ก็รู้ทั้งรู้ว่า เค้าเป็นคนยังไง

แต่เวลาพูดจากันทีไร เราก็มักจะหงุดหงิดใส่เค้าบ่อยๆ

ไอ้ตัวโกรธ นี่หลวงพ่อมีสอน ถึงธรรมมะข้อแนะนำในการปฏิบัติ

เพื่อลดความโกรธ...ความใจร้อน...อารมณ์ร้อน บ้างมั๊ยครับ

ต้องรบกวนคุณอา ช่วยนำมาลงด้วยนะครับ


........และผูกพัน.........


ทุกคำตอบของหลวงพ่อชาพูดถึึงอย่างเดียวคือเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตในใจของตน

รวมถึงอารมณ์โกรธ

อันนี้ต้องอาศัยสติคือการระลึกรู้

ระลึกรู้ว่าความโกรธเกิดขึ้นแล้ว เมื่อรู้ว่าโกรธเกิดขึ้นก็เฝ้าดูความโกรธ เฝ้าดูนะขะรับ ไม่ไปวิจารณ์ ไม่ไปโอนเอนตามอารมณ์โกรธ

ดูมันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็คลายและหายไปในที่สุด

นั่นแหละขะรับที่ท่านบอกว่าเห็นการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา

เมื่อกาลนานมาแล้ว..ผมเชื่อว่าคุณมนัสไม่ได้เป็นผู้มีความโกรธเกินผมในตอนนั้นหรอก
ความโกรธของผมเป็นที่หวาดเกรงทั้งแก่พ่อแม่ญาติพี่น้องหรือแม้เพื่อนฝูง

หลวงปู่ก่าย(มรณไปแล้ว)เป็นผู้ที่เมตตาอบรมให้สติเรื่องนี้อยู่หลายปี
ไม่เคยกราบขอให้ท่านสอน ไม่เคยแสดงตนว่าเป็นคนมักโกรธ
แต่ท่านรู้เองด้วยวิธีใดไม่ทราบ
เห็นหน้าครั้งแรกก็พูดเลยว่า
"อย่าไปโกรธเขา"
เตือนสติแต่เรื่องโกรธเรื่องเดียวจนกระทั่งท่านมรณภาพไป

--------------------------------------------------------------------



ถาม
จำเป็นไหมครับที่จะต้องนั่งภาวนาให้นานๆ?

ตอบ
ไม่จำเป็นต้องนั่งภาวนานานนับเป็นเวลาหลายๆชั่วโมง
บางคนคิดว่า ยิ่งนั่งภาวนานานเท่าใด ยิ่งเกิดปัญญามาก

เคยเห็นไก่กกไข่อยู่ในรังของมันทั้งวันไหม ?

ปัญญาที่แท้จริงเกิดจากการที่เรามีสติในทุกๆอิริยาบถ

การฝึกปฏิบัติของท่านต้องเริ่มต้นขึ้นทันทีที่ท่านตื่นนอนตอนเช้า และต้องปฏิบัติต่อเนื่องให้ได้ตลอดวัน จนกระทั่งหลับไป

อย่าไปกังวลว่าท่านจะต้องนั่งภาวนานานๆ

สิ่งสำคัญคือท่านเพียงเฝ้าดู ไม่ว่าท่านจะเดินอยู่ นั่งอยู่ หรือกำลังเข้าห้องน้ำอยู่

แต่ละคนต่างก็มีทางชีวิตของตนเอง บางคนตายเมื่อมีอายุ50ปี บางคนเมื่ออายุ65ปี และบางคนเมื่อมีอายุ90ปี
ฉันใดก็ฉันนั้น
ปฏิปทาของท่านทั้งหลายก็ไม่เหมือนกัน
อย่าคิดมากหรือกังวลใจในเรื่องนี้เลย
จงพยายามมีสติและปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามปกติของมัน
แล้วจิตของท่านจะสงบมากขึ้น

ในสิ่งแวดล้อมทั้งปวง,มันจะสงบนิ่งเหมือนหนองน้ำใสในป่า
ที่ซึ่งบรรดาสัตว์ทั้งหลายที่สวยงามและหายากจะพากันมาดื่มน้ำในสระนั้น
ท่านจะเข้าใจถึงสภาวะธรรมชาติของสิ่งทั้งปวงในโลกอย่างแจ่มชัด
ท่านจะได้เห็นความมหัศจรรย์และแปลกประหลาดทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไป
แต่ท่านยังคงสงบนิ่งอยู่เหมือนเดิม

ปัญหาทั้งหลายจะเกิดขึ้น แต่ท่านก็จะรู้เท่าทันมันได้ทันที
นี่แหละคือศานติสุขของพระพุทธเจ้า


(หมายเหตุ.คำตอบนี้จะขยายความคำแปลในคลิปthe mindful wayได้อย่างดีที่สุด)


วิถึแห่งสติปัญญา - The mindful way




มนัส
ขอบคุณครับคุณอา...

จะพยายามมีสติระลึกรู้ครับ

ที่จริง มันเหมือนกับอะไรที่ไม่ชอบใจ มากระทบแล้วเราก็เลยหลุดไปเลย

เหมือนกาต้มน้ำนะคุณอา....พอไอน้ำมันดันฝาให้เผยอ ปล่อยไอออกไปบ้างแล้ว ก็จบ

แต่ทำให้คนอื่นที่ไม่รู้จักเรา ก็จะมองเราในแง่ที่ไม่ดี

กับบางเรื่อง ดูคนอื่นเขาโมโหโกรธากันนักหนา

เรากับมองว่ามันเป็นธรรมดา ไม่เห็นต้องมีอารมณ์..ไม่เห็นต้องโมโห...ไม่เห็นต้องโกรธเขา

ในเรื่องคนอารมณ์ร้อน...นี่เพื่อนพี่ชาย เขาก็ว่าไม่เจอกันนาน ผมดูใจเย็นขึ้นเยอะ

แต่ก็อย่างว่าแหละครับ...อย่าแหลมมาเข้าทาง..มาโดนบริเวณที่มันบวมเปล่งก็แล้วกัน...




......และผูกพัน.......
Ducklast
QUOTE(มนัส @ Jun 28 2010, 11:12 AM) *
ขอบคุณครับคุณอา...

จะพยายามมีสติระลึกรู้ครับ

ที่จริง มันเหมือนกับอะไรที่ไม่ชอบใจ มากระทบแล้วเราก็เลยหลุดไปเลย

เหมือนกาต้มน้ำนะคุณอา....พอไอน้ำมันดันฝาให้เผยอ ปล่อยไอออกไปบ้างแล้ว ก็จบ

แต่ทำให้คนอื่นที่ไม่รู้จักเรา ก็จะมองเราในแง่ที่ไม่ดี

กับบางเรื่อง ดูคนอื่นเขาโมโหโกรธากันนักหนา

เรากับมองว่ามันเป็นธรรมดา ไม่เห็นต้องมีอารมณ์..ไม่เห็นต้องโมโห...ไม่เห็นต้องโกรธเขา

ในเรื่องคนอารมณ์ร้อน...นี่เพื่อนพี่ชาย เขาก็ว่าไม่เจอกันนาน ผมดูใจเย็นขึ้นเยอะ

แต่ก็อย่างว่าแหละครับ...อย่าแหลมมาเข้าทาง..มาโดนบริเวณที่มันบวมเปล่งก็แล้วกัน...




......และผูกพัน.......


ถ้าจะพูดแบบ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านก็เคยบอกว่า ท่านเป็นคนน็อตหลวม ใครๆจำเป็นต้องระมัดระวัง ไม่งั้นเปิง
------------------------------------------------------------------------------------------



ถาม
ผมยังคงมีความนึกคิดต่างๆมากมาย
จิตของผมฟุ้งซ่านมาก ทั้งๆที่ผมพยายามจะมีสติอยู่?

ตอบ

อย่าวิตกในเรื่องนี้เลย
พยายามรักษาจิตของท่านให้อยู่กับปัจจุบัน
เมื่อเกิดรู้สึกอะไรอะไรขึ้นมาภายในจิตก็ตาม จงเฝ้าดูมัน และปล่อยวาง
อย่าแม้แต่จะหวังที่จะไม่ให้มีความรู้สึกนึกคิดเกิดขึ้นเลย
แล้วจิตก็จะเข้าสู่สภาวะตามปกติตามธรรมชาติของมันเอง
ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างความดีความชั่ว,ร้อนหรือหนาว,เร็วหรือช้า, ไม่มีเราไม่มีเขา,ไม่มีตัวไม่มีตน
อะไรๆก็เป็นอยู่ของมันอย่างนั้น

เมื่อท่านบิณฑบาต ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่เดินและเห็นตามที่เป็นอยู่
อย่ายึดมั่นถือมั่นอยู่กับการแยกตัวไปอยู่ตามลำพัง หรือกับการเก็บตัว
ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด จงรู้จักตัวเองด้วยการปฏิบัติตนเป็นปกติตามธรรมชาติ
เมื่อเกิดสงสัย,จงเฝ้าดูมันเกิดขึ้นและดับไป
เรื่องมันก็ง่ายๆ คืออย่ายึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใดทั้งนั้น

เหมือนท่านเดินไปตามถนน บางขณะจะพบสิ่งกีดขวางทางอยู่
ท่านเกิดกิเลสเครื่องเศร้าหมอง
จงรู้ทันมันและเอาชนะมันโดยการปล่อยวาง
ให้มันผ่านไปเสีย
อย่าไปคำนึงถึงสิ่งกีดขวางทางนั้น ที่ท่านได้ผ่านมันมาแล้ว
อย่าวิตกกังวลกับสิ่งที่ยังไม่ได้พบ
จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าสนใจกับระยะทางของถนนหรือกัยจุดหมายปลายทาง
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าท่านจะผ่านอะไรไป อย่ายึดมั่นถือมั่นไว้

ในที่สุดจิตจะบรรลุถึงความสมดุลตามธรรมชาติของจิต

เมื่อนั้นการปฏิบัติก็จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ

ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นและดับไปในตัวของมันเอง
Ducklast


ถาม
ท่านอาจารย์เคยพิจารณา"สูตรของเว่ยหล่าง"(พระสังฆปรินายก นิกายเซ็น องค์ที่6)บ้างไหมครับ?

ตอบ
ท่านฮุยเหนิง(เว่ยหล่าง)มีปัญญาเฉียบแหลมมาก
คำสอนของท่านลึกซึ้งยิ่งนัก ซึ่งมิใช่ของง่ายสำหรับผู้เริ่มต้นปฏิบัติจะเข้าใจได้
แต่ถ้าท่านปฏิบัติตามศีลด้วยความอดทน และฝึกที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น ท่านจะสามารถเข้าใจได้ในที่สุด

ครั้งหนึ่ง ลูกศิษย์ของผมคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในกุฏิหลังคามุงแฝก
ฤดูฝนปีนั้นฝนตกชุก และวันหนึ่งพายุพัดเอาหลังคาโหว่ไปครึ่งหนึ่ง
เขาไม่ได้ขวนขวายที่จะซ่อมแซมหรือมุงมันใหม่ ปล่อยให้ฝนรั่วอยู่อย่างนั้น

หลายวันผ่านไป,ผมได้ถามถึงกุฏิของเขา และเขาได้ตอบผมว่า เขากำลังฝึกการไม่ยึดมั่นถือมั่น

นี่เป็นการไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยไม่ใช้หัวสมอง
มันเกือบจะเหมือนการวางเฉยของควาย

ถ้าท่านมีความเป็นอยู่ดีและเป็นอยู่อย่างง่ายๆ
ถ้าท่านมีความอดทนและไม่เห็นแก่ตัว
ท่านจะเข้าใจซึ้งถึงปัญญาของท่านฮุยเหนิงได้

Ducklast


ถาม
ท่านอาจารย์เคยสอนว่า สมถะหรือสมาธิและวิปัสสนาหรือปัญญา
นี้เป็นสิ่งเดียวกัน
ขออาจารย์อธิบายเพิ่มเติมได้ไหมครับ?

ตอบ
นี่ก็เป็นเรื่องง่ายๆ
สมาธิ(สมถะ)และปัญญา(วิปัสสนา)นี้ต้องควบคู่กันไป
เบื้องแรกจิตจะตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่ได้ก็ด้วยการอาศัยอารมณ์ภาวนา
จิตจะสงบอยู่เฉพาะขณะที่ท่านนั่งหลับตาเท่่านั้น
นี่คือสมถะ
อาศัยสมาธิเป็นพื้นฐานช่วยให้เกิดปัญญาหรือวิปัสสนาในที่สุด
แล้วจิตก็จะสงบ

ไม่ว่าท่านจะนั่งหลับตาหรือว่าเดินอยู่ในเมืองที่วุ่นวาย

เปรียบเหมือนกับว่าครั้งหนึ่งท่านเคยเป็นเด็ก บัดนี้ท่านเป็นผู้ใหญ่
เด็กกับผู้ใหญ่เป็นคนเดียวกันหรือไม่

ท่านอาจบอกว่าเป็นคนเดียวกัน หรือมองอีกแง่หนึ่ง ท่านอาจบอกว่าเป็นคนละคนกัน

ในทำนองเดียวกัน สมถะกับวิปัสสนา ก็อาจพูดได้ว่าเป็นคนละเรื่องกัน เปรียบเหมือนอาหารกับอุจาระ ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นคนละอย่างกัน

แต่อีกแง่หนึ่งอาหารกับอุจาระก็เป็นสิ่งเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม,อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่ผมพูด จงฝึกปฏิบัติไปและเห็นจริงด้วยตัวท่านเอง

ไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษเลย แค่ท่านพิจารณาว่า สมาธิและปัญญา เกิดขึ้นได้อย่างไร
ท่านจะรู้ความจริงด้วยตัวท่านเอง

ทุกวันนี้คนมัวไปยึดมั่นอยู่กับชื่อที่ใช้เรียก
ผู้เรียกการปฏิบัติของเขาว่าวิปัสสนา.. สมถะก็ถูกหยามเหยียด
หรือผู้เรียกการปฏิบัติของเขาว่าสมถะ...ก็จะพูดว่าจำเป็นต้องฝึกสมถะก่อนวิปัสสนา

เรื่องเหล่านี้ช่างไร้สาระ
อย่าไปวุ่นวายกับมันเลย
เพียงฝึกปฏิบัติไป ท่านย่อมจะรู้ได้ด้วยตัวท่านเอง

มนัส
ทุกวันนี้คนมัวไปยึดมั่นอยู่กับชื่อที่ใช้เรียก
ผู้เรียกการปฏิบัติของเขาว่า
วิปัสสนา.. สมถะก็ถูกหยามเหยียด
หรือผู้เรียกการปฏิบัติของเขาว่า
สมถะ...ก็จะพูดว่าจำเป็นต้องฝึกสมถะก่อนวิปัสสนา

เรื่องเหล่านี้ช่างไร้สาระ
อย่าไปวุ่นวายกับมันเลย
เพียงฝึกปฏิบัติไป ท่านย่อมจะรู้ได้ด้วยตัวท่านเอง



จริงอย่างหลวงพ่อสอน...จะวิปัสนา หรือว่าสมถะ....ถ้าไม่เริ่มลงมือปฏิบัติ ก็ไม่มีความหมายอะไร.....



........และผูกพัน........
ღ•♥AD♥•ღ


"สมถะ" นี่เหมือนกับ "พอ" ไหมคะคุณอา


Ducklast
QUOTE( ღ•♥AD♥& @ Jul 2 2010, 05:56 AM) *


"สมถะ" นี่เหมือนกับ "พอ" ไหมคะคุณอา


ทั้งไม่เหมือน ทั้งไม่ใช่

คลิกเลย
http://www.igetweb.com/www/watkhokhmo/inde...&art=268954
Ducklast
QUOTE(มนัส @ Jul 1 2010, 06:42 PM) *
ทุกวันนี้คนมัวไปยึดมั่นอยู่กับชื่อที่ใช้เรียก
ผู้เรียกการปฏิบัติของเขาว่า
วิปัสสนา.. สมถะก็ถูกหยามเหยียด
หรือผู้เรียกการปฏิบัติของเขาว่า
สมถะ...ก็จะพูดว่าจำเป็นต้องฝึกสมถะก่อนวิปัสสนา

เรื่องเหล่านี้ช่างไร้สาระ
อย่าไปวุ่นวายกับมันเลย
เพียงฝึกปฏิบัติไป ท่านย่อมจะรู้ได้ด้วยตัวท่านเอง



จริงอย่างหลวงพ่อสอน...จะวิปัสนา หรือว่าสมถะ....ถ้าไม่เริ่มลงมือปฏิบัติ ก็ไม่มีความหมายอะไร.....



........และผูกพัน........


ถูกแล้วขะรับ
ดูแผนที่ทั้งวันทั้งคืนแต่ไม่ออกเดินตามแผนที่ จะมีประยชน์อันใด
--------------------------------------------------------



ถาม
ในการปฏิบัติของเรา จำเป็นไหมที่จะต้องเข้าถึงฌาณ?

ตอบ
ฌาณไม่ใช่เรื่องจำเป็น
ท่านต้องฝึกจิตให้มีความสงบและมีอารมณ์เป็นหนึ่ง(เอกัคคตา)
แล้วอาศัยอันนี้สำรวจตนเอง
ไม่ต้องทำอะไรพิเศษไปกว่านั้น

ถ้าท่านได้ฌาณในขณะฝึกปฏิบัติ ก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่อย่าไปหลงติดอยู่ในฌาณ หลายคนชงักติดอยู่ในฌาณ

มันทำให้เพลิดเพลินได้มากเมื่อไปเล่นกับมัน

ท่านต้องรู้ขอบเขตที่สมควร
ถ้าท่านฉลาด ท่านจะเห็นประโยชน์ของฌาณ เห็นขอบเขตของมัน
เช่นเดียวกับที่ท่านรู้ขั้นความสามารถของเด็กและขั้นความสามารถของผู้ใหญ่

Ducklast


ถาม
ทำไมเราต้องปฏิบัติตามธุดงควัตร เช่นฉันอาหารเฉพาะในบาตร?

ตอบ
ธุดงควัตรทั้งหลาย ล้วนเป็นเครื่องช่วยเราให้ทำลายกิเลส
การปฏิบัติตามข้อที่ว่า ให้ฉันอาหารในบาตร จะทำให้เรามีสติมากขึ้น
ระลึกว่าอาหารนั้นเหมือนยารักษาโรค
ถ้าเราไม่มีกิเลสเครื่องเศร้าหมองหรือว่าหมดแล้วซึ่งกิเลส มันก็ไม่สำคัญแล้วว่าเราจะฉันอย่างไร

เราอาศัยธุดงควัตรนี้ เพื่อทำให้การปฏิบัติของเราเป็นไปอย่างง่ายๆ
พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงบัญญัติธุดงควัตรไว้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพระภิกษุทุกองค์
แต่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติธุดงควัตร สำหรับพระภิกษุผู้ประสงค์จะปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
ธุดงควัตรเป็นสิ่งเพิ่มขึ้นมาในศีล, ช่วยเพิ่มความมั่นคงและเข้มแข็งของจิตใจเรา
ข้อวัตรเหล่านี้มีไว้ให้ท่านปฏิบัติ ไม่ได้มีไว้เพื่อให้ท่านคอยจับตาดูผู้อื่นปฏิบัติ

จงเฝ้าดูจิตของตัวท่านเองและดูว่าอะไรจะเป็นประโยชน์สำหรับท่าน
กฏข้อที่ว่าเราต้องอยู่กุฏิ จะเป็นกุฏิใดก็ตามที่กำหนดไว้ให้เรา นั่นเป็นกฏที่เป็นประโยชน์เช่นเดียวกัน
มันช่วยไม่ให้พระู่ติดที่อยู่
ถ้าผู้ใดจากไปแล้วและกลับเข้ามาใหม่ ก็จะต้องไปอยู่กุฏิใหม่
การปฏิบัติของพวกเราเป็นเช่นนี้
ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด


-----------------------------------------------------------------------------------------

อยากให้สังเกตดูตรงนี้

"ถ้าเราไม่มีกิเลสเครื่องเศร้าหมองหรือว่าหมดแล้วซึ่งกิเลส มันก็ไม่สำคัญแล้วว่าเราจะฉันอย่างไร"

"ข้อวัตรเหล่านี้มีไว้ให้ท่านปฏิบัติ ไม่ได้มีไว้เพื่อให้ท่านคอยจับตาดูผู้อื่นปฏิบัติ"

เรากำลังจะได้เห็นอะไรดีๆ
ดูี่เหมือนกับหลวงพ่อชาจะรู้ล่วงหน้าถึงความในใจของผู้ถาม
คือรู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ท่านจึงดักคอไว้ก่อน

พรุ่งนี้ติดตามดูตรงนี้นะขะรับ


Ducklast


ถาม
ถ้าหากว่าการใส่อาหารทุกอย่างลงรวมในบาตรเป็นสิ่งจำเป็นแล้ว
ทำไมท่านอาจารย์จึงไม่ปฏิบัติเช่นเดียวกัน
ท่านอาจารย์คิดว่าไม่สำคัญหรือที่อาจารย์จะต้องทำเป็นตัวอย่างแก่ศิษย์

ตอบ
ถูกแล้ว,อาจารย์ควรทำเป็นตัวอย่างแก่ศิษย์
ผมจะไม่ถือว่าท่านตำหนิผม
ท่านสามารถซักถามได้ทุกเรื่องที่อยากถาม

ไม่สำคัญเลยที่ท่านจะยึดติดอยู่กับตัวอาจารย์

ดูจากภายนอก,หากว่าผมปฏิบัติดีพร้อมหมดก็คงจะแย่มาก
พวกท่านทุกคนจะยึดติดอยู่กับตัวผม

แม้พระพุทธเจ้าเอง บางครั้งตรัสให้สาวกปฏิบัติอย่างหนึ่ง แต่พระองค์ท่านทรงปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง

ความไม่แน่ใจในตัวอาจารย์ของท่านจะช่วยท่านได้มาก

ท่านควรเฝ้าดูปฏิกิริยาของตัวท่านเอง
ท่านไม่คิดหรือว่า อาจบางทีจะเป็นไปได้ที่ผมแบ่งอาหารจากบาตร ใส่จานไว้ เพื่อเลี้ยงดูชาวบ้านที่มาช่วยทำงานวัด

ปัญญาคือสิ่งที่ท่านต้องเฝ้าดูและทำให้เจริญขึ้น

รับเอาแต่สิ่งที่ดีจากอาจารย์

จงรู้เท่าทันการฝึกปฏบัติของท่านเอง

ถ้าผมพักผ่อนในขณะที่พวกท่านทำความเพียร,ท่านจะโกรธหรือ?
ถ้าผมเรียกสีน้ำเงินว่าสีแดง หรือเรียกผู้ชายว่าผู้หญิง ก็อย่าเรียกตามผมอย่างหลับหูหลับตา

อาจารย์องค์หนึ่งของผม ฉันอาหารเร็วมาก ทั้งยังฉันเสียงดัง
แต่ท่านกลับสอนให้พวกเราฉันช้าๆและฉันอย่างมีสติ

ผมเคยเฝ้าดูท่านและขัดเคืองใจอย่างมาก
ผมเป็นทุกข์ แต่ท่านไม่ทุกข์เลย

ผมเพ่งเล็งแต่อาการภายนอก

ต่อมาจึงได้รู้ได้เข้าใจว่า บางคนขับรถเร็วมากแต่ระมัดระวัง บางคนขับช้าแต่ไม่ระมัดระวัง ทำให้มีอุบัติเหตุบ่อยๆ

อย่ายึดมั่นถือมั่นกับกฏระเบียบและรูปแบบภายนอก

ถ้าท่านใช้เวลาอย่างมาก 10 เปอร์เซ็นต์มองดูผู้อื่น
อีก 90 เปอร์เซ็นต์เฝ้าดูตัวท่านเอง
อย่างนี้นับว่าถูกต้อง

แรกๆผมเฝ้าสังเกตุท่านอาจารย์ทองรัตน์ อาจารย์ของผม และเกิดสงสัยในตัวท่านมาก
บางคนถึงกับว่าท่านเป็นบ้า
ท่านมักทำอะไรแปลกๆหรือเกรี้่ยวกราดเอากับลูกศิษย์ของท่าน
อาการภายนอกท่านโกรธ แต่ภายในจิตใจท่านกลับไม่มีอะไร
ไม่มีกระทั่งตัวไม่มีกระทั่งตน

ท่านน่าเลื่อมใสมาก
ท่านเป็นอยู่อย่างมีสติจนถึงวาระที่ท่านมรณภาพ

การมองออกไปนอกตัว จะเกิดการเปรียบเทียบ แบ่งเขาแบ่งเรา
ท่านจะไม่พบความสุขโดยวิธีนี้
ท่านจะไม่พบความสงบ ถ้าท่านมัวเสียเวลาแสวงหาคนที่ดีพร้อมหรือครูที่ดีพร้อม

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราดูที่ธรรมะ ที่สัจธรรม ไม่ใช่คอยจับตาดูผู้อื่น
Ducklast


ถาม
เราจะเอาชนะกามราคะที่เกิดขึ้นระหว่างฝึกปฏิบัติได้อย่างไรครับ
บางครั้งผมรู้สึกเป็นทาสของความต้องการทางเพศ?

ตอบ
กามราคะจะทุเลาเบาบางลงได้ด้วยการเพ่งพิจารณาความน่าเกลียด โสโครก
การยึดติดอยู่กับรูปกายเป็นสุดโต่งข้างหนึ่ง
เราต้องมองในทางตรงกันข้าม
จงพิจารณาร่างกายเหมือนซากศพ คือเห็นการเปลี่ยนแปลงเน่าเปื่อย
หรือพิจารณาอวัยวะต่างๆของร่างกาย เช่นปอด ม้าม ไขมัน อุจจาระ เป็นต้น
จงจดจำเอาไว้
จงพิจารณาให้เห็นจริงถึงความน่าเกลียดโสโครกของร่างกายเมื่อมีกามราคะเกิดขึ้น
นี่จะช่วยให้ท่านเอาชนะกามราคะได้

-------------------------------------------------------

ภาพของMarilyn Monroeเพื่อประกอบการพิจารณา
ภาพซ้ายเป็นภาพขณะยังมีชีวิต
ภาพขวาเป็นภาพที่ตำรวจพบศพเธอหลังจากตายอยู่ในบ้านระยะหนึ่ง


zhant~
อะธุรัง ชีวิตัง smile.gif ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน
ธุวัง มะระณัง biggrin.gif ความตายเป็นของยั่งยืน

สาธุ + รออ่านต่อนะคะ




Ducklast


ถาม
เมื่อผมโกรธ ผมควรจะทำอย่างไรครับ?

ตอบ
ท่านต้องแผ่เมตตา
ถ้าท่านมีโทสะระหว่างภาวนา ให้แก้ด้วยเมตตา
ถ้ามีใครทำไม่ดีหรือกำลังโกรธ,อย่าโกรธตอบ
หากท่านโกรธตอบ ท่านจะโง่ยิ่งกว่าเขา
จงเป็นคนฉลาด,ให้ความสงสารเห็นใจแก่เขา,เพราะว่าเขากำลังได้ทุกข์ (ทุกข์เพราะกำลังโกรธ-Ducklast)
จงมีเมตตาเต็มเปี่ยมเสมือนหนึ่งว่าเขาเป็นน้องชายที่รักยิ่งของท่าน
เพ่งเมตตาเป็นอารมณ์
ภาวนาแต่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลก
เมตตาเท่านั้นที่จะเอาชนะโทสะและความเกลียดชังได้

บางครั้งท่านอาจจะเห็นพระภิกษุรูปอื่นปฏิบัติไม่สมควร ท่านอาจรำคาญใจ ทำให้ทุกข์โดยใช่เหตุ
นี่ไม่ใช่ธรรมะของเรา
ท่านอาจคิดอย่างนี้ "เขาไม่เคร่งเท่าฉัน เขาไม่ใช่พระกรรมฐานที่เอาจริงเอาจังเช่นฉัน เขาไม่ใช่พระที่ดี"
นี่เป็นกิเลศเครื่องเศร้าหมองอย่างยิ่งของตัวท่านเอง
อย่าเปรียบเทียบ อย่าแบ่งเขาแบ่งเรา จงละทิฏฐิของท่านเสียและเฝ้าดูตัวท่านเอง
นี่แหละคือธรรมะของเรา

ท่านไม่สามารถบังคับทุกคนให้ปฏิบัติตามที่ท่านต้องการ หรือเป็นเช่นท่านได้
ความต้องการเช่นนี้มีแต่จะทำให้ท่านเป็นทุกข์
ผู้ปฏิบัติภาวนามักจะพากันหลงผิดในข้อนี้
การจับตาดูผู้อื่นไม่ทำให้เกิดปัญญาได้
จับตาดูตนเอง พิจารณาความรู้สึกของตนเองเท่านั้น จึงจะทำให้ท่านเข้าใจได้
มนัส
ขอบคุณมากครับคุณอา.....

เมตตา... แผ่เมตตา... ดูตัวเรา...



.......และผูกพัน........
Ducklast


ถาม
ผมง่วงเหงาหาวนอนอยู่มากครับ ทำให้ภาวนาลำบาก?

ตอบ
มีวิธีเอาชนะความง่วงอยู่หลายวิธี
เช่น ถ้าท่านนั่งอยู่ในที่มืด ให้ย้ายออกมาสู่ที่สว่าง
ลืมตา ลุกไปล้างหน้า ตบหน้าตนเอง หรือไปอาบน้ำ

ถ้ายังง่วงอยู่ ให้เปลี่ยนอิริยาบถ
เดินจงกรมให้มาก หรือเดินถอยหลัง ความกลัวว่าจะไปชนอะไร จะทำให้ท่านหายง่วง

ถ้ายังง่วงอยู่อีก ให้ยืนนิ่งๆ ทำใจให้สดชื่น สมมุติว่าตนเองขณะนั้นกำลังอยู่ในเวลากลางวัน หรือว่ากำลังอยู่ริมหน้าผาสูง ริมบ่อลึก ท่านจะไม่กล้าหลับ

ถ้าทำทุกอย่างแล้วยังไม่หายง่วง ก็จงนอนเสียเถอะ
เอนกายลงนอนอย่างสำรวมระวัง รู้ตัวอยู่จนกระทั่งหลับไป

เมื่อรู้สึกตัวตื่น จงลุกขึ้นทันที อย่ามองดูนาฬิกาหรือหลับต่ออีกหน่อย
ให้เริ่มต้นมีสติระลึกรู้ทันทีที่ตื่นขึ้น

ถ้าท่านง่วงนอนอยู่ทั้งวัน
ลองฉันอาหารให้น้อยลง
สำรวจตัวเอง อีก5คำท่านก็จะอิ่ม จงหยุดฉันตอนนั้น ดื่มน้ำจนอิ่ม
นั่นคือจงกะปริมาณอาหารให้พอดี

แล้วกลับไปเริ่มต้นดูกันใหม่อีก ดูความง่วงและความหิว

ท่านจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นและฉันน้อยลงไปเอง

เรื่องนี้ท่านต้องปรับตัวของท่านเอง

Ducklast


ถาม
ทำไมการอยู่ที่นี่, เราจึงตอบกราบกันบ่อยๆครับ?

ตอบ
การกราบเป็นสิ่งสำคัญมาก
การกราบเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ
จำเป็นต้องทำให้ถูกอีกด้วย

ก้มลงจนหน้าผากจรดพื้น วางศอกชิดกับหัวเข่า ฝ่ามือทั้งสองราบอยู่กับพื้น ห่างกันประมาณ 3 นิ้ว
กราบลงช้าๆ มีสติรู้อาการของกาย
การกราบช่วยแก้ไขความถือตัวของเรา
ควรกราบบ่อยๆ
เมื่อกราบครบ 3 หน ควรตั้งจิตระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์
นั่นคือคุณลักษณะแห่งจิตอันสะอาด สว่างและสงบ

ดังนั้นเราจึงอาศัยรูปแบบนี้ฝึกตน
กายและจิตจะประสานกลมกลืนกัน

อย่าหลงผิดไปจับตาดูผู้อื่นว่าเขากราบอย่างไร

หากสามเณรน้อยดูเหมือนไม่ใส่ใจ หรือพระผู้เฒ่าดูเหมือนขาดสติ
นั่นไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปตัดสิน

บางคนอาจสอนยาก บางคนเรียนได้เร็ว บางคนเรียนช้า

การพิจารณาตัดสินผู้อื่น มีแต่จะเพิ่มความหยิ่งทะนงตน

จงเฝ้าดูการกราบบ่อยๆ ขจัดความหยิ่งทะนงตนออกไป

ผู้เข้าถึงธรรมะอย่างแท้จริงแล้ว ท่านจะอยู่เหนือรูปแบบทุกอย่าง
ทุกๆสิ่งที่ท่านทำก็มีแต่ความอ่อนน้อมถ่อมตน
เดินก็ถ่อม,ฉันก็ถ่อม ทั้งนี้เป็นเพราะว่าท่านล่วงพ้นความเห็นแก่ตนไปแล้ว
มนัส
การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ เป็นการทำความเคารพที่สวยงาม

ผมมีข้อสงสัยอยู่ประการนึง จำไม่ได้ว่าแบบไหนที่ถูกต้อง

มือที่กราบควรจะลงพร้อมกันทั้ง2มือ รึว่ามือข้างใดข้างหนึ่งลงก่อน

คุณอา พอจะทราบมั๊ยครับ...



........และผูกพัน........
Ducklast
QUOTE(มนัส @ Jul 12 2010, 06:30 PM) *
การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ เป็นการทำความเคารพที่สวยงาม

ผมมีข้อสงสัยอยู่ประการนึง จำไม่ได้ว่าแบบไหนที่ถูกต้อง

มือที่กราบควรจะลงพร้อมกันทั้ง2มือ รึว่ามือข้างใดข้างหนึ่งลงก่อน

คุณอา พอจะทราบมั๊ยครับ...



........และผูกพัน........


เรื่องนี้ตอบยาก
ที่ตอบยากเพราะไม่ทราบชัด
เหตุที่ไม่ทราบชัดเพราะว่าไม่เคยนึกสงสัย เมื่อไม่ได้สงสัยจึงไม่เคยสอบถามใครให้เกิดความรู้ที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตามเท่าที่เคยเห็นก็มีการกราบทั้ง2แบบ, ฝ่ามือทั้งสองข้างลงพร้อมกันและลงทีละข้าง

ในความเห็นส่วนตัว เห็นว่าลงพร้อมกันทั้งสองข้างถูกต้อง

แต่เรามักเห็นพระผู้เฒ่าลงทีละข้าง โดยมากลงข้างขวาก่อน,ข้างซ้ายตาม

บางทีอาจเพราะสังขารที่ชราภาพแล้ว ไม่แข็งแรงพอ จึงลงข้างเดียวก่อนเพื่อประคองลำตัวไว้
ถ้าลงพร้อมกันบางทีจะเป็นอาการตะครุบกบ เพราะว่าจะต้องลงอย่างรวดเร็วปานดาวตก กล้ามเนื้อหลังและเอวสู้ไม่ไหว

อีกประเด็นหนึ่งอาจเพราะผ้าครองที่ห่มกายเป็นเหตุ
ข้างขวาไหล่เปลือยลงได้ถนัดก่อน
ข้างซ้ายติดอยู่กับผ้าคลุมแถมมีม้วนลูกบวบรั้งด้านหลังแขน อาจทำให้ไม่ถนัด
จึงต้องลงทีละข้าง โดยลงข้างขวาก่อน

ใครเคยบวชน่าจะตอบประเด็นนี้ได้ดี

เฮ้อ..พ่อเจ้าประคุณมนัสนี่ก็ช่างปะไร ขึ้สงสัยไปซะทุกเรื่องแฮะ
zhant~
QUOTE(มนัส @ Jul 12 2010, 06:30 PM) *
การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ เป็นการทำความเคารพที่สวยงาม

ผมมีข้อสงสัยอยู่ประการนึง จำไม่ได้ว่าแบบไหนที่ถูกต้อง

มือที่กราบควรจะลงพร้อมกันทั้ง2มือ รึว่ามือข้างใดข้างหนึ่งลงก่อน

คุณอา พอจะทราบมั๊ยครับ...


........และผูกพัน........


ที่คุณอาตอบ ถูกแล้วนะคะแล้ว...
ผู้ชายต้องนั่งท่า เทพบตร คุกเข่าปลายเท้าตั้ง
ผู้หญิงนั่งท่าเทพธิดา นั่งคุกเข่าปลาย เท้าราบ
หลัง ๆนี่จะผิดแปลกไปบ้าง ก็ยังเคยงง งง กับการวางทีละมือ


การกราบแบญ จางคประดิษฐ์ ใช้กราบพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์
การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ หมายถึง การ ที่ให้อวัยวะทั้ง 5 คือ เข่าทั้ง 2 มือทั้ง 2 และหน้าผาก จรดพื้น
การกราบจะมี 3 จังหวะ และจะต้องนั่งอยู่ในท่าเตรียมกราบ
ท่าเตรียมกราบ
ชาย นั่งคุกเข่าปลายเท้าตั้ง นั่ง บนส้นเท้า มือทั้งสองวางบนหน้าขาทั้ง สองข้าง (ท่าเทพบุตร)



หญิง นั่งคุกเข่าปลายเท้าราบ นั่งบนส้นเท้า มือทั้งสองวางบน หน้าขาทั้งสองข้าง (ท่าเทพธิดา)



จังหวะ ที่ 1 ( อัญชลี) ยกมือขึ้นประนมระหว่างอก ปลายนิ้วชิดกันตั้งขึ้นแนบตัวไม่กางศอก
จังหวะที่ 2 (วันนา) ยกมือขึ้น พร้อมกับก้มศีรษะ โดยให้ปลายนิ้วชี้จรดหน้า ผาก
จังหวะที่ 3 (อภิวาท) ทอดมือลง กราบ ให้มือและแขนทั้งสองข้างลงพร้อมกัน มือคว่ำห่างกันเล็กน้อยพอให้หน้าผากจรด พื้นระหว่างมือได้

ชาย ให้กางศอกทั้งสองข้างลง ต่อจากเข่าขนานไปกับพื้น หลังไม่โก่ง
หญิง ให้ศอกทั้งสองข้าง คร่อมเข่าเล็กน้อย
ทำสามจังหวะให้ครบสามครั้ง

แล้วยกมือขึ้นจบโดยให้ปลายนิ้วชี้จรดหน้าผาก แล้วปล่อยมือลง
การกราบไม่ควรให้ช้าหรือ เร็วเกินไป

ขอบคุณค่ะสำหรับ
เนื้อหา :: http://kanchanapisek.or.th/kp8/mthai/res.html laugh.gif
รูปภาพ :: http://www.dhammajak.net มารีอเรนจ์บายแช้น tongue.gif


มนัส
ขอบคุณครับ คุณอาทั้งสอง...

ก็ยังสงสัยเหมือนกัน ว่าทำไมตัวเองขี้สงสัย...

แต่ผมไม่เคยสงสัยขี้นะครับ...เพราะขี้อะไรก็เหม็น...อิ..อิ...


ผมปุจฉา...คุณอาก็วิสัชชนา...ก็โอเคแล้วนิครับ..จะได้ไม่เหงา...



.........และผูกพัน........
มนัส
คุณอาครับ...แล้ววันนี้จะมี 1 คำตอบของหลวงพ่อชารึปล่าวคร้าบ.....



..........และผูกพัน........
Ducklast
QUOTE(มนัส @ Jul 14 2010, 05:48 PM) *
ขอบคุณครับ คุณอาทั้งสอง...

ก็ยังสงสัยเหมือนกัน ว่าทำไมตัวเองขี้สงสัย...

แต่ผมไม่เคยสงสัยขี้นะครับ...เพราะขี้อะไรก็เหม็น...อิ..อิ...


ผมปุจฉา...คุณอาก็วิสัชชนา...ก็โอเคแล้วนิครับ..จะได้ไม่เหงา...



.........และผูกพัน........


จริงล่ะแฮะ



-------------------------------------------------------



ถาม
อุปสรรคใหญ่ของลูกศิษย์ใหม่ของท่านอาจารย์คืออะไรครับ?

ตอบ
ทิฏฐิ-ความเห็นและความนึกคิดเกี่ยวกับสิ่งทั้งปวงที่เกี่ยวกับตัวเขาเอง
เกี่ยวกับการปฏิบัติภาวนา เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า

หลายๆท่านที่มาที่นี่ มีฐานะตำแหน่งการงานสูงในสังคม
บางคนเป็นพ่อค้ามั่งคั่ง บางคนเป็นครูและข้าราชการหรือได้รับปริญญาต่างๆ

สมองของพวกเขาเต็มไปด้วยความคิดเห็นต่อสิ่งต่างๆ
พวกเขาฉลาดเกินกว่าที่จะฟังผู้อื่น
เปรียบเหมือนน้ำในถ้วย
ถ้าถ้วยมีน้ำสกปรกอยู่เต็ม ถ้วยนั้นย่อมใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้
เมื่อเทน้ำเก่าทิ้งไปแล้วเท่านั้น ถ้วยใบนี้จึงกลับมาใช้ประโยชน์ได้

ท่านต้องทำจิตให้ว่างจากทิฏฐิ แล้วท่านจะได้เีรียนรู้

การปฏิบัติของเราอยู่เหนือความฉลาดหรือว่าความโง่

ถ้าท่านคิดว่าฉันเก่ง ฉันรวย ฉันเป็นคนใหญ่คนโต ฉันเข้าใจพุทธศาสนาแจ่มแจ้งหมด
ท่านจะไม่เห็นความจริงในเรื่องของอนัตตา หรือความไม่ใช่ตัวตน
ท่านจะมีัแต่ตัวตน
ตัวฉัน ของฉัน

พระพุทธศาสนาคือการละตัวตน
เป็นความว่าง เป็นความไม่มีทุกข์ เป็นนิพพาน



นี่คือหมวดอ่านเว็บบอร์ดแบบไม่มีกราฟฟิค : หมวดที่คุณสามารถดูข้อมูลได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องโหลดกราฟฟิคมากมาย ซึ่งบอร์ดได้ตัดส่วนนั้นออก เพื่อให้โหลดไวขึ้น
แต่ถ้าคุณอยากกลับไปดูข้อมูลแบบเต็มรูปแบบ ให้คุณคลิกที่นี่
.
Invision Power Board © 2001-2019 Invision Power Services, Inc.